ภายในป่าไพรอสูร รถม้าทั้งสองคันได้เร่งความเร็วขึ้น ทำให้ระยะห่างจากเมืองฟ้าครามเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว ทุกคนสามารถมองเห็นกำแพงเมืองได้ลาง ๆ
แต่ขณะที่รถม้าใกล้จะถึงเมืองฟ้าคราม ประสาทสัมผัสของหลี่ผิงก็รับรู้ได้ถึงกลุ่มคนหลายสิบคนกำลังไล่ตามพวกเข้ามาด้วยความเร็วสูง และเมื่อดูจากรังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากคนพวกนั้นแล้ว อีกฝ่ายย่อมไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน
ปิงหยุนสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่ผิงที่เปลี่ยนไป เขาจึงได้เอ่ย “ท่านอาจารย์หลี่ มีอะไรรึเปล่าครับ”
“มีคนไล่ตามมา” หลังจากตอบคำถามของปิงหยุนแล้ว เขารีบสั่งให้คนขับรถม้าใช้ความเร็วสูงสุดในทันที
อีกด้านหนึ่ง ลูกน้องของว่านเหอมองเห็นรถม้าสองคันกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง “หัวหน้า นั่นต้องเป็นรถม้าของพวกมันแน่ ๆ”
หว่านเหอมองตรงไปที่รถม้าทั้งสองคันที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งลี้ (ประมาณ 250 เมตร)
“หึ! อย่าคิดว่าจะหนีรอด”
กลุ่มของหว่านเหอร่นระยะห่างเข้ามาเรื่อย ๆ จนทั้งสองกลุ่มนั้นสามมารถมองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจน
“พวกเจ้ากล้ามาสังหารน้องชายของข้า อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดออกไปจากป่าแห่งนี้ได้”
เสียงตะโกนของหัวหน้ากลุ่มโจรดังไล่หลังรถม้าเข้ามา เสี่ยวฟ่านสีหน้าแตกตื่น “อ๊า! พวกมันจะตามทันแล้ว จะทำยังไงกันดี ?”
เมื่อระยะห่างเหลืออยู่ไม่ถึงสามผิง (10 เมตร) หว่านเหอสั่งการให้ลูกน้องเริ่มลงมือ “ฆ่าพวกมันซะ”
ลูกน้องของหว่านเหอขนาบตีคู่กับรถม้า ก่อนจะชักศาสตราอาวุธ กระโดดขึ้นไปบนหลังคาของรถม้า
เสี่ยวฟ่าน ตงห่าว ลู่หาน หนิงซินและมู่อันที่นั่งอยู่บนรถม้าคันหลังสุด พวกเขาต่างก็รู้สึกได้ว่า บนหลังคาของรถม้าตอนนี้ มีโจรป่าสองคนกำลังเกาะอยู่ ซึ่งระดับพลังของโจรป่าแต่ละคนนั้น ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาด้วยกันทั้งสิ้น
ด้วยระดับพลังที่แตกต่าง ทำให้พวกเขาไม่รู้จะขับไล่พวกมันออกไปจากรถม้าได้ด้วยวิธีไหน
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดหาหนทางขับไล่โจรป่าทั้งสองลงไปจากหลังคา โจรป่าผู้หนึ่งได้ชะโงกหน้าลงมาจากด้านบน “เตรียมตัวตายกันได้เลย”
“เฮือก!” ด้วยใบหน้าและท่าทางที่โหดเหี้ยมของโจรป่า เสี่ยวฟ่านถึงกับต้องสะอึกไปเลยทีเดียว
โจรป่าได้เหวียงตัวเองเข้ามาด้านในรถม้า เสี่ยวฟ่าน ตงห่าว และลู่หานจึงไม่มีทางเลือก พวกเขาได้ก้าวออกมาเพื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ตอนนี้พวกเขาต้องปกป้องมู่อันที่กำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของหนิงซิน
แม้ทั้งสามจะรู้ว่าตนเองนั้นไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่พวกเขาก็ไม่อาจยืนอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายลงมือสังหารตนเองไปได้ง่าย ๆ
เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสามคนคิดที่จะขัดขืน โจรป่าหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “คิดว่าจะรับมือข้าได้หรือ..ฮ่ะๆๆๆ”
แต่ในจังหวะที่โจรป่าคนดังกล่าวกำลังถือดาบเดินเข้าหาทั้งสามคน ร่างของโจรป่าอีกผู้หนึ่งก็พุ่งทะลุผ่านหลังคาของรถม้าเข้ามาด้านใน ทำให้โจรป่าที่กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนานถึงกับตกใจมาก ต้องเงยหน้าขึ้นไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น
สวบบบ!
โจรป่ายังไม่ทันจะได้มองเห็นอะไร กระบี่เล่มหนึ่งก็ได้แทงทะลุผ่านร่างของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากโจรป่าถูกกระบี่แทงจนล้มลง หลี่ผิงก็กระโดดลงมาจากด้านบน “หลบอยู่หลังข้าไว้”
หลี่ผิงยืนอยู่ด้านหลังรถม้าคันที่สองเพื่อปกป้องทุกคนจากกลุ่มโจรโลหิตคลั่ง เขาวาดกระบี่ฟาดฟันเหล่าโจรป่าที่ควบม้าตีคู่ขึ้นมา ทำให้พวกมันไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้ามาโจมตีอีก
เหล่าโจรป่าต่างรู้ดีว่าพวกมันไม่อาจเข้าปะทะกับหลีผิงที่มีระดับพลังสูงกว่าอย่างซึ่ง ๆ หน้าได้ พวกมันจึงหยิบเชือกที่ตรงปลายผูกกับตะขอเกี่ยวออกมาหมุนควง ก่อนจะระดมกันโยนเข้าใส่รถม้า
เห็นตะขอเกี่ยวถูกโยนเข้ามา หลี่ผิงรู้ได้ทันที่ว่าพวกมันคิดที่จะใช้ตะขอเกี่ยวพวกนี้เพื่อหยุดรถม้าเอาไว้ เขาจึงไม่มีทางยอมให้พวกมันทำได้ตามอำเภอใจ ใช้กระบี่ปัดตะขอเกี่ยวที่พุ่งเข้ามาออกไป
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ตะขอเกี่ยวถูกหลี่ผิงปัดออกไปได้หมด แต่เหล่าโจรป่ายังคงไม่ยอมแพ้ พวกมันยังคงโยนตะขอเกี่ยวเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ
ในระหว่างที่หลี่ผิงกำลังมัวปัดตะขอเกี่ยวอยู่นั้น หว่านเหอได้กระโดด ทะยานร่างมาที่รภม้า พร้อมกับนำสัตว์อสูรของตนเข้ามาสถิตร่าง
ขณะที่หว่านเหอลอยตัวอยู่ ร่างกายของเขาเริ่มขยายขนาดขึ้น ชั้นผิวหนังถูกห่อหุ้มเอาไว้เกราะสีแดงที่ด้านหนา บริเวณจมูกเองก็มีหน่อแหลมงอกเงยออกมา
ฟู่วววววว!
หว่านเหอพ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมาฟอดใหญ่ ก่อนจะทิ้งตัวชกหมัดเข้าใส่หลี่ผิงจากด้านบน
แม้หลี่ผิงจะยุ่งอยู่กับการปัดตะขอเกี่ยวที่ถูกโยนเข้ามา เขาได้คอยระแวดระวังหว่านเหออยู่ตลอด เมื่ออีกฝ่ายชกหมัดลงมา หลี่ผิงจึงกระโดดถอยไปด้านหลัง
ตู้มมม!
หมัดของหว่านเหอชกไม่โดนหลี่ผิง แต่อานุภาพของมันทำให้พื้นของรถม้าถึงแตกหัก
หลี่ผิงกุมกระบี่ที่อยู่ในมือ ตอนนี้เขาต้องใช้สมาธิสูงสุด เพราะระดับพลังของหว่านเหอผู้นี้คือขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่ห้า น้อยกว่าตัวเขาเพียงแค่หนึ่งระดับเท่านั้น
หว่านเหอเหวี่ยงท่อนแขนอันทรงพลังเข้าใส่หลี่ผิง ถึงแม้หลี่ผิงจะมีระดับพลังที่สูงกว่า แต่อีกฝ่ายเป็นสายสถิตวิญญาณที่มีร่างกายและพลังโจมตีที่แข็งแกร่งดุดัน หากสายแปรสภาพลมปราณฝืนรับการโจมตีที่หนักหน่วงเช่นนี้เข้าไปตรง ๆ ก็อาจจะพลาดพลั้งได้ หลี่ผิงจึงเลือกที่จะหลบมากกว่าการยกกระบี่ขึ้นมาต้านรับเอาไว้
หลี่ผิงเอี้ยวหลังหลบท่อนแขนของหว่านเหอ พร้อมกับควบรวมพลังลมปราณเพื่อห่อหุ้มกระบี่และฟันสวนกลับไป
“กระบวนท่าที่หนึ่ง วายุกรีดพสุธา”
หว่านเหอเห็นกระบี่ของหลี่ผิงกวาดเข้ามาที่หน้าอกของตน เขาจึงดึงท่อนแขนของตนกลับมาแนบเอาไว้ที่หน้าอก เพื่อป้องกันร่างของตนเอาไว้
ซึบบบ!
กระบี่วาดผ่านร่างของหว่านเหอ แรงจากการปะทะทำให้สองเท้าของหว่านเหอที่ใช้ยึดร่างอยู่ถึงกับต้องครูดถอยหลัง บริเวณท่อนแขนทั้งสองข้างเองก็มีบาดแผลจากการถูกกระบี่เฉือน แม้จะไม่ใช่บาดแผลที่รุนแรงสักเทาไหร่นัก แต่ก็ทำให้แขนทั้งสองข้างของหว่านเหอถึงกับด้านชาไปชั่วขณะหนึ่ง
ในระหว่างที่หลี่ผิงกำลังรับมือกับหว่านเหออยู่นั้น ได้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น
เสี่ยวฟ่าน ตงห่าวและลู่หานได้พาหนิงซินและมู่อันกระโดดย้ายไปที่รถม้าอีกคันหนึ่ง ส่วนลูกน้องของหว่านเหอเองก็ระดมโยนตะขอหลายเส้นเข้ามาเกี่ยวกับรถม้าได้แล้ว
รีบผิงจึงรีบหันกลับมาทำลายพวกมันทิ้ง ไม่เช่นนั้นรถม้าคันนี้จะถูกหยุด และเมื่อตกอยู่ในวงล้อมของโจรป่าพวกนี้ เขาจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที
หว่านเหอเห็นหลีผิงเริ่มหันไปทำลายตะขอเกี่ยว เขายิ่งรู้สึกเดือดดาล เหมือนอีกฝ่ายไม่เห็นตนเองอยู่ในสายตา เมื่อรวมกับเรื่องที่อีกฝ่ายสังหารน้องชายของตนด้วยแล้ว พลังลมปราณในร่างของเขาได้ปะทุออกมาอย่างรุนแรง พลังลมปราณได้ถูกส่งเข้าสู่เกราะที่ห่อหุ้มร่างเอาไว้ จนขนาดของเกราะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
หลี่ผิงที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำลายตะขอเกี่ยวสัมผัสได้ถึงรังสีอัมหิตและพลังลมปราณที่เอ่อล้นออกมา เมื่อหันกลับมาดูพบว่าหว่านเหอผู้เป็นหัวหน้าของโจรป่าได้ทะลวงระดับพลังลมปราณขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับตนแล้ว
หลังจากทะลวงระดับขึ้นมา หว่านเหอไม่รอช้า พุ่งเข้าไปโจมตีหลีผิงอย่างบ้าคลั่ง
การโจมตีของอีกฝ่ายโหมกระหน่ำเข้ามา หลี่ผิงใช้ท่าเท้าที่ว่องไว หลบการโจมตีเหล่านั้นอย่างลื่นไหล
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
ถึงแม้หว่านเหอจะทะลวงขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับหลี่ผิงแล้ว แต่ทักษะ กระบวนท่า และประสบการณ์ของเขานั้น ยังไม่อาจเทียบเคียงกับหลี่ผิงที่อายุมากกว่านับสิบปีได้ ทำให้เขายังตกเป็นรองอยู่เล็กน้อย
ด้วยความเกรี้ยวกราของหว่านเหอ หลีผิงเริ่มรู้สึกตึงเครียด ตอนนี้ข้าต้องรีบจบการต่อสู้ให้ไวที่สุด
“กระบวนท่าที่เก้า วายุผ่าตะวัน”
หลังจากหลบการโจมตีของหว่านเหอ หลี่ผิงกระโดดขึ้นด้านบน ยกกระบี่ในมือขึ้นเหนือศีรษะ ควบรวมพลังลมปราณกว่าเก้าในสิบส่วนเข้าไปในกระบวนท่านี้ ก่อนจะตวัดมันเข้าใส่หว่านเหอ
หว่านเหอสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณอันหนาแน่นจากการโจมตีของหลีผิง เขารีบยกแขนสองข้างขึ้น พร้อมกับปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาเสริมร่างกายของตน “เกราะแรดปฐพีแดง”
สวบ!
กระบี่ของหลี่ผิงลากยาวผ่านแขนทั้งสองข้างของหว่านเหอ ไล่ลงมายังบริเวณหน้าอก ลากมาจนถึงบริเวณท้อง เกิดเป็นบาดแผลลึกขนาด 1 นิ้ว และด้วยความลึกขนาดนี้ เลือดสด ๆ จึงสาดกระเซ็นออกมา
แม้บาดแผลจะลึกอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่อาจหยุดความบ้าคลั่งของหว่านเหอเอาไว้ได้ เขายังมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะตอบโต้กลับ
หลี่ผิงเห็นแววตาที่เคียดแค้นของอีกฝ่าย เขารีบกระโดดถอยหลังเพื่อทิ้งระยะห่างออกมา เขานั้นได้ทุ่มเทพลังส่วนใหญ่ไปกับกระบวนท่าเมื่อซักครู่ พลังลมปราณที่เหลืออยู่ตอนนี้ เพียงพอที่จะจัดการอีกฝ่ายได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้น เขาจะไม่สามารถจัดการกับลูกน้องของอีกฝ่ายได้
หลี่ผิงเริ่มเกิดความลังเล เขาต้องรีบตัดสินใจว่าจะใช้พลังลมปราณที่เหลืออยู่อย่างไร แต่ในระหว่างที่กำลังขบคิดอย่างสุดกำลังนั้น เสียงของจ้าวเฉินก็ดังขึ้น “ท่านอาจารย์ รีบออกมาจากรถม้าคันนี้”
หลี่ผิงที่คิดอะไรไม่ออกจึงทำตามสิ่งที่จ้าวเฉินบอก เขารีบพุ่งตัวออกไปขโมยม้าโดยทันที
หลังจากที่หลี่ผิงกระโดดออกมาจากรถม้า จ้าวเฉิน ปิงหยุน ตงห่าว เสี่ยวฟ่าน ลู่หาน และหลันหลันได้ช่วยกันปาผงระเบิดกายาออกมาคนละกระบอก
หว่านเหอที่ยังคงอยู่ในรถม้า เห็นกระบอกไม้ไผ่ลอยเข้ามา สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของเขาได้ร้องเตือน รีบกระโดดลงจากรถม้าที่ตนอยู่ในทันที
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
หลังจากเสียงระเบิดสิ้นสุดลง หว่านเหอซึ่งตกอยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมได้ลุกขึ้นยืน เขามองตรงไปที่ลูกน้องของตนซึ่งถูกระเบิดตายไปหลายคน ร้องตะโกนออกมาอย่างเคียดแค้น “ไอ้พวกบัดซบ ข้าจะต้องฆ่าพวกมันให้ได้!”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ