นามอาเฟิ่ง?
นามนี้เขาจำมันไว้แล้ว
สิ่งสำคัญที่กระดาษแผ่นนั้นห่อเอาไว้มิใช่ขนมที่ทำขึ้นมาแต่เป็นอย่างอื่น
ของเหล่านี้มีเพียงเขาที่รู้ว่า แม้มันจะตกไปอยู่ในมือของคนอื่นก็ไม่เป็นไร
ที่ยิ่งไปกว่านั้นเจตนาของแม่นางน้อยเขาก็ได้รับมันแล้ว
เจตนาของแม่นางน้อยหวานล้ำกว่าของหวานเป็นหมื่นเท่าทว่าหากมิใช่สถานการณ์อย่างในวันนี้ เขาก็คงไม่เต็มใจมอบขนมห่อนั้นให้กับทหารรักษาการณ์หนุ่มที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นบุรุษเสเพลอย่างแน่นอน
ทว่าชายหนุ่มผู้นั้นอายุยังน้อย เช่นนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจเขา
ยามนี้ความคิดของเหล่าชายหนุ่มมีความหุนหันพลันแล่นอยู่ไม่มากก็น้อยดูเหมือนว่าจะมีความชมชอบในตัวเยี่ยนเจาเจา ทว่าก็ไม่ได้ทำเรื่องโดดเด่นอะไรนอกจากดูแลเยี่ยนเจาเจาเป็นอย่างดีเขาจึงรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรที่ไม่ดี
เพียงแต่เขารู้แล้วว่าเยี่ยนเจาเจาเริ่มโตแล้วผู้คนที่จ้องแตงในสวนของเขาตาเป็นมันก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าเขารู้ดี ผู้คนมองไปก็เท่านั้น ก็แค่การหยุดชื่นชมสำหรับเขานั้นถือว่าใจกว้างมากแล้ว แต่หากมีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามาเขาก็จะตัดมือของคนผู้นั้นทิ้งไป
มาหนึ่งคนก็ฆ่าหนึ่งคนมาเป็นคู่ก็สังหารเป็นคู่
หมอหนุ่มสะพายหีบยาและเดินจากไปช้าๆ
อีกด้านหนึ่ง หัวหน้าหนุ่มได้ข่าวมาว่าในกลุ่มของพวกเขามีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีคนทรยศเขาจึงรีบนำเรื่องนี้ไปแจ้งผู้มีอำนาจเหนือกว่าทันที
เขานั่งรถม้าทั้งคืน เหนื่อยล้ามาตลอดหนึ่งคืนในที่สุดก็มาถึงสถานที่ที่นายท่านพักชั่วคราวในยามรุ่งสาง
สถานที่แห่งนี้มีทิวทัศน์ที่สงบและสวยงามแม้จะเป็นที่พักชั่วคราวแต่ก็ได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี คานของศาลามีการแกะสลัก ยามที่แสงค่อยๆสว่างขึ้นก็จะยิ่งเผยความงดงามออกมา ทุกอย่างล้วนสะดวกสบายและผ่อนคลาย
น่าเสียดายที่สำหรับหัวหน้าหนุ่มยามนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะชื่นชมทิวทัศน์เหล่านี้แม้แต่น้อยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือการนำเรื่องคนทรยศมารายงานนายท่าน
ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาตื่นนอนของเหล่านายท่านทว่าตลอดทางเขาเดินมาพร้อมเสียงกระหืดกระหอบทั้งยังบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องรายงาน ทหารรักษาการณ์ของนายท่านจึงมิได้รั้งเอาไว้เพียงส่งคนไปปลุกนายท่านให้ตื่น และให้หัวหน้าหนุ่มออกไปรอที่ห้องโถงด้านนอกสักครู่
ไม่นานนายท่านก็มาถึง
นายท่านผู้นี้ก็คือคนที่คุยเรื่องราวต่างๆกับอาเฟิ่งในกระท่อมหลังน้อยกลางป่าคนนั้น
การถูกรบกวนความฝันยามรุ่งเช้าทำให้ผู้คนรู้สึกโมโหไม่น้อยสีหน้าของนายท่านจึงมิน่ามองเท่าไร แต่ยังสามารถสงบจิตสงบใจลงได้
“มีสิ่งใด? เหตุใดต้องรีบร้อนเช่นนี้”
นายท่านเอ่ยถาม
เขาอยู่ในชุดลำลองสบายๆ ด้านข้างมีสาวใช้หน้าตาน่ารักถือถ้วยชาหอมเข้ามาเพื่อให้เขาบ้วนปาก
“นายท่านในจวนของพวกเรามีคนทรยศ มีคนวางยาเยี่ยนเจาเจาขอรับ!”
“ว่าอย่างไรนะ!”ใบหน้าของนายท่านพลันเคร่งขรึม
เขาวางถ้วยชาที่อยู่ในมือลงด้านข้าง แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังมากขึ้น “มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน เจ้าบอกข้า... บอกข้ามาให้ละเอียด!”
หัวหน้าหนุ่มรายงานเรื่องพิษประหลาดที่เยี่ยนเจาเจาโดนอย่างละเอียดด้วยความเหนื่อยหอบ
“มีผู้ถอนพิษได้หรือไม่?”
นายท่านเคยอ่านผ่านๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของคนที่เดินทางผ่านเมืองเจียงหูเมื่อได้ยินเรื่อง “พิษเจ็ดราตรี”ก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบทันที
ยาชนิดนี้มิใช่ยาที่ถูกแต่งขึ้นแต่เป็นยาที่มีอยู่จริงในเมืองเจียงหู เป็นยาที่ทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับหวาดกลัวทั้งยังสามารถสังหารคนได้โดยไร้ร่องรอย
พิษชนิดนี้หากไม่ถูกถอนพิษได้ทันเวลาผ่านไปเจ็ดวันผู้ที่โดนพิษก็จะตายด้วยอาการรุนแรง หากถึงเวลานั้นแผนการของพวกเขาก็จะพังไม่เป็นท่า
ความเอื่อยเฉื่อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนายท่านทว่าน้ำเสียงยังคงสงบเช่นเดิม เขารู้สึกว่าเรื่องนี้จะต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีแน่นอน
“มีขอรับพิษนี้ถูกพบและถอนพิษโดยหมอที่เป็นศิษย์ของสำนักโอสถที่พวกเราจับตัวมาเมื่อครั้งก่อน”
หัวหน้าหนุ่มตอบ
“เช่นนั้นก็ไว้ชีวิตเขาเสียบอกให้เขาถอนพิษในร่างกายให้กับแม่นาง จะให้ชีวิตของแม่นางได้รับอันตรายไม่ได้เด็ดขาด!”
นายท่านขมวดคิ้วพร้อมกล่าวอีกครั้ง “เจ้าบอกว่าในคนของพวกเรามีคนทรยศเจ้าได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง?”
หัวหน้าหนุ่มแบกรับความกดดันที่ส่งผ่านแววตาของนายท่านไม่ไหวเขาใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนใบหน้าพร้อมเอ่ยว่า “เริ่มทำการตรวจสอบแล้วขอรับ พอรู้ว่าในหมู่พวกเรามีคนทรยศก็ได้จับกุมคนผู้นั้นทันทีสิ่งที่ต้องตรวจสอบจะต้องตรวจสอบให้ได้”
“อืม” นายท่านตบไหล่เขาแล้วกล่าว “หากเป็นไปได้ก็พาตัวแม่นางมาให้เร็วที่สุดทันทีที่พิษของนางถูกถอนก็ให้คนพาตัวมาที่นี่โดยเร็ว จะให้อยู่นานกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด”
“ขอรับ!” หัวหน้าหนุ่มกำหมัดแน่น จากนั้นก็หันหลังกลับและจากไปอย่างรีบร้อน
เพียงพริบตาเดียวเรื่องราวก็วุ่นวายขึ้นมา
กล่าวตามหลักการแล้วศัตรูที่สำคัญที่สุดของเขายามนี้ก็คือฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงทั้งสองคนล้วนมีความสามารถ แต่พวกนางย่อมมิอาจนำผู้ที่เป็นแก้วตาดวงใจของตนมาล้อเล่นอย่างแน่นอนวางยาพิษเยี่ยนเจาเจาเช่นนี้ สำหรับพวกนางแล้วมีประโยชน์ใดหรือ?
ทว่านายท่านรู้ความจริงแล้วเขามิได้มีฮ่องเต้หญิงเป็นศัตรูเพียงคนเดียว
ก่อนหน้านี้เขายังมีข้อสงสัยมากมาย แต่เพราะไม่มีหลักฐานจึงทำได้เพียงปล่อยผ่านไปสำหรับเรื่องนั้นในยามนี้ มิว่าอย่างไรก็คิดว่าเขากับคนผู้นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น
หากเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำของคนผู้นั้นเช่นนั้นก็เกรงว่าจะมีบางเรื่องที่เปลี่ยนไปจนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาได้
ทว่าอย่างน้อยครั้งนี้ก็เผยช่องโหว่ออกมาแล้วเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสร้างการป้องกัน
“ไป ไปเชิญอาเฟิ่งมา”
นายท่านบ่นพึมพำอยู่คนเดียวสักพักใหญ่สีหน้ายิ่งดูก็ยิ่งมิน่ามอง ในที่สุดเขาก็เอ่ยสั่งให้คนไปเชิญตัวอาเฟิ่งมาดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ต้องการปรึกษากับเขา
อาเฟิ่งเป็นที่ปรึกษาของเขาแต่ระหว่างพวกเขามีระดับชั้นที่ต่างกัน อีกฝ่ายจึงมิอาจอยู่ร่วมจวนกับเขาได้ซึ่งที่พักอยู่ห่างจากเขาออกไปไม่ไกล
ระยะทางเพียงสั้นๆแต่ดูเหมือนนายท่านจะมิอาจอดทนไหว ในตอนที่อาเฟิ่งเดินเข้ามา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปจนน่าเกลียดยิ่ง
อาเฟิ่งเหลือบมองใบหน้าของนายท่าน ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าผู้เป็นนายคงเจอกับเรื่องน่ารำคาญใจโดยไม่ทันตั้งตัว
แม้ว่าเขาจะเพิ่งมาทำงานกับนายท่านได้มินานแต่เขารู้ดีว่านิสัยปกติของนายท่านใช่ว่าเลวร้าย อีกประเดี๋ยวในตอนที่ต้องรับมือกับเขาก็แค่ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นถึงจะถูก
“มีเรื่องใดหรือขอรับนายท่าน?”
อาเฟิ่งยังคงสวมชุดคลุมยาวที่มีหมวกบนศีรษะตามปกตินายท่านเองก็เห็นมันจนชินตา เขารู้ว่าอาเฟิ่งมีเหตุผลบางอย่างจึงต้องสวมเสื้อคลุมยาวและหมวกเพื่อปกปิดตัวตนของตัวเองแต่วันนี้ตอนนี้พอมองเห็นก็รู้สึกเหมือนว่ามันเกินไปสักหน่อย
รู้สึกว่าเขามิได้ใจกว้างมากพอ และในใจก็ยังเกิดอาการขุ่นเคืองอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่สำหรับที่ปรึกษาผู้มีความสามารถทั้งยังภักดีต่อตนการคิดเล็กคิดน้อยจึงไม่ใช่ที่ควรจะคุ้นชิน นายท่านขมวดคิ้วและเล่าเรื่องที่หัวหน้าหนุ่มรายงานเมื่อสักครู่ให้เขาฟังทั้งหมด
อาเฟิ่งได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงที่เขากล่าวออกมาก็มีความประหลาดใจแฝงอยู่ “มิน่าจะเป็นเช่นนั้น คนของพวกเราทั้งหมดล้วนสนิทสนมรู้จักกันเป็นอย่างดีเช่นนั้นแล้วจะเอาเวลาไหนมาลงมือได้ล่ะขอรับ?”
นายท่านมิได้เอ่ยว่าถูกหรือผิดสายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่กระถางต้นไม้ที่อยู่ด้านข้างราวกับกำลังมองต้นไม้อยู่ ทว่าแต่จิตใจกลับมิได้จดจ่ออยู่ที่มันเลยสักนิด
อาเฟิ่งรู้ว่าเรื่องที่เขาพูดน่าจะเป็นเรื่องที่ผิดไปเสียแล้วดังนั้นจึงนำเรื่องที่อยู่ในหัวกลับมาคิดใหม่อีกรอบ เนิ่นนานกว่าจะรู้สึกได้ว่าความคิดของตนนั้นถูกต้องแล้ว
ประการแรก ไม่ว่าคนทรยศที่ว่านั้นจะเป็นคนจากฝั่งไหนเมื่อมองจากในมุมมองของเขา เรื่องนั้นมันไม่ได้มีความสำคัญเท่าไรนัก
นอกเหนือจากนี้เมื่อมองคนที่ถูกเลือกให้เป็นผู้ติดตามของเขาถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวและมีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาทุกคนล้วนภักดีและเพื่อเป็นการรับรองว่าแผนการต่อไปจะสามารถดำเนินได้ จวนที่เยี่ยนเจาเจาพักอยู่ตอนนี้จึงมีทหารอารักขาพร้อมอาวุธครบมือ
อาเฟิ่งมิอาจพูดได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนถังเหล็กที่ป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกไปได้แต่ก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าสถานที่แห่งนี้ถูกคนของนายท่านทำให้อยู่ภายใต้กฎเหล็กได้แล้วผู้ที่สามารถเข้าไปอยู่ข้างกายเยี่ยนเจาเจาเดิมทีที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยเข้าไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องโจมตีเยี่ยนเจาเจาในตอนนี้การมีคนทรยศอยู่เดิมทีก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ใด แล้วเหตุใดถึงต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า?
หากต้องการลงมือกับเยี่ยนเจาเจา ในระหว่างทางที่ลักพาตัวเยี่ยนเจาเจามามีโอกาสมากมายนับหมื่นนับพันที่สามารถลงมือได้ แม้แต่การใช้มีดแทงไปที่หน้าอกของเยี่ยนเจาเจาเพื่อให้ตายในทันทีก็ยังเป็นวิธีที่ดีกว่าการวางยาพิษเยี่ยนเจาเจาเช่นในตอนนี้มาก
การใช้มีดสังหารเยี่ยนเจาเจายังมีความแปลกประหลาดน้อยกว่าการวางยาพิษระหว่างทางที่ส่งตัวนางเป็นอย่างยิ่งเมื่อลองมองจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม นี่เป็นสิ่งที่มิคุ้มค่าเลยสักนิด
ลงมือภายในจวน เพียงปิดประตูจวนลงคนทรยศผู้นั้นก็จะไม่มีหนทางหลบหนีไปได้แล้ว แม้จะมีปีกก็ยังยากที่จะบินหนี
คนอยู่ในมือของพวกเขา พิษก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ทว่ามันก็ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียเอาเสียเลย
นอกจากนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงจะลงมือกับเยี่ยนเจาเจาหลังจากที่แยกคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของตนออกจากกัน ดูเหมือนจะมีคนที่มีความเป็นไปได้อยู่แค่ไม่กี่คนแล้ว
แต่ในไม่กี่คนนี้ หากมิได้มีแรงจูงใจในการลงมือย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงมือ หรือไม่ก็ไม่มีกำลังพอที่จะลงมือ
การลงมือโดยไม่มีเป้าหมายนี้ เหตุใดถึงได้ลงมือกับเยี่ยนเจาเจากัน?
ที่ยิ่งไปกว่านั้น การที่อาเฟิ่งเดินทางมาถึงวันนี้ได้ก็เป็นเพราะทักษะการมองอย่างทะลุปรุโปร่งเขามองเห็นอันตรายที่อยู่กับเยี่ยนเจาเจา แม้จะไม่มีหลักฐานที่สามารถจับต้องได้อาเฟิ่งก็ยังรู้สึกได้ว่าการโดนพิษในครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เยี่ยนเจาเจาวางแผนและทำการแสดงแม้ด้วยความเฉลียวฉลาดของนาง การสร้างเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาจะถือว่าเป็นเรื่องทั่วไปก็ตาม
แต่ความหมายของการทำเช่นนี้มันเพื่อสิ่งใดเล่าเขาใช้เวลาคิดอยู่นานก็ยังคงมิเข้าใจ
แต่แม้ว่าเขาจะยังคิดไม่ออกอาเฟิ่งก็ยังคิดว่าแนวโน้มที่จะมีคนทรยศปรากฏขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้น้อยมากมันจะต้องมีคนชักใยอยู่ในที่มืดเป็นแน่
แต่เมื่อดูปฏิกิริยาของนายท่านยามนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดของตน มีความเป็นไปได้ว่าในใจอาจจะมีเป้าหมายที่สงสัยอยู่แล้ว
เป้าหมายที่สงสัยนั้น...
เขาเหลือบมองสีหน้าของนายท่านอย่างระมัดระวังดูเหมือนว่าเขาจะมีการคาดเดาในใจอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่กล้าพูดออกมา... นายท่านไม่ชอบให้ผู้อื่นมาเดาความคิดในใจตน
เช่นนั้นอาเฟิ่งจึงกล่าวออกมาสองสามคำอย่างคล้อยตาม
“เจ้าเองก็สงสัยว่าเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นทว่าคนที่ข้าสงสัยมิใช่เขา แต่เป็นคนผู้นี้”
ท่าทีของนายท่านดูผ่อนคลายลง เขาจุ่มนิ้วมือลงในถ้วยชาและเขียนตัวอักษรสองตัวลงบนโต๊ะ
แววตาของอาเฟิ่งจดจ้องอยู่ที่ตัวอักษรสองตัวนั้นและมันทำให้เขาผงะไปครู่หนึ่ง
ท่านผู้นี้เป็นพันธมิตรที่ภักดีต่อนายท่านเสมอมาหลายครั้งที่เขาต่อสู้เพื่อนายท่าน ถึงแม้จะรู้ดีว่าในใจของคนผู้นี้มีแผนการอะไรแต่เขาในตอนนี้ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะทำให้แผนการนั้นปรากฏออกมาทั้งยังไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะวางแผนการเช่นนั้นด้วย
มิเช่นนั้นตำแหน่งนายท่านในปัจจุบันก็คงมิใช่เขาที่นั่งแต่เป็นท่านผู้นั้นแทนไปแล้ว
เหตุใดนายท่านถึงได้สงสัยท่านผู้นั้นเล่า?
ท่านผู้นั้น... ช่างมีความกล้าหาญและบ้าบิ่นจริงๆ