ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 37 รถจักรยาน

    ตอนที่37 รถจักรยาน

     

    เมื่อเห็นว่ายังไม่บ่ายแก่มากฟู่เยี่ยนจึงไปเดินสำรวจตลาดมืดของเมืองนี้กับฟู่ต้าหย่ง

     

    ปันต้าเหม่ยบอกว่าตลาดที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ใช้เวลาเดินไปประมาณ 10 นาที แม้จะเรียกขานว่าเป็นตลาดมืด แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงซอยเล็กๆ เท่านั้น

     

    ซอยเล็กแห่งนี้มีความคดเคี้ยวหากไม่ใช่เพราะฟู่เยี่ยนมีเนตรสวรรค์ เธอคงหามันไม่เจอ

     

    เมื่อเข้าไปในซอยก็พบว่ามีการวางขายสินค้าอยู่ไม่น้อยมีทั้งขายธัญพืช ขายไข่ไก่ขายผักที่ปลูกกันเองในครอบครัว……ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งหาที่เหมาะ ๆแล้วนำเหล้าองุ่นออกมาวางหนึ่งถัง

     

    เพียงแค่วางไปบนพื้นแบบนั้นแล้วรอให้มีคนเข้ามาถาม

     

    ข้างกันเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่นำข้าวสารมาขายแม้จะไม่ใช่ผลผลิตของปีนี้ แต่ก็ถูกเก็บรักษาไว้ได้เป็นอย่างดีฟู่เยี่ยนอยากจะซื้อเพื่อจะนำไปทำเหล้าขาวนอกจากนี้ยังสามารถนำไปต้มโจ๊กกินได้อีกด้วย

     

    ฟู่ต้าหย่งจึงเดินเข้าไปใกล้หลังจากพูดคุยกันไม่กี่คำก็เป็นอันตกลงซื้อขายกัน ชายคนนั้นยื่นกระสอบใส่ข้าวให้พอรับเงินแล้ว เขาก็จากไปทันที

     

    ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งนั่งรอจนถึงช่วงเที่ยงวันก็ยังไม่มีใครเดินเข้ามาถามสองพ่อลูกจึงอยากเก็บของเพื่อไปหาซื้ออะไรกิน จะได้ไปถามหาซื้อรถจักรยานต่อ

     

    ในเวลานี้ได้มีคนหนึ่งเดินเข้ามาชายคนนี้เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 20 ปี เขามองดูถังเหล้าที่อยู่บนพื้นดวงตาก็เป็นประกายออกมา จึงสอบถามราคาอย่างเงียบ ๆ

     

    ฟู่ต้าหย่งคิดอยู่ครู่หนึ่งปกติเขาขายให้ปันต้าเหม่ยในราคาถังละ 5 หยวน แต่ที่นี่ต้องขายแพงกว่าดังนั้นเขาจึงตั้งราคาไว้ที่ 7 หยวน

     

    ชายหนุ่มคนนั้นเปิดฝาถังดมกลิ่นเหล้าแล้วควักเงินจ่ายซื้อทันที

     

    “มีแค่ถังเดียวหรือ? ” เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มคนนี้อยากได้เพิ่ม

     

    “หากคุณอยากซื้อสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้แล้วทิ้งที่อยู่ไว้ให้เรา เราจะนำไปส่งให้”

     

    “ตกลงในอีก 3 วันข้างหน้าผมอยากได้ 30 ถัง พอจะนำมาส่งให้ได้ไหม ? ส่งให้ที่ลานของศาลากลางน่ะ”

     

    ฟู่เยี่ยนมองชายหนุ่มคนนี้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นลูกหลานเจ้าหน้าที่ทางการ

     

    ฟู่ต้าหย่งเกิดความลังเลเล็กน้อยบ้านหลังใหญ่อยู่ติดกับศาลากลาง ? เกิดพวกเขาถูกจับกุมขึ้นมาจะทำอย่างไร ? แต่ถ้าเป็น3 วันให้หลังสามารถไปส่งให้ได้ เพราะตอนนั้นเขาคงส่งเสี่ยวจินขึ้นรถไฟไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว

     

    ดูเหมือนชายหนุ่มคนนี้จะมองออกถึงความกังวลใจของเขาชายหนุ่มจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

     

    “ลุงวางใจได้คนที่ทำงานในศาลากลางล้วนต้องกินต้องดื่มเช่นกัน เอาแบบนี้แล้วกันในตอนที่ลุงไปที่นั่นให้บอกว่าเป็นอาเขยของผม ถ้าหากผมไม่อยู่ลุงก็เอาไปส่งให้กับแม่ของผม ผมชื่อจางเหว่ย แม่ผมแซ่เยว่”

     

    ฟู่ต้าหย่งกัดฟันด้วยความลังเลแต่สุดท้ายก็ตอบตกลงในที่สุด

     

    ฟู่เยี่ยนมองดูชายหนุ่มคนนี้เธอเห็นว่าเขาเป็นคนมีแววตาเที่ยงตรง เชื่อถือได้ ดังนั้นในตอนที่ฟู่ต้าหย่งตอบรับเธอจึงไม่ได้คัดค้านอะไร

     

    เพียงแต่จุดยิ้นถาง[1] ของเขาเป็นสีดำคล้ำเล็กน้อย ดูเหมือนวันนี้เขาจะประสบพบเจอกับภัยพิบัติเล็ก ๆ

     

    “พี่ชายฉันเห็นว่าจุดยิ้นถางของพี่เป็นสีดำคล้ำเล็กน้อย ฉันมียันต์แคล้วคลาด ฉันให้พี่มันสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตรายได้” ฟู่เยี่ยนกล่าวออกมา

     

    จางเหว่ยชะงักไปเล็กน้อยเขารู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว แม้เขาจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูดแต่เขาเป็นคนนิสัยดี ปกติไม่เคยหักหน้าใคร

     

    “งั้นต้องขอบคุณน้องสาวด้วย”พูดแล้วเขาก็รับยันต์แคล้วคลาดมาจากเธอแล้วใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงของตนเองอย่างไม่ใส่ใจ

     

    ฟู่เยี่ยนเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่เชื่อแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีเขาไม่หักหน้าคนอื่นอย่างเปิดเผย ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะเธอถือว่าเธอได้ปกป้องคุ้มครองลูกค้าของตนเอง

     

    หลังจากจ่ายมัดจำจองเหล้าเรียบร้อยแล้วจางเหว่ยก็ยกถังเหล้าเดินออกไปอย่างมีความสุข

     

    ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนเองก็

    ช่วยกันลากกระสอบข้าวสารที่หนักกว่า10 กิโลกรัมออกไปจากซอย สองพ่อลูกไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐและเมื่อเดินไปถึงบริเวณที่ไม่มีคนฟู่เยี่ยนก็นำกระสอบข้าวสารนั้นโยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอ

     

    วันนี้ร้านอาหารของรัฐไม่ค่อยมีอะไรน่ากินสองพ่อลูกจึงซื้อบะหมี่มานั่งกินคนละชาม หลังจากกินเสร็จก็พากันไปซื้อรถจักรยาน !

     

    ตอนแรกฟู่เยี่ยนยังอยากไปร้านขายของเก่าก่อนแต่เธอก็คิดได้ว่ารถจักรยานสำคัญกว่า ซื้อรถจักรยานเสร็จแล้วค่อยไปร้านนั้นก็ยังไม่สาย!

     

    กว่าสองพ่อลูกจะมาถึงสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคก็เป็นเวลาบ่าย2 โมงแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวที่สุดในฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังง่วงนอนและเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานสองพ่อลูกไปซื้อผ้าก่อน จากนั้นถึงได้ขึ้นไปชั้นบนเพื่อซื้อรถจักรยาน

     

    ในยุคนี้การไปซื้อรถจักรยานไม่ต่างจากตอนไปซื้อรถเก๋งในยุคสมัยหลังมันถือเป็นเรื่องที่เป็นหน้าเป็นตามากดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

     

    แต่พนักงานขายที่เคาน์เตอร์จักรยานกำลังฟุบหน้านอนหลับอยู่ฟู่ต้าหย่งเรียกเธอเบา ๆ 2 ครั้ง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา

     

    สองพ่อลูกจึงต้องเดินดูรถจักรยานที่มีขายอยู่บนชั้นนี้ก่อนในเวลานี้มีรถจักรยานขายอยู่เพียง 2 แบรนด์เท่านั้นคือแบรนด์หยงจิ่วและแบรนด์เฟิ่งหวง แต่หากว่ากันถึงเรื่องส่วนแบ่งทางตลาดแบรนด์หยงจิ่วค่อนข้างขายดีกว่า ดังนั้นส่วนใหญ่จึงมีขายแต่แบรนด์หยงจิ่ว

     

    ผ่านไปราวสิบนาทีพนักงานขายก็เงยหน้าขึ้นมองฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนโดยไม่ลืมทักทาย

     

    “ไม่ทราบว่าคุณต้องการซื้อรถจักรยานใช่ไหม? ”

     

    หลังจากได้รับคำตอบที่ยืนยันพนักงานขายก็แนะนำรถจักรยานแต่ละรุ่นให้สองพ่อลูกฟังอย่างไม่รีรอ

     

    “รถจักรยาน2 คันทางฝั่งนี้เป็นแบรนด์หยงจิ่ว เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของทางร้าน ราคาคันละ 185หยวน ใช้ตั๋วรถจักรยาน 1 ใบค่ะ

     

    ส่วนคันนี้เป็นแบรนด์เฟยเกอซึ่งเป็นแบรนด์ออกใหม่ ราคาถูกกว่า ราคาอยู่ที่ 160 หยวน แม้จะมีราคาถูกแต่คุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าแบรนด์หยงจิ่วเลยเพียงแต่ตอนนี้ทุกคนรู้จักแต่แบรนด์หยงจิ่วเท่านั้น”

     

    ฟู่เยี่ยนเห็นหน้าตาของรถทั้งสองคันก็เหมือนกันหมดเลยซื้อแบรนด์เฟยเกอ ฟู่ต้าหย่งเองก็คิดแบบนี้เหมือนกันดังนั้นเขาจึงควักเงินจ่ายทันที

     

    ตอนแรกพนักงานขายยังรู้สึกเบื่อหน่ายเพราะเคาน์เตอร์ของเธอมันช่างเงียบเหงาเหลือเกินเธอคิดว่าแค่แนะนำสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไรแต่คิดไม่ถึงเลยว่าฟู่ต้าหย่งจะตัดสินใจซื้ออย่างง่ายดายเช่นนี้

     

    ดังนั้นเธอจึงช่วยเข็นรถจักรยานออกมาและยังบอกสองพ่อลูกอีกว่าเมื่อซื้อรถจักรยานแล้วสามารถไปรับขนมฟรีได้ที่เคาน์เตอร์ของชั้นหนึ่ง

     

    นี่เป็นวิธีส่งเสริมการขายที่สหกรณ์จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคใช้

     

    สองพ่อลูกเข็นรถจักรยานออกมาจากสหกรณ์และเป็นที่จับตามองจนคนที่ผ่านไปผ่านมาต้องเหลียวหลังนั่นมันรถจักรยานคันใหม่เลยนะ !

     

    ฟู่เยี่ยนเห็นว่าพ่อของเธอดีใจมากเธอจึงตัดสินใจแล้วว่าจะต้องช่วยอาเล็กให้แต่งงานกับอาสะใภ้ให้ได้ !

     

    ของขวัญชิ้นนี้มันช่างพิเศษเหลือเกิน! ฟู่ต้าหย่งปั่นจักรยานรับลม ในขณะที่ฟู่เยี่ยนนั่งซ้อนอยู่เบาะหลังตอนนี้ฟู่เยี่ยนลืมเรื่องร้านขายของเก่าไปแล้วสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอตอนนี้คือการนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานเพื่อรับลม !

     

    ดังนั้นพ่อและลูกสาวจึงปั่นรถจักรยานกินลมชมวิวนานกว่าสองชั่วโมงแล้วกลับไปที่หมู่บ้านอันผิงทันทีที่เข้าไปในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านก็พากันตื่นเต้นเพราะเหล่าฟู่ปั่นรถจักรยานคันใหม่กลับมากลับมา !

     

    ต้องรู้ว่าตอนนี้ในหมู่บ้านมีรถจักรยานเพียงแค่2 คันเท่านั้น คันหนึ่งเป็นของครอบครัวผู้ใหญ่บ้านและอีกคันเป็นของครอบครัวฟู่เฉิง

     

    พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้นำของหมู่บ้านและทำงานให้กับทางการจึงสามารถซื้อรถจักรยานได้ แต่นี่ฟู่ต้าหย่งก็สามารถซื้อรถจักรยานได้เหมือนกันหรือ!

     

    แต่ไม่นานทุกคนต่างก็เข้าใจในแบบของตนเอง ฟู่เหล่าชวนทำงานมีเงินเดือนแล้วจะบอกว่าเงินเดือนของเขาได้ไม่มาก แต่ก็ถือว่าไม่ใช่น้อย ๆ เช่นกัน ! ลำพังแค่เงินเดือนของฟู่เหล่าชวนหากเก็บออมสักครึ่งปีก็น่าจะซื้อรถจักรยานได้สักคันแล้วเพียงแต่ตั๋วซื้อรถจักรยานไม่ใช่ของที่หามาได้โดยง่าย !

     

    ที่บ้านครอบครัวฟู่หวังซู่เหมยกำลังเย็บชุนเสื้อผ้าอยู่กับฟู่ต้านีเสื้อผ้าของลี่ลี่และเฟินเฟินขาดเป็นรูพรุนจนสภาพไม่น่าสวมใส่แล้ว

     

    ฟู่ต้านีเป็นคนมีฝีมือเสื้อผ้าเก่า ๆเมื่อผ่านมือของเธอแล้วราวกับมีเวทมนตร์บางอย่างที่เปลี่ยนให้มันดูเรียบร้อยและประณีตสวยงามนอกจากนี้เธอยังเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ เธอทำรังดุมแล้วปักเป็นรูปดอกไม้เล็ก ๆดูงดงาม

     

    ฟู่เหมี่ยวมองด้วยความชื่นชมและรู้สึกประทับใจมากเธออยากเรียนจากอาหญิงของเธอ แถมยังบ่นเรื่องเสื้อผ้าที่แม่ของเธอทำให้อีกด้วย

     

    “แม่แม่ลองเทียบกับอาหญิงดูสิ ของแม่ทำออกมาอย่างกับผ้าเตี่ยว ! แม่ดูสิว่าอาหญิงเขาทำออกมาสวยแค่ไหน”

     

    “ลูกยังกล้าพูดอีกนะแม่ต้องดูแลทั้งครอบครัวตลอดทั้งวันยังไม่พอใจอีกหรือยังมาคาดหวังให้แม่ต้องทำเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ลูกสวมใส่อีก ! ถ้าอยากได้เสื้อผ้าสวย ๆก็ไปเรียนแล้วตัดชุดใส่เองเลย ! ”

     

    หวังซู่เหมยบ่นลูกสาวเสร็จแล้วก็หันไปมองชุดที่อยู่ในมือของน้องสาวสามีมันสวยจริงด้วย

     

    “อาหญิงของลูกเขามีฝีมือดีทั้งที่เป็นผ้าแบบเดียวกันแต่เมื่ออยู่ในมือของอาหญิงแล้วกลับดูเหมือนกับดอกไม้แสนสวยแม่ว่าแม่ไปทำรองเท้าดีกว่า”

     

    “พี่สะใภ้รองเท้าที่พี่สะใภ้ทำใช้ทนกว่าที่ฉันทำอีก” ฟู่ต้านีกล่าวด้วยรอยยิ้ม

     

    ฟู่ต้านีไม่ได้มีความสุขแบบนี้มาหลายปีแล้ววันนี้เธอมีความสุขมาก หากพี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอไม่รู้ความจริงเรื่องนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอและลูกจะเป็นอย่างไรต่อไป

     

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ฟู่ต้านีเกิดความลังเลไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายเธอก็พูดมันออกมา

     

    “พี่สะใภ้ฉันควรบอกพ่อถึงเรื่องที่ฉันหย่าดีไหม ? ”

     

    หวังซู่เหมยคิดดูแล้วจริงอยู่ที่ฟู่เหล่าชวนเป็นคนไม่น่าเชื่อถือแต่คนเป็นลูกก็ไม่อาจตัดขาดกับผู้เป็นพ่อได้

     

    “งั้นตอนบ่ายหลังจากกินข้าวเสร็จเธอก็ไปบอกเขาเสียหน่อยแล้วกัน”

     

    ฟู่ต้านีย่อมเข้าใจดีว่าพี่สะใภ้หมายความว่าอะไรเพราะเรื่องที่พ่อของเธอทำในอดีตล้วนเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือเมื่อก่อนตอนที่แม่ของเธอยังอยู่ ครอบครัวยังพอมีความเป็นครอบครัวอยู่บ้างเพียงแต่พ่อไม่ยอมให้พี่ใหญ่และพี่สะใภ้มาเยี่ยมหาหรือมาคอยดูแลเขา

     

    กระทั่งแม่จากไปแล้วผู้หญิงแซ่หนิวเข้ามาในบ้านบ้านก็ไม่ใช่บ้านอีกต่อไป และพ่อก็ไม่ใช่พ่อของพวกเธออีกต่อไป !

     

    “อืมฉันเชื่อพี่”

     

    “แม่! แม่ ! พ่อกับเสี่ยวฮั่วปั่นรถจักรยานกลับมา ! ” ฟู่เซินที่อยู่ในลานบ้านตะโกนเสียงดัง

     

    หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีที่ได้ยินต่างก็เดินออกมาจากในตัวบ้าน

     

    “นี่คุณคุณนี่มันก็ใจร้อนเสียเหลือเกิน ! เมื่อวานเพิ่งได้ตั๋วซื้อจักรยานมาวันนี้ก็ซื้อกลับมาบ้านแล้วหรือ ? ” หวังซู่เหมยเดินวนไปวนมารอบรถจักรยานอยู่หลายรอบ

     

    “นี่ไม่ใช่เป็นเพราะมีลูกค้ามาสั่งจองเหล้าเป็นจำนวนมากหรือไงครั้งหน้าตอนไปส่งเหล้าคงใช้รถจักรยานคันเดียวไม่พอยังต้องไปยืมของฟู่เฉิงมาใช้ด้วย”

     

    “มียอดจองเท่าไหร่หรือ? ” หวังซู่เหมยเก่งคณิตศาสตร์ พอได้ยินว่ายอดจองเหล้าเพียงพอให้ซื้อรถจักรยานเธอก็คาดการณ์ว่าคงมีการสั่งจองเหล้า 50-60 ถังเป็นแน่ ?

     

    “มียอดจองทั้งหมด136 ถัง ! ปริมาณเหล้าทั้งหมด 372 ชั่ง”

     

    แม่เจ้า! นี่ยอดจองวันเดียวทำเงินได้มากถึง 700-800 หยวนเลยหรือ !

     

    หวังซู่เหมยที่ได้ยินแบบนั้นก็ตื่นเต้นจนหน้าแดง

     

    โชคดีที่เธอฟังคำของเสี่ยวฮั่วเธอหมักเหล้าองุ่นออกมาอย่างต่อเนื่องไม่อย่างนั้นก็คงไม่สามารถทำเงินได้มากมายขนาดนี้ 

     

    หลังจากเลิกคิดเรื่องนี้แล้วเธอก็ชื่นชมว่ารถจักรยานช่างสวยเหลือเกิน !

     

    ลี่ลี่และเฟินเฟินที่อยู่ในลานบ้านต่างก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจนอกจากนี้ลุงยังอุ้มเธอไปนั่งบนรถจักรยานแล้วพาปั่นจักรยานเล่นอีกด้วยสองพี่น้องจึงรู้สึกดีใจจนหน้าแดงเช่นกัน

     

    “พ่อผมขอลองปั่นบ้างสิ ผมอยากปั่นจักรยานสักรอบ” ฟู่เซินเป็นคนใจร้อนเมื่อเห็นรถจักรยานคันใหม่ เขาก็อยากลองปั่นทันที

     

    หวังซู่เหมยรีบพูดเตือนทันที“นี่คือรถจักรยานคันใหม่ อย่าทำพังเขาล่ะ ไม่งั้นไม่มีแล้วนะ ! ”

     

    “แม่วางใจเถอะ”ฟู่เซินเพิ่งซ่อมจักรยานแล้วปั่นรอบ ๆ ลานบ้านไป 2-3 รอบฟู่ซินเองก็อยากปั่นบ้างเช่นกัน ในชั่วพริบตาจึงมีคนต่อคิวรอปั่นอยู่หลายคน

     

    แม้แต่ฟู่ต้านีเองก็ขอลองปั่นกับเขาด้วยเพราะตอนที่เธออยู่ในครอบครัวเก่อ เธอได้ฝึกปั่นจักรยานอยู่บ้าง เนื่องจากเก่อหงปิงมีรถจักรยานอยู่หนึ่งคันที่เขาใช้ปั่นไปทำงาน

     

    ทั้งครอบครัวตื่นเต้นมากหวังซู่เหมยกลับคิดพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะตอนนี้ครอบครัวของเธอเป็นที่สะดุดตามากเกินไป

     

    เธอยังระบายความกังวลใจกับฟู่ต้าหย่งด้วยแต่ฟู่ต้าหย่งบอกไม่เป็นไร ในใจของเขารู้ดีเช่นกัน

     

    เพียงแต่คิดไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันที่คนอื่นจะได้บอกกล่าวพอพ่อได้ยินว่าเขาซื้อรถจักรยานมาใหม่ก็มาหาเขาถึงบ้านแล้ว

     

    [1]จุดยิ้นถาง 印堂 เป็นจุดที่อยู่ระหว่างหัวคิ้วทั้งสอง