วู่.....!!
“อ้า.....!!!”
พรืออ พรือออ!!
“จับมือข้าไว้!”
ยามเมื่อเหมาเว่ยลอยละลิ่วพลัดตกจากที่สูง เสียงกระพือของสัตว์ใหญ่พลันแทรกเข้ามาในรูหูพร้อมทั้งเสียงหญิงสาวลอยมาตามสายลมในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่มีทางเลือกจึงใช้โอกาสนั้นกระทำตามคำของสาวงามชุดแดง คว้าจับมือน้อยๆที่ขาวดั่งหิมะเอาไว้อย่างแนบแน่น ก่อนที่เจ้าของมือจะค่อยๆลดระดับความสูง นำเหมาเว่ยลงมาบนพื้นด้านล่างได้อย่างปลอดภัย
ฟุบบ!!
วูบบบบบ!!
“เจ้าเป็นอะไรไหม? ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าตกใจและได้รับอันตราย”นางกล่าวด้วยเสียงเล็กๆ ซึ่งขณะเดียวกันนกไฟตัวใหญ่ที่นางใช้เป็นพาหนะ ก็ได้กลายเป็นแสงและถูกดูดเข้าไปยังสัญลักษณ์สีแดงในตำแหน่งกึ่งกลางหน้าผาก และจางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก
“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณที่แม่นางยื่นมือเข้าช่วย”เหมาเว่ยเอ่ยขอบคุณพลางเบิกตาค้างเมื่อได้เห็นใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าอย่างเด่นชัดในระยะใกล้ รูปโฉมงดงามและกลิ่นกายหอมดังดอกไม้ ก็ส่งผลให้เหมาเว่ยลืมเลือนความโกรธเคืองก่อนหน้านี้ไปอย่างเฉียบพลันย’งดงามนัก แบบนี้แล้วข้าจะไปโกรธนางลงได้อย่างไร?’
“มีอะไรติดหน้าข้างั้นหรอ?”
ท่ามกลางร่มไม้ใจกลางป่า เหมาเว่ยเผลอจ้องหน้านางจนก่อเกิดข้อสงสัยภายในจิตใจ สาวงามในชุดสีแดงถึงกับต้องเอ่ยถามเป็นคำพูดพลางแสดงสีหน้าไร้เดียงสา ราวกับว่านางมิได้รู้มาก่อนเลยว่าตนเองนั้นงดงามเพียงใด
ฟุบ ฟุบบ!!
กรร!!!
แต่ทว่า ทันใดนั้นความสงบของหนุ่มสาวพลันก็ต้องถูกทำลายเมื่อมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน ทั้งยังเข้าห้อมล้อมทั้งคู่เอาไว้ด้วยจำนวนที่มากกว่า เป็นพยัคฆ์ตัวใหญ่สีส้มแดงทั่วลำตัวมีลายพาดผ่านเป็นสีดำเข้ม จำนวนสามตัวเข้าโอบล้อมจากทุกทาง
กรร!!!
พร้อมส่งเสียงคำรามแยกเขี้ยวแหลมคมสีดำเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆราวกับกำลังพบเจอเหยื่ออันโอชะก็มิปาน แต่ทว่า ที่ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ส่วนหลังคอไล่ไปจนถึงกลางลำตัวพยัคฆ์ ยังปรากฏเขาแหลมสีดำมากถึงหกเขาด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นบ่งบอกว่านี่หาใช่พยัคฆ์ธรรมดาทั่วไปไม่ ต้องเป็นสัตว์ปีศาจที่เหมาเว่ยต้องการจะพบสักครั้งอย่างแน่นอน
“พยัคฆ์เขี้ยวดำ เจ้าอยู่เฉยๆ ข้าจัดการเอง!”สาวงามชุดแดงก้มหยิบก้อนหินขึ้นมาจำนวนสามก่อนด้วยกัน
วู.....!
พริบตานั้น สาวงามได้กระทำการขับปราณมาสู่ปลายนิ้วที่ใช้คีบก้อนหิน ก่อนสะบัดออกไปยังพยัคฆ์ตัวหนึ่ง และเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเหมือนดั่งเงา จู่โจมพยัคฆ์ที่เหลือด้วยก้อนหินอย่างแม่นยำ เข้ากึ่งกลางหน้าผากจนสัตว์ปีศาจทั้งสามตัวล้มลงสิ้นใจตายไปอย่างง่ายดาย
ฟืบ ฟืบ ฟืบบบ!!
ปึงง ปึงง ปึงง!!
ตุบบ ตุบบบ!!
“ยอดเลย!! ร้ายกาจยิ่งนักแม่นาง เจ้าทำได้อย่างไรใช้ลูกหินสังหารสัตว์ปีศาจ แล้วยังเรื่องนกไฟที่ข้าเห็นก่อนหน้านี้ด้วย?”เหมาเว่ยอดที่จะตื่นเต้นกับภาพที่เห็นไม่ได้แม้สักนิด จนถึงต้องเอ่ยปากถามออกมาเป็นคำพูด
“ก็ไม่เห็นจะยาก รึเจ้าก็เป็นผู้ฝึกตนด้วย? แต่เรื่องพื้นฐานพวกนี้กลับทำอย่างกับเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
“อย่างที่แม่นางพูดนั่นแหละ ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก ว่าแต่แม่นางมีชื่อว่าอันใดหรือ? ตัวข้าชื่อเหมาเว่ย!”เหมาเว่ยพูดออกไปตามความจริง พร้อมทั้งเอ่ยถามชื่อสาวงามโดยเริ่มจากแนะนำตัวเองก่อน
“ข้า เยว่ฉาน ส่วนเมื่อครู่ที่ลูกหินสามารถสังหารสัตว์ปีศาจเหล่านั้นได้ ก็เพราะข้าผนึกปราณไว้ที่ลูกหินก่อนจะซัดออกไป และวิหคเพลิงที่เจ้าเห็นก็เป็นเพียงการใช้ดาววาสนา พรสวรรค์ของข้าคือหงษา!”เยว่ฉานยอมเล่าออกมาอย่างหมดเปลือกโดยมิได้คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย คำพูดของนางจริงใจไม่ต่างอันใดกับสีหน้าซื่อๆที่แสดงออกมาเลยสักนิด
เยว่ฉานนั้นเป็นหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบ มีใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามปากนิดจมูกหน่อย ดวงตากลมโตสีเขียวดุจดั่งมรกต ผิวกายขาวนวลราวแสงจันทร์ มีเส้นผมยาวสลวยสีดำ โดยรวมแล้วมิต่างอันใดกับเทพธิดาลงมาจุติบนโลกมนุษย์แม้แต่น้อย
‘ผนึกปราณไว้ที่ลูกหิน เช่นนั้นข้าก็อาจจะสามารถผนึกไว้กับลูกกระสุนปืนได้ด้วยสิ ว่าแต่นางไม่คิดจะปิดบังเลยหรือ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์หงษาอีกด้วย เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถ ข้าชักอยากจะรู้จักนางให้มากขึ้นกว่านี้ซะแล้วสิ แต่ยามนี้ที่ต้องรู้คือการใช้ดาววาสนา เห็นได้ชัดว่าข้ายังอ่อนต่อเรื่องเหล่านี้มาก ดูๆแล้วนางเป็นหญิงที่ใสซื่อไร้เดียงสา ข้าว่าข้าหยอกนางเล่นหน่อยดีกว่าเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี’เหมาเว่ยเผยรอยยิ้มพิชิตใจหญิงสาว พร้อมทั้งเอ่ยคำพูดอันแสนน่าอายต่อหน้าเยว่ฉานว่า”แม่นางเยว่ฉาน เจ้าอยากจะใช้แซ่เดียวกับข้าบ้างไหม?”
เยว่ฉานได้ฟังก็ขมวดคิ้วเอียงคอถามกลับไปว่า”ทำไมข้าต้องใช้แซ่เดียวกับเจ้าด้วย เราก็มิได้เป็นญาติกันเสียหน่อย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ไม่ใช่ไม่ใช่ แต่ก็ช่างเถอะ หากเจ้าไม่เข้าใจก็ดีแล้ว คำพูดเพ้อเจ้อของข้าอย่าไปสนใจเลย”เหมาเว่ยอดที่จะหัวเราะไม่ได้กับสีหน้าอันแสนน่ารักของนางในยามนี้ จากนั้นเขาก็ได้ถามถึงสิ่งที่อยากจะรู้ต่อทันที”เยว่ฉาน ในเมื่อเราก็รู้จักชื่อแซ่กันแล้ว ก็นับได้ว่าเราทั้งคู่เป็นสหายต่อกัน ข้าอยากจะรบกวนถามเจ้าว่า จะทำอย่างไรจึงจะใช้ดาววาสนาเช่นเจ้าได้ ข้าเหมาเว่ยนั้นโง่งมกับเรื่องนี้ โปรดช่วยชี้แนะด้วย”
“ได้ การที่เราได้รู้จักกันคงจะเป็นวาสนา ในเมื่อเจ้าถามข้าก็จะตอบให้ แต่ก่อนอื่นขอถามสักข้อ เจ้าบ่มเพาะพลังยุทธถึงระดับกษัตริย์รึยัง?”เยว่ฉานเอ่ยถามพลางจ้องหน้าชายหนุ่มที่เพิ่งจะรู้จักกัน’เหมาเว่ยถึงจะพูดจาแปลกๆ แต่คงไม่ใช่คนเลวร้ายอันใด การคบสหายย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู’
“ยัง แต่ว่ามันจำเป็นด้วยหรือ?”
“จำเป็นสิ เจ้าต้องบ่มเพาะพลังยุทธให้ถึงระดับกษัตริย์ และอาศัยยอดฝีมือที่ระดับเหนือกว่าช่วยผนึกดาววาสนาผสานกับกาย เท่านี้ก็สามารถทำอย่างข้าได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อน หากเจ้าไม่พร้อมอย่าผนึกดาววาสนาเด็ดขาด ถึงมันจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ก็จริง แต่ก็ถือเป็นดาบสองคมสามารถทำลายเจ้าได้เช่นกัน แต่จริงๆก็ขึ้นอยู่กับระดับการเชื่อมต่อกับดาววาสนา ไว้ให้เจ้ามีพลังยุทธระดับกษัตริย์เมื่อไหร่ ข้าจะช่วยเจ้าก็ได้นะ”เยว่ฉานเผยสีหน้าจริงจังเป็นอย่างมากขณะที่ตอบคำถามเหมาเว่ย
“แล้วเช่นนั้น....”
“เยว่ฉาน!”
“เยว่ฉาน!”
ทว่า ก่อนที่เหมาเว่ยจะเอ่ยคำถามต่อไปออกมานั้น อยู่ๆก็มีเสียงรบกวนดังขึ้นมาจากทางด้านหนึ่งโดยที่ตะโกนเรียกชื่อสาวงามที่เพิ่งจะได้คบหากันเป็นสหาย และไม่นานต่อมาเจ้าของเสียงทั้งสองก็ปรากฏ ซึ่งเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่ดูมีฝีมือมิได้แตกต่างไปจากเยว่ฉานแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มที่มานั้น ผิวกายมีสีเข้มหยาบกร้านสวมชุดสีเขียว รูปร่างของมันสูงใหญ่ใบหน้าถมึงทึงราวกับผู้ที่กำลังโกรธอยู่ตลอดเวลา ส่วนอีกผู้หนึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก รูปร่างอ้อนแอ้นผมสีดำยาวสลวยผิวกายขาวผ่อง จะเป็นรองก็แต่เยว่ฉานที่นั่งสนทนาอยู่กับเหมาเว่ยเท่านั้น
“จูเหยียนถง ตู้เฉวิน พวกเจ้ามาแล้ว”เยว่ฉานเอ่ยทักทายผู้ที่มาถึงสองคน
“เป็นยังไงบ้าง เจ้าได้สมุนไพรบนเกล็ดปลานั่นมาไหม?”หญิงสาวที่มีนามว่าจูเหยียนถงเอ่ยถามพลางกวาดตามองสำรวจไปที่เหมาเว่ย
“เจ้าเป็นใคร ถอยห่างจากนางเดี๋ยวนี้”ชายหนุ่มอีกคนตวาดลั่นเมื่อเห็นเหมาเว่ยนั่งบนขอนไม้ข้างๆเยว่ฉาน
“สวัสดี!”เหมาเว่ยรีบกล่าวทักทายเมื่อพบว่าทั้งสามคนรู้จักกัน’เพื่อนนางหรอ แต่ดูท่าทางพวกเขาจะไม่ชอบขี้หน้าข้าสักเท่าไหร่นะ แค่นั่งใกล้ๆแม่นางเยว่ฉาน ไม่เห็นจะต้องตวาดกันเลย’
“ข้าได้มาแล้วเหยียนถง ว่าแต่เจ้าจะส่งเสียงดังทำไม”เยว่ฉานกล่าวกับคนทั้งสองก่อนจะหันไปหาเหมาเว่ย พลางแนะนำทุกคนให้ได้รู้จักกัน”ชายคนนี้ชื่อเหมาเว่ย เราเพิ่งจะรู้จักกันเมื่อครู่ ส่วนสองคนนี้เพื่อนข้า นางชื่อจูเหยียนถง และอีกคนชื่อตู้เฉวิน”
“ยินดีที่ได้รู้จัก แม่นางจู คุณชายตู้”
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน คุณชายเหมา”
“หนอยย! ข้าบอกให้เจ้าถอยออกไปไม่ได้ยินหรือไง เจ้ารู้ไหมนางเป็นใครและพวกเรามาจากไหน?”ตู้เฉวินแสดงความไม่เป็นมิตรต่อเหมาเว่ยอย่างเห็นได้ชัด’สวะไม่คู่ควรให้พรสวรรค์หงษาอย่างนางชายตามองแม้เพียงหางตา เยว่ฉานมีจิตใจดี มันคงจะคิดตีสนิทนางเพื่อหวังผลประโยชน์สินะ’
‘เจ้าแซ่ตู้นี่เป็นอะไรของมัน แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่ามาจากที่ไหน’เหมาเว่ยชำเลืองมองตู้เฉวินด้วยหางตา พลางเริ่มมีอารมณ์โกรธขึ้นมาเล็กๆ”ข้าจะไปรู้ได้ยังไง?”
“ฟังให้ดี พวกเรามาจากนิกายนักบุญ หนึ่งในสามสถานที่ที่มีชาวยุทธต้องการจะเข้าร่วมมากที่สุด ส่วนนางเป็นผู้มีพรสวรรค์หงษา แล้วยังเป็น...”
“ข้าบอกให้หยุด!!”เยว่ฉานเปล่งน้ำเสียงหนักแน่นราวกับกำลังมีโทสะแทรกขึ้นมา
“เยว่ฉาน เจ้าสูงส่งเกินกว่าจะไปยุ่งกับคนแบบนี้ ดูสิ พลังยุทธของมันไม่น่าจะถึงระดับปรมาจารย์เสียด้วยซ้ำ และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงดาววาสนา!”ตู้เฉวินขี้ไปทางเหมาเว่ย
“ตู้เฉวินหยุด ใจเย็นๆก่อนเยว่ฉาน ข้าว่าเมื่อได้ของมาแล้ว พวกเราควรรีบกลับออกไป”จูเหยียนถงรีบกล่าวห้ามทั้งสองคน พลางเสนอให้เดินทางกลับไป
“อื้ม”เยว่ฉานตอบสั้นๆก่อนจะหันไปถามเหมาเว่ย”เหมาเว่ย จะกลับออกไปด้วยกันไหม? ถ้าเดินทางออกไปพร้อมกัน รับรองว่าเจ้าจะปลอดภัย”
“ชิ!”
‘ไม่มีทาง มันเป็นการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าสาวงาม ข้าจะต้องไม่รับการช่วยเหลือใดๆกับคนเหล่านี้อีกเป็นครั้งที่สอง’เหมาเว่ยไม่อาจยอมรับความช่วยเหลือจากคนเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการที่ต้องเดินทางไปร่วมกับตู้เฉวิน เขาจึงตอบกลับไปสั้นๆ”ไม่ล่ะ ขอบคุณในความหวังดี”
หลังจากนั้น ทั้งสามคนที่พบในป่าลึกก็ได้จากไปอย่างรวดเร็วปล่อยให้เหมาเว่ยเดินทางเพียงลำพัง แน่นอน เขาที่ถูกดูหมิ่นจากหนึ่งในคนพวกนั้นก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิกายนักบุญหรือระดับพลังยุทธ ต่างวนเวียนรบกวนใจชายหนุ่มอยู่ตลอดจนยากจะลืมเลือนไปโดยง่าย
“นิกายนักบุญแล้วยังไง ระดับพลังยุทธไม่ถึงปรมาจารย์แล้วยังไง คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องเสียใจที่บังอาจมาดูถูกคนอย่างข้า”เหมาเว่ยเดินบ่นพึมพำไปตามลำพัง เมื่อได้หญ้าปีศาจมาอยู่ในมืออย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนอันใด
ชายหนุ่มได้อาศัยเวลาที่เหลือเป็นจำนวนมากออกเดินทางมุ่งไปสู่อาณาจักรพฤกษาจันทราเพื่อหาประสบการณ์ พร้อมทั้งยังต้องการออกล่าสัตว์ปีศาจที่ต้องพบเจอในระหว่างทาง เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในการต่อสู้จริงอีกด้วย
‘ผนึกปราณไว้ที่สิ่งของสินะ’เหมาเว่ยนำปืนพกขึ้นมาถือ พลางขับปราณไปสู่มือก่อนที่จะผนึกไว้ โดยแน่นหนักไปที่กระสุนในแม็กกาซีน”พื้นฐานง่ายๆแต่ข้าก็เพิ่งจะนึกออก ว่าแต่สัตว์ปีศาจไปที่ไหนกันหมดล่ะเนี่ย”
ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบบบ ฟุบบบบ!!
ทันใดนั้น เหมาเว่ยที่บ่นพึมพำยังไม่ทันจะขาดคำ ก็ปรากฏร่างเล็กๆขนาดเท่าฝ่ามือเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า ลำตัวเล็กๆตรงหน้าคล้ายกับมีแสงไฟส่องออกมาอยู่ตลอดเวลา ย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดได้อย่างฉับไวกว่าการที่เหมาเว่ยจะกระพริบตาเสียอีก
“นั่นตัวอะไร? ตรงมาทางนี้แล้ว”
ฟุบบบ!!
‘เร็วมาก’
ฟุบ!
“อึกก!!”
ชั่วอึดใจเดียว สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพลันก็พุ่งชนกลางอกและเข้ามาอยู่ในชุดที่เหมาเว่ยสวม โดยที่เขามิอาจขัดขวางได้ทันจนต้องล้มลงไปนั่ง และต่อจากนั้นก็ยังมีน้ำเสียงทุ้มๆเปล่งเข้ามาหาชายหนุ่มเป็นคำพูดอีกด้วย
“เจ้าหนุ่ม จงอยู่เฉยๆ อย่าขยับอย่างเด็ดขาด”
แต่ทว่า คำพูดของชายแปลกหน้าคนดังกล่าวที่ปรากฏในภายหลัง กลับไร้ความหมายไม่อาจห้ามปรามเหมาเว่ยได้ทัน ด้วยความตกใจปนสงสัย เหมาเว่ยจึงต้องล้วงมือเข้าไปเพื่อนำสิ่งชีวิตดังกล่าวออกมา หากแต่เมื่อได้สัมผัสร่างเล็กๆดังกล่าวกลับรู้สึกถึงความร้อนที่กำลังแผดเผาเต็มฝ่ามือ จนยากจะเก็บเสียงมิให้กู่ร้องออกไปได้โดยง่าย
“อ้า.......!! ร้อนนนนนน!!! มือข้า มือข้า!!!”
“ไม่นะ หนูเพลิงสมบัติของข้า!!! หลายสิบปีที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพลิงนิรันดร์ของข้า!!!”