สามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB)

    37. พี่ใหญ่ท่านแย่แล้ว

                    จะทำการใหญ่สิ่งแรกที่ต้องมีคือ เงิน!!!

                    แน่นอนว่าเขามีเงินที่มากพอให้ผลาญกินดื่มได้อย่างฟุ่มเฟือยเช่นคุณชายทั่วไปในต้าโจวแต่นั่นไม่เพียงพอ

                    จะทำการใหญ่สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือกองทัพและคนสนับสนุน

                    แล้วใครเล่าจะจงรักภักดีและทำงานให้กับคนยากจนไร้ซึ่งเงินทอง

                    หากไม่โง่เขลาจนคนหลอกใช้ความภักดีทำงานแทนก็คงเป็นคนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเด็กทารกเหอะ... ในโลกที่โสมยิ่งกว่าขยะเช่นนี้จะมีคนเช่นนั้นอีกหรือ

                    จ้าวห่าวหลินรู้ดีว่าความเป็นไปได้เช่นนั้นเป็นไปได้น้อยมากและหากต้องการจะหาเงิน ย่อมต้องทำงาน

                    คนที่ใช้ชีวิตไปวันวันไร้แก่นสารอย่างเขาจะเคยทำงานเสียที่ใด

                    โชคดีที่ได้ไปเยือนโลกที่เต็มไปด้วยวิทยาการล้ำสมัยเขาไม่เชื่อหรอกว่าด้วยความรู้ที่ได้รับมาจากโลกอนาคตจะไม่อาจนำพาให้เขาไปสู่จุดที่ต้องการได้ไม่ว่าเงินหรืออำนาจเขาล้วนต้องการทั้งสิ้น

                    แม้จะยังไม่แน่ใจเรื่องราวทั้งหมดแต่เขาเชื่อว่าศัตรูตรงหน้าของเขามีอำนาจและเงินทองมากมายพอที่จะไล่ฆ่าเขาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

                    ตอนนี้เรื่องถอนพิษคงต้องฝากไว้กับว่าที่ฮูหยินส่วนเขาที่เป็นบุรุษก็ควรจะเริ่มคิดถึงอนาคตข้างหน้าของตัวเองและนางได้แล้ว

                    หากต้องการปกป้องตัวเองและภรรยาสิ่งสำคัญที่สุดก็คือมีอำนาจ ถ้าอยากมีอำนาจแน่นอนว่าต้องกระเป๋าต้องหนักพอ

                    การค้าขายล้วนขึ้นอยู่กับเส้นสายในวงการค้าแม้จะมีสินค้าดีแต่หากไม่มีใครมองเห็นก็ไม่สามารถทำเงินได้และตระกูลแรกที่เขามองเห็นก็คือ ตระกูลจาง

                    ตระกูลจางเป็นตระกูลเล็กในโจวเฉิงเป็นตระกูลการค้าที่แทบเรียกได้ว่าไร้ความสำคัญอย่างยิ่งในโจวเฉิงในตลาดธุรกิจที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้ามากอย่างโจวเฉิง ตระกูลจางไม่อาจที่จะต่อสู้ดิ้นรนภายใต้การต่อสู้อันดุเดือดที่นั่นได้สุดท้ายด้วยความเฉลียวฉลาดของเจ้าตระกูลจางเขาเลือกที่จะเดินทางย้ายสำมะโนครัวติดตามเป่ยเฉิงโหวมายังเป่ยเฉิงทั้งตระกูล

                    และเพราะได้มอบความภักดีต่อเป่ยเฉิงโหวผู้ดูแลเป่ยเฉิงแห่งนี้เขาจึงได้รับการไว้วางใจและอำนาจจากเป่ยเฉิงโหวอย่างมากในการดำเนินธุรกิจที่นี่ไม่นานเพียงแค่สามปี ตระกูลจางก็กลายเป็นตระกูลร่ำรวยที่สุดในเป่ยเฉิง

                    โรงเตี๊ยมและเหลาอาหารของตระกูลจางมีครอบคลุมทั่วเป่ยเฉิงมีทุกเมืองใหญ่ และยังมีอำเภอใหญ่ ๆ อีกหลายอำเภอ

                    แต่ตลาดการค้าอาหารยังไม่ใช่เป้าหมายของเขาในตอนนี้

                    การจะทำให้ตระกูลจางหันมาให้ความสนใจกับเขาได้จะต้องทำเรื่องที่สั่นสะเทือนจิตใจของพ่อค้ารายใหญ่ได้เท่านั้น

                    แน่นอนว่าสิ่งที่เขาต้องการขายก็คือ‘นิยาย’

                    อย่ามองว่านิยายเป็นเรื่องตลก

                    ในยุคสมัยนี้วรรณกรรมและนักปราชญ์ล้วนได้รับการยกย่องแต่นิยายปกขาวกลับเป็นที่ยอมรับในหมู่คุณหนูชนชั้นสูงทั้งหลายหากตีตลาดด้านนี้จะสร้างทั้งรายได้และชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็ว

                    สิ่งสำคัญคือหากนิยายขายดีพอและมีเพียงตระกูลจางที่สามารถจำหน่ายนิยายเรื่องนี้ได้ต่างหาก

                    เพราะมันหมายความว่าลูกค้าจะต้องเดินทางมาหาตระกูลจาง

                    แต่การค้านี้ไม่ได้ทำได้ง่ายดายเหมือนในนิยายที่เขาเคยอ่านในยุคนี้มีกระดาษซวนจื่อแล้วตัวกระดาษมีความขาวบริสุทธิ์ผิวค่อนข้างเรียบและซึมน้ำหมึกได้ดีแต่ปริมาณในการผลิตค่อนข้างต่ำเพราะอย่างนั้นกระดาษซวนจื่อจึงถูกผูกขาดขายให้กับทางราชสำนักเท่านั้น

                    กระดาษที่เกรดรองลงมาเป็นกระดาษที่ออกเหลืองเล็กน้อยและซึมน้ำหมึกได้ไม่ดีเท่าอีกทั้งราคาต้นทุนกระดาษค่อนข้างสูง ยังไม่รวมกับไม่มีกระบวนการพิมพ์ในยุคนี้ทำให้ตำราทุกเล่มต้องผ่านการคัดมือ ทั้งใช้เวลามากและต้นทุนสูง

                    หากต้องการสร้างรายได้ด้วยนิยายเรื่องนี้จริงๆ อย่างแรกจะต้องเข้าถึงลูกค้าเป็นวงกว้างอย่างที่สองคือกำลังการผลิตจะต้องมากพอต่อความต้องการตลาด

                    สิ่งที่เขากำลังคิดในตอนนี้ก็คือ‘การเรียงพิมพ์’

                    การพิมพ์ในยุคเริ่มแรกของวงการตำราจีนโบราณเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่เครื่องจักรขนาดใหญ่ไม่ได้ตอบโจทย์มากนักหากต้องการเคลื่อนย้ายหรือทำพร้อมกันหลายเครื่องเขาจึงร่างแบบพิมพ์เขียวเครื่องเรียงพิมพ์ขึ้นมาใหม่ให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปและสามารถทำพร้อมกันหลายเครื่องได้แทน

                    ในโลกก่อนเขาเคยอยู่กับตาที่ชอบการประดิษฐ์ข้าวของสมัยเก่าทำให้เขาได้รับอิทธิพลและชื่นชอบศึกษาเกี่ยวกับเครื่องจักรกลไกต่าง ๆในสมัยโบราณไปด้วย

                    ชายหนุ่มร่างพิมพ์เขียวเครื่องเรียงพิมพ์ลงบนแผ่นกระดาษหลายแผ่นมีทั้งจำลองด้านหน้าด้านข้าง ชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในการสร้างเครื่องเรียงพิมพ์

                    เขาถอนหายใจหนักก่อนจะใช้แท่งไม้ทับลงบนพิมพ์เขียนที่เขียนไว้แล้วเดินไปยังบ้านเฉินเหลียง

                    “พี่สะใภ้พี่ใหญ่เฉินตื่นหรือยังขอรับ”

                    หลินซื่ออยู่ในห้องโถงได้ยินเสียงของจ้าวห่าวหลินก็แย้มยิ้มเอ็นดูเดินออกไปเปิดประตูเรือนต้อนรับ

                    “พี่ใหญ่ของเจ้าเพิ่งตื่นไม่นานเจ้ามาก็ดี ข้าจะไปดูกระต่ายหลังเรือนเสียหน่อย คงต้องรบกวนเจ้าดูแลพี่ใหญ่แทนข้าหน่อย”

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะ“รับรองได้ขอรับพี่สะใภ้”

                    ชายหนุ่มเดินมุ่งตรงไปยังห้องนอนเห็นเฉินเหลียงกำลังแย้มยิ้มแฉ่งมองเขาในท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงเตา

                    “ดูเหมือนอาการของพี่ใหญ่จะดีขึ้นไม่น้อย”ใบหน้าที่ซีดเซียวเมื่อคืนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ...ฮูหยินข้าเก่งกาจยิ่ง

                    “ฮ่าๆๆมา ๆ มานั่งคุยกันหน่อย เฮ้อ...ข้าไม่คิดเลยว่าการอยู่เรือนทั้งวันจะน่าเบื่อเช่นนี้ข้าชักรู้สึกส่งสารเมียข้าเสียจริง” เฉินเหลียงเอ่ยติดตลก

                    จ้าวห่าวหลินเหลือบมองข้าที่มีไม้ดามก่อนจะมองเขา“ท่านยังปวดอยู่หรือไม่?”

                    “ไม่มากนักยาของท่านหมอดียิ่ง เฮ้อ... ข้านึกว่าตัวเองจะใช้ขาข้างนี้ไม่ได้เสียแล้วโชคดีของข้านักที่รู้จักเมียเจ้าถึงได้อยู่รอดปลอดภัย”

                    เมื่อมีคนชมเมียตัวเองในฐานะสามีย่อมอารมณ์ดีจนยิ้มแย้มมีความสุข

                    “ว่าแต่เจ้าเถอะมาหาข้าคงไม่ใช่เพียงเพื่อมาคุยเล่นหรอกกระมัง”

                    “คนรู้ใจข้าคือท่าน...ข้าอยากจะถามพี่ใหญ่ว่ารู้จักร้านตีเหล็กดี ๆ สักร้านหรือไม่”

                    เฉินเหลียงมองจ้าวห่าวหลินเป็นเชิงถาม“เจ้าต้องการตีเหล็กหรือซื้อเครื่องมืออย่างนั้นหรือ อืม...เครื่องมือที่ทำจากเหล็กล้วนราคาสูงนัก หากเจ้าต้องการสิ่งใดเอาจากข้าไปก่อนก็ได้เจ้าไม่ต้องไปซื้อให้สิ้นเปลือง”

                    พี่ใหญ่ผู้นี้ของเขาช่างจิตใจดียิ่ง

                    จ้าวห่าวหลินส่ายหน้า“ข้าต้องการสร้างของบางอย่าง แต่ข้าต้องการสร้างขึ้นด้วยตัวเองหากให้ดีข้าอยากตีขึ้นด้วยตัวเอง”

                    เฉินเหลียงขมวดคิ้วไม่เห็นด้วยนัก“เสี่ยวหลิน อย่าหาว่าข้าดูถูกเจ้าเลยเจ้าตัวบางร่างน้อยร่างกายอ่อนแอเช่นนี้จะทำงานเหล็ก เฮ้อ... นั่นคงยากเกินไปไม่สู้เจ้าไปวางกับดักล่ากระต่ายในป่าแทนข้าแล้วเอากลับมาให้พี่สะใภ้เจ้าเลี้ยงไม่ดีกว่าหรือ”

                    เฉินเหลียงรู้สึกไม่เห็นด้วยนักร่างกายของจ้าวห่าวหลินอ่อนแออย่างมาก และท่านหมอคงไม่ต้องการให้สามีของนางไปทำงานหนักเช่นกัน

                    งานตีเหล็กนั้นต้องใช้แรงและความอดทนอย่างมากไม่ใช่ว่าใครจะสามารถทำงานนี้ได้ เพราะแบบนี้งานตีเหล็กล้วนสืบทอดกันในตระกูลสอนกันตั้งแต่เด็กจนโต กว่าจะมีช่างตีเหล็กฝีมือดีสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่ดูจากรูปร่างผิวพรรณสะอาดสะอ้านของจ้าวห่าวหลินเฉินเหลียงย่อมรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาผู้นี้ไม่เคยผ่านการทำงานเหล็กมาก่อน

                    เช่นนี้จะไปทำงานนี้ได้อย่างไร?

                    “ไม่ได้เจ้าทำงานนี้ไม่ได้เด็ดขาด” น้ำเสียงของเฉินเหลียงมีความเด็ดขาดไม่ยินยอม

                    จ้าวห่าวหลินถอนหายใจเขาไม่คิดว่าพี่ใหญ่ของเขาคนนี้จะปฏิเสธเรื่องนี้อย่างหนักแน่นเช่นนี้

                    “หากว่าเจ้าต้องการสร้างสิ่งใดเจ้าก็จ้างเถอะ ตาเฒ่าหวางที่อยู่หมู่บ้านเฟิงห่างออกไปสิบสามลี้ฝีมือดียิ่งและทำงานละเอียด ข้าเองก็ซื้อเครื่องมือจากที่นี่เหมือนกัน”

                    “ขอบใจพี่ใหญ่มาก”จ้าวห่าวหลินลุกขึ้นตบบ่าของเฉินเหลียงด้วยรอยยิ้ม

                    เฉินเหลียงคิ้วกระตุกมองเด็กหนุ่มที่เดินออกไปอย่างดื้อรั้นเขาตะโกนเสียงดังปรามขึ้นมา “แค่ไปสั่งทำก็พอเล่า เข้าใจหรือไม่?”

                    หลินซื่อได้ยินเสียงตะโกนภายในบ้านก็รีบกลับเข้ามาเห็นจ้าวห่าวหลินเดินออกไปแล้ว นางจึงเดินไปหาสามีที่ในห้องนอนแทน

                    “เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”

                    เฉินเหลียงมีสีหน้าหนักใจ“เสี่ยวหลินอยากไปเรียนตีเหล็กนะสิ เฮ้อ...ข้ากลัวแต่ว่าหากท่านหมอรู้เรื่องนี้เข้าจะไม่ยินยอมร่างกายเสี่ยวหลินอ่อนแอเพียงนั้นจะไปทำงานเหล็กได้อย่างไรกันเจ้าเด็กนั่นน่าตียิ่ง ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเขาจะดื้อดึงเพียงนี้”

                    หลินซื่อได้ยินก็ขมวดคิ้วถอนหายใจหนักนางไม่คิดมาก่อนว่าเสี่ยวหลินที่นิ่งเงียบดูสุภาพผู้นั้นเวลาดื้อดึงแล้วจะไม่ยอมฟังผู้ใดเช่นกัน

                    “ไว้ข้าจะบอกท่านหมอหลังจากนางกลับมาแล้วกัน”

                    “เฮ้อ...คงต้องเป็นเช่นนั้น คนที่จะห้ามเสี่ยวหลินได้คงมีเพียงท่านหมอแล้ว”

                    จ้าวห่าวหลินไม่ได้รู้เรื่องนี้เขาเดินลงเขามุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านเฟิงแต่เมื่อเดินมาถึงหมู่บ้านเขาก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่รู้เส้นทางไปหมู่บ้านเฟิงหากจะกลับไปหาเฉินเหลียงก็คงไม่แคล้วโดนห้ามปรามอีกเป็นแน่

                    “พี่ใหญ่”เสียงเจ้าลูกสมุนทั้งสี่ดังขึ้นได้จังหวะพอดี

                    กำลังง่วงนอนก็มีคนยื่นหมอนส่งให้...จ้าวห่าวหลินหันไปมองเจ้าลูกสมุนทั้งสี่อย่างมีเลศนัยทำให้เจ้าพวกนั้นทั้งสี่มองหน้ากันเลิกลั่กเริ่มไม่วางใจที่จะเข้าหาเขา

                    จ้าวห่าวหลินหงายมือกวักเรียกนิ่งทั้งสี่คนก็รีบปรี่ตัวเข้ามาหาทันที

                    “พี่ใหญ่มีอะไรให้พวกเรารับใช้หรือขอรับ”เฉินเช่อกะพริบตาปริบมองเขาด้วยแววตาประจบสอพลออย่างสุด ๆ จนเขาต้องหันไปอีกด้านแต่พอเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหลุมสิวของเฉินเจิ้งอู๋ก็ต้องหันกลับไปใหม่ด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย

                    “ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าควรจะไปหางานทำหาเงินมาชดใช้ให้ข้าหรอกหรือ”

                    เมื่อโดนเจ้าหนี้ทวงหนี้ทั้งสี่คนก็เริ่มอึดอัดขึ้นมา มองหน้ากันไปมาโทษเจ้าโทษข้ากันไปมา

                    “พอๆ ข้าต้องการไปหาตาเฒ่าหวางที่หมู่บ้านเฟิง นำทางไป!”

                    “พี่ใหญ่ต้องการไปตีมีดกับตาเฒ่าหวางหรือขอรับ”เฉินเวยเอ่ยถามอย่างสงสัย

                    จ้าวห่าวหลินมองเขาก่อนจะอืมเสียงหนึ่งเฉินเวยแย้มยิ้มเอ่ยต่อ “ท่านตัดสินใจถูกแล้ว ในละแวกแปดลี้สิบหมู่บ้านนี่มีเพียงแค่ตาเฒ่าหวางเท่านั้นที่ตีเหล็กได้ดี มีคนบอกว่าตอนหนุ่ม ๆตาเฒ่าหวางเคยตีเหล็กให้กับโรงตีเหล็กใหญ่ในตัวเมืองมาก่อนแต่เพราะเกิดเรื่องบางอย่างตาเฒ่าหวางก็เดินกลับมาตีเหล็กขายอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้แทน”

                    “ข้าได้ยินว่าตาเฒ่าหวางไปมีเรื่องกับเถ้าแก่ของโรงตีเหล็กเพราะแบบนั้นถึงได้โดนขับไล่ออกมาอีกทั้งตอนที่ไปซื้อเหล็กในตัวเมืองก็ยังโดนกดราคาอีกด้วยแต่เพราะตาเฒ่าแกเป็นคนใจดี เครื่องมือของแกไม่ได้ราคาสูงมากนัก ชาวบ้านโดยรอบนี่ล้วนไปซื้อหากับแกแทบทั้งสิ้น”

                    ทั้งห้าคนเดินกันไปคุยกันไปจนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านเฟิง

                    จ้าวห่าวหลินมองไปโดยรอบก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่ถึงชื่อหมู่บ้านเฟิงในหมู่บ้านมีต้นเฟิงขึ้นแซมอยู่มากมายยามนี้เป็นช่วงต้นเดือนเก้าใบไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสีทำให้มีทั้งสีแดงสีเขียวปะปนกันไปมองแล้วงดงาม

                    “พี่ใหญ่ตาเฒ่าหวางอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยขอรับ” เฉินเวยตื่นเต้นมากรีบนำทางไป

                    จ้าวห่าวหลินมองเฉินเช่อเป็นเชิงถามมันจะตื่นเต้นทำไม ไม่ใช่เขาหรอกหรือที่อยากมา

                    เฉินเจิ้งอู๋หัวเราะและตอบแทน“เจ้าเวยมันชื่นชอบเรื่องการค้า แต่ที่บ้านมีเงินน้อยนิดจะมีเงินที่ไหนให้มันลงทุนเล่าสุดท้ายมันก็ได้แต่เดินเตร่ไปมาเหมือนพวกข้าเนี่ยแหละ”

                    เฉินเฟิงที่เดินตามเงียบๆ ตลอดมองหน้าจ้าวห่าวหลินแล้วพูดเสียงเบา “เจ้าเวยบอกว่าหากอยากร่ำรวยต้องค้าขาย”

                    จ้าวห่าวหลินพยักหน้าดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่ยังพอมีความคิดอยู่บ้าง

                    แม้ว่าสี่สายอาชีพได้แก่บัณฑิต เกษตรกร ช่างฝีมือและพ่อค้า พ่อค้าจะมีสถานะทางสังคมต่ำต้อยที่สุดแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพ่อค้านั่นร่ำรวยที่สุด

                    เขาคิดว่าเพราะต้องการกดข่มพ่อค้าไม่ให้ผยองเกินไปจึงได้วางสถานะให้พ่อค้าต่ำสุดแต่แท้จริงแล้วหากต้องการให้แคว้นหนึ่งก้าวหน้าจะต้องนำพาให้เศรษฐกิจในแคว้นรุ่งเรืองเสียก่อนนั่นหมายความว่าคนที่สำคัญในการขับเคลื่อนแคว้นก็คือเหล่าพ่อค้าที่สถานะต่ำต้อยที่สุดนั่นเอง

                    น่าเสียดายที่ในยุคนี้ไม่มีใครตระหนักถึงเรื่องนี้มากนัก

                    เดินไปต่ออีกไม่นานก็ได้ยินเสียงตีเหล็กแว่วมากระทบหูเสียงการกระทบกันของค้อนเหล็กและทั่งช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่ง

                    โรงตีเหล็กแห่งนี้ดูเหมือนจะสร้างขึ้นมาเองขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก มีเตาเผาขนาดใหญ่และพื้นที่ทำงานไม่มากนักด้านหน้าเป็นเพิงเล็ก ๆ ที่วางของที่สร้างไว้ให้เห็น

                    มีทั้งหม้อกระทะ มีด และอุปกรณ์การเกษตรวางให้เห็นจ้าวห่าวหลินเดินเข้าไปตรวจสอบดูก็พบว่าการตีขึ้นรูปทำได้ดีเยี่ยมอย่างมากเกินกว่าที่เขาจะคาดหวังไว้

                    โรงตีเหล็กในหมู่บ้านสามารถตีเหล็กได้ดีขนาดนี้เชียว

                    ดูเหมือนเถ้าแก่โรงตีเหล็กแห่งนั้นจะทำของดีหายไปเสียแล้ว

                    เฉินเวยเดินยิ้มเข้าไปหาชายชราที่กำลังตีเหล็กผู้นั้น“ตาเฒ่าหวาง พี่ใหญ่ของพวกข้าต้องการซื้อของท่าน”

                    ตาเฒ่าหวางหยุดตีเหล็กเหลือบมองเฉินเวยเขาย่อมจำเจ้าเด็กนี่ได้ดีเจ้าเด็กพวกนี้เป็นพวกว่างงานที่กินดื่มเที่ยวเล่นไร้สาระไปวันวันไม่รู้จักทำงานทำการ เหอะ... พี่ใหญ่ของพวกมันก็คงไม่ต่างกันนัก

                    จ้าวห่าวหลินมองตาเฒ่าหวางตรงหน้าแม้จะอายุเยอะแล้วแต่ร่างกายของเขากำยำมีกล้ามเนื้อสมบูรณ์ดูแข็งแรงเสียยิ่งกว่าพวกหนุ่มสาวในหมู่บ้านหนิวเจียเสียอีก

                    “ตาเฒ่าข้าต้องการเรียนวิชาจากท่าน”

                    คำพูดของจ้าวห่าวหลินทำให้ทุกคนหันขวับมามองที่เขาทันที

                    ตาเฒ่าหวางส่งเสียงเหอะทีหนึ่งมองเขาขึ้นลงทั้งตัวก่อนจะส่งสายตาดูถูก“โรงตีเหล็กของข้าไม่ใช่ที่ที่เด็กน้อยเช่นพวกเจ้ามาวิ่งเล่นได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เหอะ... ผอมแห้งเช่นนี้ยังจะอยากเป็นลูกศิษย์ข้า ไสหัวไป!”

                    จ้าวห่าวหลินมีสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาราวกับที่ตาเฒ่าหวางต่อว่าไม่ได้เอ่ยกับเขาอย่างไรอย่างนั้นเขาปลดเข็มขัดกับเสื้อตัวนอกส่งให้เฉินเฟิงข้างกายถลกแขนเสื้อตัวในเดินเข้าไปในโรงตีเหล็ก

                    มองไปยังค้อนในมือตาเฒ่าหวาง“เช่นนั้นมาดูกันว่าท่านอยากได้ข้าหรือไม่?”

                    ตาเฒ่าหวางรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่น่าสนใจนักเขาหัวเราะ “ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ตีมีดสั้นให้ข้าด้ามหนึ่งหากดีพอข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์”

                    พวกเฉินเช่อราวกับคนบื้อใบ้มองหน้ากันไปมา...ไหนพี่ใหญ่บอกว่าแค่มาหาซื้อของไม่ใช่หรอกหรือ?

                    เอ๊ะ! แต่จะว่าไปเหมือนพี่ใหญ่เองก็ไม่ได้บอกว่ามาทำไมนี่หว่า

                    จ้าวห่าวหลินกะน้ำหนักค้อนในมือเขารู้สึกว่าหนักกว่าที่คิดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หนักจนกินแรงเขามากเกินไป

                    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

                    เสียงตีเหล็กดังขึ้นท่ามกลางความเงียบบรรยากาศจริงจังและแววตาคู่นั้นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจของจ้าวห่าวหลินสะกดให้ทุกคนมองไปทางเขาตั้งใจมองการทำงานของเขาโดยไม่รู้ตัว

                    เพียงแค่เริ่มตีไม่นานจ้าวห่าวหลินก็รู้ดีว่าความร้อนของเตาไม่สูงพอหากเปลี่ยนเป็นเตาทรงสูงและใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแทนจะทำให้ได้ความร้อนที่ดีกว่านี้มากทีเดียว

                    เพียงตีไม่นานเหงื่อของชายหนุ่มก็ชุ่มตัวจนเสื้อตัวในเปียกชื้นแขนที่ตีลงไปบนเหล็กเริ่มอ่อนล้า แต่สายตาคู่นั้นยังคงมุ่งมั่น

                    แสงอาทิตย์อ่อนแสงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายยามเซิน หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงก็ควบม้ามาถึง

                    ลูกสมุนทั้งสี่ได้ยินเสียงม้าควบตรงเข้ามาก็หันไปมองผู้มาเยือนพร้อมกันมองเห็นใบหน้าตึงเครียดของพี่สะใภ้มุ่งตรงเข้ามา พวกเขาก็คิดพร้อมกันว่า

                    ไอหยา...พี่ใหญ่ท่านแย่แล้ว!!!

    คล้ายกับเรื่องสามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB) ที่คุณอ่าน