บทที่ 41 มีสิทธิ์อะไร
นายอำเภอซูมีคิ้วตาคมคาย สีหน้าสงบราบเรียบ ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายบัณฑิตแต่กลับดูไม่อ่อนแอ แค่เห็นก็ทราบว่าเป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนมากคนหนึ่ง
ในลำนำชิงเหมยกล่าวเอาไว้ว่า ซูทั่นฮวารูปโดดเด่นกิริยางามสง่า กล่าวไว้ไม่ผิดเลยทีเดียว
กู้อวี้มีความประทับใจที่ดีต่อนายอำเภอซูผู้นี้ จึงคารวะตอบอย่างจริงจัง “ผู้เยาว์คารวะนายอำเภอซู”
ได้ยินเสียงหลุดขำของเซียวเหยาอ๋องดังมาจากข้าง ๆ จนนางต้องกัดฟันอีกครั้ง
อดทน…
อดทนไว้…
องค์หญิงใหญ่ยิ้มกล่าว “นายอำเภอซู กู้ซื่อจื่อผู้นี้ก็คือคนที่ทูลเสนอให้จัดงานชุมนุมปราชญ์เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท ถ้าไม่มีเขา การเดินทางเข้าเมืองหลวงของเหล่าบัณฑิตคงไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้”
ซูจ้งฝู่จึงประสานมือคารวะกู้ซื่อจื่ออีกครั้ง “ข้าน้อยขอขอบคุณความช่วยเหลือของกู้ซื่อจื่อแทนบัณฑิตทั้งหลาย”
กู้อวี้เอ่ยว่า “มิกล้ารับ”
“ถ้ากู้ซื่อจื่อไม่มีธุระใดแล้ว มิสู้เข้าไปสนทนากับพวกข้าเถอะ” องค์หญิงใหญ่เอ่ยชวน
กู้ซื่อจื่อลังเล นางไม่เคยพบองค์หญิงใหญ่มาก่อน เหตุใดตอนนี้อีกฝ่ายถึงได้เชิญนางเข้าไปพูดคุยด้วย?
ไม่รอให้นางออกปากปฏิเสธ เซียวเหยาอ๋องที่อยู่ข้างหลังพลันผลักนางไปข้างหน้า ทำให้เท้าข้างหนึ่งของนางก้าวเข้าไปข้างใน
ชาติก่อนโน้นข้าคงไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษของท่านมาเป็นแน่ ชาตินี้ถึงได้ส่งข้ามาชดใช้บาปแบบนี้
กู้อวี้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ยังเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อนั่งลงแล้วก็ได้ยินองค์หญิงใหญ่พูดว่า “นายอำเภอซูมาขอพบข้าเพราะเรื่องจูเจี้ยนชุน กู้ซื่อจื่อเป็นผู้มีความสามารถ ลองพูดความเห็นเกี่ยวกับเรื่องจูเจี้ยนชุนมาสักหน่อยเถอะ”
กู้อวี้มุ่นคิ้วตอบ “มิกล้ารับคำชมขององค์หญิง คดีทุจริตในการสอบของจูเจี้ยนชุนเป็นต้นตอของความวุ่นวายของบัณฑิตเจียงหนาน ตามกฎหมายแล้ว ต่อให้ไม่ได้รับโทษตายก็ยากจะพ้นโทษจำคุก”
ระหว่างที่นางพูด ซูจ้งฝู่ไม่อาจปิดบังความผิดหวังในสีหน้าเอาไว้ได้จึงกล่าวว่า
“จูซิ่วไฉสอนหนังสือให้บุตรหลานครอบครัวยากจนในอำเภอทงหนิง เขาสั่งสอนวิชาความรู้ ได้รับความเคารพจากคนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เขาไม่ได้ไร้ความสามารถสอบได้จิ้นซื่อ แต่เป็นเพราะเคยหกล้มจนขาหัก ทำให้ขาพิการไปข้างหนึ่ง ตามกฎหมายของต้าอวี่ ไม่สามารถเข้ารับราชการได้อีกแล้ว จึงมีเพียงสถานะซิ่วไฉ นอกจากนี้… เขาไปสวมรอยสอบแทนผู้อื่นก็เพื่อรักษามารดาผู้ชรา ผู้ใดจะคาดคิดว่า…”
“ผู้ใดจะคาดคิดว่ากลับมาพบคนใจโฉด มิหนำซ้ำยังทำร้ายมารดาจนถึงแก่ชีวิต” กู้อวี้พูดต่อ
“นายอำเภอซูอยู่ในแวดวงราชการมานาน ย่อมทราบว่ากฎหมายไม่อาจละเมิดได้ เรื่องราวบานปลายใหญ่โตเช่นนี้ กรมอาญาไม่มีทางปล่อยเขาไปเพียงเพราะเรื่องที่เขาตกเป็นเหยื่อของการกระทำของตนเอง”
“นายอำเภอซูน่าจะทราบว่า ราชสำนักต้าอวี่ให้ความสำคัญกับกฎหมายอาญา แม้แต่องค์หญิงใหญ่ก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้”
“องค์หญิงใหญ่ก็น่าจะทราบดีเช่นกันว่า ข้าน้อยยังไม่ได้เข้ารับราชการ เป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ที่วาจาไร้น้ำหนัก ไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ได้เช่นกัน”
วาจาของกู้ซื่อจื่อค่อนข้างเย็นชา
สำหรับนางแล้ว เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม นี่เป็นความเชื่อที่นางได้เรียนรู้มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในชาติก่อน
การไม่ฟังความ ไม่เคารพกฎ ไม่คล้อยตามก็ต้องถูกลงโทษ เมื่อทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ นางพบสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากในชาติที่แล้วเป็นอย่างมาก แต่นางก็อาศัยความเชื่อนี้ยืนหยัดผ่านมาได้จวบจนเดี๋ยวนี้
ผู้คล้อยตามสถานการณ์อยู่รอด ผู้สวนกระแสพินาศ
จูเจี้ยนชุนสิ้นไร้หนทางไปแล้วเช่นนั้นหรือ?
นางไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น
ก็เหมือนที่นายอำเภอพูด เขาได้รับความเคารพอยู่ในอำเภอทงหนิง ถ้าเป็นเพราะความขัดสนเงินทองจริง ๆ ความจริงด้วยชื่อเสียงของเขาก็มีวิธีหาเงินมากมาย
ช่วยคัดลอกเอกสารให้ศาลาว่าการท้องถิ่น จัดห้องเรียนเพิ่มเติม รับเขียนป้ายให้คนอื่น เป็นต้น
หรือบากหน้าไปเรี่ยไรทุนทรัพย์จากเพื่อนบ้าน ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
ในบรรดาชนชั้นทั้งสี่ แม้ซิ่วไฉจะไม่ถือว่าเป็นขุนนาง แต่ก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนอย่างสูงในหมู่ชาวบ้าน
แต่เขากลับรอจนมารดาผู้ชราป่วยระยะสุดท้ายค่อยคิดหาหนทาง ทั้งยังเลือกวิธีการที่โง่เขลาที่สุด
ตอนนี้จิตใจพ่อพระของนายอำเภอซูกำเริบ ต้องการให้องค์หญิงใหญ่ช่วยเหลือ แต่องค์หญิงใหญ่คิดว่าเรื่องราวตึงมือจึงดึงนางเข้ามาเกี่ยวด้วย
นางไม่รู้จริง ๆ ว่าตนเองที่เป็นทายาทตระกูลตกอับคนหนึ่ง แม้จะได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดงานชุมนุมปราชญ์ แต่เมื่อเทียบกับอีกฝ่ายที่เป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว กล่าวได้ว่าห่างกันราวก้อนเมฆกับธุลีดิน ดูเหมือนคนที่จะสามารถทำเรื่องนี้ให้ลุล่วงได้ตรงไหนกัน
นอกจากนี้ จะว่านางเลือดเย็นก็ได้ นางเห็นใจชะตากรรมของจูเจี้ยนชุน แต่ถ้าจะให้นางไปช่วยเหลือจูเจี้ยนชุนโดยไม่ได้อะไรตอบแทน นางจะไม่ทำเป็นอันขาด
องค์หญิงใหญ่คล้ายจะคิดไม่ถึงว่านางจะกล่าววาจาตัดเยื่อใยถึงเพียงนี้ จึงไม่รู้ว่าควรพูดอะไรไปชั่วขณะ
ซูจ้งฝู่กล่าวด้วยสีหน้าละอายใจ “เป็นข้าใคร่ครวญไม่รอบคอบเอง ทำให้องค์หญิงใหญ่ต้องลำบากพระทัยแล้ว”
เขาลอบแค่นยิ้มในใจ ในเมืองหลวงปีนั้น เขาเพิ่งสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา เพราะได้รับความสนใจจากองค์หญิงใหญ่ในงานเลี้ยงพระราชทาน เขาจึงบังเกิดความลำพองใจอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บุตรหลานตระกูลใหญ่มากมายเยาะเย้ยถากถาง วาจาเชือดเฉือนประหนึ่งคมดาบคมกระบี่สะบั้นความลำพองใจของเขา ทำให้เขาตระหนักได้ว่าระหว่างตระกูลใหญ่และตระกูลยากจนนั้นมีความแตกต่างมหาศาลเพียงใด
ยี่สิบกว่าปีให้หลัง เขาย่างเท้ากลับมาเมืองหลวงอีกครั้งพร้อมกับความคิดที่เต็มไปด้วยอคติ คิดว่าองค์หญิงใหญ่เป็นสมาชิกของราชสกุล การช่วยเหลือจูเจี้ยนชุนคงเป็นเรื่องง่ายดายเพียงแค่ยกมือ
ตอนนี้ถูกกู้อวี้พูดจี้ใจดำค่อยทราบว่า องค์หญิงใหญ่ในยามนี้ไม่ใช่ไข่มุกที่อดีตฮ่องเต้ประคองไว้กลางฝ่ามือเหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนอีกต่อไปแล้ว
แม้องค์หญิงใหญ่จะมีความชอบที่สนับสนุนฮ่องเต้ขึ้นนั่งบัลลังก์ แต่ก็ไม่อาจท้าทายน้ำพระทัยอันเย็นชาของฮ่องเต้
เขาไม่ควรเลย
จวินเจ๋อกวาดสายตามาทางกู้อวี้อย่างสนอกสนใจ จะว่าไปแล้ว ท่าทางพูดจาอย่างเลือดเย็นของเจ้าจิ้งจอกน้อยดูเบาบางลงไปแล้ว
ดูสบายตาไม่น้อย…
“กู้ซื่อจื่อไม่ยินดีช่วย?” จวินเจ๋อวางดาบตวนฟางไว้บนโต๊ะแล้วพูดขึ้นมา
กู้อวี้สังเกตเห็นดาบเล่มนั้นก็ทราบว่าเซียวเหยาอ๋องกำลังกดดันนาง
แต่เขามีสิทธิ์อะไร?
เรื่องของจูเจี้ยนชุนเป็นการตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมายอาญา หากจัดการไม่ดีก็จะทำให้ตนเองเดือดร้อน พวกเขาคิดจะขวางน้ำหลากก็ไปขวางเองสิ มีสิทธิ์อะไรมาดึงนางเข้าไปเกี่ยว
เพียงเพราะพวกเขามีสายเลือดเชื้อพระวงศ์ มีฐานะสูงศักดิ์ ก็คิดว่าทุกคนสมควรทุ่มเทถวายชีวิตเพื่อพวกเขาอย่างนั้นหรือ?
กู้อวี้กัดริมฝีปาก “ไม่ใช่ไม่ยินดี แต่เป็นเพราะข้าน้อยไม่มีความสามารถจะทำเช่นนั้น”
“ในเมื่อไม่ได้ไม่ยินดี เช่นนั้นข้าก็จะชี้ทางให้เจ้า กู้ซื่อจื่อมีความสามารถในการชักจูงจิตใจคน มิสู้เขียนบทงิ้วขึ้นมาสักเรื่อง สรรเสริญจิตใจกตัญญูของจูเขี้ยนชุนสักหน่อย” จวินเจ๋อกล่าว
เขารู้จริง ๆ ด้วยว่า ‘ห้วงฝันยวนยาง’ เป็นฝีมือนาง หากสืบลงไปลึกกว่านี้ คณะงิ้วที่กู้ซื่อจื่อบ่มเพาะเอาไว้อย่างลับ ๆ ก็คงไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของเขาด้วยเช่นกัน
กู้อวี้กดข่มความขุ่นเคือง กล่าวผ่านรอยยิ้มทว่าแววตาเย็นเยียบ “หากพูดถึงเรื่องชักจูงจิตใจคนอื่น ข้าน้อยย่อมสู้ท่านอ๋องไม่ได้อยู่แล้ว”
“ข้าเป็นคนหยาบกร้านคนหนึ่ง ไหนเลยจะมีพรสวรรค์ทัดเทียมกู้ซื่อจื่อ” จวินเจ๋อเล่นดาบตวนฟางในมือ ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อยขณะเอ่ยวาจา
องค์หญิงใหญ่ไม่รู้ว่าสองคนนี้กำลังส่งสัญญาณลับอะไรกันอยู่ แต่ฟังจากคำพูดคล้ายกับว่ากู้อวี้จะมีวิธีคลี่คลาย จึงพูดขึ้นมาว่า “หากกู้ซื่อจื่อมีวิธีการอันใดลองพูดขึ้นมาได้ ถึงอย่างไรจูซิ่วไฉก็เป็นคนดีคนหนึ่ง แต่กลับตกต่ำถึงขั้นนี้ช่างน่าเศร้านัก อ้อ จริงด้วย ข้าได้ยินว่าน้องสาวฝาแฝดของกู้ซื่อจื่อใกล้จะออกเรือนแล้ว วันจัดงานมงคลสมรส ข้าจะไปร่วมงานด้วยตนเองและช่วยสมทบสินเดิมให้คุณหนูกู้”
แม้องค์หญิงใหญ่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่กู้อวี้ยังคงรู้สึกว่าหัวใจหนาววาบ
ฟังดูเถอะ นี่ก็คือความหยิ่งยโสของผู้ที่อยู่สูง คิดว่าตนเองเพียงบริจาคทรัพย์เล็กน้อยก็สามารถทำให้ผู้คนซาบซึ้งใจจนต้องหลั่งน้ำตา
ความเคลื่อนไหวแต่ละอย่างของนางล้วนถูกเซียวเหยาอ๋องมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง พูดถึงขั้นนี้แล้ว หากยังบ่ายเบี่ยงอีกก็เท่ากับไม่ไว้หน้าองค์หญิงใหญ่
คล้อยตามสถานการณ์ นางท่องวลีนี้ในใจ
ในเมื่อไร้กำลังขัดขืนก็ต้องช่วงชิงผลประโยชน์มาให้ตนเองให้ได้มากที่สุด
มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของกู้อวี้กำหมัดแน่น ผ่อนลมหายใจออกมายืดยาวแล้วพูดว่า “ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่ที่ทรงระลึกถึง ที่บ้านตั้งใจว่าจะยกเลิกการหมั้นหมายของน้องสาวอยู่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ ข้าน้อยบังอาจขอเทียบเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงชมโบตั๋นให้น้องสาว”