ชาวยุทธ์ฝ่ายธัมมะนับร้อยวิ่งเข้าหาไป๋เหวินโจว ทันใดนั้นมีลูกดอกสีทองหลายสิบดอกพุ่งมาปักพื้น หยุดพวกมันไว้ เป็นชายผู้หนึ่งอายุราวห้าสิบปี หนวดเครามีสีขาวประปรายเดินออกมาจากกลุ่มคน “เจ้าเป็นใคร?” มือดาบสำนักคงถงผู้หนึ่งร้องถามชายผู้นั้นประสานมือคารวะ “ข้าลูกดอกทองพิชิตมาร เหลียนถง เป็นฝ่ายธัมมะเช่นเดียวกับพวกท่าน แต่มาที่นี่เพื่อช่วยเหลือจอมยุทธ์ไป๋”“เหลียนถง ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน นึกไม่ถึงจะไปเข้ากับฝ่ายอธรรม” ชาวยุทธ์ผู้หนึ่งพูดเหลียนถงส่ายหน้า “มิได้ ข้ามีบุตรีชื่อว่าเหลียนจู เคยถูกคนผมแดงผู้นี้..”เหลียนถงชี้หน้าไปยังเสิ่นเฟิง จากนั้นกล่าวต่อ “สามปีก่อน บุตรีข้าเคยถูกเดรัจฉานเสิ่นเฟิงฉุดคร่าในงานวันเกิดของนาง มีชาวยุทธ์หลายร้อยคนเป็นพยาน โชคดีได้จอมยุทธ์ไป๋ช่วยเหลือกลับมา จึงรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ พวกท่านเป็นฝ่ายธัมมะ ให้คนผู้นี้ชักจูง ไม่ละอายหรือ?”จอมยุทธ์ฝ่ายธัมมะเคียดแค้นชิงชังพวกโจรเด็ดบุปผา (ปล้นสวาท) ที่สุด พวกเขาหันไปมองเสิ่นเฟิง บางคนถามมันว่า “เป็นความจริง?”เสิ่นเฟิงอึกอัก มันคิดไม่ถึงเหลียนถงก็มาด้วย ไม่นานสตรีนางหนึ่งเกล้ามวยผมแสดงว่ามีสามีแล้วก็เดินออกมา นางคือเหลียนจูนั่นเอง“เสิ่นเฟิง นึกไม่ถึงจะพบกันที่นี่ ข้าอยากรู้ชาวยุทธ์ฝ่ายธัมมะจะปล่อยเจ้าออกไปจากเชิงเขาบู๊ตึ๊งหรือไม่?” เหลียนจูกล่าววาจากดดันชาวยุทธ์ทั้งหลาย เสิ่นเฟิงทราบว่ามันตกอยู่ในอันตราย มันรีบใช้วิชาตัวเบากระโดดออกจากกลุ่มคน แต่ขณะนั้นเอง กู่ถังเจ้าสำนักคงถงรีบกระโดดเข้าขวางต่อยหมัดใส่มัน เสิ่นเฟิงก็ต่อยหมัดเทพราชสีห์ใส่ พลังทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง เสิ่นเฟิงถูกผลักให้กลับเข้าสู่วงล้อมของพวกฝ่ายธัมมะกู่ถังยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา “โจรราคะ อยู่รอตัดสินคดีเถอะ”เหลียนถงกล่าวอีก “หากสามปีก่อนข้าไม่ได้จอมยุทธ์ไป๋ช่วย มิทราบบุตรีข้าจะเป็นอย่างไร ครั้งนี้ข้าขอยืนเคียงข้างจอมยุทธ์ไป่”เหลียนถงอยู่เมืองฉู่โจว มีอิทธิพลไม่น้อย วันนี้มันชวนชาวยุทธ์ที่เป็นสหายมันหลายสิบคนมาร่วมงานด้วยเพื่อปกป้องไป๋เหวินโจวโดยเฉพาะ
ไม่นานก็มีสตรีกลุ่มหนึ่งเดินฝ่ากลุ่มคนเข้ามา คือกานเป่าซิงและศิษย์สตรีง้อไบ๊ราวยี่สิบคน นางรีบเดินไปคารวะอาจารย์ฝ่าเหลียน จากนั้นกระซิบที่หูแม่ชีท่านนี้ฝ่าเหลียนใจสั่นสะท้านรีบถามว่า “เป็นความจริง?”“ใช่ ไป๋เหวินโจวผู้นี้ช่วยชีวิตฮ่องเต้ ช่วยเหลือพวกเรา สำนักง้อไบ๊ไม่ควรแตะต้องเขา” กานเป่าซิงกระซิบฝ่าเหลียนทอดถอนใจ จากนั้นกล่าวเสียงดังว่า “ปราชญ์มารบริสุทธิ์เคยช่วยเหลือศิษย์ง้อไบ๊กว่ายี่สิบคน คนของง้อไบ๊มิอาจยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ได้อีก”ไป๋เหวินโจวลอบยินดีในใจ ที่มันยอมช่วยเหลือศิษย์ง้อไบ๊และฮ่องเต้ ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการให้ง้อไบ๊เลิกยุ่งเกี่ยวกับมันด้วย หลวงจีนอี้หมิงพลันกล่าวว่า “จอมยุทธ์ไป๋เคยต่อสู้กับอาตมา ตอนนั้นเขามีโอกาสฆ่าอาตมาได้ชัดๆ กลับละเว้น แสดงว่ามิได้เหี้ยมโหดดั่งคำร่ำลือ อาตมาอยากให้ชาวยุทธ์ทุกท่านใจเย็นก่อน”
ไม่นานก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ผู้นำเป็นหลวงจีนและนักพรต คือหลวงจีนเว่ยเต๋อและนักพรตเทียนตี้เอง เว่ยเต๋อกล่าวขึ้นก่อน“หลายวันก่อนอาตมาต่อสู้กับประสกไป๋ ศิษย์บู๊ตึ๊งสี่สิบคนก็เข้าต่อสู้ด้วย จอมยุทธ์ไป๋ไม่ใช้ท่าอำมหิตละเว้นชีวิตศิษย์บู๊ตึ๊ง นับว่ามิได้เหี้ยมโหด วันนี้อาตมาต่อสู้กับจอมยุทธ์หวงที่ถือกระบี่คนนั้น ประลองลมปราณถึงขั้นคับขัน จอมยุทธ์ไป๋มีโอกาสฆ่าอาตมาได้กลับไม่กระทำ ยังช่วยแยกอาตมากับจอมยุทธ์หวงให้ออกจากกัน หากจอมยุทธ์ไป๋โหดเหี้ยมจริง คงสังหารอาตมาลดทอนกำลังของฝ่ายธัมมะเรา”นักพรตเทียนตี้แม้เคียดแค้นไป๋เหวินโจวยิ่ง แต่ตอนที่สู้กันที่หมู่บ้านสกุลเจียง ไป๋เหวินโจวทำร้ายท่านบาดเจ็บสลบไป มิได้สังหาร จึงกระแอมไอเล็กน้อยจากนั้นก็กล่าว“ตอนนั้นที่สกุลเจียง ข้าก็เคยพ่ายแพ้มัน แต่ไป๋เหวินโจวก็มิได้สังหารข้า”คำพูดเทียนตี้ห้วนอย่างยิ่ง แต่ก็แสดงว่าต้องการปกป้องไป๋เหวินโจวเช่นกัน เมื่อสำนักง้อไบ๊ถอนตัว ส่วนเส้าหลินกับบู๊ตึ๊งก็คล้ายติดหนี้บุญคุญไป๋เหวินโจวทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนขึ้นมา เหลือเพียงชาวยุทธ์หลายคนที่ถูกไป๋เหวินโจวฆ่าคนในครอบครัว ไม่อาจปล่อยวางความแค้น
“คนแซ่ไป๋ เจ้าสังหารบิดาข้ากระบี่เทพพิรุณกงจั่ว จะว่าอย่างไร?” บุรุษไว้หนวดผู้หนึ่งกล่าว“ข้าสังหารกงจั่วจริง แต่บิดาเจ้ามีสิทธิอะไรมาสังหารครอบครัวข้าซึ่งปลีกตัวไปใช้ชีวิตอย่างสงบที่หมู่บ้านเซียวเอี้ยว” ไป๋เหวินโจวยันกลับแม้จะรู้สึกวาจาไป๋เหวินโจวยากโต้แย้ง แต่บุตรของกงจั่วก็มิอาจปล่อยวางความแค้นโดยง่ายจอมยุทธ์อีกผู้หนึ่งกล่าว “บิดาเจ้าลู่เตี่ยนเป็นประมุขพรรคมาร ก่อนวางมือสังหารคนไปไม่น้อย หากพวกเจ้าสังหารคนแล้วบอกวางมือก็จบเรื่อง มันมิง่ายดายไปหรือ?”ไป๋เหวินโจวนิ่งเงียบ แต่หวงเทียนเหยาเดินมาข้างหน้ากล่าวว่า“บิดา มารดาข้าเป็นคนธรรมดาในหมู่บ้านเซียวเอี้ยว แต่ถูกพวกเจ้าฝ่ายธัมมะสังหารหมดสิ้น ตอนนั้นข้ายังเป็นแค่ทารก กลับถูกพวกอ้างคุณธรรมพรากครอบครัวไป ขอถามว่าบิดามารดาข้าไปสังหารผู้ใด? เหตุใดชีวิตข้าต้องกำพร้า?”เสียงหวงเทียนเหยาราบเรียบธรรมดา แต่คุกคามผู้คนจนโต้แย้งไม่ออก ในการต่อสู้ที่หมู่บ้านเซี้ยวเอี้ยวสามสิบสามปีก่อน ตอนนั้นฝ่ายธัมมะเข้าใจว่าคนหมู่บ้านเซียวเอี้ยวเป็นพวกพรรคมารจึงลงมือด้วยอำมหิต อย่าว่าแต่ตอนนั้นต่อสู้ชุลมุนกัน ไม่ทราบใครเป็นชาวบ้าน ใครเป็นพวกพรรคมารเจียงเยี่ยนกล่าวขึ้นมาบ้าง “ข้าอยากให้พวกท่านยุติความแค้น บิดาข้าเซี่ยงเทียนก็ถูกอาจารย์ไป๋สังหาร แต่เมื่อข้าได้พบกับอาจารย์ไป๋ก็รู้จักเขามากขึ้น ค่อยรู้ว่าเขาเป็นคนดีที่ชอบช่วยเหลือผู้คน มิเช่นนั้นจะได้ฉายาว่า “บริสุทธิ์” หรือ ข้าจะยอมกราบเขาเป็นอาจารย์หรือ?”
“ข้าเป็นคนตั้งฉายาเขาว่าบริสุทธิ์เอง” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคน สวมใส่ชุดสีน้ำเงินครามงามสง่ายิ่งนักอี้ฟางไต้ซืออุทานเล็กน้อย “ท่านคือหนานกงซิ่ง ประมุขภาคเหนือหกมณฑล!”หนางกงซิงยกมือคารวะ “ไต้ซือสบายดี? แปดปีก่อน ข้าหนานกงซิ่งอยู่ภาคเหนือติดกับชายแดนของพวกมองโกล เคยนำพรรคพวกต่อสู้กับกองกำลังของชาวมองโกลที่บุกรุกดินแดนเรา หากมิใช่จอมยุทธ์ไป๋วางแผนช่วยเหลือ เสี่ยงชีวิตนำกำลังจำนวนน้อยบุกตีข้าศึกนับหมื่นด้วยตนเอง ชาวบ้านนับหมื่นแสนในแดนเหนือก็ต้องถูกต่างชาติย่ำยี ข้าทราบว่าจอมยุทธ์ไป๋มีฉายาปราชญ์มาร จึงเติมคำว่า ‘บริสุทธิ์’ ให้เพื่อแก้ต่าง นับแต่นั้นฉายาปราชญ์มารบริสุทธิ์ก็กระจายไปทั่ว”ไป๋เหวินโจวไม่ต้องการให้พวกต่างชาติรุกรานแผ่นดินจีนอยู่แล้ว นี่เป็นเหตุที่เขาต้องไปช่วยฮ่องเต้จูโหย่วเฉิงด้วยตนเอง เสี่ยงชีวิตปะทะกับชาวมองโกลอย่างสุดกำลังทุกคนต่างนิ่งเงียบ ไป๋เหวินโจวแม้จะมีความแค้นกับชาวยุทธ์หลายคน แต่ก็แผ่พระคุณไม่น้อย ชาวยุทธ์บางคนก็เริ่มเล่าพระคุณที่ไป๋เหวินโจวช่วยชีวิตเขา
ขณะยากตกลงใจ พลันได้ยินเสียงม้าศึกร้องทะยาน แผ่นดินสั่นสะเทือนเลือนลั่น ที่แท้เป็นกองกำลังหลายหมื่นของทางการมาถึง พวกชาวยุทธ์ชุมนุมกันหลายพันคน ทำให้ทางการไม่อาจนิ่งเฉยได้กองทัพม้าหลายพัน กองทหารเดินเท้าอีกนับหมื่น พร้อมธงปลิวไสวเคลื่อนขบวนมาดุจมังกรยาวเหยียด ผู้นำมาคือแม่ทัพเจิงหลุน ซึ่งเป็นศิษย์ง้อไบ๊และเป็นแม่ทัพคู่ใจของฮ่องเต้“พวกเจ้าชุมนุมกันที่นี่ คิดจะกระทำเรื่องใด?” เจิ้งหลุนตวาดชาวยุทธ์แม้ไม่กลัวทหารทางการ แต่ก็ไม่อยากมีปัญหาด้วย หากทำผิดกฎหมายก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต เจิงหลุนสั่งกระจายกำลังโอบล้อมชาวยุทธ์ทุกฝ่ายไว้ พวกชาวยุทธ์จึงกล่าว “พวกเรามิได้ทำผิดกฎหมาย ทางการไม่มีสิทธิจับเรา”“พวกเจ้าชุมนุมกันมากมายคล้ายต้องการก่อหวอดขึ้น จงทิ้งอาวุธและยอมให้คนของข้าสอบสวน หากไม่มีความผิดข้าจะปล่อยไป” เจิงหลุนกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจพวกชาวยุทธ์ต่างไม่ยินยอม ขณะสองฝ่ายจะปะทะกัน ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า“แม่ทัพเจิง ชาวยุทธ์เหล่านี้เพียงแค่รวมตัวกันสนทนาแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กันเล็กน้อย ท่านอย่าได้ถือสา”เจิงหลุนรีบลงจากหลังม้า เข้าไปคารวะไป๋เหวินโจว กล่าวว่า “จอมยุทธ์ไป๋ยืนยันด้วยตนเองเช่นนี้ ข้าก็มิอาจขัด”เจิงหลุนรีบตวาด “เห็นแก่หน้าจอมยุทธ์ไป๋ พวกเจ้าสลายกำลังไปเสีย อย่าให้เกิดความวุ่นวาย”เจียงเยี่ยนเห็นไป๋เหวินโจวรู้จักเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็แปลกใจไม่น้อย แต่มันทราบว่าอาจารย์ต้องมีอุบาย จึงเสียงเฉียบขาดกับบริวารมัน “พวกเรารีบสลายตัวกลับที่พัก งานชุมนุมเลิกแล้ว”คนของคุนหลุนรีบสลายตัวทันที เจิงหลุนจึงกล่าวกับฝ่ายธัมมะ “พวกเจ้าเล่า?”พวกเส้าหลิน บู๊ตึ๊ง ง้อไบ๊ติดหนี้บุญคุญกับไป๋เหวินโจวอยู่ จึงรีบสั่งสลายกำลังกลับสำนัก ส่วนชาวยุทธ์ทั้งหลายเห็นว่าคงจัดการไป๋เหวินโจวไม่สำเร็จ ก็สลายกำลังตาม กลับกลายเป็นว่าไป๋เหวินโจวช่วยเหลือพวกมันมิให้ถูกจับ แผ่พระคุณให้พวกมันอีก
เหล่าชาวยุทธ์ทยอยออกจากเชิงเขาบู๊ตึ๊ง เจิงหลุนกล่าวกับไป๋เหวินโจว“ท่านมีพระคุณช่วยชีวิตฮ่องเต้และข้า ฝ่าบาททราบว่าท่านถูกฝ่ายธัมมะจ้องเล่นงาน จึงสั่งให้ข้ายกกำลังมาช่วยคลี่คลาย”ไป๋เหวินโจวกล่าวขอบใจ เจิงหลุนพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด“แต่ฮ่องเต้ยังมีเรื่องสำคัญให้ท่านช่วยเหลือ”“เรื่องอะไร?”“หลี่กวนหยาง มันเตรียมก่อกบฏแล้ว ฝ่าบาทอยากให้ท่านไปจัดการกับมัน!”
------- จบตอน ------หลี่กวนหยางก่อกบฏ เหตุการณ์บ้านเมืองคับขัน สถานการณ์เข้าสู่โค้งสุดท้ายของเรื่อง!