กระบี่นิรนาม: ตำนานจอมยุทธ์พลิกฟ้า (The Nameless Blade: Legend of the Sky-Reverser)

    ตอนที่ 35 หมื่นกระบี่เหมันต์พิฆาต และการเบิกเนตรแห่งมหาทวีป

     

    **ปฐมบทแห่งความหนาวเหน็บเหนือสมมติฐาน**

     

    เหนือผาศิลาตัดที่ตั้งตระหง่านท้าทายทะเลเมฆไร้ขอบเขตบรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความเงียบสงบพลันถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยสภาวะพลังที่เหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์ใดๆที่ทวีปแห่งนี้เคยรู้จัก อุณหภูมิโดยรอบร่วงหล่นลงสู่จุดเยือกแข็งในชั่วพริบตาไม่ใช่ความหนาวเย็นตามธรรมชาติที่ทำให้เกิดหิมะหรือน้ำแข็ง ทว่ามันคือ "ความหนาวเย็นระดับจิตวิญญาณ"(AbsoluteZero Intent) ที่กัดกร่อนลึกลงไปถึงแก่นของลมปราณและเส้นชีพจร

     

    หลินเทียนยืนหยัดอยู่บนขอบผาสองเท้าสลักลึกจมลงไปในชั้นหินเพื่อต้านทานแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากฟากฟ้าลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาวขุ่นก่อนจะตกผลึกเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นเกล็ดมังกรสีน้ำเงินเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังพลันปะทุขึ้นมาปกคลุมท่อนแขนและลำคอโดยอัตโนมัติเพื่อปกป้องเจ้านายจากสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ

     

    เบื้องหน้าของเขาห่างออกไปเพียงยี่สิบวาและลอยอยู่เหนือพื้นดินคือ 'เซียวเฉียน' เทพธิดาผู้สืบทอดแห่งวิหารพิสุทธิ์สวรรค์นางลอยตัวอยู่อย่างสง่างามประหนึ่งความฝัน ทว่าเหนือศีรษะของนางขึ้นไปท้องฟ้าสีครามได้ถูกเปลี่ยนเป็นมิติแห่งเหมันต์ดาบน้ำแข็งนับหมื่นเล่มที่ถูกหลอมรวมขึ้นจาก 'ปราณจิตวิญญาณสวรรค์' ลอยคว้างอยู่กลางอากาศปลายดาบทุกเล่มล็อคเป้าหมายมาที่หลินเทียนเพียงผู้เดียวแสงสะท้อนจากคมดาบน้ำแข็งเหล่านั้นสาดประกายเย็นเยียบและอำมหิตบดบังแม้กระทั่งแสงของดวงอาทิตย์

     

    "ในมหาทวีป...ผู้ที่ครอบครองศาสตราเวทระดับ 'มรดกบรรพกาล' หากไม่มีพลังที่คู่ควรย่อมไม่ต่างอะไรกับเด็กทารกที่ถือทองคำเดินฝ่าดงโจร" น้ำเสียงของเซียวเฉียนกังวานใสทว่าไร้ซึ่งระลอกอารมณ์ประหนึ่งหุ่นเชิดแห่งสวรรค์"ข้าไม่ได้มาเพื่อสังหารเจ้าโดยไร้เหตุผล ข้ามาเพื่อรักษา 'สมดุล' หากเจ้าอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องมันข้าก็เพียงแค่เรียกคืนสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้า... จงแสดงให้ข้าเห็นว่ามดปลวกที่รอดชีวิตในดินแดนรกร้างแห่งนี้ มีดีอะไรนอกจากความหยิ่งยโส!"

     

    เซียวเฉียนเพียงแค่กะพริบตา...ไม่มีแม้แต่การขยับนิ้วสั่งการ!

     

    *ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!*

     

    ดาบน้ำแข็งนับพันเล่มจากหมื่นเล่มพุ่งแหวกอากาศลงมาดุจห่าฝนอุกกาบาตสีขาว!ความเร็วของมันทะลวงกำแพงเสียงจนเกิดโซนิคบูมนับพันครั้งซ้อนทับกันเสียงกึกก้องนั้นมากพอที่จะทำให้แก้วหูของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณแตกสลายในทันที

     

    ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความเร็วแต่เป็น 'เจตจำนง' ที่แฝงมากับดาบแต่ละเล่มมันไม่ใช่ดาบที่สร้างจากน้ำ แต่สร้างจาก 'สัจธรรมแห่งความเยือกแข็ง' ที่สามารถแช่แข็งมิติเวลาในรัศมีที่มันพุ่งผ่าน!

     

    **การตอบโต้ของราชันมังกร**

     

    หลินเทียนเบิกตากว้าง รูม่านตาสี sapphire ของเขาหดเกร็งประสาทสัมผัสระดับครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณถูกเร่งขึ้นจนถึงขีดสุดโลกทั้งใบในสายตาของเขาเคลื่อนไหวช้าลงอย่างมหาศาล ทว่าต่อให้มองเห็น เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าความกว้างของการโจมตีนี้ไม่มีทางหลบพ้นการถอยหลังคือการตกลงสู่ทะเลเมฆมรณะ การเดินหน้าคือการเอาตัวเข้าแลกกับคมดาบสวรรค์

     

    > *"ในเมื่อถอยไม่ได้...ก็มีแต่ต้องบดขยี้มันให้แหลกคาตา!"*

     

    "ย๊ากกกก!"หลินเทียนแผดเสียงคำรามก้องฟ้า ลมปราณสีม่วงทองระเบิดออกจากจุดตันเถียนอย่างเกรี้ยวกราดเขากระชับด้าม 'กระบี่มังกรพลิกฟ้า' ด้วยมือทั้งสองข้างชักมันออกจากฝักจนสุดในชั่วพริบตา!

     

    **"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่แปด: สัจธรรมแห่งมังกร - กำแพงอัสนีไร้ขอบเขต!"**

     

    หลินเทียนฟาดกระบี่ขึ้นสู่ฟากฟ้าในแนวขวางปราณกระบี่ที่พุ่งออกไปไม่ได้เป็นเส้นตรงแต่มันแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างประหนึ่งม่านน้ำตกที่พุ่งสวนทางแรงโน้มถ่วงพลังอัสนีสีม่วงทองที่แฝงไปด้วยความร้อนแรงของสายเลือดมังกรครามเข้าปะทะกับห่าฝนดาบน้ำแข็งอย่างจัง!

     

    *เปรี้ยงงงงงง! ครืนนนนน!*

     

    การปะทะกันของสัจธรรมต่างขั้วสองสายก่อให้เกิดการระเบิดของสสารอย่างรุนแรงท้องฟ้าเหนือผาศิลาตัดแตกออกเป็นสองสีครึ่งหนึ่งเป็นสีขาวอมฟ้าของปราณเหมันต์สวรรค์ อีกครึ่งเป็นสีม่วงทองของอัสนีมังกรคลื่นความร้อนและความเย็นที่กระแทกเข้าหากันสร้างพายุไอน้ำขนาดมหึมาที่บดบังทัศนียภาพจนหมดสิ้นหินผาที่รองรับน้ำหนักของหลินเทียนเริ่มทรุดตัวลงและปริแตกเป็นทางยาวนับร้อยลี้

     

    ท่ามกลางไอน้ำที่เดือดพล่านหลินเทียนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่สะท้อนกลับมาตามใบกระบี่ดาบน้ำแข็งของเซียวเฉียนแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ แม้จะถูกอัสนีมังกรทำลายไปนับพันเล่มแต่มันกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดจำนวนลง หนำซ้ำไอน้ำที่เกิดจากการระเบิดยังถูกปราณของนางแช่แข็งกลับกลายเป็นดาบเล่มใหม่ในชั่วอึดใจ!

     

    "นี่คือ 'กฎเกณฑ์' ของผู้ฝึกตนจากมหาทวีปงั้นรึ?" หลินเทียนกัดฟันกรอดเลือดสีแดงสดเริ่มซึมออกจากมุมปาก"การควบคุมปราณฟ้าดินของนางไม่ได้เกิดจากการดึงพลังจากธรรมชาติ... แต่นาง 'บังคับ' ธรรมชาติให้เป็นไปตามใจนึก!"

     

    **ปรัชญาแห่งผู้รอดชีวิต**

     

    เซียวเฉียนที่ลอยอยู่เหนือพายุไอน้ำมองลงมาด้วยสายตาที่เรียบเฉยทว่าลึกๆ ในใจนางแอบประหลาดใจเล็กน้อยที่เด็กหนุ่มจากทวีปชั้นล่างสามารถต้านทาน 'กระบี่เหมันต์พิสุทธิ์' ของนางได้เกินกว่าสามลมหายใจ

     

    "สัจธรรมมังกรของเจ้ามีความดุดัน...ทว่ามันหยาบกระด้างและสิ้นเปลือง" เซียวเฉียนเอ่ยขึ้นเสียงของนางทะลวงผ่านพายุลงมาดุจประกาศิต"เจ้าใช้พลังทั้งหมดเพื่อทำลายสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในขณะที่ข้าเพียงแค่ 'กำหนด' ให้ความเย็นคงอยู่ตลอดไปการดิ้นรนของเจ้าจึงไร้ความหมาย ไม่ต่างอะไรกับปลาที่พยายามว่ายทวนกระแสน้ำตก...ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"

     

    คำพูดของนางแม้จะดูสูงส่งและปรานีแต่มันกลับแฝงไปด้วยความหยิ่งผยองที่มองสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นเพียงเศษธุลี

     

    หลินเทียนหัวเราะเสียงต่ำอยู่ในลำคอท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล ร่างกายของเขากำลังถูกความเย็นแช่แข็งอย่างช้าๆเกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกาะกุมที่แขนเสื้อและปลายผม ทว่าดวงตาสี sapphire ของเขากลับลุกโชนด้วยเปลวไฟที่ไม่ยอมดับมอด

     

    > **"ยอมจำนนงั้นรึ? หึ... มังกรที่เกิดในแอ่งน้ำโคลนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการถูกเหยียบย่ำต้องสู้กับสัตว์ร้ายนับพันเพื่อแย่งชิงลมหายใจมันจึงมีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดที่ฝังลึกถึงกระดูก... ทว่าไส้เดือนที่เกิดมาบนสวรรค์คาบช้อนทองและดูดกลืนปราณพิสุทธิ์ตั้งแต่เกิด ต่อให้มีพลังล้นฟ้ามันก็ไม่มีวันเข้าใจถึง 'น้ำหนัก' ของการมีชีวิต!"**

     

    หลินเทียนเงยหน้าขึ้นจ้องมองเทพธิดาแห่งมหาทวีปด้วยสายตาที่ท้าทาย**"เจ้าบอกว่าวิชาของข้าหยาบกระด้างและสิ้นเปลืองงั้นรึ? งั้นข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าความหยาบกระด้างที่เกิดจากการเหยียบข้ามศพนับไม่ถ้วน...มันสามารถฉีกกระชากกฎเกณฑ์อันสูงส่งของเจ้าได้อย่างไร!"**

     

    **วิชาดาบไร้นาม:ตัดสายธารแห่งสวรรค์**

     

    หลินเทียนหลับตาลงเขาหยุดการส่งลมปราณออกไปต้านทานดาบน้ำแข็งอย่างกะทันหัน!กำแพงอัสนีม่วงทองพลันสลายตัวดาบน้ำแข็งนับพันเล่มพุ่งทะลวงเข้าหาจุดตายของเขาทันที!

     

    "รนหาที่ตาย!"เซียวเฉียนขมวดคิ้ว นางคิดว่าหลินเทียนถอดใจและยอมรับความตายแล้ว

     

    ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ดาบน้ำแข็งเล่มแรกกำลังจะสัมผัสกับผิวหนังบริเวณหน้าผากของเขา...โลกทั้งใบของหลินเทียนกลับเข้าสู่สภาวะ 'มังกรสูญสภาวะ' ขั้นสูงสุด (AbsoluteVoid State)

     

    เขาไม่ได้หยุดลมปราณ แต่เขา 'บีบอัด' ลมปราณสีม่วงทองและปราณมังกรทั้งหมดที่กระจายอยู่รอบตัวให้กลับคืนสู่จุดตันเถียน และบีบอัดมันลงสู่จุดเดียวที่ปลายกระบี่มังกรพลิกฟ้าการบีบอัดระดับนี้ทำให้ดาบสีดำขลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่หนาแน่นจนมิติรอบใบดาบเกิดเป็นหลุมดำขนาดจิ๋วที่ดูดกลืนแสงสว่าง

     

    *ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...*

     

    เสียงหัวใจมังกรเต้นรัวดุจกลองรบหลินเทียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงในดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองบริสุทธิ์เขาขยับแขนขวาที่กำกระบี่ด้วยท่วงท่าที่ช้ามากๆ... ช้าจนดูเหมือนภาพสโลว์โมชั่นทว่าในความเป็นจริง มันคือการเคลื่อนไหวที่ก้าวข้าม 'มิติของเวลา'

     

    **"วิชากระบี่นิรนาม กระบวนท่าที่สอง:ตัดสายธารดารา!" (Nameless Sword Art, 2nd Stance: Severing the CelestialRiver)**

     

    นี่คือกระบวนท่าใหม่ที่ตื่นขึ้นจากการหลอมรวมสัจธรรมในหอคอยไร้เนตรหลินเทียนวาดกระบี่ขึ้นในแนวเฉียงจากล่างขึ้นบน เป็นการฟันที่เรียบง่ายที่สุดปราศจากแสงสี ปราศจากมังกรอัสนีที่น่าเกรงขามเป็นเพียงเส้นสายสีดำบางเฉียบที่ถูกลากผ่านอากาศ

     

    ทว่า...พริบตาที่เส้นสายสีดำนั้นถูกวาดออกไป...

     

    *ซืดดดดดด!*

     

    เสียงที่ฟังดูคล้ายกับผ้าไหมสวรรค์ถูกกรีดขาดดังขึ้นอย่างแผ่วเบาดาบน้ำแข็งนับหมื่นเล่มที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า รวมถึงดาบที่กำลังจะแทงทะลุหน้าผากของหลินเทียนพลันหยุดนิ่งอยู่กับที่ประหนึ่งถูกแช่แข็งด้วยพลังที่เหนือกว่า!

     

    เส้นสายสีดำที่หลินเทียนตวัดออกไปไม่ได้ตัดผ่าที่ตัวดาบน้ำแข็ง... แต่มันตัดผ่า **'เจตจำนง'** และ **'กฎเกณฑ์'** ของมิติที่เซียวเฉียนสร้างขึ้น!อาณาเขตเหมันต์สวรรค์ที่ถูกสร้างขึ้นจากการผูกขาดปราณธรรมชาติถูกเส้นสายสีดำนั้นตัดขาดออกจากกันโดยสมบูรณ์

     

    *เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!*

     

    ดาบน้ำแข็งนับหมื่นเล่มเริ่มแตกร้าวและระเบิดออกเป็นละอองเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์พร้อมๆกัน ท้องฟ้าที่เคยถูกปิดกั้นด้วยความหนาวเหน็บพลันเปิดออก เผยให้เห็นแสงอาทิตย์สีทองที่สาดส่องลงมาอีกครั้ง!

     

    เส้นสายแห่งความว่างเปล่าสีดำนั้นยังไม่หยุดเพียงแค่นั้นมันพุ่งทะยานแหวกอากาศตรงเข้าหาเซียวเฉียนด้วยความเร็วที่ไม่อาจประเมินได้!

     

    เซียวเฉียนที่เคยเยือกเย็นและสูงส่งบัดนี้ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุด!"วิชาที่ตัดขาดเจตจำนงแห่งฟ้าดินได้?! นี่มันวิชาของระดับ 'จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์'!"

     

    นางรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นกางม่านพลัง'โล่สวรรค์พิสุทธิ์' ซึ่งเป็นวิชาป้องกันสูงสุดของวิหารพิสุทธิ์สวรรค์ทว่าเส้นสายสีดำนั้นกลับกรีดผ่านม่านพลังของนางราวกับมีดร้อนตัดเนยบางๆ!

     

    *ฉัวะ!*

     

    เส้นสายสีดำเฉียดผ่านพวงแก้มด้านซ้ายของเทพธิดาแห่งมหาทวีปไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตรตัดปอยผมสีดำสลวยของนางให้ร่วงหล่นลงมาสองสามเส้น ก่อนที่มันจะพุ่งขึ้นไปฟันเรือเหาะสวรรค์สีทองขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่เบื้องหลังให้เกิดรอยแตกร้าวลึกยาวหลายสิบวา!

     

    **บททดสอบและบัตรเชิญสู่อนาคต**

     

    ความเงียบงันอันน่าขนลุกเข้าปกคลุมผาศิลาตัดทะเลเมฆเบื้องล่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่งจากคลื่นพลังที่หลงเหลืออยู่

     

    หลินเทียนทรุดลงคุกเข่าข้างหนึ่งเขาใช้กระบี่มังกรพลิกฟ้าปักลงบนพื้นเพื่อพยุงตัว การบีบอัดปราณเพื่อใช้กระบวนท่า 'ตัดสายธารดารา' ทำให้เส้นชีพจรของเขาฉีกขาดไปกว่าครึ่งเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากมุมปากและจมูกแขนขวาที่ใช้กระบี่สั่นระริกจนแทบไม่อาจควบคุม ทว่าแววตาของเขายังคงจ้องมองไปที่เทพธิดาเบื้องบนอย่างไม่ยอมจำนน

     

    เซียวเฉียนลอยนิ่งอยู่กลางอากาศนางยกนิ้วเรียวสวยขึ้นแตะที่แก้มซ้ายของตนเอง... สัมผัสได้ถึงหยดเลือดอุ่นๆสีแดงสดที่ซึมออกมา นางเบิกตากว้างมองหยดเลือดบนปลายนิ้ว...ตั้งแต่นางเกิดมาและได้รับการฝึกฝนในวิหารพิสุทธิ์สวรรค์นางไม่เคยหลั่งเลือดแม้แต่หยดเดียวไม่เคยมีใครในระดับชั้นเดียวกันทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนใบหน้าของนางได้นับประสาอะไรกับเด็กหนุ่มจากทวีปชั้นล่างแห่งนี้!

     

    ความโกรธเกรี้ยววูบหนึ่งปะทุขึ้นในดวงตาของนางทว่าเพียงชั่วครู่ มันก็ถูกแทนที่ด้วยความสนใจและความสลับซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา

     

    "การเอาชีวิตรอดอย่างหยาบกระด้างของเจ้า...น่าประทับใจกว่าที่ข้าคิด" เซียวเฉียนค่อยๆ ลดมือลงออร่าความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาถูกเก็บกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างสมบูรณ์ท้องฟ้ากลับมาเป็นปกติ "การที่เจ้าสามารถใช้สัจธรรมที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของข้าได้แสดงว่า 'กระบี่นิรนาม' เล่มนั้นได้ยอมรับเจ้าเป็นนายอย่างแท้จริงแล้ว...ข้าขอถอนคำพูดที่ว่าเจ้าเป็นเพียงมดปลวก"

     

    หลินเทียนกระอักเลือดออกมาอีกคำเขาพยายามฝืนยิ้ม "ถ้า... ถ้าเจ้าจะสู้ต่อ...ข้าก็พร้อมจะลากเจ้าลงนรกไปด้วยกัน"

     

    "ไม่จำเป็น บททดสอบของข้าสิ้นสุดลงแล้ว"เซียวเฉียนกล่าวอย่างราบเรียบ นางสะบัดข้อมือเบาๆวัตถุชิ้นหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาปักอยู่บนพื้นหินตรงหน้าหลินเทียน

     

    มันคือ **'ป้ายหยกสีฟ้าอมเขียว'** ที่สลักลวดลายก้อนเมฆและกระบี่ไขว้แผ่กลิ่นอายปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์และลึกล้ำอย่างไม่อาจหยั่งถึง

     

    "นั่นคือ 'ป้ายเบิกทางวิหารพิสุทธิ์' (Token ofthe Pure Heaven)" เซียวเฉียนอธิบาย"ผู้ที่ครอบครองมัน จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วม **'งานประลองคัดเลือกดารา' (ionof the Stars)** ซึ่งจะจัดขึ้นที่นครสวรรค์บนมหาทวีปในอีกสามเดือนข้างหน้า...หากเจ้าต้องการปกป้องกระบี่เล่มนั้นและต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับสายเลือดมังกรของเจ้า เจ้าจงมาที่นั่น"

     

    เซียวเฉียนหันหลังกลับลอยตัวขึ้นสู่เรือเหาะสวรรค์ที่เกิดรอยร้าว "จำไว้หลินเทียน... ในมหาทวีปอัจฉริยะแบบเจ้ามีอยู่เกลื่อนกลาดดุจเม็ดทราย หากเจ้าคิดว่าพลังเพียงแค่นี้จะทำให้เจ้าอยู่รอดได้เจ้าจะได้พบกับนรกที่แท้จริง... ข้าจะรอคอยการมาของเจ้าหากเจ้ามีความสามารถพอที่จะข้ามทะเลเมฆนี้มาได้ด้วยตัวเจ้าเอง!"

     

    เรือเหาะสวรรค์สีทองเปล่งแสงสว่างวาบ ก่อนจะเคลื่อนตัวถอยกลับเข้าไปในรอยแยกมิติรอยแยกนั้นค่อยๆ ปิดตัวลงจนท้องฟ้ากลับมาเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียวทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและป้ายหยกที่ปักอยู่บนพื้น

     

    หลินเทียนหอบหายใจอย่างหนักร่างกายของเขาถึงขีดจำกัดแล้ว เขาทิ้งตัวลงนอนหงายบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ มองดูท้องฟ้าที่ว่างเปล่าแม้ร่างกายจะเจ็บปวดเจียนตายทว่าในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจควบคุม

     

    มือที่สั่นเทาเอื้อมไปคว้าป้ายหยกสีฟ้าอมเขียวนั้นมากำไว้แน่น

     

    > *"งานประลองคัดเลือกดารา...มหาทวีป... ที่นั่นสินะ คือเวทีที่แท้จริงของข้า"*

     

    การปะทะกันครั้งแรกกับความยิ่งใหญ่ของมหาทวีปได้จบลงแล้วทว่านี่เป็นเพียงการเปิดประตูบานใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายกว่าเดิมนับหมื่นเท่าการเดินทางของมังกรตัวน้อยที่เติบโตขึ้นจากแอ่งน้ำโคลนสู่การโบยบินบนสรวงสวรรค์ที่แท้จริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!

     

    **จบบทที่ 35 (จุดเริ่มต้นของมหาทวีป)**

    คล้ายกับเรื่องกระบี่นิรนาม: ตำนานจอมยุทธ์พลิกฟ้า (The Nameless Blade: Legend of the Sky-Reverser) ที่คุณอ่าน