บทที่ 37
เอเลนปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าหล่นปุลงกับพื้น เขาหอบหายใจถี่พลางยกมือที่กังสั่นเทาเส้นหน้าผากที่ชุ่ด้วยเหงื่อในขณะเดียวกันเขาก็สำรวจตัวเองว่านอกจากค่าพลัชีวิตที่เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยหน่วยแล้วค่าสถานะรวมถึงอุปกรณ์สวมใส่ทุกชิ้นก็กลับมาอยู่ที่เดิมของมันตนนั้นเองที่เอเลนรู้สึกได้ถึงขุมพลังเวทย์สายหนึ่งที่ไหลเวียนจากเกราะอ่อนลูกมังกรราวกับสายฝนที่สาดลงมาในวันที่ร้อนจัด
ความห่วงใยของบิดา
ทักษะประเภททำงานเองเมื่อยู่ในเงื่อนไขทำหน้าที่องมันได้อย่างดีเยี่ยม พลังชีวิตของเอเลนฟื้นคืนมาหลายส่วนเช่นเดียวกับเรี่ยวแรง เขาหยิบน้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิตและสมานบาดแผลออกมาดื่มเมื่อจัดการตัวเองเสร็จเอเลนก็หันไปสำรวจพื้นที่รอบๆ
แม้จะเต็มไปด้วยขี้เถ้าและเขม่าควันแต่จากความทรงจำเอเลนมั่นใจว่าที่นี่เคยเป็นค่ายโจรมาก่อน เขาลองสำรวจดูพื้นที่ทุกตารางนิ้วพบว่านี่ไม่ใช่การถูกโจมตีแต่เป็นการย้ายออกแล้วทำลายหลักฐานเสียมากกว่าสังเกตุได้จากโกดังเก็บสินค้าที่ดูเรี้ยบร้อยแม้มีคนพยายามกลบเกลื่อนหลักฐานหากไม่สังเกตุดีๆจะไม่มีทางพบร่องรอยการขนย้ายที่ถูกกลบด้วยซากโกดัง
นอกจากนี้เอเลนยังพบกับภาพที่น่าสะเทือนขวัญ ศพของผู้ที่คาดว่าจะเป็นเชลยหรือทาสถูกกองรวมกันสูงกว่าสิบเมตรเรื่องจำนวนไม่ต้องพูดถึงแต่ละศพหากไม่ถูกปาดคอก็ถูกแทงหัวใจจนทะลุกำลังถูกเหล่าสัตว์กินซากกินกันราวกับอาหารมื้อใหญ่
เอเลนสังเกตเห็นว่าท่ามกลางกองซากศพมีร่างไร้วิญญาณของพวกโจรอยู่ด้วยเนื่องจากศพถูกทิ้งเอาไว้หลายวันแล้วทำให้ข้าวของของพวกมันถูกทิ้งเกลื่อนกราด ที่น่าสนใจก็คือสร้อยคอรูปเทพธิดาสวดภาวนาสีเงินที่พบได้แทบจะบนทุกศพโอนที่เอเลนไม่ทันสังเกตุเลยว่าเทพธิดาสองค์บนกาลอนันต์กำลังมีสีหน้าที่ดุร้าย
เขาเลือกที่จะเก็บสร้อยเอาไว้เส้นหนึ่งก่อนจะเดินทางกลับ จากสภาพโดยรอบคาดว่าเวลาคงผ่านไปหลายวันแล้วเขาไม่รู้ว่าอัตราการไหลเวียนเวลาของนอกและนินแดนจินตภาพมีอัตราส่วนเดียวกันหรือไม่ ป่านนี้พวกเซลีนคงเป็นห่วงแย่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นเอเลนก็ตั้งสมาธิดึงพลังจากกาลอนันต์ด้วยโมบิอุสสิบสองชิ้น พลังที่เก่าแก่โบราณไหลเวยนไปทั่วทั้งร่างก่อนที่เขาจะร่ายทักษะ
เวทมนต์กาลเวลา ประตูข้ามภพ
เวทมนต์กาลเวลาที่มีเงื่อนไขกาลใช้งานที่ยุ่งยากถูกใช้ออก ในตอนแรกที่เขาได้อ่านรายละเอียดเขาก็แทบจะไม่สนใจมันอีกจนกระทั่งเขาเพิ่งจะได้มีโอกาสใช้งานมันหลังจากเดินทางมาหมู่บ้านเบรูอิน
ประตูข้ามภพ เป็นเวทมนต์กาลเวลาที่มีอำนาจในการเดินทางจากสถานที่ที่เขาเคยไปมาแล้วโดยไม่มีเงื่อนไข ความยุ่งยากของทักษะนี้คือผู้ร่ายหรือเอเลนตำเป็นต้องทิ้งสัญลักษณ์ที่อาบด้วยพลังแห่งกาลเวลาเอาไว้ในสถานที่ที่ต้องการจะไป สิ่งนั้นจะต้องเป็นของที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อเลือกสัญลักษณ์ได้แล้วเขาจะต้องรอเป็นเวลาสิบว่าจึงจะสามารถใช้ทัษะเดินทางไปยังจุดที่มีสัญลักษณ์ได้ อย่างที่ลูมินัสเอเลนได้ใช้ทั่งตีเหล็กเป็นสัญลักษณ์เอเลนสามารถใช้ทักษะเดินทางกลับไปยังร้านค้อนเพลิงได้ทุกเวลาแต่ในส่วนของหมู่บ้านเบรูอินเอเลนได้ทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ในรูปแบบของเก้าอี้ตัวโปรดของเรกิลเพียงแต่เอเลนไม่มั่นใจว่าเวลาได้ผ่านมาครบสิบวันแล้วหรือยัง
นอกจากนี้หากใช้ทักษะนี้เดินทางจากต้นทางในที่ที่ไม่มีสัญลักษณ์เอเลนจะต้องจ่ายพลังเวทย์มากกว่าปกติสองเท่าและเป็นการเดินทางแบบเที่ยวเดียวซึ่งแทบไม่มีผลเสียกับเขาเพราะเขาดึงพลังจากกาลอนันต์มาใช้แต่ข้อสียอกข้อคือเขาไม่สามารถใช้ทักษะนี้ระหว่างที่กำลังต่อสู้ได้
สิ้นเสียงร่ายทักษะก็มีหน้าต่างบานหนึ่งผุดขึ้นมาตรงหน้าภายในมีรายชื่อสถานที่อยู่สามแห่งที่เขาได้ทำสัญลักษณ์ทิ้งไว้
ร้านค้อนเพลิง (พร้อมใช้งาน)
วิหารเทพีเซเลสเทียร์ (พร้อมใช้งาน)
บ้านลุงเรกิล (พร้อมใช้งาน)
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีคนอื่นก่อนจะกดไปที่บ้านลุงเรกิล ทันใดนั้นเองวงเวทย์รูปนาฬิกาก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าพร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มที่ค่อยๆเลือนหายไป
เอเลนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ณ เก้าอี้นวมตัวใหญ่ในท่านั่งเอเลนกระพริบตาสองสามทีเพื่อปรับสายตาก่อนที่วงแหวนเวทย์รูปนาฬิกาจะเลือนหายไป เอเลนลุกกายขึ้นบิดขี้เกียจอย่างอ่อนล้าพลางคิด่าตนควรไปอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนไปพบพวกเซลีนเพราะสถาพของเขาตอนนี้เน่าเต็มทน
เขาจึงถอดอุปกรณ์ทุกอย่างออกพร้อมคว้าผ้าเช็ดตัวตรงไปยังห้องน้ำในสภาพนุ่งผ้าเช็ดตัวชิ้นเดียวปิดท่อนล่างเอาไว้พร้อมเดินฮัมเพลงไปด้วยโดยหารู้ไม่ว่าพวกเรกิลกำลังวุ่นวายขนาดไหน โดยไม่ทันคิดเด็กหนุ่มใช้มือขวาผลักประตูเข้าไปอย่างแรงไอน้ำอุ่นลอยกระแทกหน้า
ลา ลาลา
ทันใดนั้นเองเอเลนก็พลันตัวแข็งทื่อในท่าจับลูกบิด เป็นเพราะเขาเปิดประตูไอน้ำที่หนาแน่นภายในห้องอาบน้ก็ค่อยๆจางลงพร้อมกับเสียงฮัมเพลงหวานก็ดังลอดออกมาจากอีกฟากฝั่งของห้องน้ำพร้อมกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นขอสาวน้อยวันแรกแย้มปรากฏขึ้นสู่สายตา
หยดน้ำกลิ้งตัวบนใบหูยาวราวกับน้ำบนใบบอนเส้นผมสีเงินส่องประกายแม้จะเปียกปอน แต่แล้วสายลมเจ้ากรรมจากภายนอกพลันพัดผ่านทำให้เด็กสาวเลื่อนมือยาวรหงส์ไปปิดเครื่องอาบน้ำอุ่น จังหวะนั้นไอน้ำจางลงจนเห็นเรือนร่างของหญิงงามได้อย่างแจ่มชัด
ไม่รู้อะไรดลใจอยู่ๆเอเลนก็เผลอกลืนน้ำลงคอดังเอื้อก ตอนนั้นเองร่างสูงระหงส์ของเด็กสาวที่ไร้อาภรณ์ปกคลุมค่อยๆหมุนศีรษะกลับมา ดวงตาสีไพลินใต้แพรขนตายาวสบเข้ากับดวงตาสีทับทิมคนทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลายาวนาน
...
“เอ่อ คือว่า...”
พรึบ...
แต่แล้วเหมือนเทพธิดาแห่งชะตากรรมกำลังสาปแช่ง เพราะจู่ๆผ้าเช็ดตัวที่เขามั่นใจมากว่าพันเอาไว้รอบเอวอย่างเหนียวแน่นกลับคลายออกแล้วหล่นปุท่ามกลางความเงียบงัน โดยไม่ตั้งตัวสายตาสีไพลินเผลอเลื่อนลงตามผ้าจนหนูที่หล่นลงพื้นสบเข้ากับอะไรบางอย่างตรงหว่างขาก่อนที่ดวงตาสีไพลินจะเบิกออกกว้างขึ้นริมผีปากสีชมพูสวยเปล่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำไปถึงใบหู
“มังกร...”
ไวเท่าความคิดเอเลนรีบคว้าผ้าที่หล่นอยู่ขึ้นมาพันเอาไว้อย่างเดิมอีกครั้ง แต่เมื่อจะโน้มตัวขึ้นมายืนท่าเดิมดวงตาสีทับทิมดันเผลอมองไล่ตั้งแต่เรียวขาขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะบริเวณนั้นยังพอมีไอน้ำปกคลุมอยู่บ้างเอเลนคงได้เห็นร่างกาบเปลือยเปล่าของเด็กสาวไปแล้วเด็หนุ่มเผลอกลืนน้ายเอื้อกอีกครั้งก่อนจะรีบถอนสายตาแล้วออกจากห้องน้ำไปปล่อยให้เด็กสาวเผ่าเอลฟ์ยืนมองตามด้วยความเหม่อลอย
“อีตาบ้า ถ้ากลับมาอย่างน้อยก็น่าจะมาบอกกันบ้างสิยะ”
เสียงสวดสรรเสริฐดังขึ้นพร้อมกับม้วนกระดาษยาวถูกใช้แทนอาวุธจะฟาดลงมากลางศีรษะของเอเลนที่ตอนนี้เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแล้ว พวกเขากำลังนั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่นภายในบ้านของเรกิลโดยมีเอเลนที่กำลังยิ้มแห้งแล้ง ลูน่ามาเรียที่กำลังเหม่อลอยและลุงเรกิลที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความยินดีรวมอยู่ด้วย
“ว่าแต่ทำไมพวกเธอถึงมารวมกันอยู่ที่บ้านของตาลุงล่ะ?”
เด็กหนุ่มถามขึ้นด้วยความฉงน
“...ก็ตั้งแต่ที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับก๊อบลินไรเดอร์มาชั้นกับลูน่าก็ช่วยกันสังเกตุพฤติกรรมของหัวหน้ามาลรีค คนๆนี้กำลังพยายามทำอะไรบางอย่างลับหลังพวกเรา ชั้นเลยตัดสินใจใช้ที่นี่เป็นสถานที่นัดพบของพวกเราแทน”
เซลีนอธิบาย
“เท่านี้ก็โล่งอกไปได้เปราะหนึ่ง ชั้นลองขอความช่วยเหลือไปที่นักผจญภัยกลุ่มออื่นแล้ว มีห้ากลุ่มกำลังเดินทางมาที่นี่ และทางกองทัพจักรวรรดิเองก็จะส่งคนมาช่วยด้วยเหมือนกัน”
“โว้ว แบบนี้ก็ดีสิทางเราน่าจะเบาแรงลงไปได้เยอะ”
เอเลนผิวปากหวือจากเหตุการณ์เมื่อชั่วโมงก่อนทำให้เขากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับลูน่ามาเรียไปพักใหญ่ๆโชคดีที่คนอื่นๆไม่ทราบเรื่องนี้ไม่อย่างนั้นแทนที่จะเป็นกระดาษม้วนเซลีนคงเปลี่ยนเป็นซันโทเรียนแทน
“ถ้ามันง่ายอย่างนั้นจริงก็ดีสิ”
เซลีนถอนหายใจ
“กองทัพจักรวรรดิต้องใช้เวลาจัดเตรียมกองทัพอีก ส่วนพวกนักผจญภัยไม่ต้องพูดถึง พวกเขาต้องจัดการภารกิจของตัวเองก่อนเผลอๆกองทัพยังมาเร็วกว่าอีก”
กองทัพจักรวรรดิไม่ปลื้มอย่างแรงที่จู่ๆกลุ่มโจรกระจอกแปลงร่างสยายปีกจากงูดินเป็นพญามังกร การที่มีกองกำลังนับพันหลบซ่อนอยู่ภายในเขตแดนจักรวรรดิภายใต้จมูกของพวกเขาเอง หน่วยข่าวกรองถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่และกำลังถูกตั้งคำถามถึงความสามารถ
แน่นอนว่าเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงพระกรรณ์ขององค์จักรพรรดิ พระองค์ได้ออกพระราชโองการในทันทีกองทัพจักรวรรดิที่ถูกส่งออกไปจะไม่มีการถูกเรียกกลับมจากชายแดนรวมไปถึงกองทัพหลวงที่ต้องคอยทำหน้าที่รักษาอาณาเขตนครหลวงรวมไปถึงอารักษ์ขาเชื้อพระวงศ์
กองพันทหารที่รอคอยอยู่จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อรวบรวมกำลังพล เสบียง และยุทธโธปกรณ์ แต่ด้วยระเบียบวินัยทำให้ใช้เวลาไม่นานนักกว่าจำดำเนินการเสร็จและเคลื่อนทัพ กองทัพตอบสนองทันทีที่ได้รับข้อมูลจากเธอลำพังแค่ข้อมูลและผลึกบันทึกเหตุการณ์ก็พอจะทำให้กองทัพแตกตื่น
ส่วนสมาคมนักผจญภัยเองก็ได้รับคำตำหนิไปแบบเต็มๆ ตอนนี้เรื่องที่ว่านักผจญภัยหลายกลุ่มได้รับภารกิจที่ไม่เหมาะสมกับความสามารถเริ่มกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนระดับสูงของสมาคมต้องลงมาจัดการเอง ผลคือมีเจ้าหน้าที่ข้อมูลรายหนึ่งได้รับสินบนอย่างลับๆเพื่อให้ปล่อยๆข้อมูลผิดๆแก่สมาคมกว่าจะกรองได้ว่าข้อมูลไหนจริงไหนเท็จก็ทำเอาเสียเวลาไปไม่น้อย
“ว่าก็ว่าเถอะ นายรอดออกมาจากดงโจรได้ยังไงกัน”
เซลีนที่เบื่อจะเอ่ยเรื่องงานเต็มแล้วถามขึ้น เอเลนจึงอธิบายถึงการมีอยู่ของทักษะประตูข้ามภพทำให้เอาเซลีนที่ได้ยินเอาม้วนกระดาษฟาดลงมาที่ศีรษะอีกฉาดหนึ่ง
“มีทักษะดีๆแบบนี้ทำไมไม่บอกแต่แรกยะอีตาบ้า แค่นี้เรื่องที่ชั้นคิดปวดหัวมาเป็นอาทิตย์ก็มีทางออกซักที”
“ไม่อยากจะให้ผิดหวังหรอกนะ แต่ทักษะของชั้นมันไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกนะ กุญแจสำคัณคือเวลาในกรทำงาน ถ้าเกิดถูกรบกวนระหว่างใช้งานก็จบเห่”
เอเลนทราบดีว่าเซลีนกำลังคิดอะไรอยู่ ประตูข้ามภพลำพังถ้าเขาช้านแค่คนสองคนยังพอจะเร่งให้ทักษะแสดงผลได้ในทันที แต่เดี๋ยวก่อนนะเขามีทักษะกาลโกลาหลนี่หว่า
“ย่ะ ลูน่าเราไปกันเถอะปล่อยอีตานี่ให้พักหน่อยแล้วกัน พรุ่งนี้นายรีบไสก้นมาหาชั้นไวๆด้วย”
เซลีนเอ่ยก่อนจะเอื้อมมือไปดึงลูน่าออกไป เด็กสาวเอลฟ์ที่ยังคงีภาพของมังกรยักษ์ติดตาเดินตามเพื่อนสาวออกไปด้วยแววตเหม่อลอยปล่อยให้เอเลนอยู่กับลุงเรกิลเพียงสองคน
“แขนลุงไม่เจ็บแล้วใช่มั้ย”
เอเลนถามขึ้นพลางมองแขนทั้งสองข้างของเรกิลที่ถึงแม้ตอนนี้จะหายดีแล้วแต่มันยังคงมีแผลเป็นจางๆหลงเหืออยู่ ภาพในตอนที่แขนของเรกิลหักได้ซ้อนกับภาพปัจจุบันทำเอาเอเลนอดปวดใจน้อยๆไม่ได้
“ข้าไม่เป็นไรหรอก ได้ยินมาว่าเองกระทืบพวกมันซะหมอบ เห็นเอ็งโกรธแทนข้าก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว”
หลังจากวันนั้นมัลคอมม์ที่เป็นหัวโจกถูกเซลีนตัดสินให้เอาไปขังลืม แม้มาลรีคจะไม่เห็นด้วยแต่เขาก็ต้องยอมเมื่อคนส่วนใหญ่ล้วนเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ มัลคอมม์เป็นตัวปัญหามานานเกินไปแล้วหากยังปล่อยให้มันมีบทบาทต่อไปรังแต่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม
“พูดไปก็น่าสงสาร มาลรีคมีลูกชายคนเดียวเมียก็เสียไปแล้วลูกชายดันเป็นแบบนี้ซะได้”
เมื่อได้ยินชื่อมาลรัคดวงตาสีทับทิมก็ทอประกายเย็นชา
“ไม่เห็นจะน่าสงสารเลย หน้าไหว้หลังหลอกทั้งพ่อทั้งลูกแบบนั้นยังไงซักวันก็ต้องรับกรรม”
“เอ็งหมายความว่ายังไง?”
เมื่อเห็นท่ทีแข็งกร้าวของเด็กหนุ่มก็ทำให้เรกิลประหลาดใจไม่น้อย เอเลนที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังแสดงสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนักออกไปก็เปลี่ยนสีหน้าก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“ลุงรู้จักหมู่บ้านก๊อบลินไรเดอร์แถวนี้บ้างมั้ย”
“ก๊อบลินไรเดอร์? แน่นอนรู้จักดีเลยล่ะ ถึงหน้าตาของพวกมันจะดูน่าเกลียดในสายตาของมนุษย์แต่พวกมันก็มีจิตใจดีงามและรักสงบ อาวุธของหัวหน้าก๊อบลินไรเดอร์นั่นน่ะเป็นผลงานของข้าเองข้าก็ไม่ได้เจอพวกมันมาซักพักแล้ว ว่าแต่เอ็งถามทำไม?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเอเลนที่ได้พบศพของบุตรชายหัวหน้าเผ่าก๊อบลินไรเดอร์ก็อดสะท้านใจไม่ได้ ฟังจากน้ำเสียงแล้วเรกิลคงมีความผูกพันธ์กับพวกก๊อบลินไม่มากก็น้อยอาจจะเพราะพวกเขาไม่ใช่มนุษย์เหมือนๆกันก็เป็นได้
“....เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะเล่าให้ฟังพร้อมหน้ากันทุกคน มาลรีคมีอะไรหลายๆอย่างที่ต้องตอบให้ได้ ไม่อย่างนั้นผมจะตราหน้าเขาว่าไอ้คนทรยศทันที”
เอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เท่าที่ฟังจากเซลีนคนนี้หัวหน้าหมู่บ้านคนนี้ยังคงเงียบเมื่อเรื่องราวจะบานปลายมาขนาดนี้แล้วก็ตาม ที่เด็กสาวยังปล่อยเอาไว้เพราะเธอมัวแต่วุ่นวายกับการประสานงานระหว่างสมาคมและกองทัพ
ในวันต่อมาเป็นวันที่อากาศร้อนจัดแต่มาลรีคกลับรู้สึกเย็นเยียบเข้าไปถึงกระดูกดำ ชายวัยกลายค่อนไปทางปลายรู้สึกไม่ปลอดภัยตั้งแต่วันที่เอลฟ์สาวกลับมาจากการสำรวจป่า มันกลัวว่าความลับดำมืดของมันจะถูกเปิดเผยทั้งหมดก็เพราะลูกชายไร้ประโยชน์ของมันที่ก่อความวุ่นวายจนทุกอย่างดำเนินไปในทางที่เลวร้าย
มาลรีคกระสับการส่ายพลางกำจี้ห้อยคอสีเงินรูปเทพธิดาสวดภาวนาเอาไว้แน่น ปากบ่นพึมพำเหลียวซ้ายเหลียวขวาด้วยความหวาดกลัว มันไม่พยายามปิดซ่อนความวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อยสองเท้าเร่งก้าวเข้าไปในห้องประชุมของสมาคม
องค์ประชุมยังคงเหมือนเดิมทุกครั้งประกอบด้วยผู้ดูแลสมาคม เซลีน ลูน่ามาเรีย นักผจญภัยบางส่วน ที่เพิ่มเติมมาอีกคนเห็นจะเป็นตาแก่เรกิล มันแอบแค่นเสียงหัวเราะอยู่ในใจโดยไม่มีความรู้สึกสงสารอยู่แม้แต่น้อย ยังไงซะคนพวกนี้ก็คือคนที่กำลังจะใกล้ตายไม่เหมือนมันที่กำลังจะมีอนาคตที่สดใสมันนั่งลงที่ตำแหน่งประจำของมันก่อนที่ประตูทางเข้าจะเปิดออกเผยให้เห็นร่าของเด็กหนุ่มที่คุ้นตาปรากฏตัว
“ขอโทษที่มาช้า”
เส้นผมสีดำราวกับท้องฟ้ายามราตรีไม่โดดเด่นเท่ากับดวงตาสีทับทิมส่องประกายราวกับอัญมณี ใบหน้าคมเข้มสมชายชาตรีโค้งให้กับทุกคนในห้องคราหนึ่ง ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มอย่างลี้ลับให้กับมาลรีคจนมันรู้สึกขนลุกซู่มันเริ่มกระสับกระส่ายแต่พยายามข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น
“จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลายวันที่ผ่านมา ก่อนอื่นผมต้องขอโทษที่ทำอะไรบุ่มบ่าม แต่นั่นก็ทำใหเราได้รับข้อมูลสำคัญมาหลายประการ”
เอเลนกล่าวขึ้นก่อนจะหันไปทางลูน่ามาเรีย เด็กสาวพยักหน้าตอบพร้อมหยิบผลึกบันทึกข้อมูลออกมาฉายภาพของเหมืองร้างที่แรงงานทาสกำลังขนแร่เรบิดิส ทุกคนในห้องประชุมที่ไม่รู้เรื่องเริ่มส่งเสียงพูดคุย
“จำนวนทาสไม่ใช่น้อยๆเลย นี่พวกมันปล้นมาแล้วกี่หมู่บ้านเนี่ย”
“พวกมันจะเอาแร่ยะอย่างเรบิดิสไปทำอะไร?”
เสียงพูดคุยยังคงดังขึ้นมาหยุดทุกจับจ้องมายังเด็กหนุ่มราวกับต้องการคำตอบ
“ผมได้แทรกซึมเข้าไปในเหมือง พวกทาสถูกใช้แรงงานกันอย่างหนัก แน่นอนว่าพวกมันต้องการแร่เรบิดิสจำนวนมากเพื่อส่งออกไปยังสถานที่สำคัญของจักรวรรดิ”
พูดจบภาพก็เปลี่ยนไปเป็นห้องโกดังสินค้าที่ติดกระดาษระบุจุดหมายปลายทางเอาไว้ แม้จะไม่ใช่ผู้มีคลาสสายการผลิตแต่หากคิดจะสำรวจเหมืองเพื่อบุกเบิกก็ไม่มีใครไม่รู้จักแร่มหาประลัยนี่ หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสุ่มสี่สุ่มห้าไปแตะต้องมีสิทธิจะเป็นลมล้มพับเอาง่ายๆและคงไม่มีคนสติดีที่ไหนนำแร่ที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้มาขายในตลาดที่ไม่มีคนซื้อ
“แล้วที่สำคัญ ในส่วนของกรงขังนักโทษผมได้เจอบันทึกจากศพร่างหนึ่ง มันเป็นของบุตรชายของหัวหน้าเผ่าก๊อบลินไรเดอร์”
เมื่อคำว่าก๊อบลินไรเดอร์หลุดออกจากปากชาวบ้านเบรอินก็หน้าเปลี่ยนสีในทันที โดยเฉพาะมาลรีคที่หน้าซีดกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดแต่พยายามกลบเกลื่อนด้วยการยกน้ำชาจึ้นดื่มโดยมือที่กำลังสั่นเทา เอเลนที่เห็นว่าถึงเวลาแล้วจึได้หยิบเอาบันทึเปื้อนเลือดโยนลงกลางโต๊ะประชุม
“คำถามของผมคือ ทำไมทางหมู่บ้านถึงได้พยายามปกปิดการมีตัวตนอยู่ของพวกเขา จากบันทึกฉบับนี้ดูเหมือนพวกเขจะสนิทกับทางหม้านเป็นอย่างถ้างั้นทำไมพอเวลาที่พวกเขาเดือดร้อน คุณถึงนิ่งเฉย”
ไม่พูดเปล่าเอเลนกางบันทึกในหน้าที่ถูกเขียนด้วยเลือดเอเลนไม่ได้กล่าวหาลอยๆ ก่อนมานี่เขาได้ลอบสอบถามชาวบ้านหลายๆคน ส่วนใหญ่มีน้อยคนนักที่ตระหนักถึงการมีอยู่ของก๊อบลินไรเดอร์ซึ่งเรกิลเอง็เป็นหนึ่งในนั้นเขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสติดต่อกับพวกก๊อบลินโดยตรงเรกิลทราบมาว่าหัวหน้าหมู่บ้านได้มีการแลกเปลี่ยนเสบียงอาหารบางส่วนและกับการที่พวกก๊อลินจะคอยช่วยปกป้อง
เรื่องนี้แม้แต่สมาคมก็ไม่เคยทราบมาก่อน สำนักงานสมาคมของหมู่บ้านเพิ่งถูกจัดตั้งได้ไม่นานนักปกติแล้วหากคนในหมู่บ้านจะไปสมัครเนนักผจญภภัยจะต้องเดินทางไปยังเมืองขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆแทน
“หากเทียบกับเวลาที่คุณได้ขอความช่วยเหลือกับสมาคม รวมๆแล้วก็ตั้งสิบกว่าวันหลังจากที่หมู่บ้านก๊อบลินถูกโจมตี คุณรู้ทั้งรู้ว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในวงล้อมของอะไรบางอย่างแต่คุณเลือกที่จะเงียบทั้งที่คุณกับพวกเขาก็เป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันมานาน”
“ม หมายความว่ายังไง บ บันทึกนั่นเป็นของจริงรึเปล่า”
มาลรีพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น เอเลนที่ได้ฟังก็คลี่ยิ้มน้อยๆโดยไม่ไต่ถามเขางั้นไม้แข็งออกมาใช้ทันทีเขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอาพวงสร้อยคอที่มีหน้าตาเหมือนกันหลายสิบเส้นโยนลงบนโต๊ะ
!
โดยไม่ทันตั้งตัวมาลรีคเผลอเอื้อมมือไปจับที่สร้อยคอเอเลนที่เห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้มบางๆอาวุธลับรูปแบบเข็มยาวเกือบหนึ่งฟุตเลื่อนมาอยู่นมือขวาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ เอเลนผนึกพลังเปลี่ยนมันเป็นยุทธภัณฑ์แรงค์ B แล้วซัดมันออกไปท่ามกลางสายตาของทุกคนเอเลนลดความเร็วจนทุกคนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า นี่ไม่ใช่การออมมือพร่ำเพร่อแต่เขาต้องการแสดงอะไรบางอย่างให้ทุกคนได้เห็น
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นเองสร้อยคอที่มาลรีคซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อพลันเลื่อนหลุดออกจากคอลอยอยู่เบื้องหน้าของมันก่อนจะปลดปล่อยพลังเวทมนต์สีขาวที่แสนอบอุ่นออกมา ม่านพลันสีขาวปรากฏขึ้นครอบคลุมร่างของมาลรีค อาวุธลับกระแทกเข้ากับม่านพลังเสียงดังสนั่นก่อนที่มันจะสามารถเจาะม่านพลังเข้าไปได้หนึ่งคืบแล้วหยุดลง
เมื่อภัยคุกคามถูกหยุดเอาไว้ม่านพลังก็สลายไปเมื่อสร้อยได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ สร้อยร่อนลงบนโต๊ะอย่างสงบท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ในขณะที่สมองของทุกคนกำลังประมวลผลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอเลนก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นดุร้ายกระโจนเข้ามาราวกับพยัคฆ์เหินกระชากคอเสื้อของชายวัยกลางคน
“เล่ามา ทำไมแกถึงมีของแบบนี้ ใครอยู่เบื้องหลังเรื่องบ้าๆทั้งหมดนี่”
เอเลนไม่พูดเปล่าเปลี่ยนจากจับคอเสื้อเป็นมาบีบที่คอของมาลรีคแทน ชายวัยกลางคนที่ไม่มีพลังต่อสู้ไม่มีทางดิ้นหลุดแม้มันจะพยายามแกะมือที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กเท่าไหร่ก็ตาม
“ข ข้าไม่รู้ ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
โครม
เอเลนไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อยโยนร่างชายวัยกลางคนเหวี่ยงทะลุผนังไม้กระแทกเข้ากับเสาไม้ทรงโต เพียงการโจมตีง่ายๆพลังชีวิตครึ่งหนึ่งของมันก็ปลิวหายไปกับสายลมพร้อมกับอาการกระดูกซี่โครงหักและแผลนาดใหญ่บริเวณแผ่นหลัง เอเลนราวกับพญามัจจุราชที่สามารถตัดสินความเป็นความตายของมันได้ทุกเมื่อเหยียบพื้นเสียงดังกระทืบความมั่นใจของมาลรีคจนไม่มีเหลือ
“แกตอบผิด”
เอเลนกล่าวเสียงเย็น
“เรื่องมันมาขนาดนี้แล้วแกคิดจะโกหกอีกเหรอ รู้รึเปล่าว่าเพราะคำโกหกของแก ให้พวกชั้นไปเสี่ยงอันตรายแทนจนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง คอยเป็นโล่กำบังแต่แกกลับคิดจะหลอกใช้พวกเรา”
เอเลนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่มาถึงหมู่บ้านเบรูอินไม่มีอะไรเป็นไปตามความคาดหมายเลยซักนิดทั้งหมดทั้งมวลมันก็เพราะการโกหกคำโตของผู้ใหญ่บ้านเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง มาลรีคที่เสียเลือดหนักก็เริ่มหัวเราะเสียงแหบก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าจากชายไร้พิษภัยเป็นสีหน้าเจ้าเล่ห์เหมือนกับลูกชายมันไม่มีผิด
“ฆ่าข้าสิ ยังไงพวกแกทั้งหมดก็เหมือนคนตายอยู่แล้ว ทั้งหมดคือพระประสงค์ของท่านหญิง”
สิ้นคำมาลรีคก็กระอักเลือดออกมาอีกหลายคำใบหน้าเริ่มซีดเซียว คุณหมอผู้เยียวยาของหมู่บ้านทำท่าจะเข้ามารักษาแต่เซลีนยกมือห้ามเอาไว้ทำให้ผู้เยียวยาผู้มีจรรยาบรรณแพทย์อยู่เต็มอกเริ่มแสดงอาการโกรธ
“พวกเธอทำเกินไปแล้วนะ ไม่เห็นเหรอว่ามาลรีคกำลังเสียเลือดมาก”
เซลีนกระซิบตอบอย่างใจเย็น
“สิ่งที่คุณมาลรีคได้ทำมีสิทธิได้รับโทษประหาร แต่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เอเลนคงไม่ปล่อยให้คนๆนี้ตายสบายนักหรอก”
จริงดังที่เซลีนกล่าวเอเลนหยิบน้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิตออกมานั่นทำให้มาลรีคแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“เหอะๆ สุดท้ายเด็กอย่างแกก็ไม่กล้าฆ่าชั้นเพราะชั้นยังมีประโยชน์อยู่ยังไงล่ะ”
“อืม...เหมือนแกจะเข้าใจอะไรผิดอยู่นะมาลรีค”
เอเลนกล่าวแทนที่เขาจะจับน้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิตใส่ปากดีๆเขากลับโยนขวดใส่ศีรษะของอีกฝ่ายจนเกิดความเสียหายแต่ก็ไม่เท่ากับพลังชีวิตที่ถูกฟื้นฟูกลับมาจนเกือบเต็ม อย่างไรก็ดีน้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิตก็ทำได้แค่ฟื้นฟูพลังชีวิตบาดแผลของมาลรีคยังอยู่เช่นเดียวกับความเจ็บปวด ตอนนี้มาลรีคเปรียบเสมือนแก้วที่มีรอยรั่วแล้วเอเลนบังคับเติมน้ำลงไป ผลคอแพลังชีวิตของมันจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ค่อยๆลดลงอยู่ดีจากบาดแผลและสถานะผิดปกติ
ชายวัยกลางคนมีสีหน้าดีขึ้นจ้องมองเอเลนด้วยความโกรธแค้น
“แกกล้าทำแบบนี้กับผู้ใหญ่ได้ยังไง คอยดูเถอะถ้าพวกโจรเงาทมิฬมาที่นี่มีกี่ชีวิตแกก็ชดใช้เรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่หมด”
เสียงขู่ของลูกสุนัขตัวน้อยที่ร้องออกมายาวที่อยู่ในอุ้งเท้าขงราชสีห์มีหรือจะทำให้ราชสีห์หวั่นเกรง เอเลนหัวเราะร่วนออกมาทันทีที่ได้ยิน
“นึกว่าจะพูดอะไรซะอีก ดีแต่เห่าเหมือนลูกชายของแกไม่มีผิด”
ไวเท่าความคิดอาวุธลับสารพัดชนิดปรากฏขึ้นในมือราวกับนักมายากลเปลี่ยนดอกไม้เป็นนกพิราบ ก่อนที่มาลรีคจะรูตัวอาวุธลับที่มีลักษณะเป็นลูกเหล็กขนาดเท่าหัวนิ้วโป้งก็ฝังอยู่ที่บริเวณต้นขาของมัน ลูกเหล็กจมลงไปในผิวหนังได้หนึ่งนิ้วความเจ็บปวดเกินบรรยายพลันพรั่งพลูออกมา
“อ้ากกกก”
มาลรีคกรีดร้องเสียงแหลมความโกรธแค้นถูกทดแทนด้วยความหวาดกลัว มันเริ่มสำนึกได้แล้วว่าตนเองดันเผลอไปกระตุกหนวดเสือ เด็กวัยเดียวกันน้อยคนนักที่จะลงมือทรมาณเพื่อนมนุษย์คนอื่นด้วยความโหดเหี้ยม ประกอบกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ราวกับว่าไม่เคยเห็นใจเพื่อมนุษย์มาก่อน
มาลรีคกุมต้นขาด้วยสีหน้าเจ็บปวดผลัดกับหันไปมองเอเลนที่กำลังโยนอาวุธลับสารพัดชนิดไปมาราวกับแสดงมายากล
“ชั้นจะพูดอีกครั้งนึง บอกมาว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องบ้าๆทั้งหมดนี่”
ไม่พูดเปล่าเอเลนได้เสียบมีดเล่มหนึ่งเข้าไปในท้องของมาลรีคอย่างแช่มช้าเพื่อให้ชายวัลกลางคนจอมปลิ้นปล้อนผู้นี้ได้ค่อยๆลิ้มรสความเจ็บปวด เสียงร้องของมันก้องไปทั่วทำเอาผู้ที่มองเหตุการณ์อยู่ทำได้เพียงเบือนหน้าหนี
“ข ข้าพูดไม่ได้ ข้าไม่อาจทรยศท่านหญิง”
“แกไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะมาต่อรอง”
เอเลนตัดบทอย่างไร้เยื่อใยทั้งยังเพิ่มระดับความเหี้ยมโหดด้วยการออกแรงบิดมีในมือเป็นวงกลม กล้ามเนื้อของชายวัยกลางคนถูกบิดตัดเฉือนอย่างหนักมาลรีคตัวงอราวกับกุ้งและเมื่อพลังชีวิตใกล้จะหมดเอเลนก็ราดน้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิตซ้ำลงไปอีกครั้ง
“พูดออกมา”
เอเลนกล่าวเสียงเย็นแฝงไปด้วยจิตสังหาร มาลรีคตัวสั่นเทาราวกับลูกนกจนปัสสวะราดกลิ่นเหม็นอับนั้นไม่มีใครสนใจเลยซักนิดเพราะภาพตรงหน้ามันตราตึงกว่า เอเลนทรมาณชายวัยกลางคนสลับกับฟื้นฟูพลังชีวิตโดยมี่ใครคิดจะช่วยมาลรีคเลยซักคน
********************************************************************************
แวะเอาตอนใหม่มาส่งครับ ขอตัวไปกินพารานอนก่อนเหนื่อยมาก
Zero Times