“ปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการปฏิรูปก็คือคน” คาทาริน่าทวนคำเธอรู้สึกคล้ายจับจุดอะไรบางอย่างได้เกี่ยวกับแผนการณ์ของเด็กคนนี้แต่ก็คล้ายจับไม่ได้ คำพูดในวันนั้นก็แว๊บเข้ามาในหัวเธออีกครั้งที่เขาเคยเปรียบเทียบการสร้างกำแพงด้วยแรงงานธรรมดากับแรงงานทาส เขาเคยบอกว่าถ้าคนสามารถเรียนรู้ได้เราอาจสามารถได้วิธีสร้างกำแพงที่ดีกว่าและราคาถูกกว่า ซึ่งมันจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาวแม้ต้นทุนในตอนแรกจะสูงกว่าก็ตาม เธอลองนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนี้ที่เธอจำได้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้สังหารโจรลักพาตัวเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักเขาดีพอแต่คิดว่าเขาเป็นคนใจอ่อนไม่กล้าลงมือสังหาร แต่เธอที่รู้ว่าเด็กคนนี้คือคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้นเธอจึงมั่นใจว่าเขาจะต้องมีเป้าหมายอื่นอย่างแน่นอน และเป้าหมายนั้นก็น่าจะเกี่ยวกับเครือข่ายการการค้าขายทาสที่คนพวกนี้มี ดวงตาของเธอเริ่มกรอกไปมาก่อนจะสรุปอะไรได้บางอย่าง สิ่งที่คาทาริน่าสรุปออกมาได้ก็คือเป้าหมายของเด็กคนนี้นั่นก็คือการปฏิรูปเมืองโดยการใช้พลังนอกรีตก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป้าหมายก็คือเหล่าคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้วยเหล่านั้นทั้งระบบการศึกษาที่เข้าถึงคนทุกชนชั้น หรือการรักษาด้วยยาที่ไม่ต้องพึ่งพาเวทย์มนต์เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้กำลังพาคนในเมืองออกจากวิถีแห่งเวทย์มนต์ ซึ่งเป็นวิถีแห่งความเที่ยงธรรมตามความเชื่อของศาสนาจักร
คาทาริน่าจ้องหน้าเด็กชายพบว่าเขายังควรยื่นขนมปังฮอทดอกให้เธอ
“เธอต้องการดึงคนทั้งเมืองให้มาเกี่ยวข้องพลังนอกรีตนี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวงั้นหรอ”
“เดิมทีชีวิตของพวกเขาก็ไม่มีอะไรดีขึ้นอยู่แล้วไม่ใช่หรอครับ และอีกอย่างผมไม่อยากให้คุณเรียกคุณว่าวิถีนอกรีตนะครับเพราะศาสตร์ที่พวกเขาจะได้รู้มันเป็นศาสตร์ที่ไขความจริงได้กับทุกอย่างตั้งแต่ ฝุ่นบนเป็นพื้นดิน ทุกส่วนในร่างกายมนุษย์ การเกิดและดับของหมู่ดาวบนท้องฟ้า ทุกอย่างล้วนไขความลับได้หมด”
คาทาริน่าจ้องมองอีกฝ่ายเธอรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 10 ขวบตรงหน้านี้อยู่ๆ ก็กลายเป็นคนเสียสติ ที่พูดอะไรไม่รู้เรื่อง
“เธอคนเพ้ออะไรออกมาซึ่งเหล่านี้ยังต้องอธิบายความจริงอะไรอีก”
“คุณรู้ไหมครับว่าตามหลักทฤษฎีสัมพันธภาพแล้วอะไรเร็วที่สุดในเอกภพ”
คาทาริน่าไม่รู้ว่าทฤษฎีสัมพันธภาพกับเอกภพที่อีกฝ่ายพูดถึงคืออะไรสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่จากการที่เธอได้คลุกคลีเขามาระยะเวลาหนึ่งทำให้เธอก็ไม่ได้แปลกใจอะไรกับไอ้นิสัยชอบคนพ่นคำแปลกๆ ออกมา เออร์วินที่ยังคงยิ้มเช่นเดิมตอบว่า
“คำตอบก็คือแสงครับหรือก็คือเวทย์ของคุณนั่นแหละ”
คาทาริน่าเบิกตาโพลงเมื่อได้ฟังคำตอบในหัวเธอก็นึกถึงภาพขณะใช้ดาบแสงเหล่านั้น ดาบแสงของเธอนั้นขึ้นชื่อในเรื่องความรวดเร็วชนิดที่เรียกว่าไม่มีทางพลาดเป้า แม้ว่าจะมีผู้ใช้เวทย์แสงคนอื่นแต่ถ้าไม่ใช่ผู้ใช้เวทย์แสงประเภทที่สร้างอาวุธแสงและโจมตีแบบเธอ ก็จะไม่มีคุณสมบัตินี้เช่นกันเพียงแต่ว่าเธอนั้นให้ความสำคัญกับการโจมตีเป้าหมายมากกว่าที่จะรับรู้ถึงความรู้ของมัน ซึ่งผู้ใช้เวทแสงประเภทแบบเดียวกับเธอมักจะคุ้นชินกับการโจมตีถูกเป้าหมายแน่นอน แม้เธอจะรู้ว่าดาวแสงของเธอมันเร็วเป็นอย่างมากแต่เธอก็ไม่คิดว่ามันน่าจะเร็วขนาดนั้น ทว่าเธอก็รู้สึกย้อนแย้งอย่างประหลาด เพราะถ้ามันเร็วที่สุดจริงทำไมเธอถึงยังโจมตีเด็กตรงหน้าไม่โดนเลย
“ฉันก็ยังโจมตีเธอไม่โดน” คาทาริน่าพูดขึ้น
“เพราะวิธีที่ผมใช้รับมือคุณผมไม่ได้หลบดาบแสงครับแต่ผมใช้วิธีอ่านการตอบสนองจากตัวคุณต่างหาก”
“ผ่านการตอบสนองจากตัวฉัน?”
“จำตอนที่สู้กันได้ไหมครับที่ผมเคยบอกว่าคุณนั้นช้าเกินไป ผมไม่ได้หมายถึงการโจมตีของคุณแต่ผมหมายถึงปฏิกิริยาการตอบสนองของคุณต่างหาก หลายครั้งหลายหนที่ผมหลบการโจมตีได้เพราะผมอ่านออกว่าคุณจะโจมตีที่จุดไหน และทุกครั้งที่คุณพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งแน่นอนว่าคุณเร็วกว่าผมมากแม้ว่าผมจะใช้ทักษะที่สร้างขึ้นมาเองอย่างย่างก้าวเงาภูติก็ตาม แต่ก็ยังตามคุณไม่ทันอยู่ดีทว่านั่นต่อให้คณเร็วขนาดไหนก็มีจุดบอดอยู่ 2 อย่าง ข้อแรกก็คือผมเลยรู้แล้วว่าต่อให้คุณใช้เวทย์แสงทำให้คุณเร็วขึ้นแต่คนก็ไม่ได้เร็วเท่ากับแสง ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฎีสัมพันธภาพเพราะหากวัตถุที่มีมวลจะทำความเร็วให้เท่ากับแสงได้นั้นจะต้องใช้พลังงานเป็นอนันต์ ต่อให้เวทย์มนต์จะมีความมหัศจรรย์มากขนาดไหนมันจะไม่เพียงพอที่จะแหกกฎข้อนี้ได้ แต่ผมว่าแค่ความเร็วนี้ก็เพียงพอที่จะบอกว่ามันน่าทึ่งแล้วนะครับสุดยอดจริงๆ เวทย์มนต์นี่”
คาทาริน่าที่ยิ่งฟังก็ยิ่งงงแต่เธอก็พอจับใจความได้บางอย่าง
“และข้อที่ 2 นี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมสามารถรับมือคุณได้ครับนั่นก็คือปฏิกิริยาการตอบสนองของคุณทุกอย่างมันช้าเกินไป ทุกครั้งที่คุณพุ่งเข้ามาหาผมคุณไม่ได้โจมตีผมในเสี้ยววินาทีที่คุณโผล่มา แต่คุณจะมองมาที่ผมใช้เวลาคิดตรึกตรองแล้วค่อยโจมตี สำหรับคุณมันอาจเป็นแค่เสี้ยววินาทีที่มันไม่ได้นานมาก แต่สำหรับผมมันก็นานเพียงพอที่จะทำให้ผมหลบการโจมตีหรือออกนอกระยะการโจมตีของคุณได้ครับ หรือที่คุณเห็นบางครั้งสิ่งที่ผมทำก็คือชิงโจมตีมาที่คุณก่อน”
คาทาริน่านึกย้อนไปถึงตอนนั้นเธอก็พบว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ผิดเลย จะว่าไปเธอเองก็สงสัยอยู่ก่อนแล้วว่าทั้งที่ความเร็วของเด็กคนนี้ตามเธอไม่ทันแต่กลับเป็นเขาที่แทบจะเป็นฝ่ายไล่ต้อนเธอมาตลอด เธอนึกย้อนไปถึงทุกครั้งที่เธอพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายด้วยความเร็วแต่กลับเป็นเขาที่ชิงโจมตีเธอก่อน ซึ่งทำให้เธอต้องมือไม้ปั่นป่วนรับมือเป็นพัลวันเพราะตั้งตัวไม่ทัน
คาทาริน่าจ้องมองเด็กชายได้ยินเขาอธิบายอีกว่า
“หลายสิ่งหลายอย่างที่คุณคิดว่าความเร็วเป็นสูงจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นศูนย์อย่างที่คุณคิดหรอกครับ แม้แต่ดาบแสงของคุณมันเร็วระดับตาก็จริงแต่มันก็ไม่ใช่ระดับเป็นศูนย์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเร็วในการตอบสนองของคุณทุกครั้งที่คุณโผล่ออกมาหรือคุณใช้ความเร็วพุ่งเข้ามาไกล้ผมไม่สิขอแค่คุณใช้ความเร็วเคลื่อนที่ เมื่อคุณโผล่ออกมาจะมีจังหวะที่คุณชะงักไปพักหนึ่งเพราะคุณต้องใช้เวลาในการประมวลผล เริ่มจากการมองหาผมแล้วก็ใช้สิ่งที่เห็นสั่งการไปยังสมองแล้วจึงค่อยคิดเรื่องโจมตี สิ่งเหล่านี้คุณอาจจะคิดว่ามันเร็วแต่สำหรับผมมันช้าพอที่จะทำให้ผมเป็นฝ่ายพลิกเกมและเอาตัวรอดได้ สรุปคือเวทย์ดามแสงของคุณนั้นเร็วเป็นอย่างมากเพียงแต่ปฏิกิริยาการตอบสนองและการนึกคิดของคุณมันไม่ได้เร็วขนาดนั้น ทั้งยังช้ากว่าผมด้วยซ้ำครับ”
คาทาริน่าจ้องมองขนมปังฮอทดอกที่ฝ่ายยื่นมาความจริงแล้วตอนนี้เธอควรจะหิวด้วยซ้ำ แต่เธอกลับไม่รู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเธอเอาแต่เฝ้าวนเวียนในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดแล้วซ้อนทับกับภาพเหตุการณ์ที่เธอได้สู้กับเขา เธอนึกถึงสิ่งที่พวกเจคได้ทำในตอนที่เธอมาที่บ้านของเจค เธอพบว่าพวกเขาฝึกการเคลื่อนไหวแปลกๆ แบบที่เธอไม่เคยเห็น แต่เธอก็ไม่มีเวลาให้สนใจมันมากนักเพราะถูกเด็กชายตรงหน้านี้ลากไปเล่นเกมอยู่เสมอ แต่เธอก็พอจะคิดอะไรได้
“มันเป็นผลจากการฝึกฝนกันหรอ”
“ใช่ครับมันเป็นผลจากการฝึกฝน”
“แล้วย่างก้าวเงาภูติที่เธอพูดถึงล่ะคืออะไร” คาทาริน่าเหมือนจะลืมสถานการณ์ในตอนนี้ไปชั่วขณะว่าทั้งเธอและเขาต่างอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ฝ่ายเออร์วินก็ดันตอบไปตามตรงว่า
“นั่นเป็นทักษะที่ผมสร้างขึ้นครับแทนที่จะใช้วิธีจ่ายมานาผ่ายการร่ายคาถาผมกลับใช้วิธีบังคับและควบคุมการไหลเวียนของมัน โดยให้มันกระตุ้นพร้อมกับรักษาส่วนต่างๆ ในร่างกายไว้ครับ”
คาทาริน่านิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกเธอรู้สึกเหมือนอยู่ๆ ก็คิดตามที่อีกฝ่ายพูดไม่ทันชั่วขณะ ขณะที่เธออึ้งอยู่นั้นเออร์วินก็ไม่สนใจท่าทีของเธอแต่กลับยื่นขนมปังฮอทดอกชนริมฝีปากของอีกฝ่ายจนคาทาริน่าที่กำลังเหม่อถึงกับสะดุ้งมองเขาด้วยสายตาเคืองๆ เออร์วินก็ยิ้มตอบพร้อมทั้งบอกว่า
“ทานสิครับเพราะถ้าคุณหิวตายขึ้นมาผมจะแย่เอา”
คาทาริน่าพูดด้วยความไม่พอใจว่า
“เธอจะกลัวฉันทำไมว่าฉันจะตายเพราะความหิวหรือตายเพราะถูกเจ้าของรังนี้ฆ่า”
เออร์วินก็ยิ้มให้เธอก่อนจะตอบว่า
“ผมก็บอกสาเหตุคุณไปหลายรอบแล้วนี่ครับว่าถ้าคุณตายด้วยวิธีอื่นมันจะสร้างปัญหาให้ผม แต่ถ้าคุณตายเพราะถูกเจ้าของรังนี้จัดการแล้วก็ผลลัพธ์มันจะเป็นอีกแบบทันที”
“เธอไม่คิดหรอกว่าคนของศาสนจักรจะสงสัยในการตายของฉันถ้าฉันตายด้วยวิธีนั้นจริงๆ”
เออร์วินยิ้มและตอบอย่างใจเย็นว่า
“ก็ไม่รู้สินะครับผมแค่เดิมพันเท่านั้น”
“เดิมพัน?”
“ใช่ครับผมเดิมพันว่าคนพวกนั้นจะต้องมีอีโก้จัดและไม่มีทางเชื่อว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างคุณจะมาพลาดท่าอะไรแบบนี้ และพวกเขายินดีเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องมีเผ่ามารมาเกี่ยวข้องและบวกกับผมที่เป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยที่ใครต่อใครก็พากันเรียกว่าเจ้าชายขยะ ก็จะเป็นคนเล่าวีรกรรมนั้นให้คุณเองว่าคนตายเพื่อปกป้องผม ซึ่งแน่นอนว่าอีโก้บวกกับนิสัยที่ต้องการปกป้องภาพลักษณ์ของคนพวกนั้นพวกเขาจะต้องไม่คิดมากในเรื่องนี้แน่นอน”
คาทาริน่าเหม่อไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“เธอนี่มันชั่วร้ายจริงๆ”
“ผมจะถือว่านั่นเป็นคำชมนะครับ”
คาทาริน่าพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายทว่าแทนที่เธอจะมีท่าทีโกรธเคืองเธอกลับยิ้มให้เขา ก่อนจะพูดว่า
“ตั้งแต่ฉันเกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นเด็กแบบเธอคนแรกนี่แหละ”
“ขอบคุณที่ชมครับ”
คาทาริน่านิ่งไปอีกครั้ง
ภายในปราสาทเรเวนที่ตอนนี้เสร็จธุระหลังจากคุยกับราชินีเอลิเซียเธอก็เดินกลับมาที่ห้องของตน ระหว่างที่เรียนกับนั้นเธอก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างเธอกับราชินี ซึ่งไม่รู้ทำไมเธอกลับรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ชวนให้ใจเต้นแปลกๆ และไม่ว่าเธอจะคิดเท่าไหร่คำพูดมันก็ไปในทางเดียวกันว่าอีกฝ่ายนั้นทั้งตกลงและยินดีเรื่องที่ยอมให้เธอมีการคบหาที่เกินเลยกับลูกชาย แม้จะไม่ได้ฟังดูเป็นทางการมากนักแต่เธอก็รู้สึกได้ถึงการผลักดันจากอีกฝ่าย
เรเวนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนแม้เธอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความจริงจังในสิ่งที่พูดมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่นึกเลยว่าราชินีผู้เป็นแม่คนที่มักดูสดใสและมีชีวิตชีวาคนนี้จะมองออกถึงความประสงค์ของเธอที่ต้องการยืมพลังอำนาจของตระกูลโรเชตต้ามาใช้ในการแก้แค้น เรเวนเดินมาหยุดยืนที่หน้าห้องของเธอแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้ทั้งคืนเธอไม่ได้กลับมาที่ห้องเลย เธอก็รู้สึกเป็นห่วงโซอี้ขึ้นมาเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับความว่างเปล่า เรเวนคิดว่าบางทีโซอี้น่าจะกำลังช่วยงานสาวใช้คนอื่นๆ อยู่
ด้วยความที่เออวินได้ดึงให้เดซี่ไปร่วมฝึกด้วยทำให้เดซี่ที่รับหน้าที่ดูแลโซอี้ทิ้งโซอี้ต้องอยู่ตัวคนเดียว เออร์วินจึงเสนอวิธีด้วยการให้โซอี้ลองช่วยงานสาวใช้คนอื่นเท่าที่ทำได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไม่ต้องการให้เธออยู่ตัวคนเดียวแล้วอาการทางจิตอาจจะกลับมากำเริบอีกจึงต้องการใช้วิธีสังคมบำบัด และเพื่อเป็นการให้เธอได้พบปะกับคนอื่นบ้างคือผลลัพธ์ก็เป็นไปได้ด้วยดี มีสาวใช้จำนวนไม่น้อยที่เริ่มสนิทสนมกับโซอี้
เรเวนก็ไม่ได้คิดอะไรเข้ามาในห้องก่อนจะเริ่มทำการถอดชุดเมดที่ใส่มาตั้งแต่เมื่อคืน เปลี่ยนเป็นชุดลำลองออกจากห้องไปแล้วก็ลงไปอาบน้ำให้ชั้นล่าง
ขณะที่กำลังเดินลงไปที่โซนอาบน้ำของพวกคนใช้อยู่นั้นเธอกับสังเกตว่าไม่พบการมีอยู่ของโซอี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอก็เริ่มสงสัยทันทีว่าตอนนี้โซอี้ไปอยู่ที่ไหนเมื่อเธอเดินมาจนถึงโซนอาบน้ำที่มีการแยกชายหญิง เดิมทีเราควรใช้ก็จะมีโซนอาบน้ำเรียกชายหญิงกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วแต่เออร์วินได้ขอให้พ่อของเขาทำการปรับปรุงตอนอาบน้ำให้มันดียิ่งขึ้น ทั้งความสะอาดและความสะดวกสบายก็มีอยู่อย่างครบครันจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือโซนอาบน้ำของพวกคนงาน การที่ปรับปรุงแบบนี้ทำให้เราควรใช้รู้สึกว่าการอาบน้ำในแต่ละวันมันเป็นเหมือนกับการได้ชะล้างความเหนื่อยล้ามาทั้งวันก่อนจะไปเพลิดเพลินกับเกมในห้องสันทนาการ
เวลานี้เป็นเวลาที่ทุกคนต่างสาละวนกับงานในหน้าที่ของตนเองทำให้ไม่มีใครในห้องอาบน้ำ เรเวนเดินเข้ามาพบว่ามีห้องอาบน้ำแบบแบ่งเป็นห้องกั้นหลายห้อง ซึ่งผนังกั้นแต่ละห้องก็ไม่ได้สูงมาก เธอยอมรับว่าในตอนแรกที่เธอมาเห็นห้องอาบน้ำที่นี่เธอก็งงอยู่เหมือนกันว่ามันคืออะไร จนได้มีคนสอนวิธีใช้ให้เธอซึ่งก็คือลาน่าวิธีใช้ก็ง่ายๆเข้าไปในห้องปิดประตู ถอดเสื้อผ้าแล้วก็เริ่มอาบน้ำซึ่งอุปกรณ์อาบน้ำก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนก่อนจะมารู้ชื่อเรียกเอาภายหลังว่ามันคือฝักบัว แม้ว่าในตอนอาบน้ำครั้งแรกเธอจะยังงงๆ แต่เสี้ยววินาทีที่น้ำจากฝักบัวไหลลงมามันให้ความรู้สึกสดชื่นแบบที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในเวลาอาบน้ำจากที่อื่น
เรเวนได้รู้มาว่าเขาเคยมีความคิดที่จะสร้างห้องอาบน้ำแบบนี้ในห้องนอนของเขาแต่เหมือนว่าจะติดปัญหาหลายอย่างก็เลยต้องพับมันไว้ก่อน ทำให้ตอนนี้พวกเราเชื้อพระวงศ์รวมถึงพระราชายังอาบน้ำด้วยวิธีเดิมอยู่นั่นก็คือให้สาวใช้ตักน้ำใส่ถังแล้วพวกเขาก็จะลงไปอาบน้ำในถัง
เรเวนอาบน้ำด้วยความรู้สึกสดชื่นก่อนจะทำการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เตรียมมาซึ่งเป็นชุดลำลอง และแน่นอนว่าชุดชั้นในที่เธอใส่นั้นก็เป็นชุดชั้นในแบบใหม่ที่เออร์วินได้ให้พวกเธอตัดเย็บในวันนั้น ผลจากการใส่ชุดชั้นในแบบนี้ไปนานๆ ทำให้เธอรู้สึกไม่อยากกลับไปใส่ชุดชั้นในแบบเก่า ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นซึ่งก็ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นลูซี่ จูนกับอันนาเองก็ด้วย และผลตอบรับเช่นนี้ทำให้เธอมั่นใจว่าแผนการที่จะเปิดร้านขายของที่เน้นสินค้าสำหรับผู้หญิงของเออร์วินจะต้องไปได้สวยแน่นอน เมื่อเธอนึกถึงเรื่องนี้เธอก็ยังรู้สึกเป็นห่วงเขาอยู่แม้จะได้ยินคำยืนยันจากราชินีเอลิเซียแล้วก็ตาม
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเรเวนก็ไม่ได้กลับไปที่ห้องของเธอแต่เธอตัดสินใจรอตามหาโซอี้และที่ที่เธอตามหาก็คือห้องของพวกลูซี่ ผลจากการที่เออร์วินไม่อยู่ในตอนนี้ทำให้พวกลูซี่ไม่ได้ไปที่บ้านของพวกเจค
เมื่อเธอเดินมาถึงหน้าห้องเธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของผู้หญิงภายในห้อง ก่อนจะทำการเคาะประตูแล้วพูดว่า
“ลูซี่อยู่ในห้องใช่ไหมเปิดประตูให้หน่อยนี่ฉันเองเรเวน”