[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    187 ลั่วหยาง

    เปรี้ยง~!


    ร่างหมีตัวใหญ่เต็มไปด้วยขนสีดำมีความทนทานไม่ต่างจากเหล็กหนานอนลงไปกองบนพื้นดินหลังจากถูกฝ่ามือซัดเข้าใส่กลางหน้าอกเพียงฝ่ามือเดียว หลังจากมันถูกตงฟางใช้ทดลองเป็นเป้าซ้อมทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือ


    “ถือว่าใกล้เคียง”


    ตงฟางมองร่างของหมีร่างยักษ์พลางมองไปยังฝ่ามือของตัวเอง หลายวันมานี้เขาฝึกทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือกับทักษะที่ไม่มีชื่อ รู้เพียงแค่ว่ามันเป็นทักษะผ่าตัดขั้นสูงที่กลั่นมาจากประสบการณ์ของพ่อตัวเอง สามารถสร้างด้ายพลังวิญญาณเล็กๆออกจากปลายนิ้วมือส่งไปผ่าตัดร่างกายเพื่อทำการรักษาได้อย่างเห็นผลแล้วยังสามารถตัดวิญญาณยุทธ์เพื่อโยกย้ายได้อีกด้วย 


    ซึ่งเขาต้องใช้เวลาหลายวันในการเรียนรู้และเข้าใจ ยังดีที่เขามีความรู้ในชาติก่อนเรื่องร่างกายมนุษย์ทำให้เขาเข้าใจทุกอย่างที่หนังสือของพ่ออธิบาย การผ่าตัดร่างกายไม่ใช่เรื่องยากแต่ที่เขาคิดว่ามันยากจนทำให้เขาต้องใช้เวลาหลายวันคือการผ่าตัดวิญญาณยุทธ์ มันเป็นสิ่งที่ซับซ้อนกว่าร่างกายเพราะเขาต้องใช้เส้นด้ายพลังวิญญาณตัดพลังวิญญาณ


    “ตงฟางหากเดินทางอีกสัก 1 วันเราน่าจะถึงเมืองลั่งหยางแล้วจ้ะ”


    “งั้นกินข้าวก่อนนะครับ” ซิงเยียนพยักหน้ารัวๆ เดิมทีเธอรู้สึกกลัวกับการเดินทางสองคนภายในป่าที่ไม่รู้จัก กลับกลายเป็นว่า 1 เดือนที่เธออยู่ภายในป่ากับตงฟางเธอรู้สึกชอบมากเพราะภายในป่านอกจากสัตว์อสูรไม่มีอะไรเข้ามาขวางการหยอกล้อของเธอเลย ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องตรวจบัญชี ทำเพียงแค่คิดหาวิธีหยอกล้อตงฟางเท่านั้น


    “เห็นมองมือตัวเองหลังจากฆ่า มีอะไรแปลกไปหรือเปล่าจ๊ะ”


    ตงฟางใช้พลังจิตแยกชิ้นส่วนหมีดำจากนั้นเขาก็เริ่มตอบคำถาม สาเหตุที่เขามองฝ่ามือตัวเองหลังจากซัดทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือออกไปนั้น เป็นเพราะว่าเขากำลังเปรียบเทียบมันกับทักษะเร้นลับหมัดอัศนีที่เขาได้รับมา


    เดิมทีหมัดอัศนีเป็นทักษะเหนือทักษะ พลังของมันหากวัดกับทักษะขั้นเดียวกันนับได้ว่าเหนือชั้นกว่ามาก แต่ต้องแลกมาด้วยพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อให้มันโจมตีได้รุนแรง 


    ตงฟางจึงได้ทดสอบมันเพื่อเปรียบเทียบกับทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือที่ไม่มีขั้น ปรากฎว่าการซัดฝ่ามือด้วยทักษะดาราสวรรค์ออกไปนั้น มีพลังทำลายที่น้อยกว่าเล็กน้อย ด้วยพลังการโจมตีที่น้อยกว่ามันก็กินพลังวิญญาณที่น้อยลงไปเช่นเดียวกัน


    แต่เมื่อเขาใช้พลังจิตเข้าร่วมกลับมีบางอย่างที่น่าสนใจในตอนที่ระดับพลังวิญญาณของเขาเป็นแค่ผันแปรวิญญาณขั้น 9 โดยสิ่งนั้นคือพลังทำลายล้างของทักษะทั้ง 2 เท่ากัน


    เนื่องจากว่าพลังจิตของเขานั้นมีพลังทำลายเทียบเท่ากับระดับราชาวิญญาณขั้น 9 เขาที่ใส่พลังจิตลงไปในทักษะทั้ง 2 จึงทำให้มันมีพลังทำลายเท่ากัน


    ตงฟางจึงคิดว่าหากเขายังคงมีพลังจิตเหนือกว่าพลังวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นทักษะไหนก็ตาม เขาสามารถทำให้มันมีพลังเท่ากันทั้งหมดเพราะพลังจิตเป็นตัวควบคุม 


    “ไปกันเถอะครับ”


    ตงฟางอุ้มพี่ซิงเยียนบินขึ้นไปบนท้องฟ้ามุ่งหน้าเดินทางไปยังเมืองลั่วหยาง หลายวันมานี้พวกเขาเดินทางกันด้วยการเดินเท้า จึงทำให้การเดินทางช้าไปด้วยแต่มันกลับดีกว่าบินเพราะเขาได้ทดลองทักษะเรื่อยๆตลอดการเดินทาง


    ไม่เพียงเท่านั้นตงฟางยังทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นได้อีก 1 ขั้นเป็นระดับราชาวิญญาณขั้น 8 ทำให้เขาแข็งแกร่งมากๆในตอนนี้ 


    สำหรับพลังวิญญาณเขาทำให้กลายเป็นระดับผันแปรวิญญาณขั้น 9 แล้วหยุดไว้ตามคำพูดของตาแก่หลี่หยุน เนื่องจากเขาไม่อยากพบกับความยากลำบาก  ตลอดการอยู่กับตาแก่หลี่หยุนเขาไม่เคยได้ยินตาแก่พูดถึงเรื่องความยาก ส่วนมากจะบอกว่าสนุก ครั้งนี้กลับเตือนตงฟางว่าหากทำให้วิญญาณยุทธ์รวมเป็นหนึ่งจะทำให้เขายุ่งยาก เขาจึงเชื่อฟังไปก่อน


    “วาว เคยได้ยินเรื่องเล่าแต่เมื่อมาเห็นจริงมันใหญ่มากๆ”


    ซิงเยียนชี้มือไปยังรูปปั้นสีขาวขนาดใหญ่ เป็นรูปปั้นของหญิงสาวคนหนึ่งเธอกำลังถือกระบี่ยืนอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนสีขาวถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ จากการสังเกตของตงฟางไม่ว่าเขาจะหันมองไปยังทิศไหนก็ตามเมืองลั่วหยางล้วนเต็มไปด้วยหิมะและภูเขาน้ำแข็งล้อมรอบ ยากต่อการทำไร่ไถนา ถึงอย่างนั้นกลับมีสมุนไพรแปลกประหลาดมากมายที่ชื่อชอบอากาศหนาวจัด จนพวกมันกลายเป็นสมุนไพรขึ้นชื่อที่เมืองลั่วหยางส่งออกไปขาย


    “ดูเหมือนว่ามันจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นนะครับ”


    ตงฟางพูดกับซิงเยียนพลางห่อเธอด้วยเสื้อขนสัตว์อีกชั้นหนึ่ง แม้จะรู้ว่าอากาศหนาวเย็นยากจะทำร้ายร่างกายของผู้บ่มเพาะระดับผันแปรวิญญาณได้ เขากลับยังคงหาเสื้อหนามาคลุมร่างเช่นเดิม


    โดยสิ่งที่ตงฟางได้พูดออกไปเป็นเพราะขนาดของเมืองลั่วหยางต่างจากเมืองใหญ่ทั้ง 3 ที่เขาเดินทางจากมา ไม่ว่าจะเป็นเมืองต้วนอี้ เมืองหลงไห่ เมืองซ่ง เมืองทั้ง 3 แห่งล้วนเป็นเมืองใหญ่มีบ้านเรือนมากมายยากจะนับได้ สำหรับชาวเมืองที่อยู่อาศัยล้วนมีหลายสิบล้านคน


    แต่สำหรับลั่วหยางดูต่างออกไป มันเป็นเมืองที่เล็กลงกว่าเมืองทั้ง 3 จนมีขนาดเพียงแค่ 1 ใน 3 ของเมืองเหล่านั้น ทว่าเขากลับสงสัยมากเพราะรูปปั้นหญิงสาวถือกระบี่ขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่สร้างเอาไว้กับเมืองเล็กๆแบบนี้ เมืองลั่วหยางเดิมทีมันจะต้องมีขนาดใหญ่เท่าเมืองทั้ง 3 ถึงได้มีรูปปั้นขนาดใหญ่นี้ แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างมันน่าจะทำให้เมืองลดขนาดลง


    “พี่ชาย พวกเราเดินทางเข้าไปในเมืองได้เลยเหรอ”


    ตงฟางร้องตะโกนถามทหารหน้าประตูเข้าเมืองหลังจากเดินทางมาถึงเมืองลั่วหยาง เขารู้สึกได้ว่ากำลังทหารน้อยเกินไป บนกำแพงเมืองฝั่งทิศเหนือที่พวกเขาเข้ามากลับมีทหารเพียง 10 คนเท่านั้นทำให้ตงฟางเกิดความสงสัย


    “พวกเจ้าเดินทางมาจากเมืองซ่งสินะ เข้ามาสิเมืองลั่วหยางไม่เสียค่าผ่านทางหรอก ว่าแต่ตอนพวกเจ้าจากมาเมืองซ่งเป็นอย่างไรบ้าง มันหนักถึงขั้นคนจากเมืองหลวงต้องออกมาช่วยเลยเหรอ”


    ตงฟางหยุดเท้าเดินเพื่อจะตอบคำถามกลุ่มทหารที่อยากรู้สถานการณ์เมืองซ่งเป็นอย่างมาก แต่ตงฟางกลับไม่ตอบคำถามทั้งหมด เนื่องจากว่าเขาสัมผัสได้ถึงกองกำลังอันแข็งแกร่งภายในเมืองลั่วหยาง จากระดับพลังน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มาจากเมืองหลวงเพื่อส่งมาประจำการที่นี่ ในการดักรอพวกปีศาจจากเมืองซ่ง


    ตลอดการเดินทางมุ่งหน้าสู่ลั่วหยาง พวกเขาสองคนแม้จะอยู่ในป่ากลับได้รับข่าวเมืองซ่งตลอดเวลาจากอุปกรณ์สื่อสารของพี่ซิงเยียนที่ใช้ติดต่อกลับไปยังหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า


    ทำให้พวกเขารู้ว่า 1 เดือนตั้งแต่เมืองซ่งถูกปีศาจโจมตี มันกลายเป็นเมืองที่เกือบจะพังพินาศไปแล้ว ยังดีที่ทางเมืองหลวงส่งกองทัพออกมาช่วยจัดการปีศาจ ทำให้เมืองยังคงอยู่ต่อไป แต่สิ่งที่ยึดติดกับเมืองกลับเสียหายหนัก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตผู้คนที่ตายไปเป็นล้านหรือจะเป็นความเสียหายของสถาบันทั้ง 4 ที่กลายเป็นแนวหน้ารับมือกับปีศาจก่อนที่เมืองหลวงจะเดินทางไป


    อย่างไรก็ตามการปรากฎตัวของปีศาจกลับทำให้ตงฟางต้องระมัดระวังหมู่บ้านที่เขาสร้างมากกว่าเดิม เนื่องจากตอนนี้จักรวรรดิเทียนหยวนส่งทหารออกไปประจำการเมืองทั้ง 4 เพื่อรับหน้ากับปีศาจ


    การปรากฎตัวของปีศาจที่เมืองซ่ง ทำให้จักรวรรดิเทียนหยวนเริ่มมีปีศาจมากยิ่งขึ้น จนทำให้ความสงบที่เคยมีอยู่เริ่มยุ่งเหยิง


    “พี่ชาย พวกเราไม่รู้อะไรเลย เราจำได้ว่าวิ่งหนีแล้วก็วิ่ง ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะมาถึงที่นี่”


    “อย่างนั้นสินะ งั้นก็เข้าไปเถอะเมืองลั่วหยางปลอดภัยเพราะมีคนจากเมืองหลวงส่งมาช่วยเหลือ”


    “ขอบคุณพี่ชาย”


    ตงฟางพาซิงเยียนก้าวเข้าไปในเมืองลั่วหยาง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ดูแตกต่างจากเมืองที่พวกเขาผ่านมา ไม่เพียงแค่เสื้อผ้าหน้าผมของชาวบ้าน ตึกรามบ้านช่องทุกหลังยังดูแปลกตาเพราะมันถูกสร้างให้อยู่ในรูปทรงคล้ายดอกเห็ดมีสีขาวจากหิมะที่ตกลงมาปกคลุม ให้ความรู้สึกแปลกตาไม่น้อย


    “ตงฟาง ไปกันเถอะพี่ติดต่อกับคนที่เดินทางมาถึงก่อนแล้ว พวกเขาจะหาเราเจอในอีกไม่ช้า”


    ตงฟางพยักหน้าตลอดการเดินทางที่พวกเขายอมเสียเวลา คนของพี่ซิงเยียนที่แยกย้ายกันหนีล้วนแล้วเดินทางมาถึงเมืองลั่วหยางก่อนพวกเขาทั้งสองคน หนำซ้ำยังจัดแจงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการทำธุรกิจให้กับพวกเขาล่วงหน้า  ตงฟางจึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก เพียงแค่พาพี่ซิงเยียนเดินเข้าไปใจกลางเมืองเพื่อดูความแปลกตาเท่านั้น


    “ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งหมดเลย แต่กลับมีสิ่งที่ทนต่อน้ำแข็งเกิดขึ้นมาแทน ดูนี่สิตงฟาง”


    ซิงเยียนมองจ้องไปยังลำธารใจกลางเมืองที่กลายเป็นน้ำแข็ง พลางชี้มือไปยังต้นไม้และต้นหญ้าที่กลายเป็นสีขาว ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่ตายเพราะพวกมันพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นต้นไม้ที่สามารถเติบโตได้ในดินแดนอันหนาวเหน็บ


    อย่างไรก็ตามการสำรวจของตงฟางกลับพบว่าลำธารที่พวกเขากำลังเดินข้างๆมีบางอย่างแปลกไป  จากรูปร่างของมันเขาไม่คิดว่ามันเป็นลำธารที่ควรจะเกิดในเมืองหนาวแบบนี้ มันควรจะเป็นลำธารที่อยู่ในเมืองต้วนอี้ แต่เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างแช่แข็งมันเอาไว้ใจกลางเมืองลั่วหยาง


    “คุณหนูซิงเยียน เจอท่านสักที”


    เสียงกล่าวทักทายดังมาจากเหล่าคนสวมใส่ผ้าคลุมหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตงฟางจึงมองพวกเขาที่แสดงท่าทางเหน็ดเหนื่อย ดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้จะวิ่งวุ่นหาพวกเขาทั่วเมืองลั่วหยาง


    “โอ๊ะ มาเร็วจัง ฉันยังไม่ได้เดินทั่วเลย”


    “คุณหนู เราเตรียมที่พักให้แล้ว เดินทางไปยังที่พักก่อน มีหลายอย่างที่เราเตรียมเอาไว้ให้ท่าน”


    “อืม นำทาง” ซิงเยียนพยักหน้าจากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ด้วยคนของเธอ ในระหว่างเดินตงฟางกลับรู้สึกแปลกประหลาดกับชาวเมืองแห่งนี้ ตลอดการเดินทางของเขาที่มีการเปิดหน้าพี่ซิงเยียน กลับไม่มีลูกหลานตระกูลใหญ่หรือผู้บ่มเพาะใจทรามเข้ามาหาเรื่องพวกเขาเลย มันผิดกฎของผู้บ่มเพาะที่เขาเคยพบเจอ การมีหญิงสาวสวยไม่คุ้นหน้าเดินในเมือง  จะต้องมีหลายคนเดินเข้ามาทักทายเพื่อจะจีบ


    “คุณหนู ถึงแล้ว ทั้งหมดนี่เป็นบ้านพักที่เราจัดเตรียมเอาไว้”


    ซิงเยียนมองไปยังบ้านรูปทรงคล้ายเห็ดเชื่อมต่อเข้าด้วยกันหลายหลัง ทำให้เธอรู้สึกชอบมาก จึงเดินเข้าไปสำรวจด้วยความตื่นเต้น ทุกอย่างที่เธอเห็นล้วนแปลกตาไปทั้งหมด ข้าวของเครื่องใช้ ของตกแต่งมากมายล้วนแล้วทำมาจากกระดูกสัตว์อสูร หากให้เทียบกับเมืองซ่งที่เป็นเมืองของคนป่าเถื่อน เมืองลั่วหยางเหมือนกับหมู่บ้านขนาดใหญ่ของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทุ่งน้ำแข็ง ความรุนแรงที่เธอเห็นตลอดเดินทางในเมือง ไม่ปรากฎ นับได้ว่าเป็นเมืองที่สงบสุขไม่น้อย


    “ตงฟาง เตียงน้ำแข็งล่ะ”


    ตงฟางมองดูเตียงนอนภายในห้อง เขารู้สึกตกใจเล็กน้อยที่คนในเมืองนี้เลือกที่จะปรับตัวเข้ากับความหนาวเย็น ไม่ใช่ต่อต้านด้วยการนำยันต์หรือค่ายกลมาใช้งานเพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ทุกอย่างที่เขาเห็นชาวเมืองใช้ล้วนแล้วมีเพียงเสื้อขนสัตว์เท่านั้น ผ้าห่มก็เป็นขนสัตว์ สำหรับเตาไฟที่ให้ความอดอุ่นล้วนแล้วไม่มี






    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน