ธวิณนั่งมองดวงตาที่เป็ประกายของเธอแล้วเผลอคลายสีหน้าลงเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นเมนิตรากินอะไรอย่างมีความสุขขนาดนี้มาก่อน สามปีที่ผ่านมา เขาเคยคิดว่าเธอเป็ผู้หญิงเรียบร้อย ว่าง่าย กินอะไรก็ได้ ใช้อะไรก็ได้ อยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ความจริงอาจเป็เพียงเพราะไม่เคยมีใครถามว่าเธออยากกินอะไร อยากใช้อะไร หรืออยากอยู่ตรงไหน
และที่น่าหงุดหงิดคือ ทันทีที่เขาเริ่มรู้สึกผิด เสียงในหัวของเธอก็ดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศพอดี
‘มื้อนี้ถ้าไม่ใช่เงินผัว ฉันคงร้องไห้ไปแล้ว ราคาคำหนึ่งเท่ากับค่าเครื่องดื่มให้น้องปริ๊นซ์ยิ้มหวานได้ตั้งกี่รอบนะ’
ั์ตาคมดุของธวิณมืดลงทันที ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงแล้วเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนให้คนฟังเสียวสันหลัง
"ทำหน้าเหมือนกำลังคำนวณตัวเลขในหัว เสียดายเงินก้อนนี้ที่ไม่ได้เอาไปซื้อเครื่องดื่มเปย์ใครอยู่หรือไง"
เมนิตราสะดุ้งโหยงจนเกือบสำลัก รีบปั้นหน้าซื่อกลบเกลื่อนอาการลนลาน
"เปล่านะคะ มินน์ไม่ได้จะเปย์ใครซะหน่อย มินน์แค่คิดถึงคอนเทนต์สัตว์เลี้ยงในโทรศัพท์ต่างหาก หมามันน่ารัก ใช่ค่ะ น้องปริ๊นซ์ หมาพันธุ์ยิ้มหวานในคลิปน่ะค่ะ"
ธวิณมองเธอนิ่ง สายตาเต็มไปด้วยการจับผิดและนึกสนุกที่เห็นเหยื่อขุดหลุมฝังตัวเอง
"หมาที่ต้องซื้อเครื่องดื่มให้ คอนเทนต์สมัยนี้แปลกดี แล้วสัตว์เลี้ยงตัวนี้ของเธอ ตัวสูงเท่าไหร่ล่ะ"
"คุณธีร์" หญิงสาวแหวเสียงเขียว ใบหน้าหวานร้อนผ่าวเมื่อรู้ตัวว่าหลุดปากพ่นชื่อแปลกๆ ออกไปจนเข้าทางเขา
เชฟรีบวางคำถัดไปลงด้วยมือที่สั่นเล็กน้อยจากการกลั้นขำ
"คำต่อไปเป็วากิวครับ"
เมนิตราคว้าตะเกียบขึ้นมาเหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตคู่ เธอตั้งใจจะกินให้เงียบที่สุด แต่ซอสกลับติดมุมปากเล็กน้อย ธวิณมองเห็นก่อนที่เธอจะรู้ตัว ชายหนุ่มยื่นมือมาเช็ดมุมปากให้ด้วยนิ้วโป้งอย่างเป็ธรรมชาติ
เมนิตรานิ่งไปทั้งตัว ััของเขาไม่ได้หนัก ไม่ได้ล่วงล้ำ แต่วันนี้มันใกล้เกินไป อุ่นเกินไป และหน้าตายเกินไปจนหัวใจเธอเริ่มทำงานผิดจังหวะอย่างน่าโมโห
‘เช็ดปากเฉยๆ ทำไมต้องเหมือนฉากพระเอกนิยายรักด้วยวะ ใจเย็นมินน์ นี่ไม่ใช่เดต นี่คือภารกิจล้างแค้นทางการเงิน’
"กินแพงขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรกินให้เรียบร้อยหน่อย" ธวิณเอ่ยเสียงเรียบพลางดึงทิชชูขึ้นมาซับปลายนิ้วตนเอง ท่าทางของเขาดูนิ่งสนิททว่าสายตากลับปรายมองใบหน้าขึงขังของภรรยาอย่างนึกสนุก
"เห็นทำหน้าเคร่งเครียด ตาขยับซ้ายขวาเหมือนกำลังคำนวณอะไรตลอดเวลา นึกว่ากำลังปฏิบัติภารกิจลับระดับชาติอยู่ซะอีก"
เมนิตราชะงักจนตะเกียบแทบร่วงระทบขอบจาน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบด้วยความระแวงขั้นสุด
"คุณพูดว่าอะไรนะคะ"
"ฉันบอกว่า ถ้าเธอจัดการคอร์สหลักเสร็จแล้ว..." ธวิณตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ร่องรอยพิรุธ ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วเลื่อนจานของหวานที่เชฟเพิ่งประจงวางลงตรงหน้าส่งให้เธอแทน
"...ก็ทานของหวานต่อให้หมดเถอะ มัวแต่นั่งตัวเกร็งจ้องหน้าต่างสลับกับประตูร้านจนเชฟจะคิดว่าเธออยากจะเบี้ยวค่าอาหารแล้ววิ่งหนีไปแล้ว"
"ใครคิดจะหนีคะ" หญิงสาวประท้วงเสียงแข็ง
"ฉันหมายถึงหนีออกจากร้านทั้งที่ยังทานไม่ครบ" ชายหนุ่มตัดบทหน้าตาย
‘แถอีกแล้ว แถจนเสื่อทาทามิใต้เท้าไหม้เป็รูแล้วค่ะท่านประธาน’
มื้ออาหารยืดยาวกว่าที่เมนิตราคาดไว้มาก หญิงสาวสั่งเพิ่มจนเกือบหมดทุกอย่างที่ระบบของร้านจะอำนวย เชฟเริ่มยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พนักงานดูแลห้องส่วนตัวเริ่มจดรายการอาหารด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกลัวว่าเครื่องคิดเงินจะทำงานหนักจนะเิไปเสียก่อน ส่วนธวิณยังคงนั่งนิ่งเฉยราวกับยอดเงินทั้งหมดเป็เพียงตัวเลขในเอกสารแนบท้ายรายงานการประชุมบอร์ดบริหารเท่านั้น
ในที่สุด่เวลาที่เมนิตราตั้งตารอก็มาถึง หญิงสาวยืดตัวตรงขึ้นทันทีด้วยความตื่นเต้นท่วมท้น นี่คือไคลแมกซ์ของมื้ออาหารที่เธอเฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อ เธออยากเห็นสีหน้าของธวิณตอนยอดค่าอาหารมหาศาลถูกวางตรงหน้า อยากเห็นเขาขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ และอยากให้เขารับรู้รสชาติของความสิ้นเปลืองจนทนไม่ไหว รีบสะบัดปากกาเซ็นใบหย่าเพื่อคืนอิสระให้เธอไปใช้ชีวิตตัวคนเดียวเสียที
พนักงานประคองถาดหนังรองรับใบเสร็จเข้ามาในห้องอย่างนอบน้อม ธวิณหยิบเอกสารขึ้นมาดูเพียงแวบเดียวโดยที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มดึงบัตรสีดำขลับใบหนึ่งออกจากกระเป๋าสตางค์แบรนด์หรูแล้ววางลงบนถาดอย่างเยือกเย็น
เมนิตรามองตามบัตรใบนั้นด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องในตอนแรก ทว่าความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกลับแล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อสายตาเ้ากรรมเหลือบไปเห็นตัวอักษรสีเงินสลักเด่นหราอยู่บนผิวบัตร มันไม่ใช่ชื่อของธวิณ แต่มันคือชื่อของเธอ เมนิตรา เดชาเกียรติ
เธอกะพริบตาถี่รัวเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองหน้าชายหนุ่มข้างกายด้วยความสับสน "ทำไมบัตรใบนี้ถึงเป็ชื่อมินน์ล่ะคะ บัตรเสริมที่คุณทำไว้ให้เหรอ"
ธวิณตอบด้วยใบหน้าเรียบสนิทไร้ร่องรอยการล้อเล่น "บัตรของเธอ บัญชีค่าใช้จ่ายส่วนตัวส่วนของเธอเอง ฉันสั่งให้เลขาภูมิจัดการเปิดระบบให้ั้แ่่เช้าแล้ว"
สมองของเมนิตรายังคงมึนตึบจนประมวลผลตามไม่ทัน
"แล้วมันหมายความว่ายังไงคะ"
ชายหนุ่มรับแก้วชาขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้า ละเลียดรสชาติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางมันลงอย่างสงบ
"หมายความว่ามื้อนี้เธอจ่ายเอง"
โลกทั้งใบของเมนิตราพลันเงียบสนิทลงทันที
เสียงเชฟเก็บมีด เสียงพนักงานเลื่อนประตู เสียงน้ำชาในแก้ว ทุกอย่างหายไปหมด เหลือเพียงประโยคเดียวที่สะท้อนก้องอยู่ในหัวเธอ
มื้อนี้เธอจ่ายเอง!
เมนิตรามองใบเสร็จ มองยอดเงินหลายหมื่น มองบัตรที่มีชื่อตัวเอง แล้วหันกลับไปมองธวิณด้วยสายตาเหมือนเพิ่งเห็นฆาตกรทางเศรษฐกิจนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ
'ฉิบหาย เอาบัตรฉันจ่าย เท่ากับมื้อที่กินไปหลายหมื่นคือเงินของฉันเหรอ อ๊ากกกก ไอ้ตู้เย็นมหาโหด หลอกให้ฉันเอาเงินตัวเองมาผลาญเหรอเนี่ย โธ่ มื้อนี้เปย์น้องปริ๊นซ์ได้หลายดื่มเลยนะ'
ธวิณเกือบสำลักชา แต่ยังรักษาสีหน้าไว้ได้อย่างแเี
เมนิตรากำมือแน่นใต้โต๊ะ ปากยังคงยิ้มเพราะพนักงานยืนอยู่ตรงหน้า แต่ดวงตาของเธอร้อนแรงราวกับอยากคว่ำถ้วยโชยุใส่สูทสามี
"คุณธีร์คะ" เมนิตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยจนคนฟังชวนขนลุก หญิงสาวพยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่านพลางเค้นเสียงถามต่อ
"ทำไมถึงไม่บอกมินน์ก่อนล่ะคะว่ามื้อนี้ใช้บัตรมินน์จ่าย"
"ฉันคิดว่าเธออยากใช้เงินอิสระ" เขาตอบด้วยใบหน้าเรียบสนิท
‘อิสระกับผีสิคะ’ เมนิตราเกือบจะหลุดปากด่าออกไปตรงๆ แต่ก็ต้องรีบกลืนคำพูดเ่าั้ลงคอแล้วปั้นยิ้มใหม่อย่างรวดเร็ว
"มินน์หมายถึง มันกะทันหันไปนิดค่ะ"
ธวิณพยักหน้ารับอย่างไม่ยี่หระ "ต่อจากนี้จะได้ชิน ชินกับการใช้เงินตัวเอง"
คำสอนหน้าตายนั้นทำเอาเมนิตราแทบอยากจะกรีดร้องใส่ม้วนไข่หวานตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด
‘ฉันอยากผลาญเงินผัว ไม่ได้อยากฝึกบริหารงบประมาณครัวเรือน ไอ้ประธานปีศาจ นี่มันไม่ใช่เดต นี่มันสัมมนาการเงินส่วนบุคคลระดับพรีเมียมชัดๆ’
ชายหนุ่มวางแก้วชาลงช้าๆ พลางเปรยขึ้นด้วยท่าทางสุขุม
"เริ่มจากมื้อนี้ก็ไม่เลว เธอได้กินของที่อยากกิน และได้เรียนรู้ว่าความสุขมีต้นทุน"
เมนิตรายิ้มหวานขึ้นอีกระดับ แววตาสว่างวาบด้วยความขุ่นเคือง
"งั้นคุณธีร์ก็ควรเรียนรู้บ้างนะคะว่าการหลอกภรรยาให้ใช้เงินตัวเอง... ก็มีต้นทุนเหมือนกัน"
ธวิณเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ต้นทุนอะไร"
"คืนนี้มินน์จะคิดค่ะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
‘คิดให้หนักเลย แม่จะหาทางเอาคืนให้สาสม มื้อเดียวหลายหมื่น ถ้าหารเป็เครื่องดื่มน้องปริ๊นซ์ โอ๊ย ปวดใจ เหมือนเห็นความฝันในบาร์โฮสต์ถูกหั่นเป็ซาชิมิแล้วเสิร์ฟใส่จานทองเลย’
ธวิณต้องลอบกัดกระพุ้งแก้มเพื่อกลั้นเสียงขบขัน ขณะที่พนักงานประคองถาดนำบัตรกลับมาพร้อมใบเสร็จให้เซ็น เมนิตราเอื้อมมือไปจับปากกาอย่างสุภาพทว่าปลายปากกากดลงบนเนื้อกระดาษแรงกว่าปกติเล็กน้อย ชื่อของเธอถูกตวัดเซ็นลงไปด้วยลายมือสวยงามแต่แฝงความแค้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ทุกเส้นหมึก
ธวิณรับใบเสร็จแผ่นนั้นมาตรวจดูความเรียบร้อย แล้วพับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อสูทอย่างใจเย็น "ฉันเก็บไว้ให้ เป็หลักฐาน"
เมนิตราหรี่ตาลงทันที "หลักฐานอะไรคะ"
ชายหนุ่มมองสบตากับเธอด้วยแววตานิ่งลึก "หลักฐานว่าฉันพาเธอมากิน ไม่ได้ปล่อยให้เธอกินซุปฟัก"
ถ้อยคำนั้นทำเอาเมนิตรานิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง ประโยคของเขาควรจะฟังดูน่าซึ้งและทำให้เธอใจอ่อนละมุนขึ้นมาได้บ้าง หากมันจะช่วยให้เธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้เ็าจนไร้หัวใจอย่างที่คิด แต่น่าเสียดายที่ตัวเลขยอดเงินบนใบเสร็จในกระเป๋าเขายังสดใหม่เกินไปหน่อย
‘ซึ้งไม่ลงค่ะ เงินฉันออก’
เมื่อคิดได้ดังนั้นความซึ้งก็มลายหายไปทันที และนั่นทำให้ธวิณที่อ่านความคิดเธออยู่ถึงกับหลุดหัวเราะทุ้มต่ำออกมาเบาๆ ในที่สุด
เมนิตราหันขวับทันทีเมื่อได้ยินเสียงหลุดกรอบความเ็านั้น "คุณธีร์หัวเราะอะไรคะ มีอะไรน่าขำขนาดนั้นเลยเหรอ"
"เปล่า ฉันไม่ได้หัวเราะ" เขาปฏิเสธเสียงเรียบพลางปรับสีหน้าให้กลับมาตายด้านตามเดิม ทว่าแววตากลับปิดความขบขันไว้ไม่มิด
"คุณหัวเราะ มินน์เห็นชัดเจนเลย" หญิงสาวจับผิดเสียงแข็ง
ชายหนุ่มโคลงศีรษะเล็กน้อยอย่างนึกเอ็นดู "ฉันแค่คิดว่าเธอดูมีความสุขดี"
"มีความสุข" หญิงสาวเบิกตาโต มองหน้าเขาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
"คุณดูยอดเงินบนใบเสร็จนี่ก่อนค่ะ แล้วตอบมินน์อีกทีว่าคนหน้าตาแบบนี้เหมือนคนมีความสุขตรงไหนกัน"
ธวิณปรายตาคู่นิ่งสนิทมองบัตรสีดำในมือเรียว ก่อนจะเอ่ยเฉลยด้วยน้ำเสียงราบเรียบหน้าตายขั้นสูงสุด
"ตรงที่ก่อนรู้ว่าเป็เงินตัวเอง เธอกินไปสิบเจ็ดคำโดยไม่วางตะเกียบ"
คำพูดรู้ทันนั้นทำเอาเมนิตราหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเพราะความอาย ความโกรธ หรือเพราะความเสียดายเงินที่เพิ่งสูญเสียไปกันแน่
โทรศัพท์ในกระเป๋าของเธอสั่นอีกครั้ง เมนิตราคว้าออกมาเปิดดูทันที เพื่อนๆ ในกลุ่มแชตยังรอรายงานผลอยู่ราวกับกำลังติดตามการถ่ายทอดสดศึกชิงแชมป์โลก
[เคลียร์สายฟาด: สรุปยอดเท่าไหร่ ผัวหน้าซีดไหม]
[โซอี้สั่งลุย: ถ้าไม่ซีด สั่งกลับบ้านเพิ่ม]
[เคย์สายนิ่ง: รายงานความเสียหายมา]
[มินน์ผู้รอดชีวิต: ความเสียหายตกที่กูค่ะ]
เพื่อนทั้งสามคนเงียบไปเกือบสิบวินาที ก่อนที่แชตจะะเิ
[เคลียร์สายฟาด: ห๊ะ]
[โซอี้สั่งลุย: มึงเอาเงินตัวเองจ่าย]
[เคย์สายนิ่ง: ผัวมึงฉลาดกว่าที่คิดว่ะ]
[มินน์ผู้รอดชีวิต: เขาเอาบัตรชื่อกูมาจ่าย กูเพิ่งรู้หลังแดกหมดแล้ว]
[เคลียร์สายฟาด: ขอแสดงความเสียใจกับเงินน้องปริ๊นซ์]
[โซอี้สั่งลุย: นี่ไม่ใช่ผัวตู้เย็นแล้ว นี่มันตู้เซฟมีขา]
[เคย์สายนิ่ง: รอบหน้าต้องผลาญด้วยเงินเขา ไม่ใช่เงินตัวเอง โปรดวางแผนใหม่]
เมนิตราเงยหน้าขึ้นมองธวิณที่ยังนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยเหมือนถามโดยไม่ต้องเอ่ยปากว่าเพื่อนเธอให้คำแนะนำอะไรอีก
เมนิตรายิ้มหวานที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะอำนวย
"ไม่มีอะไรค่ะ"
'รอบหน้าฉันจะไม่พลาด รอบหน้าต้องเป็เงินคุณเท่านั้น ไอ้ผัวตู้เย็นมหาโหด วันนี้คุณชนะ แต่ายังไม่จบ'
ธวิณลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างสง่างาม ก่อนจะยื่นมือหนามาตรงหน้าเธอด้วยท่าทางผ่อนคลาย
"กลับบ้านได้แล้ว คุณนายผู้พ่ายแพ้ในศึกโอมากาเสะ"
"ใครพ่ายแพ้คะ" หญิงสาวเชิดหน้าเถียงทันควันอย่างไม่ยอมลดราวาศอก
"คนที่เซ็นชื่อจ่ายเงินเอง" เขาตอบสั้นๆ ด้วยแววตานิ่งลึก
เมนิตราจ้องมองฝ่ามือใหญ่ที่รออยู่ตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง เธอไม่อยากจับ ไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าสายตาของพนักงานและเชฟที่ยังคงยืนส่งอยู่รอบห้องทำให้เธอไม่มีทางเลือก สุดท้ายหญิงสาวจึงจำต้องวางมือของตัวเองลงบนฝ่ามือหนาด้วยแรงกระแทกเบาๆ เพื่อแสดงออกให้เขาได้รับรู้ว่าเธอไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด
ชายหนุ่มกุมมือเรียวไว้แน่นพอดี ไม่บีบ ไม่ดึง แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้เธอชักมือกลับได้ง่ายๆ เมนิตราต้องระงับความพลุ่งพล่านและรักษามาดคุณนายผู้สง่างามไว้จนแทบกัดลิ้นตัวเอง ธวิณพาเธอเดินออกจากห้องส่วนตัวผ่านโถงทางเดินของร้าน ราวกับนี่เป็เดตหรูอันแสนหวานชื่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ไม่ใช่สนามรบทางการเงินที่เธอเพิ่งพ่ายแพ้กลับมาอย่างยับเยิน
"มื้อหน้าอยากกินอะไร" เขาเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ระหว่างที่ก้าวเดินไปพร้อมกัน
เมนิตราหันไปแยกเขี้ยวยิ้มประชดประชัน "มินน์ยังต้องมีมื้อหน้าร่วมกับคุณอีกเหรอคะ"
"มี" ชายหนุ่มตอบรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ตราบใดที่เธอยังคิดจะผลาญเงินเพื่อให้ฉันหย่า"
ประโยคนั้นทำให้เมนิตราชะงักฝีเท้าลงทันควัน หญิงสาวหันขวับไปจ้องหน้าเขาด้วยความใ "คุณธีร์ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคะ"
บรรยากาศรอบตัวพลันตกอยู่ในความเงียบงันไปเสี้ยววินาที ธวิณนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่ากระแสความคิดในหัวของเธอทำเอาเขาหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด ออกไป ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้กลับมาตายด้านขั้นสูงสุดอย่างรวดเร็วก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันบอกว่า ตราบใดที่เธอยังอยากกิน ฉันก็จะพามา"
เมนิตราหรี่ตาลงอย่างจับผิดขั้นสูงสุด
‘แถอีกแล้ว แถจนปลาในร้านต้องว่ายน้ำกลับญี่ปุ่นเองแล้วค่ะท่านประธาน’
ธวิณกระชับมือเรียวเล็กให้แน่นขึ้นอีกนิดก่อนจะพาเธอเดินพ้นประตูร้านออกมา ท่ามกลางสายตาของพนักงานทุกคนที่มองตามคู่สามีภรรยาด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา มีเพียงเมนิตราเท่านั้นที่รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดีว่ามันไม่ใช่เดต แต่มันคือสมรภูมิรบ และเธอเพิ่งปราชัยในศึกแรกไปอย่างหมดรูป เพราะดันใช้เงินในบัญชีส่วนตัวของตัวเองซื้ออูนิมาทานจนแทบเกลี้ยงกระเป๋า
‘โธ่ น้องปริ๊นซ์ของแม่ วันนี้แม่เสียเงินไปกับปลาแทนลูกแล้ว’
ชายหนุ่มประจงเปิดประตูรถยนต์คันหรูให้เธอด้วยท่าทางสุภาพ เมนิตราก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ด้วยใบหน้าสงบนิ่ง ทว่าในหัวกำลังเปิดพิมพ์เขียววางแผนประกาศารอบใหม่อย่างเป็ทางการ ครั้งหน้าเธอจะไม่มีวันพลาดแบบนี้อีก ครั้งหน้าเธอจะต้องผลาญเงินในบัญชีหลักของเขาให้จงได้
ส่วนธวิณที่ได้ยินกระแสความมุ่งมั่นอันบ้าคลั่งนั้นเต็มสองหู ทำเพียงปิดประตูรถลงช้าๆ ชายหนุ่มเดินอ้อมผ่านหน้ารถเพื่อกลับไปยังฝั่งคนขับพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่จุดขึ้นบนมุมปาก
ก็ดี อย่างน้อยหลังจากซุปฟักเมื่อคืนและศึกโอมากาเสะในวันนี้ เมนิตราก็ยังไม่คิดจะถอดใจหรือเงียบหายไปจากชีวิตของเขา เธอยังคงคิดจะสู้ ยังคิดจะปั่นประสาท ยังคิดจะเอาชนะ และยังคงนึกถึงเขาในฐานะศัตรูทางการเงินอันดับหนึ่งในใจเสมอ
สำหรับธวิณ เดชาเกียรติ แล้ว นั่นก็นับว่าเป็จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว