ตอนที่ 21: หมากตัวที่สองบนกระดานศิลป์
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผืนน้ำในคลองเก่าแก่เกิดประกายระยิบระยับ ลมพัดโชยกลิ่นอายดินโคลนและพืชน้ำจางๆ บนลานกว้างใต้ร่มไม้ใหญ่ริมน้ำ ชาวบ้านนับสิบชีวิตกำลังนั่งล้อมวงพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลใจ เนื่องจากข่าวลือเื่การเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนตัดผ่านกำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วชุมชน
เมื่อกรณ์เดินนำอาทรเข้ามาในลานประชุม สายตาทุกคู่ก็หันมามองด้วยความระแวดระวัง เสียงพูดคุยเงียบลงทันที ชาวบ้านบางคนจำอาทรได้เพราะเขาเป็ช่างซ่อมแซมบ้านในยแต่พวกเขากลับไม่รู้จักชายหนุ่มในชุดสูทเรียบร้อยที่เดินเคียงข้างมาด้วย
“สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องทุกคน...” กรณ์ก้าวขึ้นมายืนบนพื้นที่โล่ง สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกวาดสายตามองหน้าชาวบ้านทีละคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและอบอุ่น “ผมชื่อกรณ์ วันนี้ผมไม่ได้มาในฐานะตัวแทนของนายทุนหรือหน่วยงานรัฐที่จะมาไล่รื้อบ้านของพวกท่าน แต่ผมมาที่นี่ในฐานะเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ที่อยากจะชวนพวกเรามาช่วยกันปกป้องผืนแผ่นดินและวิถีชีวิตที่บรรพบุรุษสร้างกันมา”
เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ ชาวบ้านยังคงมีความเคลือบแคลง ชายสูงวัยคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้า สวมหมวกงอบเก่าๆ สลัดหน้าด้วยความไม่เชื่อใจ “พูดมันง่ายนะพ่อหนุ่ม ใครๆ ก็พูดได้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ นายทุนเอาเงินฟาดหัว ทางการเอาเอกสารมาขู่ พวกเราที่เป็แค่คนหาเช้ากินค่ำจะเอาอะไรไปสู้เขาไหว?”
กรณ์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ไม่แสดงอาการหงุดหงิดหรือพยายามแก้ตัวด้วยคำพูดสวยหรู เขาสังเกตเห็นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยของชายสูงวัย สังเกตเห็นรอยเปื้อนสีน้ำบนเสื้อผ้าของเด็กสาวที่นั่งหลบอยู่ด้านหลัง และสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าของแม่ค้าหาบเร่
“คุณลุงพูดถูกครับ ลำพังแค่คำพูดสวยๆ มันไม่อาจหยุดรถเกรดเดอร์ของนายทุนได้หรอกครับ...” กรณ์ก้าวเข้าไปใกล้ชายสูงวัย นั่งยองๆ ลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน “แต่ถ้าเรามี 'ทางเลือกที่ดีกว่า' ล่ะครับ? ถ้าเราเปลี่ยนชุมชนริมคลองแห่งนี้ให้กลายเป็แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและตลาดน้ำชุมชนที่สร้างรายได้ให้ทุกครัวเรือนด้วยมือของพวกเราเอง ทางการและนายทุนจะไม่สามารถแตะต้องพวกเราได้ เพราะพวกเราจะมีทั้ง 'คุณค่าทางเศรษฐกิจ' และ 'พลังความสามัคคี' ที่เข้มแข็งพอจะยืนหยัดด้วยตัวเอง”
บรรยากาศในลานประชุมเริ่มเปลี่ยนไป ความเคลือบแคลงในแววตาของชาวบ้านค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความหวังและความสนใจ อาทรที่ยืนมองอยู่ด้านข้างแอบยิ้มออกมาอย่างชื่นชมในความสามารถและทักษะการพูดโน้มน้าวใจของกรณ์
ในวินาทีนั้นเอง เด็กสาวที่นั่งหลบอยู่ด้านหลังก็ยกมือขึ้นกล้าๆ กลัวๆ “หนู... หนูวาดรูปภาพวิถีชีวิตริมคลองนี้ไว้เยอะมากค่ะพี่ แต่หนูไม่รู้ว่าจะเอามันไปช่วยอะไรชุมชนได้ยังไง”
กรณ์หันไปยิ้มให้เด็กสาวด้วยความอบอุ่น “นั่นแหละครับคือหัวใจสำคัญที่เราตามหา ศิลปะและเื่ราววิถีชีวิตของพวกเธอคือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เงินซื้อไม่ได้ เราจะนำภาพวาดของน้องมาทำเป็ป้ายนำเที่ยว สื่อประชาสัมพันธ์ และโปสการ์ดจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว เพื่อบอกให้โลกรู้ว่าชุมชนของเรามีชีวิตชีวาและงดงามแค่ไหน”
ทักษะการดูคนและการดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของชาวบ้านแต่ละคนออกมาใช้ให้ถูกจุด ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดละลายหายไปสิ้น ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงสนับสนุนและเสนอความคิดเห็นของตนเองออกมาอย่างกระตือรือร้น
การประชุมย่อยริมคลองในวันนั้นสิ้นสุดลงด้วยรอยยิ้มและความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียง กรณ์ไม่เพียงแต่ประสานใจคนในชุมชนให้อยู่ร่วมกันเป็หนึ่งเดียวได้สำเร็จ แต่เขายังค้นพบเมล็ดพันธุ์แห่งความสร้างสรรค์ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป