Pioneer Era

    ตอนที่ 112 เตาสุริยะเบอร์ 5

    ***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]

    "ตำแหน่งของหอคอย ดันอยู่ใต้ฐานพอดีเลยเนอะไพไรต์"

    "ดวงดีเวอร์จริง ๆ นั่นละ"

    ผมกำลังคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้าซุนไกท์อยู่บนยอดปลายสุดของดินแดนทะเลสาปไข่มุข

    ที่จุดยอดสุดของดินแดนทะเลสาปไข่มุข แท้จริงแล้วมันคือศูนย์กลางของเตาสุริยะเบอร์ 5

    ผมได้ยินจากโนอาร์ ว่ามันคือหัวใจของระบบยานอพยพอะไรที่ว่านั่นละ

    เลยทำให้พวกเราห้าคน ผม ซุนไกท์ วานาดิไนต์ ไพรด์ กับโนอาร์ กลายเป็นคนกลุ่มแรกที่พิชิตดินแดนลอยฟ้าแสนลึกลับแห่งนี้ได้สำเร็จ



    "เปิดระบบเตาสุริยะที่ 5 สำเร็จแล้วค่ะนายท่านไพไรต์"

    หุ่นยนเมดรูปร่างชนเผ่าเสือผมสีครามคนหนึ่ง กำลังโค้งตัวต่ำแสดงความเคารพให้กับผม

    ถึงจะบอกว่าเป็นตัวตนเหมือนพวกโนอาร์ แต่ผมว่าเธอคนนี้ออกจะแตกต่างจากคนอื่นอยู่สักหน่อย

    เธอสวมชุดเมดที่ออกจะดูเย้ายวน เนื้อผ้าน้อยชิ้น และเน้นขับเสน่ห์ทางเพศของตนเองออกมาให้ดูเด่นชัด

    มีขนาดหน้าอกที่ยิ่งใหญ่

    อาจจะใหญ่กว่าคนที่ชื่อว่าดิวซ์ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่ที่สุดของกลุ่มลี่

    ไม่สิ…

    มันอาจจะมีขนาดใหญ่ที่สุดทีผมเคยพบเห็นในชีวิตนี้เลยเสียด้วยซ้ำ

    แถมยังตัวสูงใหญ่เกือบสองเมตร มีก้นทรงลูกท้อที่แน่นสวยงดงาม เอวคดบางได้รูป

    ที่สำคัญ คือเธอมีกลิ่นกายที่เร้าอารมณ์เป็นอย่างมาก

    เรียกว่าเป็นคนทรงเสน่ห์ที่เหล่าผู้ชายเห็นแล้วจำต้องกล้ำกลืนน้ำลายลงคอไป

    สุดยอด…



    "... สติค่ะนายท่านไพไรต์"

    "เหวอ!? โนอาร์มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร! "

    โนอาร์กำลังยืนบังตรงหน้าผมด้วยรอยยิ้มที่พร้อมจะฆ่าคนได้

    นะ… น่ากลัว!

    "ตั้งแต่ที่นายท่านจ้องเรือนร่างของ [ลัซ] ตาไม่วางลงค่ะ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ต้องรีบลงไปช่วยพรรคพวกของท่านก่อนหรอกหรือคะ? "

    โนอาร์ใช้นิ้วที่เรียวบางน่ารักชี้ลงไปด้านล่าง ผ่านผนังโปร่งแสงสามร้อยหกสิบองศาที่พวกเรากำลังยืนอยู่



    ตรงลงไปข้างล่าง ใต้หมู่เมฆลงไป มีร่างสีแดงเล็ก ๆ จำนวนมาก กำลังลอยตัวอยู่ที่รอบผิวของหอคอยแห่งนี้

    เนื่องจากอยู่ไกลมาก เลยทำให้แยกไม่ออกว่ามีใครเป็นใคร

    คงมีแต่ต้องให้โนอาร์ช่วยพาบินลงไปข้างล่าง เพื่อคัดแยกศัตรูกับมิตรด้วยตัวเอง

    "ว่าแต่ ถึงกับสามารถทำให้คนจำนวนมากลอยตัวได้ สมกับเป็นพลังของเทพเจ้าจริง ๆ มา! รีบออกไปช่วยตัวประกันกลับมากันเร็ว! "

    เจ้าหมีวานาดิไนต์กล่าวอย่างชื่นชม แล้วเริ่มทำท่าจะพุ่งออกไปข้างนอกหอคอยเป็นคนแรก

    ใจร้อนจริงนะหมอนี่---



    "เรียนท่านวานาดิไนต์ พื้นที่ใต้การควบคุมของเตาสุริยะที่ 5 ของฉัน คือแหล่งเริงรมย์ขนาดใหญ่ของยาน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีความสามารถเช่นนี้ค่ะ"

    "? "

    ในตอนนั้นเองที่ลัซพูดแทรกขึ้นมา

    "เพราะมีลูกค้าบางคนต้องการความเริงรมย์กลางเวหา หรือท่ามกลางหมู่ดวงดาราที่ไร้แรงโน้มถ่วง กลุ่มผู้สร้างจึงสร้างให้ตัวยานของเตาที่ห้า มีความสามารถในการควบคุมสร้างม่านแม่เหล็กควบคุมวัตถุ รวมไปถึงสร้างยานทรงกลมจำนวนมากคอยบินรายรอบตัวยานตามที่เห็นค่ะ"

    เธอชี้ไปที่ไข่มุกยักษ์ซึ่งกำลังร่วงหล่นไหลไปตามทะเลสาปทางตั้งที่อยู่ด้านล่างของห้องนี้

    ไข่มุขจำนวนมากเหล่านั้น มีต้นกำเนิดมาจากที่นี่

    พวกมันจะทิ้งตัวลงไป แล้วลอยกลับขึ้นมาตามกระแสน้ำสู่ห้องอะไรสักอย่างที่มีเสียงดังข้างใต้ ก่อนจะปล่อยไข่มุขทิ้งลงไปข้างล่างอีกครั้ง

    ".. "

    จะบอกว่าที่ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นแผ่นดินลอยฟ้า และเต็มไปด้วยไข่มุขประหลาด มันเป็นเพราะเตาสุริยะอะไรที่ว่าอย่างงั้นเรอะ?

    "พวกท่านสนใจจะลองใช้บริการสักหน่อยไหมละคะ~? "

    ลัซพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่หยาดเยิ้ม แล้วถกเสื้อโชว์เนินอกที่ขาวรางหิมะออกมาให้เห็น

    ใบหูกับหางที่ฟูนุ่มนิ่ม กำลังกวัดแกว่งอย่างเร้าอารมณ์อยู่ตรงลำคอของผมกับพรรคพวก

    กลิ่นเรือนร่างที่หอมกรุ่น เริ่มลอยมาแตะจมูก

    อู้ววววว… เจอแบบนี้ ใครมันจะทน---



    " นายท่านคะ? "

    " เจี๊ยก! "

    โนอาร์กระทืบเท้าของเธอเต็มแรงใส่เท้าของผม

    ดวงตาของเธอกำลังจับจ้องมาที่ผม

    มันเป็นดวงตาที่น่ากลัวมากทีเดียว

    สำนึกผิดแล้วครับ!

    "ระ… รีบไปช่วยพรรคพวกกันก่อนเถอะ! ส่วนลัซรออยู่ที่นี่นั่นละ! "

    ผมรีบสลัดยัยลัซ แล้วกระโดดตามโนอาร์ออกไปที่นอกหอคอย



    พวกเราทั้งห้าคนวิ่งผ่านม่านโปร่งแสงออกไปข้างนอก

    แสงสว่างสีแดงเข้าปกคลุมพวกเรา แล้วเริ่มลอยตัวอยู่ใจกลางอากาศ

    ถึงจะไม่เข้าใจระบบการทำงาน แต่เห็นโนอาร์บอก ว่ามันจะเคลื่อนไหวตามความนึกคิดของเรา

    ข้อจำกัดของมัน มีเพียงแค่ไม่สามารถออกห่างจากหอคอยไปได้ไกลเท่าไหร---

    "นายท่านต้องการให้ดิฉันมาให้บริการใจกลางอากาศสินะคะ? "

    แล้วยัยลัซจะตามมาเพื่อ!?

    " ไม่ใช่ว่าสั่งให้รออยู่ข้างบนหรอกหรือยังไง! "

    " แหม่ ๆ มาอายอะไรกันค่ะนายท่าน? "

    พูดอะไรของยัยนี่กันเนี่ย?

    ลัซกำลังพูดด้วยใบหน้าที่หยาดเยิ้มราวกับคนบ้าอยู่ตรงหน้าผม

    "อร้าง~ นายท่านที่รอมาถึงหลายร้อยปี~ ทำไมถึงเป็นนายท่านที่ขี้อายเช่นนี้~ ยิ่งกระตุ้นให้ดิฉัน [อยากหม่ำ] มากกว่าเดิมอีกค่ะ~ อร้างงง~"

    แถมยังเริ่มบิดตัวไปมาใจกลางอากาศอย่างรุนแรง…

    "เออ… โนอาร์ครับ คือยัยนี่จะไหวหรือเปล่าครับ? "

    " คิดว่าไม่ค่ะ… "

    ดูท่าจะได้เพื่อนร่วมทางสุดเพี้ยนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเสียแล้วสิเนี่ย...



    ***หลังจากนั้นราวสิบนาที

    " อะไรกันค่ะเนี่ย? "

    ว่าที่ราชินีแห่งเผ่ามดกำลังยืนอยู่บนซากหินขนาดใหญ่ด้วยความสับสน

    เธอนำทีมตัวประกันทั้งหกร้อยชีวิต ใช้แผนการหลอกล่อ ใช้ความสามารถในการขุดดินของเผ่ามนุษย์มด นำผู้คนหลบเลี่ยงสายตาผู้คุม สืบค้นหาที่หมาย จนกระทั้งมาถึง [คุกริมผา] ได้ในท้ายที่สุด

    เธอต้องเสียผู้คนไปมาก และเสียเพิ่มมากขึ้น จนมียอดรวมทั้งสิ้นถึงหกสิบชีวิตในระหว่างการเดินทางมาถึงที่นี่

    ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเพิ่มพันธมิตรในการแหกคุกนั่นเอง



    แต่ทว่า

    "ใหญ่จัง ปิ้ว.! "

    กลับมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เหนือความคาดหมาย รอเธออยู่ที่ปลายเส้นทางแทน

    ที่แห่งนั้นไม่มีคุกตั้งปรากฏอยู่

    สิ่งที่มีนั้น มีเพียงแค่หอคอยเหยียดท้องฟ้า กับเศษซากที่พังทลายเท่านั้น



    "ดูข้างบนสิ! ปิ้ว! "

    ชายเผ่าภูติคนหนึ่งชี้ขึ้นไปที่บนท้องฟ้า

    ที่ตรงนั้น มีร่างของผู้คนจำนวนมากลอยอยู่ใจกลางอากาศ

    ร่างของพวกเขาถูกหุ้มไปด้วยแสงสีแดงที่สุกสว่างเจิดจ้าราวกับเป็นดวงดาราบนฟากฟ้า

    "... ผอ. บานา? "

    ท่ามกลางแสงสีแดงขนาดเล็ก มีคนที่พวกเขารู้จักรวมอยู่ในนั้นด้วย

    เผ่ายักษ์ผู้มีผิวกายสีเลือดหมู ผมสีส้มเปลวเพลิง

    ผู้อำนวยการของโรงเรียนไพโอเนียร์ กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือขึ้นไปข้างบนนั้น



    "เยี่ยม! "

    สตรีเผ่ามนุษย์มดรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

    เพราะเธอทราบถึงความแข็งแกร่งของบุรุษเผ่ายักษ์คนนั้นเป็นอย่างดี

    เขาเพียงคนเดียว อาจเทียบเท่ากับกำลังรบนับพันคนได้

    เธอเชื่อเช่นนั้น

    "รีบหาทางช่วย--"



    "หยุดอยู่ตรงนั้น! "

    แต่กลับมีคนมาหยุดเอาไว้ก่อนที่เธอจะได้ทันออกคำสั่ง

    เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เธอเลยเผลอลดการระวังรอบตัวเองไป

    "เราถูกล้อมเอาไว้แล้วครับท่านแฟต! "

    พวกเขา เหล่าตัวประกันที่เหลือห้าร้อยกว่าชีวิต กำลังถูกเหล่านักรบสีขาวจำนวนมากเข้าปิดล้อม



    " ทำแสบนักนะพวกแก! "

    บุรุษหมาป่าที่ควรถูกกักขังอยู่ในคุกใต้ดิน กำลังมายืนประจันอยู่ตรงหน้าของเธอ

    เขาถือดาบทรงพระจันทร์เสี้ยวขนาดยักษ์ด้วยสองมือ สวมชุดคลุมป้องกันสีขาวเปื้อนดินทับเสื้อเกราะหนังสัตว์ แล้วยืนคำรามด้วยความโกรธแค้น

    "พวกแกจงสังหารพวกมันครึ่งหนึ่งเป็นการสังสอนซะ! "

    เขาชูดาบขึ้นสูง แล้ววิ่งพากองทัพออกมาจากอุโมงค์ที่อยู่รายรอบของหอคอย

    คลื่นสีขาวเริ่มโถมเข้าใส่ฝูงชนที่ไร้อาวุธ

    "แย่แล้ว! "

    แฟตคิดว่าบุรุษหมาป่าคงหลุดออกมาได้ เพราะแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น

    แค่จะมาคาดเดาตอนนี้ มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

    ที่ต้องทำ คือการรีบคิดหาแผนการรับมือต่างหาก



    "... ทุกคน รีบมารวมกันที่ฐานของหอคอย ตรงที่แสงจันทร์ลอดผ่านลงมาตรงนั้นด่วนค่ะ! "

    ไม่มีทั้งอาวุธ นักรบ หรือคนที่มีประสบการณ์ต่อสู้

    ไม่มีแม้แต่เวลา ดังนั้นจึงใช้แผนที่เรียบง่ายที่สุดแทน

    นั่นคือการทำให้เส้นทางหนีหมดไป แล้วบีบให้พวกเขาจนตรอกจนต้องยอมเข้าต่อสู้

    รวมตัวหันหลังให้กับกำแพงสูงชันของหอคอย แล้วตั้งแนวกำแพงหน้ากระดานต่อสู้ประชันกับศัตรูเพียงแค่ด้านหน้า

    หันหลังชนผิวผนังอันเย็นเฉียบ แล้วยืนประจันหน้ากองทัพติดอาวุธที่กำลังวิ่งโถมเข้าใส่

    หัวใจสั่นไหวอย่างขลาดเขลา หวั่นเกรงต่อความตาย

    แต่ทว่าพวกเขาไม่มีสถานที่ให้หนีอีกต่อไป

    ไม่สู้ก็คือ [ตาย]

    ถูกบีบให้เหลือตัวเลือกเพียงเท่านั้น พวกเขาจึงต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

    แม้นจะเป็นหนู แต่หากถูกต้อนจนมุมก็สามารถแว้งกัดแมวให้ดิ้นตายได้เช่นกัน

    แต่พวกนักรบชุดขาวเองก็ไม่ได้โง่

    พวกเขามองออกทันที ว่าสตรีเผ่ามนุษย์มดกำลังเล็งจะใช้แผนการที่ว่า

    เพราะมันไม่เหลือหนทางอื่นให้ใช้ ในวิกฤตที่กำลังเผชิญนี้แล้ว



    "ทางหนีไม่เหลืออีกแล้ว”

    สตรีเผ่ามนุษย์มดลุกขึ้นยืนตรงฐานของหอคอยในตำแหน่งที่สูงกว่าจนเห็นถนัดตา

    “พวกเราต้องตายกันตรงนี้ค่ะ”

    ต่อหน้าคลื่นสีขาวที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังวิ่งโถมเข้ามานั้น พวกเขาไม่รู้สึกถึงแสงแห่งความหวังที่จะรอดชีวิตกลับไปได้

    ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะพูดออกไปตามความจริง

    “ดังนั้นพวกเรามาต่อสู้ เพื่อให้เผ่าภูติกับมุนษย์นกบินหนีไปเถอะค่ะ”

    เพราะรูกว้างที่ถูกเปิดออกเหนือพื้นที่คุกริมผา เลยทำให้มีเส้นทางหนีออกสู่โลกภายนอก

    รู้กว้างตรงเพดานที่ทำท่าจะพังทลายลงมานั้น ถึงจะมีหมอกสีชมพูลงต่ำบดบังแสงจันทร์ แต่ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่านั่นคือเส้นทางสู่อิสระภาพของพวกเขา

    “พวกมันพูดว่าจะฆ่าพวกเราทิ้งครึ่งหนึ่ง ดังนั้น ไหน ๆ จะต้องตายทั้งที มาตายโดยที่มอบชีวิตให้กับคนอื่นได้มีชีวิตอยู่ต่อไปกันเถอะค่ะ”



    คำพูดของเธอนั้น มันไปปลุกกระตุ้นไฟต่อสู้ของพวกเขาที่กำลังจะดับ โหมลุกโชติช่วงขึ้นมา

    ใช่แล้ว ถ้าจะต้องตาย งั้นขอตายอย่างมีประโยชน์ ดีกว่าจะมาตายอย่างไร้ค่า

    “โอ๊วววววววว! ”

    พวกเขากรีดเสียงดัง แล้วยืนประสานเป็นแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง

    เผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ เผ่ามนุษย์มด

    พวกเขาต่างพร้อมใจที่จะสละชีวิต เพื่อสร้างเวลาให้เผ่ามนุษย์นก กับเผ่าภูติโบยบินหนีขึ้นไปสู่อิสระภาพ

    “ใจสู้ดีนี่! ”

    บุรุษหมาป่าของฝั่งนักรบขาวรู้สึกประทับใจในความเสียสละของศัตรู

    แต่เขาไม่คิดที่จะเมตตาต่อคนที่หลั่งเลือดพวกพ้องของเขาเป็นอันขาด

    “สังหารพวกมัน! ”

    เลือดต้องล้างด้วยเลือด

    เขาจะขอสังหารศัตรู เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเหล่านักรบที่เสียชีวิตไปในวันนี้!

    อีกเพียงแค่ห้าสิบเมตร การปะทะก็จะเริ่มต้นขึ้น

    หอกและดาบถูกชูขึ้นสูงสะท้อนแสง

    เสียงกระทบของโลหะดังกึกก้องโสตประสาท

    นี่คงเป็นสุสานของพวกตัวประกันเป็นแน่แท้…



    “กำลังคิดเช่นนั้นกันอยู่สินะคะ? ”

    แต่ทันใดนั้นเองที่สตรีเผ่ามนุษย์มดเริ่มส่งรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมาให้เห็น

    “ไม่เห็นหรือยังไงค่ะ ว่าเพดานถ้ำของคุก มันทำท่าจะพังลงมาแล้วนะคะ? ”

    แฟตจงใจพูดด้วยภาษาของเผ่ามนุษย์สัตว์ แล้วใช้มือหนึ่งชี้ไปที่เพดานของถ้ำ

    ทำไมถึงยังกล้าส่งยิ้มมาให้?

    แล้วเพดานถ้ำที่ว่า มีความหมายว่าอย่างไรกัน?

    เพราะท่าทีที่คาดไม่ถึงของศัตรู เลยทำให้บุรุษหมาป่าต้องหยุดชะงักเพื่อดูท่าที

    และนั่น… คือสิ่งที่แฟตกำลังต้องการ

    “โจมตี ปิ้ว! ”

    ภูติน้อยคนหนึ่งกำลังตะโกนเสียงดังขึ้นมาจากข้างบนท้องฟ้า

    เผ่าภูติกับเผ่ามนุษย์นกที่คิดว่าบินหนีไปแล้ว แท้ที่จริงกำลังเริ่มโจมตีไปที่เพดานของถ้ำอยู่

    กระสุนลมจำนวนมาก กับกรงเล็บเหยี่ยวที่โหมกระแทกเข้าใส่ กำลังทำให้ผิวดินอันเปราะบางเริ่มปริแตกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง

    "อะไรกันเนี่ย!? "

    แม้แต่พรรคพวกของสตรีเผ่ามนุษย์มดก็ยังมองขึ้นไปด้วยความสงสัย

    ดูเหมือนว่าแผนการนี้ จะทราบเพียงแค่เธอกับภูติน้อยหัวเงินที่กำลังนำทัพอากาศอยู่ข้างบนเท่านั้น

    “ยะ--- แย่แล้ว! รีบหนีไปยืนตรงที่มีแสงสว่างส่องถึงเร็ว! ”

    บุรุษหมาป่าเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังจะเจอสิ่งใดในเวลาต่อมา

    แผ่นดินเหนือหัวขึ้นไปข้างบน มันกำลังจะถล่มลงมาทับใส่พวกเขาแล้ว

    ทับใส่กองกำลังที่มีมากล้นฟ้าของเขา ให้จมอยู่ใต้ผิวดินนี้ไปตลอดกาล



    "ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการค่ะ"

    สตรีมนุษย์มดพูดด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย

    "พวกเรารอดแล้วค่ะ"

    นั่นคือสิ่งที่เธอกำลังคิด

    แต่เธอไม่รู้เลย

    *กร๊อกกกก! *

    ว่าเหนือผิวดินขึ้นไปนั้น---

    "นั่น… มันคือเสียงของตัวอะไรกันคะ? "

    ---กำลังมีเหล่าเจ้าป่าอยู่อาศัยกันเป็นจำนวนมาก