The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

บทที่ ๑๖๒ หอกโมกขศักดิ์

        ครึ่งชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่พวกเขาเข้ามาในโถงมืดแห่งนี้

        และสัตว์อสูรนับร้อยตัวยังคงรุมโจมตีพวกเขาอยู่เช่นเดิม

        พวกที่ตายก็ตายไป ส่วนพวกที่มาใหม่ก็หนุนเนื่องมาราวคลื่นที่ซัดใส่ชายทะเล

        เมื่อเริ่มแรก ทุกคนสู้กันอย่างดุดันและแข็งแกร่งแต่ละคนใส่กันสุดฝีมือเช่นที่ซ้อมกันมา

        ทว่า…

        หลังจากที่กระทาชายนายหนึ่งเข้าเกียร์สามทั้งหมดก็เกิดความรู้สึกเหมือนมือเท้าเข่าศอกเริ่มไม่เป็นของตัวเองขึ้น

        แต่ละคนต่อสู้ด้วยความรู้สึกราวกำลังเหินบินเหยียบเวหาเวทมนตร์ปลิวว่อนด้วยความเร็วสูงจังหวะของแต่ละคนคล้ายรอบเครื่องยนต์ที่เร่งขึ้นเรื่อยๆ

        ก่อนจะเข้าสู่…

        …เกียร์สี่

        พริบตานั้น แม้แต่ฑิฆัมพรก็รู้สึกเหมือนว่าตนตกอยู่ในความฝันโลกพลันไร้แรงดึงดูด คล้ายอยู่ในลิฟต์ที่กำลังตกลงอย่างรวดเร็ว

        คนทั้งกลุ่มพุ่งฝ่าฝูงมอนสเตอร์ประดุจฉลามแหวกทะเลคนทั้งหมดคล้ายคิดด้วยสมองเดียวกัน เคลื่อนที่ด้วยมือเท้าเดียวกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แทบจะไม่มีบทเวทไหนที่ถูกใช้ทิ้งขว้างอย่างสูญเปล่า เหล่าสัตว์เลี้ยงก็เหมือนได้รับผลกระทบไปด้วยแต่ละตัวดวงตาแดงก่ำเป็นสีโลหิต ดุร้ายเสมือนกำลังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตปลดปล่อยพลังอันเหี้ยมหาญออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

        เมื่อตรงไหนเกิดช่องว่างก็จะมีบางคนแทรกตัวเข้าไปอย่างรู้หน้าที่ ตรงไหนที่ควรเว้นก็เว้นตรงไหนที่ควรเน้นก็จัดหนัก ทุกคนถูกวิฬาร์เหนี่ยวนำด้วยพลังอันแปลกประหลาดโดยไม่รู้ตัวประสิทธิภาพของการต่อสู้พุ่งขึ้นสูงยิ่งกว่าตอนที่ซ้อมกันมา

        ในห้วงเวลานั้นทุกคนเหมือนได้สัมผัสถึงขีดสุดแห่งความสามารถของตัวเอง กล้ามเนื้อทุกมัดต่างกู่ร้องอย่างเจ็บปวดร่างกายเหมือนกำลังจะหลุดเป็นชิ้นๆ

        ทว่าก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ในที่สุดก็ผ่านประตูอีกฝั่งมาได้แบบงงๆ

        จบแบบมึนๆ

        เมื่อพ้นประตูมา หนึ่งในสมาชิกก็เอ่ยขึ้นอย่างงุนงง

        “อ่า… เราผ่านแล้ว?” พาราลีนกะพริบตาปริบๆ คล้ายคนเพิ่งตื่นจากห้วงนิทราจู่ๆ เธอก็เพิ่งรู้สึกถึงน้ำหนักของไม้เท้ายาวที่อยู่ในมือ

        และเมื่อเธอลองหันไปมองเพื่อนรอบด้านที่ยืนตาปรืออยู่ก็เห็นว่าแต่ละคนอยู่ในสภาพล่องลอยแทบไม่ต่างกันทุกคนดูเหมือนเพิ่งเสพสารเสพติดชนิดหลอนประสาทมาหมาดๆ ดวงตาแดงก่ำจนเยิ้มปากอ้าเล็กน้อย ท่าทางไม่ชอบกล

        ไม่มีใครตอบเธอสักคำก่อนที่สิบสองคนจะทรุดร่างลงกับพื้นแล้วหอบหายใจอย่างหนัก เหมือนคนเพิ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้หลังจากการกลั้นหายใจอันยาวนาน

        ส่วนอีกหกคนที่เหลือรวมทั้งเธอ จู่ๆก็รู้สึกว่าแขนขาปวดเมื่อยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กล้ามเนื้อทั่วร่างพลันเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงจากนั้น ขาทั้งสองข้างก็พลันอ่อนยวบขึ้นมาทันที

        และเมื่อเหลียวไปดูฑิฆัมพร แม่งานของภารกิจนี้เธอก็พบว่าเจ้าตัวกำลังทิ้งตัวลงกลางอากาศ ก่อนจะถูกวิฬาร์รับไว้ได้อย่างเฉียดฉิวพร้อมกับได้ยินเสียงบ่นงึมงำเบาหวิว

        “เผลอเอาจริงมากไปหน่อยต้องเก็บตังค์เพิ่มมั้ยนะ...”

        ก่อนที่สุดท้ายสติจะดับไป

         

        ……………….

         

        หลังจากจบเหตุการณ์สุดระทึกทั้งหมดต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงครึ่งชั่วโมง กว่าที่จะมีคนขยับตัวได้และหลังจากดื่มน้ำยาฟื้นพลัง อัดเวทฟื้นฟูแต่ละคนก็กลับมามีสภาพเกือบเต็มร้อยอีกครั้ง ต่างจากเมื่อครู่ที่อ่อนเปลี้ยจนไม่มีแรงแม้แต่จะยืน

        และเมื่อทั้งหมดเหลือบไปเห็นวิฬาร์ที่นั่งพักรออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลคราวนี้แต่ละคนก็พากันเว้นระยะห่างราวกับเขาเป็นตัวเชื้อโรค ไม่มีใครกล้ายุ่งสุงสิงกับเขาเช่นเดิมอีก

        คนคนนี้แม่ง…

        ...ปีศาจชัดๆ

        นี่คือสิ่งที่ทุกคนคิดเช่นเดียวกัน

        ฑิฆัมพรเองก็แหยงๆ เขาไปไม่น้อยทว่าเพราะตนเป็นต้นเหตุของภารกิจนี้ ซ้ำแล้วยังเป็นคนจ้างวานให้เขามาช่วยหากจะทำทีรังเกียจเดียดฉันท์ ก็เท่ากับหยามน้ำใจและไร้มารยาทเกินไปทำให้ขณะเดินไปยังดันเจี้ยนส่วนถัดไปเธอจึงพยายามเข้าไปพูดคุยและขอบคุณในความเอื้อเฟื้อนี้

        ทว่าเจ้าของฉายาอนันตกาลคนนั้นกลับไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจกับท่าทีหวาดกลัวของคนที่เหลือแม้แต่น้อยเหตุเพราะคนทั้งหมดล้วนเป็น ‘ลูกค้า’ ในเมื่อจ่ายเงินมาแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องสน!

        ทั้งหมดเดินทางมาอีกสักพักระหว่างทางก็มีมอนสเตอร์ให้ฝ่าไปประปราย บ้างก็มีบอสขวางทางอยู่จึงต้องต่อสู้อย่างฝืนแรง ทว่ายิ่งสู้ ทั้งหมดก็ยิ่งเข้าขากันมากขึ้นทำให้เส้นทางหลังจากนั้นไม่ได้ยุ่งยากเหมือนช่วงก่อนหน้านี้

        ทั้งคณะฝ่าดันเจี้ยนมาอีกไม่นานก็เจอกับโพรงใหญ่ในดันเจี้ยนสุดพิลึกแห่งนี้

        มันเป็นเวิ้งถ้ำที่ค่อนข้างเรียบคล้ายโดมใหญ่แห่งหนึ่งกว้างขวางโอ่อ่า และตรงกลางห้องก็เป็นแท่นหินยกสูงที่มีบันไดล้อมเอาไว้

        บนนั้นสถิตไว้ด้วยหอกสีขาวสะอาดตาเล่มหนึ่งที่วิจิตรบรรจงเสียจนสมควรจัดเป็นเครื่องประดับ มากกว่าอาวุธแห่งการประหัตประหาร

        ใบหอกคมใสดังแก้วเจียระไน ทั้งด้ามก็สลักเสลาไว้ด้วยลวดลายละลานตานับเป็นอาวุธที่งดงามที่สุดเท่าที่วิฬาร์เคยเห็นมา

        หอกโมกขศักดิ์

        ส่วนผสมของความเลอค่าและร้ายกาจ

        ทั้งคณะของโรซาเลียเมื่อเห็นหอกสีขาวเล่มนั้นตั้งอยู่บนแท่น แต่ละคนก็ฮือฮากันเสียงดัง ตื่นเต้นกันยกใหญ่

        วิฬาร์เองก็พลอยรู้สึกร่วมไปด้วย

        ส่วนฑิฆัมพรผู้เป็นเจ้าของภารกิจนั้นเหม่อมองหอกเล่มนั้นด้วยสายตาแฝงความหมายเธอรู้สึกเหมือนเจอสิ่งที่พลัดพรากไปจากชีวิตของตนมานานแสนนานเจ้าตัวจึงเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกพ้องที่เหลือรีบตามไปติดๆ

        ทว่าขณะที่เดินไปได้เพียงครึ่งทางกลุ่มพวกพาราลีนและซูการ์กลับชนบางสิ่งดังปัง ก่อนจะกระเด้งถอยออกมาอย่างทุลักทุเลทำเอาเพื่อนข้างหลังต้องช่วยกันประคองไว้

        “เกิดอะไรขึ้น?”ฑิฆัมพรที่เดินนำขึ้นไปก่อนเพียงลำพัง ชะงักเท้าแล้วหันกลับมาถาม ก่อนจะเห็นคนอื่นๆเว้นระยะห่างไปหลายก้าว

        “ไม่รู้สิ พวกเราเดินตามไปต่อไม่ได้” พาราลีนเอ่ยอย่างงุนงงขณะที่เธอพยายามเดินขึ้นหน้า แต่กลับติดกับอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถฝ่าไปได้ตัวเธอจึงเหมือนกำลังเล่นละครกำแพงล่องหนอยู่ที่เชิงบันได ดูน่าประหลาดพิลึก

        “นั่นคือกำแพงของระบบกั้นไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องผ่านไป”

        คำตอบดังมาจากวิฬาร์ผู้รั้งท้ายสุด

        เขาย่อมเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากสุดในที่แห่งนี้จึงประเมินได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร

        “อ้าว?งั้นก็แปลว่ามีคุณฟ้าแค่คนเดียวที่เข้าไปได้หรอ” เลซาหันมาถามด้วยสีหน้าสงสัย

        “ไม่เชื่อพวกคุณก็ลองดูได้” วิฬาร์ยักไหล่ให้

        คนทั้งหมดเมื่อได้ยินดังนั้นก็มีท่าที่ไม่ค่อยเชื่อถือนักก่อนจะกระจายตัวออก พยายามจะเดินตามหัวหน้าปาร์ตี้เพื่อไปหาหอกนั่นทว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ฝ่ากำแพงของระบบไปได้ เพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของเขาอีกหลายส่วน

        “กำแพงของระบบไม่มีข้อยกเว้นหรอกนี่คงจะจำกัดให้แค่เจ้าของภารกิจละมั้ง” วิฬาร์อธิบายอย่างไม่ยี่หระก่อนจะยกมือซ้ายขึ้นแล้วเดินเข้าไป พยายามจะแตะผนังนั่นให้ดูเป็นตัวอย่าง

        ทว่าเขากลับเดินผ่านมันไปเสมือนว่ากำแพงระบบที่ว่านั่นไม่มีอยู่จริง!

        “!?”

        คนทั้งหมดรวมถึงฑิฆัมพรมองเขาราวกับเป็นตัวประหลาดทันที

        ไอ้กำแพงนี้จำกัดเฉพาะเจ้าของภารกิจเท่านั้นพวกเขายังพอเข้าใจได้

        แต่เอ็งไปเกี่ยวอะไรด้วยฟะ

        พริบตานั้นทั้งสิบแปดคนที่ถูกกั้นอยู่ด้านนอกจึงพยายามเบียดตัวเข้ามาให้ได้ จนหน้าบูดหน้าเบี้ยวราวกับถูหน้าอยู่ตรงกระจกใส

        ทว่าไม่ว่าจะวิ่งกระแทก โจมตีใส่ หรือดึงดันอย่างไรก็ไม่สามารถก้าวขึ้นหน้าได้แม้แต่นิ้วเดียว

        “นายเข้าไปได้ยังไง บอกวิธีมาเดี๋ยวนี้!”เริ่มมีคนโวยวาย

        “เอ่อ…” วิฬาร์เองก็ไม่เข้าใจหันหน้าไปสบตาสาวงามที่สวมหน้ากากสีเงินอยู่อย่างงุนงง

        ฑิฆัมพรเองก็แปลกใจไม่น้อย ทว่าดวงตาคมกลับฉายแววแห่งความคิดก่อนจะได้ข้อสรุปที่น่ากลัวข้อหนึ่งออกมา

        กำแพงนี้อาจจะไม่ได้จำกัดเพียงเจ้าของภารกิจทว่าจำกัดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมมากกว่า

        คุณสมบัติอะไร ที่เธอและวิฬาร์มีแต่พวกพาราลีนหรือเกรนไม่มี

        ไม่ใช่เรื่องเพศ เลเวล สังกัดกิลด์ สายพลังหรือไอเทมแน่

        “นาย…” เธอสบตาเจ้าของฉายาอนันตกาลที่ยืนอยู่ต่ำกว่าเธอลงไปสองสามขั้นทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยคำถามที่คิดไว้ออกไป เหตุเพราะมีความคิดเล็กๆชุดหนึ่งแวบผ่านขึ้นมาพอดี

        บางทีมันอาจจะเป็น...

        ...พลังแห่งร่างอวตาร

        วิฬาร์แม้จะงงไม่แพ้คนอื่นๆทว่าเขาเองไม่ใช่คนไร้หัวคิด ข้อคาดการณ์เหล่านี้เขาก็รู้สึกได้เช่นกันเจ้าตัวที่ถูกถามจึงปล่อยเบลอ ทำสีหน้าเหลอหลาเหมือนว่าตนเองไม่รู้อะไร

        “อะไรหรอ?”

        ฑิฆัมพรเองก็ย่อมรู้ดีว่าหากเรื่องนี้เธอเดาถูกต่อให้ทู่ซี้ถามไป หมอนี่ต้องตีมึนต่อแน่ จึงได้แต่ส่ายหน้าใส่กับอาการของเขา

        “ช่างเถอะ” เธอส่ายหัวก่อนจะหันไปบอกลูกทีมของเธอสองสามคำให้สงบลง ก่อนจะรับรองว่าไม่ต้องเป็นห่วง

        เห็นได้ชัดว่าคนทั้งหมดยังไม่วางใจนักที่หมอนั่นตามฑิฆัมพรเข้าไปในภารกิจชิงหอกนั้นได้ด้วยทว่าเพราะมีกำแพงระบบกั้นเอาไว้ พวกเขาจะทำอะไรได้สุดท้ายจึงทำได้เพียงรอคอยเพียงอย่างเดียว

        และเมื่อฑิฆัมพรก้าวขึ้นไปบนแท่นที่หอกสีขาวนั่นสถิตอยู่แสงวาบหนึ่งก็พาวิฬาร์และเธอข้ามมิติไปอีกแห่งโดยที่ทั้งสองไม่ได้ตั้งตัว



        วิฬาร์จะขาดทุนมั้ยน้าาา

คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน