“ฉินลู่ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” หม่าเสี่ยวเวยพูดพลางยิ้มอย่างดูแคลน
ฉินลู่พยักหน้า“นั่นสินะวันนี้ช่างดวงซวยจริงๆ”
“แก!” หม่าเสี่ยวเวยเดินเข้ามาหนึ่งก้าว แต่กลับถูกชุยฮุ่ยฮุ่ยยืนบังไว้ก่อน“นายจะทำอะไร จะใช้กำลังตีคนอื่นเหรอ”
“เหอะๆ” หม่าเสี่ยวเวยพูดดูถูกฉินลู่ว่า “นายก็แค่ไอ้ขยะที่เก่งแต่หลบอยู่หลังผู้หญิง น่าขายหน้าชะมัด”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยมองหม่าเสี่ยวเวยด้วยสายตาที่มองคนปัญญาอ่อนและพูดว่า“นายเข้าอะไรผิดหรือเปล่าฉันกำลังช่วยนายต่างหาก”
“ช่วยอะไรฉันกัน” หม่าเสี่ยวเวยขมวดคิ้ว
“เขาคือคนไร้สมองสินะ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าพ่อแม่เธอคิดะไรอยู่ถึงได้แนะนำคนแบบนี้ให้”ชุยฮุ่ยฮุ่ยมองหม่าเสี่ยวเวยด้วยสายตาดูถูก ก่อนจูงมือซุนอิงเดินจากไป
“ฉินลู่ ตามมาสิ!”
ฉินลู่ลูบจมูกเบาๆแล้วเดินตามทั้งคู่ไป
หม่าเสี่ยวเวยก็คิดจะเดินตามไปด้วยแต่เห็นชุยฮุ่ยฮุ่ยถลึงตาใส่และพูดว่า “ไส! หัว!ไป!”
“บ้าเอ๊ย!” หม่าเสี่ยวเวยโมโหจนแทบปรี๊ดแตก
แต่ว่าหม่าเสี่ยวเวยกลัวชุยฮุ่ยฮุ่ยมากเขาจึงทำได้แค่ยืนนิ่งอยู่กับที่ และมองแผ่นหลังของฉินลู่ด้วยสายตาอันชั่วราย
ทั้ง3 คนพากันเดินออกจากโซนภาพอักษรจีน ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดแขวะ “หม่าเสี่ยวเวยคนนี้เหมือนคนโง่ชัดๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าเธอทนไปได้อย่างไร”
ซุนอิงพูดอย่างจำใจ“ฉันเองก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกันกลุ้มจนจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย เอาแต่ตามตื๊อฉันอย่างหน้าไม่อาย ฉันก็ทำอะไรไม่ได้จะลงไม้ลงมือกับเขาก็ไม่ได้อีกใช่ไหมล่ะ”
“อีกไม่นาน เขาคงไม่มีเวลามาตามตื๊อเธอแล้วล่ะ” ฉินลู่ที่เดินตามทั้งคู่มาด้วยตลอดพูดยิ้มๆ
ชุยฮุ่ยฮุ่ยหันขวับมามองฉินลู่และพูดด้วยความสงสัยออกมาว่า“นายจะทำอะไร”
“ไม่ได้จะทำอะไรนี่” ฉินลู่พูดด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ใจ
“ถ้าไม่ได้คิดจะทำอะไร แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงพูดแบบนั้นล่ะ” ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “นายจะไปหาเรื่องหม่าเสี่ยวเวยใช่ไหมอย่าบุ่มบ่ามทำอะไรไม่คิดนะที่บ้านของหม่าเสี่ยวเวยก็พอมีอำนาจอยู่บ้างในเมืองจิงเฉิงนี้”
ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ“ไม่ทำหรอกฉันไม่ไปหาเรื่องเขาแน่นอน”
ฉันจะเอาชีวิตเขาต่างหาก...
ฉินลู่พูดต่อในใจ
ฉินลู่ไม่ใช่คนที่จะยอมเป็นวัวให้ใครเชือดอยู่แล้ว
มันชัดเจนมากว่าหม่าเสี่ยวเวยกำลังมีความคิดที่อยากจะทำร้ายเขาแม้ว่าฉินลู่จะไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายลงมือก่อน
ทั้ง3 คนเดินดูของ พูดคุยกันพลางหัวเราะคิดคัก จากการเดินนำและชักชวนที่กึ่งๆตั้งใจของฉินลู่ ทั้ง 3 คนก็เดินมาถึงโซนหินหยก
ฉินลู่สายตาเป็นประกายทันทีจากนั้นก็เริ่มสังเกตเครื่องหยกและหินหยกที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
“นี่คือ...” ฉินลู่เห็นว่าที่มุมโต๊ะมีหินหยกถูกวางอยู่ลำพังชิ้นหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร้านไม่เห็นค่าของหินหยกชิ้นนี้เลยเขาจึงวางเอาไว้ไกลๆ อย่างไม่สนใจ
“เถ้าแก่ หยกชิ้นนี้ราคาเท่าไร” ฉินลู่รีบวิ่งเข้าไปชี้ที่หินหยกชิ้นนั้นพร้อมถามคนขาย
“ฉินลู่ มีของชิ้นไหนเข้าตานายแล้วเหรอ” ซุนอิงกับชุยฮุ่ยฮุ่ยที่เดินตามมาถามขึ้นอย่างงุนงง
“อืม” ฉินลู่พยักหน้าพลางชี้ไปที่หินหยกชิ้นนั้นและพูดว่า“ฉันว่าชิ้นนี้ไม่เลวเลย ฉันชอบมาก เลยอยากซื้อสักชิ้น”
ซุนอิงเดินเข้ามาดูก่อนพูดด้วยสีหน้างวยงงว่า “นี่เป็นแค่หยกธรรมดาทั่วไปนะแถมยังมีสิ่งเจือปนอีกด้วย ไม่ใช่หยกบริสุทธิ์ชั้นดี นายจะซื้อไปทำอะไรเหรอ”
เถ้าแก่ที่ขายหยกเป็นชายวัยกลางคนพอได้ยินสิ่งที่ซุนอิงพูดก็พยักหน้าเห็นด้วย “แม่หนูคนนี้พูดถูกหินหยกที่นายชอบเป็นเพียงหยกธรรมดาเท่านั้นฉันเอามาวางไว้ตรงนี้ก็เพื่อให้มันดูเยอะก็เท่านั้นเองนายลองดูหินหยกชิ้นนี้ดีกว่า นี่คือหยกมันแพะของแท้ คุณภาพสูงมากด้วย ถ้านายชอบฉันขายให้เลยในราคา 20,000 หยวน”
ฉินลู่มองดูหินหยกมันแพะที่เถ้าแก่แนะนำคุณภาพไม่เลวจริงๆ แต่เขากลับส่ายหน้าและพูดว่า “ฉันอยากได้ชิ้นนี้มากกว่า เถ้าแก่เสนอราคามาเถอะ”
เถ้าแก่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดว่า “งั้นจ่ายมา 1,000 หยวน หยกนี้ก็จะเป็นของนาย”
“1,000หยวนเหรอ” ซุนอิงพูดอย่างไม่พอใจว่า “เถ้าแก่ อย่าเสนอราคามั่วสิ หยกคุณภาพแย่ชิ้นนี้จะไปมีราคาถึง 1,000หยวนได้อย่างไร”
ฉินลู่ทำหน้าเหมือนจะยิ้มก็มิเชิงเขามองเถ้าแก่และพูดว่า “เถ้าแก่ อย่ารังแกกันเพราะเห็นฉันเรียนมาน้อยสิ”
เถ้าแก่หัวเราะทำตัวไม่ถูกและพูดว่า“การค้าขายมันก็แบบนี้แหละลองเสนอดูก่อนเผื่อได้ งั้นพวกเธอก็ลองเสนอราคามาดูสิ ฉันจะลองคิดดูอีกที”
ฉินลู่ชูสองนิ้วขึ้นมาและพูดว่า“สองร้อย”
“สองร้อย?!” ซุนอิงกับชุยฮุ่ยฮุ่ยต่างก็อึ้งงัน
ต่อราคาโหดเกินไปแล้วมั้ง
“สองร้อยเหรอ!” เถ้าแก่ก็อึ้งด้วยก่อนมองฉินลู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็พยักหน้าและพูดว่า “ตกลง นายเอาไปสิ”
“ขอบคุณ”
ซุนอิง“...”
ชุยฮุ่ยฮุ่ย“...”
ฉินลู่ล้วงเงิน200 หยวนออกมาจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็หยิบหินหยกชิ้นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะเขาเก็บความรู้สึกดีใจเอาไว้แล้วพาซุนอิงกับชุยฮุ่ยฮุ่ยเดินออกมาอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งเดินออกจากโซนหินหยกแล้วฉินลู่จึงค่อยๆ ลดความเร็วในการเดินลง
“ฉินลู่ ด้วยประสบการณ์ระดับนายแล้ว หินหยกนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ใช่ไหม”ซุนอิงเดาออกแต่ต้นแล้วว่าหินหยกที่จะเข้าตาฉินลู่ได้ต้องไม่ใช่หยกธรรมดาทั่วไปแน่นอนไม่อย่างนั้น ด้วยลักษณะนิสัยกับประสบการณ์ระดับฉินลู่เขาไม่มีทางตื่นเต้นดีใจขนาดนี้แน่
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าฉินลู่จะส่ายหน้าไปมาและพูดว่า“นี่เป็นแค่หยกธรรมดาน่ะ”
“แค่หยกธรรมดางั้นเหรอ” ซุนอิงประหลาดใจ “แล้วนายซื้อมาทำไมล่ะ”
“ถ้าจะเอาหยกชิ้นนี้ไปขาย อย่างมากก็ได้ราคาไม่เกิน 300-400 หยวน แต่ว่า...” ฉินลู่ยิ้มออกมาอย่างลึกลับและพูดว่า“ฉันกับหยกนี้มีวาสนาต่อกัน”
“มีวาสนางั้นเหรอ” ซุนอิงทำหน้าไม่ถูก “นี่มันเหตุผลอะไรเนี่ย”
คนนอกไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าเพราะอะไรฉินลู่ถึงได้ชอบหินหยกชิ้นนี้มาก
ฉินลู่ไม่ได้โกหกราคาของหยกนี้ไม่มีทางสูงไปกว่านั้นแล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่ราคาตอนขายให้คนทั่วไป
แต่สำหรับผู้ฝึกตนนั้น พอเห็นหยกชิ้นนี้จะต้องบ้าคลั่งแน่นอนต่อให้มีเงินเป็นพันล้านหมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้
เพราะสิ่งเจือปนที่อยู่ในหยกนี้ไม่ใช่สิ่งเจือปนน่ะสิ!
แต่มันคือพลังวิญญาณความเข้มข้นสูงที่จับตัวกันจนกลายเป็นคริสตัลต่างหาก!
พลังวิญญาณมีอยู่3 สถานะ นั่นก็คือก๊าซ ของเหลวและของแข็ง
พลังวิญญาณในหยกนี้จับตัวกันจนกลายเป็นของแข็งในรูปหินคริสตัลคงจะพอนึกออกกันบ้างแล้วใช่ไหมว่าหินหยกนี้มีคุณค่าต่อผู้ฝึกตนขนาดไหน
เมื่อมีหินหยกนี้แล้วฉินลู่ก็สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า เขาสามารถดูดซับพลังวิญญาณจากหินหยกนี้ได้ประมาณ1 ปี อีกอย่าง คุณภาพพลังวิญญาณในหินหยกนี้ก็สูงมันจะช่วยให้เขาฝึกวิชาได้ไวกว่าเดิมได้อีกขั้น
ฉินลู่กำลังจับหินหยกในมือเล่นจู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาโหดเหี้ยมกำลังจับจ้องมาที่ตัวเองฉินลู่จึงเงยหน้าขึ้นทันที พบว่ามีชายหัวโล้นคนหนึ่งกำลังจ้องหินหยกในมือฉินลู่ด้วยความละโมบและอยากแย่งชิง
ชายหัวโล้นเห็นว่าฉินลู่รู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังจับจ้องหินหยกชิ้นนั้นเขาจึงรีบก้มหน้า แกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น