เฉินซูเหรินเดินนำขบวน ดวงตาเยียบเย็นดังน้ำค้างเหนือใบไผ่ ฝีเท้าเบาเฉียบราวแมวเงียบย่อง พริบตาหนึ่งเหลือบมองเห็นกลุ่มทหารจากอีกกลุ่มกำลังลาดตระเวนผ่านเบื้องหน้า นางรีบชูมือส่งสัญญาณนิ่งเงียบ พลางหลบหลังต้นสนใหญ่ แม้เหล่าหยวนจะตัวโตเกินซ่อนได้มิด แต่เขาก็ก้มตัวนั่งคุกเข่า จนแลดูดั่งก้อนหินก้อนหนึ่งในผืนป่า
พวกเขาคิดว่ารอดพ้นจากสายตาแล้ว ทว่าแท้จริง ทหารเหล่านั้นกลับแลเห็นพวกเขาแต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น ด้วยนึกขันที่กลุ่มซึ่งประกอบด้วยคุณหนูหนึ่ง คนแก่หนึ่ง ชายใหญ่ท่าทางซื่อบื้อหนึ่ง และเด็กหนุ่มไร้เดียงสาอีกหนึ่ง ดูแล้วไม่ต่างจากขบวนหาธงของพวกชาวบ้านยามเทศกาล จึงเมินเสียราวของว่างริมทาง
เฉินซูเหรินมิไยดีคำเหยียดใด ๆ นัยน์ตาเรียวยึดมั่นในเป้าหมาย เดินเลียบเนินเขาและลัดเลาะตามเถาวัลย์รกชัฏโดยอาศัยเส้นทางในแผนที่เป็นแนว นางหยุดยืนใต้ต้นหลิวโบราณต้นหนึ่ง ดวงตาคมวาวดั่งหงส์จับจ้องรากไม้ซึ่งมีโขดหินปิดบังอยู่ เฉินซูเหรินย่อตัวลง สอดมือล้วงเข้าไปในช่องแคบ...แล้วดึงออกมาซึ่งผืนผ้าสีแดงฉานแถบหนึ่ง
“พบธงแล้ว!” เสียงนางกระซิบ
จ้าวมู่เฉินเมื่อเห็นธงแดงผืนเล็กในมือพี่ใหญ่เฉิน ก็เบิกตากว้างดั่งเด็กน้อยพบขนมหวาน รีบกระโจนเข้ากอดอาไค่ พลางหมุนตัวรอบหนึ่งแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี
“พี่ใหญ่เฉินเก่งยิ่งนัก! ข้ามั่นใจว่าสักวันท่านจะเป็นแม่ทัพหญิงผู้ปราบพยัคฆ์ขุนเขาได้แน่!”
อาไค่แม้ไม่เข้าใจนัก แต่เห็นจ้าวมู่เฉินดีใจก็หัวเราะเสียงดัง ยกมือฟาดอกตัวเองดังกึก “ธง! ธง! ข้าขอเป็นคนเก็บรักษาธงนั่นไว้เอง!”
เสียงอื้ออึงของทั้งสองทำเอาฝูงนกที่เกาะกิ่งไม้ใกล้เคียงต่างบินหนีขึ้นฟ้า เฉินซูเหรินรีบเดินเข้ามาตีเบา ๆ ที่บ่าจ้าวมู่เฉินแล้วดุเสียงเบา
“เบาเสียงหน่อยเจ้าบ้า! หากถูกคนอื่นแย่งไปก่อน เราจะไม่มีหน้าไปพบครูฝึกแล้ว!”
เหล่าหยวนที่นั่งอยู่เงียบ ๆ พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถอนหายใจยาว “หากแม้นนายน้อยจ้าวเรียนรู้การปิดปากดั่งคุณหนูเฉินเสียบ้าง ข้าคงไม่ต้องตกใจทุกคราฤๅ…”
ทั้งสี่จึงรีบรุดฝีเท้าต่อไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเงาไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมเฉื่อย สายธงผืนเล็กผืนนั้นโบกสะบัดในมือเฉินซูเหรินราวประกาศชัยที่หนึ่งบนเส้นทางอันยังอีกยาวไกลนัก
ท่ามกลางพงไพรอันเยียบเย็นแห่งปลายเหมันต์ ลมเหนือพัดต้องใบไม้ไหวเอนดั่งเสียงกระซิบของภูผา เฉินซูเหรินยืนอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่สายหนึ่ง นัยน์ตาคมลึกสะท้อนแสงแดดอ่อนรำไร ดวงหน้าเรียบเฉยนั้นหาได้สงบนักไม่ ภายในอกกลับเต็มไปด้วยความคิดพลุ่งพล่าน
“หากยังมัวแต่เดินตามแผนที่เช่นนี้ วันสิ้นแสงคงหาได้ธงครบไม่” นางคิดในใจ มือเรียวกำแผนที่หนังสัตว์แน่นขึ้นเล็กน้อย
พลันความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในห้วงสมอง ‘แผนช่วงชิง!’
หากสามารถดักหน้า หรือชิงเอาธงจากกลุ่มทหารอื่นที่อ่อนประสบการณ์กว่า นางย่อมมีโอกาสเก็บธงได้มากกว่าผู้ใด
ดวงตาคู่งามหรี่ลงอย่างเฉียบคม แล้วค่อย ๆ หันไปมองผู้ติดตามของตนทีละคน...
เหล่าหยวน ชายชราอายุคราวท่านปู่ ใบหน้าราบเรียบ ปราศจากพิษสง ดวงตากลับปรากฏประกายเฉลียวอยู่บ้าง แม้กายเงอะงะ แต่ชาญฉลาดนักในการลอบเร้นและวิเคราะห์เส้นทาง
จ้าวมู่เฉิน นายน้อยผู้รูปงามดังเซียนสวรรค์ หากแต่ความจำเสื่อมจนมิเหลือกระบวนยุทธ์ใด อุปนิสัยก็เปิ่นซื่อปนทะเล้น มิเหมาะแก่การแย่งชิงสิ่งใดนอกจากหัวใจหญิงสาวในตลาด
อาไค่...บ่าวผู้อยู่ข้างกายนายน้อย กายใหญ่เท่าหมีสีน้ำตาล แขนขาดั่งเสาไม้ซุง แข็งแกร่งไม่แพ้ทหารอารักษ์แคว้นใหญ่ ทว่า...สมองน้อยนักประหนึ่งหมีแพนด้า
เมื่อสายตาพินิจครบทั้งสาม นางพลันถอนหายใจยาว
“...แผนช่วงชิงหรือ?” นางพึมพำกับตนเอง
“หวังพึ่งทัพเช่นนี้ คงมิใช่ทัพกล้า แต่เป็นกองเตี้ย”
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างระอา แต่แฝงความเอ็นดู ดวงตาของนางแม้เรียบเย็นเฉกเช่นหิมะยามค่ำ ทว่าภายในกลับอบอุ่นด้วยประกายบางประการ
“เอาเถิด...” เสียงนางเบาเสียยิ่งกว่าลมกระทบไผ่
“ข้ามีเพื่อนร่วมทางเช่นนี้ ก็คงต้องใช้สติปัญญานำหน้าแรงแขนให้ได้...หากมิอาจช่วงชิง ก็จงแยบคายเสียจนผู้อื่นเต็มใจมอบให้”
พูดจบเฉินซูเหรินก็หมุนกายกลับ ยกชายอาภรณ์สะบัดเบา เดินนำเข้าเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมิเคยมีใครเลือกผ่าน แม้มิใช่หนทางที่ง่าย ทว่าหากธงยังไม่ถูกใครพบ ที่นั่นอาจเป็นหนึ่งในคำตอบ
เบื้องหลัง เหล่าหยวนปาดเหงื่ออย่างไม่รู้จะพูดสิ่งใด จ้าวมู่เฉินยังคงยิ้มไร้เดียงสา ส่วนอาไค่กระหยิ่มยิ้มอย่างภูมิใจราวกับเข้าใจแผนทั้งสิ้น
ใต้เงาไม้หนาทึบ กลุ่มหนึ่งซึ่งเหมือนไร้พิษสงใด ๆ ยังคงมุ่งหน้าเข้าสู่สนามประลองของชะตา
โดยมีเฉินซูเหรินเป็นผู้แบกรับศรของปัญญา ขณะอีกสามถือโล่ของโชคชะตาไว้ในมือโดยมิรู้ตัว
ณ ชายป่าเบื้องตะวันออก แสงสุริยาโรยแรงเจิดจ้าทาบผืนดินเบื้องล่าง เสียงจั๊กจั่นเรไรร่ำร้องประหนึ่งบทเพลงแห่งกลอุบายกำลังบรรเลง เฉินซูเหรินยืนสงบนิ่งใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ นางปรายตามองกลุ่มทหารผู้ผ่านมาโดยมิทันระวังตน ที่เอวของพวกเขามีผืนธงปักแน่นเด่นตา ดุจสมบัติล้ำค่าที่ร้องเรียกให้ช่วงชิง
ดวงตาของนางฉายแววคมกล้าดั่งคมดาบ ก่อนจะเหยียดยิ้มบางเฉียบ เฉินซูเหรินพลันเหลียวมองไปทางจ้าวมู่เฉินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มผู้รูปงามปานเทพเซียน หากจิตใจนั้นซื่อตรง และไร้เดียงสาดังทารก
“เจ้ามู่เฉิน… ใช้เจ้ากลับเหมาะนัก” นางครุ่นคิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินซูเหรินก็กวักมือเรียกผู้ติดตามทั้งสามเข้ามาใกล้ ทำสัญญาณเงียบเสียงให้รวมวง แล้วจึงคลี่แผนการออกอย่างช้า ๆ ชัดเจน
“เราจะให้มู่เฉินเป็นเหยื่อล่อ ใช้ผืนธงปลอมเหน็บไว้ที่เอว แล้วทำทีเป็นหลงป่า เดินวนเวียนอยู่บริเวณใกล้แนวทางผ่าน หากทหารกลุ่มใดเห็น เขาย่อมโลภอยากได้ธงที่จ้าวมู่เฉินครอบครอง แล้วตามมาโดยไม่ระวังตัว”
นางชี้ไปยังพุ่มไม้หนาแน่นใกล้ต้นไม้ใหญ่
“เราสามคนจะไปดักซุ่มอยู่บนนั้น ครั้นเหยื่อเดินทางมาถึง ข้าจะเป็นผู้โยนแหเชือกลงจากเบื้องสูง จับพวกเขาร่วบให้ติดกับ แล้วพวกเจ้าจึงกรูกันเข้าแย่งผืนธงโดยเร็ว เสร็จแล้วมัดมือพวกเขาแล้วปล่อยไป”
แผนการแม้นเรียบง่าย หากแต่ในสงครามนั้น อุบายเพียงปลายเข็มย่อมชี้ชะตาทัพหมื่น เหล่าหยวนพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าดูสุขุมกว่าคราปกติ อาไค่ยกกำปั้นใหญ่ขึ้นทุบอกเบา ๆ เพื่อแสดงความพร้อม ขณะที่จ้าวมู่เฉินคล้ายยังไม่เข้าใจถ่องแท้นัก แต่ก็ดีดนิ้วเบา ๆ พลางหัวเราะร่า
“ให้ข้าล่อทหารพวกนั้นหรือ? เรื่องง่ายยิ่งกว่าท่องกลอนใต้แสงจันทร์เสียอีก!”
เฉินซูเหรินส่ายหน้าพลางถอนใจยาว ด้วยไม่แน่ใจนักว่าเขาเข้าใจถูกต้องหรือไม่
แต่เมื่อทุกคนรับรู้หน้าที่ของตนแล้ว ต่างกระจายตัวเข้าประจำจุด จ้าวมู่เฉินเหน็บผืนธงปลอมที่ทำจากเศษผ้ารูปทรงคล้ายของจริงไว้ที่เอว แล้วเดินเตร็ดเตร่กลางป่าโดยจงใจแสดงท่าทีหลงทิศ
เขากลัดกลุ้มสีหน้า ร้องเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงเปิ่น ๆ “ท่านพี่เฉิน! อาไค่! ข้าเดินหลงทาง! ใครก็ได้...ช่วยข้าด้วย!”
ผืนธงที่เอวเขาสะบัดพลิ้วด้วยสายลม เป็นภาพที่ชวนให้เกิดความโลภอยากได้ยิ่งนัก
ไกลออกไป ทหารกลุ่มหนึ่งเพิ่งเดินผ่านมาถึง เงาร่างของจ้าวมู่เฉินสะดุดสายตาพวกเขาทันที
“ดูนั่น...นั่นธงหรือไม่?” หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงต่ำ
“มีเพียงหนึ่งคน...แถมดูหลงทิศเสียด้วย จะชิงมาก็ง่ายนัก”
พลันทั้งกลุ่มรีบไล่ตามเขาไปโดยไร้การระแวดระวังแม้แต่น้อย หาได้รู้เลยว่าภายในพงพฤกษ์เบื้องหน้ามีเงาร่างสามสายตาจับจ้องพวกเขาอยู่จากเบื้องสูง...
และเมื่อเวลาเหมาะสมมาถึง เฉินซูเหรินจึงโยนแหลงจับเหยื่อ เหล่าหยวนกับอาไค่จะโถมออกจากพุ่มไม้ดังพายุบุก ลากพวกเขาลงมาสู่แผ่นดิน พร้อมกับผืนธงซึ่งจะเปลี่ยนมือในพริบตา
กลอุบายนี้แม้ไม่หาญกล้า หากแต่แยบคายยิ่งนัก สงครามใช่ว่าจะชนะด้วยดาบ แต่ด้วยสมองอันเยือกเย็นเท่านั้นจึงจะครองชัย!
ทันทีที่กลุ่มทหารสี่นายเผลอตัววิ่งตามร่างของจ้าวมู่เฉินซึ่งทำทีเป็นหลงป่าอยู่เบื้องหน้า สายตาของพวกเขาจับจ้องผืนธงผืนงามที่สะบัดพลิ้วอยู่ที่เอวของชายหนุ่มผู้รูปงามปานเทพชั้นฟ้า หารู้ไม่ว่าทุกย่างก้าวของพวกเขา ล้วนตกอยู่ในแผนการอันแยบคายของแม่ทัพเฉินซูเหรินแล้วทั้งสิ้น
ทันใดนั้น...
ซู่ว์!
เสียงแหเชือกถูกโยนจากเบื้องบนสายลม ดั่งพญามังกรรัดรึงร่างเหยื่อในชั่วพริบตาเดียว!
ร่างของทหารทั้งสี่นายพัลวันพันกันมั่ว ตะโกนไม่ทันขาดคำ ก็ถูกแหเชือกอีกผืนครอบจนดิ้นไม่หลุด
“บัดนี้!” เสียงสั่งการแผ่วเบาของเฉินซูเหรินดังขึ้นราวกระซิบในอากาศ
เหล่าหยวนกับอาไค่โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ราวเงาทมิฬยามย่ำค่ำ
เหล่าหยวนแม้อายุมากแล้ว หากกายยังว่องไว มือหนึ่งดึงธงจากเอว อีกมือจัดแจงตัดเชือก
ส่วนอาไค่กลับมิได้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ทว่าพละกำลังแข็งกล้ายิ่งนัก ร่างใหญ่โตของเขาเสมือนพยัคฆ์ตกมัน เพียงหมัดเดียวสองคนแรกทรุดลงมิอาจฝืนยืน สองคนหลังยังไม่ทันตั้งหลักก็มิอาจขยับ
เสียงครวญอู้อี้หลุดลอดจากปากทหารผู้โชคร้าย ก่อนจะถูกปิดสนิทด้วยเศษผ้าชุบน้ำ
พวกเขาถูกมัดมือไขว้หลังแน่นหนา วางเรียงไว้ใต้พุ่มไม้ใหญ่ดุจร่างไร้ชีวิต รอให้หมดสติจากพิษหมัดของอาไค่แล้วจึงปล่อยให้หลับสนิทไปอีกครู่
เฉินซูเหรินคุกเข่าลงหน้าผืนธงสามผืนที่เพิ่งได้มา สายตาของนางเรืองรองด้วยแววเฉียบคม คล้ายมังกรที่เพิ่งกลืนไข่มุกเข้าไปเต็มครา
“ธงสามผืน...เห็นทีโชควาสนาข้าจะไม่เลว”
นางพึมพำเบา ๆ พลางปรายตาไปยังผู้ร่วมขบวน
เหล่าหยวนยกนิ้วให้คุณหนูเฉินอย่างนอบน้อม ส่วนอาไค่หัวเราะร่ากอดธงแน่นจนมันยับยู่ยี่
จ้าวมู่เฉินเองแม้จะทำหน้าตาเหม่อลอยตามวิสัย แต่แววตาก็ส่องประกายยินดี ราวเด็กน้อยที่ช่วยเหลือพี่สาวเก็บลูกพลับได้สำเร็จ
เมื่อแผนครั้งแรกประสบผลอย่างงดงาม เฉินซูเหรินก็ไม่รั้งรอ เวลาในศึกย่อมประดุจน้ำไหล มิอาจทานคืน
นางลุกขึ้น เผยรอยยิ้มแฝงเลศนัย ดวงหน้าซีดขาวคล้ายบุปผาเหมันต์ ทว่าในแววตาคู่นั้นแฝงกลศึกอีกบทไว้เรียบร้อยแล้ว
“หนนี้...ข้าจะล่อเหยื่อที่แข็งแรงกว่านี้ดูบ้าง วัดกันว่าศึกสมอง หรือพลังหมัดผู้ใดจักเหนือกว่า”
กลศึกครั้งใหม่จึงเริ่มต้นอีกครา ท่ามกลางเงาไม้และกลิ่นไอดิน
ขณะที่ผืนธงยังคงปลิวไสวตามแรงลม...ประหนึ่งเรียกหาผู้ครอบครองใหม่ที่แยบคายกว่าคราเดิม