หลังจากสองอาทิตย์ต่อมาน้ำในคลองก็ลดลงตามที่ตาบุญได้บอกไว้ตอนนี้มีคนที่มาจับปลาก็ได้แต่พากันสงสัยเมื่อเห็นมีห่อผ้ายาวโผล่ขึ้นมาอยู่กลางคลองพวกคนเหล่านั้นซึ่งเป็นชายฉกรรจ์สี่ห้าคนก็ได้พากันเดินลุยน้ำลงไปลากห่อที่เห็นนั้นเข้ามาริมฝั่งใต้ตีนสะพาน
สำหรับเรื่องผีสางนั้นคนไม่กลัวกันแล้วเพราะตั้งแต่วันที่ขวัญมาคุยกับตาบุญวันนั้นก็ไม่เคยมีใครได้พบเห็นผีอีกจึงทำให้เรื่องซาลงไปแต่กลับมีเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งขึ้นมาแทน
เพราะได้มีคนไปพบศพสองวัยรุ่นซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดในตลาดพวกเขาพบว่าสภาพศพดูน่าสยดสยองอย่างมากสภาพศพมีรอยฟันของมีดอย่างยับเยินตามใบหน้าและลำตัวไม่รู้ว่ากี่แผลเพราะมันเยอะมากร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดคนที่พบเป็นคนแรกเขาเห็นเหมือนกับร่างคนมานอนอยู่ข้างถังขยะเขานึกว่าเป็นคนเมา
จึงคิดจะเดินเข้าไปปลุกแต่พอเขาเข้าไปใกล้และได้กลิ่นเหม็นคาวชวนอยากจะอาเจียนเขาก็ยิ่งสงสัยจึงได้เดินเขาไปดูแล้วเมื่อเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นคนตายแล้วตามร่างกายมีแต่เลือดอวัยวะภายในก็ปริออกมาตามรอยแยกเหมือนรอยฟันของมีดเขาก็รีบตะโกนร้องลั่นไม่เป็นภาษาเลยทีเดียว
พร้อมทั้งยังวิ่งออกมาห่างจากตรงนั้นแล้วก็อาเจียนเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่กินเข้าไปในตอนเช้าออกมาทั้งหมดด้วยคนที่ได้ยินเสียงร้องของเขาก็พากันมามุงดู
คนที่ใจแข็งก็ยังไม่เท่าไหร่แต่ส่วนใหญ่คนที่เห็นภาพแบบนี้ก็พากันอาเจียนออกมาแทบทุกรายจนกระทั่งได้มีคนไปแจ้งกับตำรวจที่โรงพักเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงก็ได้เข้าไปตรวจสอบสภาพของชายทั้งสองทันที
เจ้าหน้าที่ที่ได้เห็นต่างก็รู้สึกสยดสยองกับสภาพศพของชายทั้งสองเป็่นอย่างมากร่างกายท่อนบนของทั้งคู่ไม่ได้สวมเสื้อด้านล่างก็ใส่แต่กางเกงขาสั้นทำให้เห็นร่างกายที่มีแต่รอยฟันของมีดได้อย่างชัดเจนถึงว่าจะมีเลือดออกมามากมายก็ตาม
ทางอาแทนและอาตินก็ได้แต่มองหน้ากันและกันและพร้อมกับคิดอย่างตรงกันขึ้นในใจว่าผิดจากที่เคยคิดไว้ซะที่ไหนกันงานยากมาอีกแล้วเรื่องที่มีคนพบศพที่น่ากลัวนั้นต่างก็เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว
ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้คนในหมู่บ้านหนองนาก็รู้ด้วยเรื่องนี้ก็เลยกลายมาเป็นเรื่องที่กลบเรื่องผีสางไปได้เลยทีเดียว
กลับมาที่ร่างห่อผ้ายาวที่ชาวบ้านชายได้ช่วยกันลากมาไว้ริ่มฝั่งกันต่อพวกเขาต่างก็พากันสงสัยว่าเจ้าห่อนี้มันคือห่ออะไรแต่ก็ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปแกะ
“ข้าว่าเราไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านกับกำนันมาดูดีไหมดูๆไปข้าว่ามันยาวๆคล้ายรูปร่างคนนะโว้ย”ชาวบ้านที่มาดักปลาคนหนึ่งพูดในสิ่งที่ตนคิดออกมา
“เอ็งก็อย่าพูดน่ากลัวแบบนี้หากเป็นศพจริงปลาที่เราหาได้วันนี้ก็คงต้องเอาไปปล่อยที่วัดแล้วแหละใครจะกล้ากินเข้าไปลง”
“เอาล่ะไม่ต้องเถียงกันเดี๋ยวข้าจะขี่จักรยานไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านกับกำนันเองส่วนพวกเอ็งสามคนก็เฝ้าของกันอยู่ตรงนี้แล้วกัน”ชายหาปลาคนหนึ่งที่มีจักรยานพูดขึ้นแล้วเขาก็รีบปั่นจักรยานออกไปทันที
ทางด้านคนที่รออยู่ก็ต่างพากันกระวนกระวายใจและคิดไปต่างๆ นาๆและพวกเขาก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้สิ่งที่เขาเห็นอยู่นี่เป็นร่างของคนเลยพวกเขารอกันอยู่สักพักก็เห็นรถกระบะของผู้ใหญ่บ้านมายังที่พวกเขานั่งรอกันอยู่
ทวนตาชดและขวัญก็รีบพากันมาดูห่อผ้าที่มีชาวบ้านได้ไปแจ้งกับพวกเขาขวัญเมื่อเห็นห่อผ้านี้เธอก็มั่นใจว่านี่ต้องเป็นร่างของตาบุญแน่ๆ
“พ่อจ๊ะพ่อไปแจ้งกับอาแทนไทยเถอะจ้ะหนูมั่นใจว่าห่อผ้านี้ต้องเป็นร่างของตาบุญอย่างแน่นอน”ขวัญเดินไปพูดกับพ่อเบาๆ
“ได้ลูกถ้าอย่างนั้นหนูก็ช่วยบอกกับทุกคนว่าอย่าเข้าไปแกะห่อผ้านี้กันนะให้ทางเจ้าหน้าที่เขาเป็นคนมาจัดการเองหนูรอที่นี่พร้อมกับตาชดก่อนนะเดี๋ยวพ่อก็มา”ทวนบอกกับลูกสาว
“ลุงชดเดี๋ยวผมมานะครับผมจะไปแจ้งความก่อนผมฝากลูกสาวด้วย”พ่อพูดกับตาชดแล้วก็รีบขับรถกระบะเข้าไปยังตัวอำเภอทันที
ชาวบ้านที่พากันมาหาปลาในวันนี้เริ่มที่จะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกันแล้วเพราะเขาต่างก็แน่ใจแล้วว่าห่อที่เห็นนี่จะต้องเป็่นร่างของคนเป็นแน่
พวกเขาทุกคนต่างก็พากันดีใจที่เห็นน้ำลดเพราะคิดว่าจะได้จับปลาได้มากเป็นแน่แต่ใครจะคาดคิดกันว่าจะเป็นมาเจอศพไปได้กัน
พวกเขาต่างก็ได้แต่พากันหันไปมองข้องและกระป๋องใส่ปลาด้วยความเศร้าใจเพราะปลาในวันนี้พวกเขาคงต้องนำไปปล่อยในบ่อของวัดกันแล้วหวังว่ามันคงจะยังไม่ตายกันหรอกนะแม้จะเสียดายแต่ก็คิดซะว่าเป็นการทำบุญไปก็แล้วกัน
“หนูเอ็งไปบอกคนที่มาจับปลาวันนี้ว่างวดที่หวยจะออกวันที่สิบหกนี้ให้พวกเขาซื้อเจ็ดแปดกันนะเพราะว่าเป็นอายุของตาเองถือว่าตาให้โชคพวกเขาเป็นการตอบแทนที่พวกเขาช่วยลากร่างของตาเข้าใกล้ฝั่ง”ตาบุญพูดกับขวัญ ในขณะที่ยืนดูร่างของตนใกล้กับขวัญ
“ได้จ้ะ”ขวัญรับปากกับตาบุญแล้วก็รีบเดินเข้าไปบอกกับชาวบ้านที่มีหาปลากันวันนี้
“จริงเหรอขวัญพวกอาจะได้ไปซื้อตามที่เอ็งบอก”ชาวบ้านที่มีจักรยานที่ไปแจ้งกับพ่อของขวัญก็เป็นตัวแทนทุกคนถามออกมา
“จริงสิจ๊ะเจ้าของเขาบอกมาเองหรืออาอยากจะคุยกับเขาเองก็ได้นะเพราะเขาก็ยืนอยู่ที่นี่ด้วยจ๊๊ะ”ขวัญก็พูดออกมาอย่างไม่ได้มองสีหน้าคนฟังเลยสักนิด
“ไม่ต้องหรอกลูกอาเชื่อหนูอยู่แล้วและพวกอาก็ขอขอบคุณเขาด้วยถ้าอย่างนั้นพวกอาเอาปลาไปปล่อยในวัดก่อนนะลูก”เมื่อเขาพูดจบก็กำลังจะมาชวนพวกของตนเดินไปวัดด้วยกัน
แต่เมื่อหันกลับมาเขาก็เห็นว่าเพื่อนของเขาต่างก็พากันรีบเดินไปทางวัดกันหมดแล้วเขาจึงได้แต่รีบเดินตามไปพร้อมกับตะโกนว่าเพื่อนของตนไปด้วย
“พวกเอ็งรอข้าด้วยไหนบอกว่าเพื่อนกันมีทุกข์ร่วมต้านมีสุขร่วมเสพไงทำไมมาทิ้งข้าแบบนี้ล่ะ”เขาพูดไปก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบไปเพราะต้องการตามเพื่อนให้ทัน
“แต่ไม่ใช่กับเรื่องผีๆอยู่ดีไม่ว่าดีเกือบจะได้ถามกับผีเองแล้วไม่ละมึงข้านี่ขนลุกขนชันไปหมดทันทีที่หนูขวัญบอกว่าเจ้าของร่างก็ยืนอยู่ด้วย”เพื่อนที่เมื่อเข้ามาในเขตวัดแล้วก็ยืนรอเจ้าคนที่มาทีหลังพูดขึ้น
ขวัญยืนรอพ่ออยู่สักพักก็เห็นพ่อขับรถนำหน้ารถตำรวจและรถปอเต็กตึ้งเข้ามาเมื่อรถทั้งสามคันพากันจอดรถแล้วทุกคนก็พากันเดินมาทางที่ขวัญยืนอยู่
“สวัสดีทุกคนค่ะ” ขวัญยกมื้อไหว้ทุกคน
“ขวัญห่อที่หนูให้อาทวนไปแจ้งกับอานั่นใช่ห่อที่อยู่ข้างหน้าที่อาเห็นนี่ใช่ไหมครับ”อาแทนไทยถามกับขวัญ
“ใช่จ้ะ”
เมื่อแทนไทยได้ยินที่ขวัญบอกแล้วเขาก็รีบไปสั่งการทันทีและความจริงที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าของพวกเขาในเวลานี้ก็คือร่างของคนจริงๆที่มีหินก้อนใหญ่สองสามก้อนถูกห่ออยู่่ด้วยกันเพื่อเป็นการถ่วงศพเอาไวในน้ำนั่นเอง
“อาแทนไทยคะเมื่อเสร็จเรื่องคดีความแล้วบอกกับหนูนะคะเพราะเรื่องของศพหนูได้รับปากกับเขาไว้แล้วว่าหนูจะเป็นคนจัดการตามปรเพณีให้กับเขาเองค่ะ”
“ได้สิเมื่อเสร็จเรื่องแล้วอาจะไปบอกที่สวนขวัญแล้วกันนะ”อาแทนไทยรับปากกับขวัญ
เมื่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเองเสร็จสิ้นแล้วขวัญพ่อและตาชดก็พากันกลับบ้านส่วนชาวบ้านที่พบศพเหล่านั้นต่างก็พากันให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่อยู่
พวกเขาถึงแม้ว่าจะตกใจกับสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดนี้มาก่อนว่าจะมาหาปลากับได้มาเจอศพซะอย่างนั้นและการทำความดีของพวกเขาโดยการช่วยกันลากศพมาที่ริมฝั่งถึงแม้ว่าจะเป็นการสงสัยว่าเป็นห่ออะไรก็ตาม
ทางด้านวิญญาณเจ้าของร่างก็ยังใจดีที่จะมอบโชคให้กับพวกเขาซึ่งสิ่งนี้เธอว่าเป็นการปลอบใจพวกเขาได้มากทีเดียว
การดำเนินการสืบสวนของทางด้านอาแทนไทยก็ใช้ระยะเวลาพอสมควรเพราะวันนี้เป็นวันรดน้ำดำหัววันแรกทางด้านอาแทนไทยก็ยังไม่ได้มาแจ้งข่าว
ด้านสวนขวัญก็พากันให้คนงานทุกคนหยุดงานและก็ประกาศขึ้นค่าแรงคนงานเก่าสิบสองคนรวมยายแช่มและป้าสายเป็นสี่พันบาทเพราะยายแช่มและป้าสายตอนนี้ต้องทำอาหารเย็นและเก็บล้างทุกอย่างด้วย
คนงานในโรงงานของแห้งขวัญให้เพิ่มเป็นคนละสามพันห้าร้อยบาทและสำหรับคนงานใหม่ล่าสุดที่ทำงานในโรงขนมขวัญให้คนละสามพันบาท
ซึ่งคนงานทุกคนต่างก็ดีใจเป็นอย่างมากเพราะเจ้านายที่นี่ให้เงินเดือนและสวัสดิการต่างๆดีกว่าตามแรงงานในตลาดอยู่มากทีเดียว
เมื่อขวัญประกาศการขึ้นเงินเดือนให้กับทุกคนหมดแล้วขวัญก็ให้ทุกคนหยุดได้เป็นเวลาสามวันก่อนที่ทุกคนจะกลับกันไปหมด
ขวัญก็ได้เรียกลุงผวน อาดิน น้าสิงห์ให้อยู่ก่อนสำหรับน้าบัวขวัญให้หยุดทำงานไปแล้วเพราะเนื่องจากใกล้จะถึงกำหนดคลอดเต็มที
ที่ขวัญเรียกทั้งสามไว้ก็เพราะเงินเดือนของทั้งสามจะแตกต่างกว่าของคนอื่นอย่างลุงผวน ขวัญให้เป็นผู้จัดการเงินเดือนขวัญเพิ่มเป็นหกพันบาทอาดินและน้าสิงห์เท่ากันคือห้าพันบาท
โดยขวัญกำชับว่าอย่าได้เปิดเผยออกไปเพราะเธอกลัวว่าจะเกิดการอิจฉากันขึ้นมาได้
เมื่อผ่านพ้นวันทำบุญงานพิธีรดน้ำดำหัวมาได้สักพักขวัญก็ได้เห็นสี่หนุ่มต่างวัยทั้งสี่ที่ได้มานั่งรอตนอยู่ในห้องรับแขกของบ้านแล้ว
ขวัญก็เดาได้ว่าทุกคนมาด้วยเรื่องอะไรซึ่งก็เป็นเรื่องอย่างที่เธอรู้มาจากตาบุญหมดแล้วแต่ทางอาแทนไทยแค่ไม่สามารถจับผู้ร้ายที่ฟันร่างสองร่างจนตายอย่างสยดสยองนั้นได้และขวัญเองก็ไม่คิดจะช่วยหาผู้กระทำผิดให้กับคนบาปทั้งสองนี้ด้วย
“เรื่องผู้ร้ายที่ฟันร่างของคนทั้งสองหนูพอจะรู้อะไรไหม”อาแทนถามกับขวัญ
“ไม่รู้เลยค่ะอาแต่เรื่องเดียวที่หนูรู้ก็คือว่าเวรกรรมมันมีจริงฆ่าเขาไว้ผลสุดท้ายตัวเองก็ต้องมาถูกคนอื่นฆ่าเช่นกันทำกรรมแบบไหนก็ได้แบบนั้นแหละค่ะ”