***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]
"ตำแหน่งของหอคอย ดันอยู่ใต้ฐานพอดีเลยเนอะไพไรต์"
"ดวงดีเวอร์จริง ๆ นั่นละ"
ผมกำลังคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้าซุนไกท์อยู่บนยอดปลายสุดของดินแดนทะเลสาปไข่มุข
ที่จุดยอดสุดของดินแดนทะเลสาปไข่มุข แท้จริงแล้วมันคือศูนย์กลางของเตาสุริยะเบอร์ 5
ผมได้ยินจากโนอาร์ ว่ามันคือหัวใจของระบบยานอพยพอะไรที่ว่านั่นละ
เลยทำให้พวกเราห้าคน ผม ซุนไกท์ วานาดิไนต์ ไพรด์ กับโนอาร์ กลายเป็นคนกลุ่มแรกที่พิชิตดินแดนลอยฟ้าแสนลึกลับแห่งนี้ได้สำเร็จ
"เปิดระบบเตาสุริยะที่ 5 สำเร็จแล้วค่ะนายท่านไพไรต์"
หุ่นยนเมดรูปร่างชนเผ่าเสือผมสีครามคนหนึ่ง กำลังโค้งตัวต่ำแสดงความเคารพให้กับผม
ถึงจะบอกว่าเป็นตัวตนเหมือนพวกโนอาร์ แต่ผมว่าเธอคนนี้ออกจะแตกต่างจากคนอื่นอยู่สักหน่อย
เธอสวมชุดเมดที่ออกจะดูเย้ายวน เนื้อผ้าน้อยชิ้น และเน้นขับเสน่ห์ทางเพศของตนเองออกมาให้ดูเด่นชัด
มีขนาดหน้าอกที่ยิ่งใหญ่
อาจจะใหญ่กว่าคนที่ชื่อว่าดิวซ์ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่ที่สุดของกลุ่มลี่
ไม่สิ…
มันอาจจะมีขนาดใหญ่ที่สุดทีผมเคยพบเห็นในชีวิตนี้เลยเสียด้วยซ้ำ
แถมยังตัวสูงใหญ่เกือบสองเมตร มีก้นทรงลูกท้อที่แน่นสวยงดงาม เอวคดบางได้รูป
ที่สำคัญ คือเธอมีกลิ่นกายที่เร้าอารมณ์เป็นอย่างมาก
เรียกว่าเป็นคนทรงเสน่ห์ที่เหล่าผู้ชายเห็นแล้วจำต้องกล้ำกลืนน้ำลายลงคอไป
สุดยอด…
"... สติค่ะนายท่านไพไรต์"
"เหวอ!? โนอาร์มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร! "
โนอาร์กำลังยืนบังตรงหน้าผมด้วยรอยยิ้มที่พร้อมจะฆ่าคนได้
นะ… น่ากลัว!
"ตั้งแต่ที่นายท่านจ้องเรือนร่างของ [ลัซ] ตาไม่วางลงค่ะ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ต้องรีบลงไปช่วยพรรคพวกของท่านก่อนหรอกหรือคะ? "
โนอาร์ใช้นิ้วที่เรียวบางน่ารักชี้ลงไปด้านล่าง ผ่านผนังโปร่งแสงสามร้อยหกสิบองศาที่พวกเรากำลังยืนอยู่
ตรงลงไปข้างล่าง ใต้หมู่เมฆลงไป มีร่างสีแดงเล็ก ๆ จำนวนมาก กำลังลอยตัวอยู่ที่รอบผิวของหอคอยแห่งนี้
เนื่องจากอยู่ไกลมาก เลยทำให้แยกไม่ออกว่ามีใครเป็นใคร
คงมีแต่ต้องให้โนอาร์ช่วยพาบินลงไปข้างล่าง เพื่อคัดแยกศัตรูกับมิตรด้วยตัวเอง
"ว่าแต่ ถึงกับสามารถทำให้คนจำนวนมากลอยตัวได้ สมกับเป็นพลังของเทพเจ้าจริง ๆ มา! รีบออกไปช่วยตัวประกันกลับมากันเร็ว! "
เจ้าหมีวานาดิไนต์กล่าวอย่างชื่นชม แล้วเริ่มทำท่าจะพุ่งออกไปข้างนอกหอคอยเป็นคนแรก
ใจร้อนจริงนะหมอนี่---
"เรียนท่านวานาดิไนต์ พื้นที่ใต้การควบคุมของเตาสุริยะที่ 5 ของฉัน คือแหล่งเริงรมย์ขนาดใหญ่ของยาน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีความสามารถเช่นนี้ค่ะ"
"? "
ในตอนนั้นเองที่ลัซพูดแทรกขึ้นมา
"เพราะมีลูกค้าบางคนต้องการความเริงรมย์กลางเวหา หรือท่ามกลางหมู่ดวงดาราที่ไร้แรงโน้มถ่วง กลุ่มผู้สร้างจึงสร้างให้ตัวยานของเตาที่ห้า มีความสามารถในการควบคุมสร้างม่านแม่เหล็กควบคุมวัตถุ รวมไปถึงสร้างยานทรงกลมจำนวนมากคอยบินรายรอบตัวยานตามที่เห็นค่ะ"
เธอชี้ไปที่ไข่มุกยักษ์ซึ่งกำลังร่วงหล่นไหลไปตามทะเลสาปทางตั้งที่อยู่ด้านล่างของห้องนี้
ไข่มุขจำนวนมากเหล่านั้น มีต้นกำเนิดมาจากที่นี่
พวกมันจะทิ้งตัวลงไป แล้วลอยกลับขึ้นมาตามกระแสน้ำสู่ห้องอะไรสักอย่างที่มีเสียงดังข้างใต้ ก่อนจะปล่อยไข่มุขทิ้งลงไปข้างล่างอีกครั้ง
".. "
จะบอกว่าที่ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นแผ่นดินลอยฟ้า และเต็มไปด้วยไข่มุขประหลาด มันเป็นเพราะเตาสุริยะอะไรที่ว่าอย่างงั้นเรอะ?
"พวกท่านสนใจจะลองใช้บริการสักหน่อยไหมละคะ~? "
ลัซพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่หยาดเยิ้ม แล้วถกเสื้อโชว์เนินอกที่ขาวรางหิมะออกมาให้เห็น
ใบหูกับหางที่ฟูนุ่มนิ่ม กำลังกวัดแกว่งอย่างเร้าอารมณ์อยู่ตรงลำคอของผมกับพรรคพวก
กลิ่นเรือนร่างที่หอมกรุ่น เริ่มลอยมาแตะจมูก
อู้ววววว… เจอแบบนี้ ใครมันจะทน---
" นายท่านคะ? "
" เจี๊ยก! "
โนอาร์กระทืบเท้าของเธอเต็มแรงใส่เท้าของผม
ดวงตาของเธอกำลังจับจ้องมาที่ผม
มันเป็นดวงตาที่น่ากลัวมากทีเดียว
สำนึกผิดแล้วครับ!
"ระ… รีบไปช่วยพรรคพวกกันก่อนเถอะ! ส่วนลัซรออยู่ที่นี่นั่นละ! "
ผมรีบสลัดยัยลัซ แล้วกระโดดตามโนอาร์ออกไปที่นอกหอคอย
พวกเราทั้งห้าคนวิ่งผ่านม่านโปร่งแสงออกไปข้างนอก
แสงสว่างสีแดงเข้าปกคลุมพวกเรา แล้วเริ่มลอยตัวอยู่ใจกลางอากาศ
ถึงจะไม่เข้าใจระบบการทำงาน แต่เห็นโนอาร์บอก ว่ามันจะเคลื่อนไหวตามความนึกคิดของเรา
ข้อจำกัดของมัน มีเพียงแค่ไม่สามารถออกห่างจากหอคอยไปได้ไกลเท่าไหร---
"นายท่านต้องการให้ดิฉันมาให้บริการใจกลางอากาศสินะคะ? "
แล้วยัยลัซจะตามมาเพื่อ!?
" ไม่ใช่ว่าสั่งให้รออยู่ข้างบนหรอกหรือยังไง! "
" แหม่ ๆ มาอายอะไรกันค่ะนายท่าน? "
พูดอะไรของยัยนี่กันเนี่ย?
ลัซกำลังพูดด้วยใบหน้าที่หยาดเยิ้มราวกับคนบ้าอยู่ตรงหน้าผม
"อร้าง~ นายท่านที่รอมาถึงหลายร้อยปี~ ทำไมถึงเป็นนายท่านที่ขี้อายเช่นนี้~ ยิ่งกระตุ้นให้ดิฉัน [อยากหม่ำ] มากกว่าเดิมอีกค่ะ~ อร้างงง~"
แถมยังเริ่มบิดตัวไปมาใจกลางอากาศอย่างรุนแรง…
"เออ… โนอาร์ครับ คือยัยนี่จะไหวหรือเปล่าครับ? "
" คิดว่าไม่ค่ะ… "
ดูท่าจะได้เพื่อนร่วมทางสุดเพี้ยนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเสียแล้วสิเนี่ย...
***หลังจากนั้นราวสิบนาที
" อะไรกันค่ะเนี่ย? "
ว่าที่ราชินีแห่งเผ่ามดกำลังยืนอยู่บนซากหินขนาดใหญ่ด้วยความสับสน
เธอนำทีมตัวประกันทั้งหกร้อยชีวิต ใช้แผนการหลอกล่อ ใช้ความสามารถในการขุดดินของเผ่ามนุษย์มด นำผู้คนหลบเลี่ยงสายตาผู้คุม สืบค้นหาที่หมาย จนกระทั้งมาถึง [คุกริมผา] ได้ในท้ายที่สุด
เธอต้องเสียผู้คนไปมาก และเสียเพิ่มมากขึ้น จนมียอดรวมทั้งสิ้นถึงหกสิบชีวิตในระหว่างการเดินทางมาถึงที่นี่
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเพิ่มพันธมิตรในการแหกคุกนั่นเอง
แต่ทว่า
"ใหญ่จัง ปิ้ว.! "
กลับมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เหนือความคาดหมาย รอเธออยู่ที่ปลายเส้นทางแทน
ที่แห่งนั้นไม่มีคุกตั้งปรากฏอยู่
สิ่งที่มีนั้น มีเพียงแค่หอคอยเหยียดท้องฟ้า กับเศษซากที่พังทลายเท่านั้น
"ดูข้างบนสิ! ปิ้ว! "
ชายเผ่าภูติคนหนึ่งชี้ขึ้นไปที่บนท้องฟ้า
ที่ตรงนั้น มีร่างของผู้คนจำนวนมากลอยอยู่ใจกลางอากาศ
ร่างของพวกเขาถูกหุ้มไปด้วยแสงสีแดงที่สุกสว่างเจิดจ้าราวกับเป็นดวงดาราบนฟากฟ้า
"... ผอ. บานา? "
ท่ามกลางแสงสีแดงขนาดเล็ก มีคนที่พวกเขารู้จักรวมอยู่ในนั้นด้วย
เผ่ายักษ์ผู้มีผิวกายสีเลือดหมู ผมสีส้มเปลวเพลิง
ผู้อำนวยการของโรงเรียนไพโอเนียร์ กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือขึ้นไปข้างบนนั้น
"เยี่ยม! "
สตรีเผ่ามนุษย์มดรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเธอทราบถึงความแข็งแกร่งของบุรุษเผ่ายักษ์คนนั้นเป็นอย่างดี
เขาเพียงคนเดียว อาจเทียบเท่ากับกำลังรบนับพันคนได้
เธอเชื่อเช่นนั้น
"รีบหาทางช่วย--"
"หยุดอยู่ตรงนั้น! "
แต่กลับมีคนมาหยุดเอาไว้ก่อนที่เธอจะได้ทันออกคำสั่ง
เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เธอเลยเผลอลดการระวังรอบตัวเองไป
"เราถูกล้อมเอาไว้แล้วครับท่านแฟต! "
พวกเขา เหล่าตัวประกันที่เหลือห้าร้อยกว่าชีวิต กำลังถูกเหล่านักรบสีขาวจำนวนมากเข้าปิดล้อม
" ทำแสบนักนะพวกแก! "
บุรุษหมาป่าที่ควรถูกกักขังอยู่ในคุกใต้ดิน กำลังมายืนประจันอยู่ตรงหน้าของเธอ
เขาถือดาบทรงพระจันทร์เสี้ยวขนาดยักษ์ด้วยสองมือ สวมชุดคลุมป้องกันสีขาวเปื้อนดินทับเสื้อเกราะหนังสัตว์ แล้วยืนคำรามด้วยความโกรธแค้น
"พวกแกจงสังหารพวกมันครึ่งหนึ่งเป็นการสังสอนซะ! "
เขาชูดาบขึ้นสูง แล้ววิ่งพากองทัพออกมาจากอุโมงค์ที่อยู่รายรอบของหอคอย
คลื่นสีขาวเริ่มโถมเข้าใส่ฝูงชนที่ไร้อาวุธ
"แย่แล้ว! "
แฟตคิดว่าบุรุษหมาป่าคงหลุดออกมาได้ เพราะแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น
แค่จะมาคาดเดาตอนนี้ มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
ที่ต้องทำ คือการรีบคิดหาแผนการรับมือต่างหาก
"... ทุกคน รีบมารวมกันที่ฐานของหอคอย ตรงที่แสงจันทร์ลอดผ่านลงมาตรงนั้นด่วนค่ะ! "
ไม่มีทั้งอาวุธ นักรบ หรือคนที่มีประสบการณ์ต่อสู้
ไม่มีแม้แต่เวลา ดังนั้นจึงใช้แผนที่เรียบง่ายที่สุดแทน
นั่นคือการทำให้เส้นทางหนีหมดไป แล้วบีบให้พวกเขาจนตรอกจนต้องยอมเข้าต่อสู้
รวมตัวหันหลังให้กับกำแพงสูงชันของหอคอย แล้วตั้งแนวกำแพงหน้ากระดานต่อสู้ประชันกับศัตรูเพียงแค่ด้านหน้า
หันหลังชนผิวผนังอันเย็นเฉียบ แล้วยืนประจันหน้ากองทัพติดอาวุธที่กำลังวิ่งโถมเข้าใส่
หัวใจสั่นไหวอย่างขลาดเขลา หวั่นเกรงต่อความตาย
แต่ทว่าพวกเขาไม่มีสถานที่ให้หนีอีกต่อไป
ไม่สู้ก็คือ [ตาย]
ถูกบีบให้เหลือตัวเลือกเพียงเท่านั้น พวกเขาจึงต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด
แม้นจะเป็นหนู แต่หากถูกต้อนจนมุมก็สามารถแว้งกัดแมวให้ดิ้นตายได้เช่นกัน
แต่พวกนักรบชุดขาวเองก็ไม่ได้โง่
พวกเขามองออกทันที ว่าสตรีเผ่ามนุษย์มดกำลังเล็งจะใช้แผนการที่ว่า
เพราะมันไม่เหลือหนทางอื่นให้ใช้ ในวิกฤตที่กำลังเผชิญนี้แล้ว
"ทางหนีไม่เหลืออีกแล้ว”
สตรีเผ่ามนุษย์มดลุกขึ้นยืนตรงฐานของหอคอยในตำแหน่งที่สูงกว่าจนเห็นถนัดตา
“พวกเราต้องตายกันตรงนี้ค่ะ”
ต่อหน้าคลื่นสีขาวที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังวิ่งโถมเข้ามานั้น พวกเขาไม่รู้สึกถึงแสงแห่งความหวังที่จะรอดชีวิตกลับไปได้
ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะพูดออกไปตามความจริง
“ดังนั้นพวกเรามาต่อสู้ เพื่อให้เผ่าภูติกับมุนษย์นกบินหนีไปเถอะค่ะ”
เพราะรูกว้างที่ถูกเปิดออกเหนือพื้นที่คุกริมผา เลยทำให้มีเส้นทางหนีออกสู่โลกภายนอก
รู้กว้างตรงเพดานที่ทำท่าจะพังทลายลงมานั้น ถึงจะมีหมอกสีชมพูลงต่ำบดบังแสงจันทร์ แต่ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่านั่นคือเส้นทางสู่อิสระภาพของพวกเขา
“พวกมันพูดว่าจะฆ่าพวกเราทิ้งครึ่งหนึ่ง ดังนั้น ไหน ๆ จะต้องตายทั้งที มาตายโดยที่มอบชีวิตให้กับคนอื่นได้มีชีวิตอยู่ต่อไปกันเถอะค่ะ”
คำพูดของเธอนั้น มันไปปลุกกระตุ้นไฟต่อสู้ของพวกเขาที่กำลังจะดับ โหมลุกโชติช่วงขึ้นมา
ใช่แล้ว ถ้าจะต้องตาย งั้นขอตายอย่างมีประโยชน์ ดีกว่าจะมาตายอย่างไร้ค่า
“โอ๊วววววววว! ”
พวกเขากรีดเสียงดัง แล้วยืนประสานเป็นแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง
เผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ เผ่ามนุษย์มด
พวกเขาต่างพร้อมใจที่จะสละชีวิต เพื่อสร้างเวลาให้เผ่ามนุษย์นก กับเผ่าภูติโบยบินหนีขึ้นไปสู่อิสระภาพ
“ใจสู้ดีนี่! ”
บุรุษหมาป่าของฝั่งนักรบขาวรู้สึกประทับใจในความเสียสละของศัตรู
แต่เขาไม่คิดที่จะเมตตาต่อคนที่หลั่งเลือดพวกพ้องของเขาเป็นอันขาด
“สังหารพวกมัน! ”
เลือดต้องล้างด้วยเลือด
เขาจะขอสังหารศัตรู เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเหล่านักรบที่เสียชีวิตไปในวันนี้!
อีกเพียงแค่ห้าสิบเมตร การปะทะก็จะเริ่มต้นขึ้น
หอกและดาบถูกชูขึ้นสูงสะท้อนแสง
เสียงกระทบของโลหะดังกึกก้องโสตประสาท
นี่คงเป็นสุสานของพวกตัวประกันเป็นแน่แท้…
“กำลังคิดเช่นนั้นกันอยู่สินะคะ? ”
แต่ทันใดนั้นเองที่สตรีเผ่ามนุษย์มดเริ่มส่งรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมาให้เห็น
“ไม่เห็นหรือยังไงค่ะ ว่าเพดานถ้ำของคุก มันทำท่าจะพังลงมาแล้วนะคะ? ”
แฟตจงใจพูดด้วยภาษาของเผ่ามนุษย์สัตว์ แล้วใช้มือหนึ่งชี้ไปที่เพดานของถ้ำ
ทำไมถึงยังกล้าส่งยิ้มมาให้?
แล้วเพดานถ้ำที่ว่า มีความหมายว่าอย่างไรกัน?
เพราะท่าทีที่คาดไม่ถึงของศัตรู เลยทำให้บุรุษหมาป่าต้องหยุดชะงักเพื่อดูท่าที
และนั่น… คือสิ่งที่แฟตกำลังต้องการ
“โจมตี ปิ้ว! ”
ภูติน้อยคนหนึ่งกำลังตะโกนเสียงดังขึ้นมาจากข้างบนท้องฟ้า
เผ่าภูติกับเผ่ามนุษย์นกที่คิดว่าบินหนีไปแล้ว แท้ที่จริงกำลังเริ่มโจมตีไปที่เพดานของถ้ำอยู่
กระสุนลมจำนวนมาก กับกรงเล็บเหยี่ยวที่โหมกระแทกเข้าใส่ กำลังทำให้ผิวดินอันเปราะบางเริ่มปริแตกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง
"อะไรกันเนี่ย!? "
แม้แต่พรรคพวกของสตรีเผ่ามนุษย์มดก็ยังมองขึ้นไปด้วยความสงสัย
ดูเหมือนว่าแผนการนี้ จะทราบเพียงแค่เธอกับภูติน้อยหัวเงินที่กำลังนำทัพอากาศอยู่ข้างบนเท่านั้น
“ยะ--- แย่แล้ว! รีบหนีไปยืนตรงที่มีแสงสว่างส่องถึงเร็ว! ”
บุรุษหมาป่าเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังจะเจอสิ่งใดในเวลาต่อมา
แผ่นดินเหนือหัวขึ้นไปข้างบน มันกำลังจะถล่มลงมาทับใส่พวกเขาแล้ว
ทับใส่กองกำลังที่มีมากล้นฟ้าของเขา ให้จมอยู่ใต้ผิวดินนี้ไปตลอดกาล
"ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการค่ะ"
สตรีมนุษย์มดพูดด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
"พวกเรารอดแล้วค่ะ"
นั่นคือสิ่งที่เธอกำลังคิด
แต่เธอไม่รู้เลย
*กร๊อกกกก! *
ว่าเหนือผิวดินขึ้นไปนั้น---
"นั่น… มันคือเสียงของตัวอะไรกันคะ? "
---กำลังมีเหล่าเจ้าป่าอยู่อาศัยกันเป็นจำนวนมาก