“ดูท่าเจ้ามีตำแหน่งอยู่ในสำนักมืดมิดสูงกว่าเลือกเจ้าแล้วกัน!”
ตู้เซ่าฝู่กำก้อนหินรูปร่างยอดเขาห้านิ้วมือไว้ในมือจากนั้นเล็งปาไปทางชายหนุ่มชุดดำคนนั้นอย่างแรง
“ซู่!”
ก้อนหินรูปร่างยอดเขาห้านิ้วมือพุ่งกลายเป็นลำแสงเส้นหนึ่งตู้เซ่าฝู่ใช้แรงปาก้อนหินไปสุดแรงราวกับปืนใหญ่ยิงพุ่งขึ้นฟ้าไปกระแทกใส่วิญญาณติดชีพจรอสูรเกล็ดแข็งที่น่ากลัวของชายหนุ่มชุดดำอย่างแรง
“โครม!”
ร่างเงาอสูรเกล็ดแข็งตัวนั้นรูปร่างประหนึ่งอสูรร่างจริงราวกับมีชีวิตมิปานมันกำลังง่วนอยู่กับการต่อสู้นัวเนียกันอย่างประชิดกับวิญญาณติดชีพจรอสูรงูเหลือมของชายหนุ่มชุดนักสู้แขนขาสั้นระหว่างที่ร่างเงาอสูรเกล็ดแข็งไม่ทันได้ระวังตัวก็ถูกก้อนหินของตู้เซ่าฝู่ปากระแทกใส่ร่างของมันถูกก้อนหินพุ่งผ่านร่าง ร่างเงาร้องคำรามโหยหวนเสียงดังจากนั้นก็แตกกระจายเป็นอักษรยันต์
“ฟู่ด!”
ชายหนุ่มชุดดำที่กำลังต่อสู้กับชายหนุ่มชุดนักสู้แขนขาสั้นอย่างดุดันกระอักโลหิตพ่นเลือดปริมาณมากออกมาเนื่องด้วยวิญญาณติดชีพจรถูกโจมตีจนแตกสลาย
“ปึง!”
ในที่สุดชายหนุ่มชุดนักสู้แขนขาสั้นก็ได้โอกาสเขาง้างแขนเตรียมกำปั้นเหวี่ยงหมัดชกใส่หน้าอกของชายหนุ่มชุดดำ ชายหนุ่มชุดดำพ่นโลหิตออกมาอย่างแรงอีกครั้งจากนั้นร่างก็ลอยละลิ่วปลิวสู่พื้นประหนึ่งว่าวที่พลิ้วลอยตามลม
“ไอ้เศษสวะมู่เจิ้งเฮ่า บัญชีแค้นนี้พวกเราต้องให้เจ้าชำระในภายหลังข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไปแน่!”
ชายหนุ่มชุดดำร้องตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อร่างถูกโจมตีกระเด็นถอยไป เขาก็ถือโอกาสเผ่นหนีถอยไปอย่างไว ไม่กล้าอยู่ต่ออีกต่อไปเด็กหนุ่มที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีทองอ่อนคนนั้นน่ากลัวเกินไปแล้ว
“ถอย รีบถอย!”
ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณสองคนที่ลอยอยู่บนฟ้าที่ไม่กล้าเข้าใกล้ตู้เซ่าฝู่และผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณสองคนที่กำลังต่อสู้กับศัตรูเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มชุดดำถอยแต่ละคนก็รีบถอยหนีไปอย่างรวดเร็ว ต่างเกรงว่าตู้เซ่าฝู่จะปาก้อนหินพิสดารนั่นใส่พวกเขาอีก
“หนี รีบหนี”
ศิษย์ผู้ติดตามสำนักมืดมิดคนอื่นๆที่เหลือเมื่อเห็นเหตุการณ์ก็รีบหนีไปอย่างไวคิดในใจหากเกิดมามีขามากกว่านี้สักครู่ก็คงดีจะได้หนีไวขึ้น
ตู้เซ่าฝู่เก็บพลังทำให้แสงสีทองที่ห่อหุ้มร่างจางหายไปจากนั้นเก็บก้อนหินรูปร่างยอดเขาห้านิ้วมือที่ตกลงมาบนพื้นขึ้นมาเก็บใส่เสื้อทางอกไปทั้งยังไม่ลืมที่จะไปค้นศพของศิษย์สำนักมืดมิดอย่างไว ตู้เซ่าฝู่ริบเก็บถุงหยินหยางไปอย่างคล่องแคล่วไว้ในเสื้อ
ศิษย์สำนักสกุลมู่ที่เหลือรอดแสดงสีหน้ามึนงงสับสนในใจคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือใครกันแน่จึงมาช่วยเหลือพวกเขาหรือว่ามาเพื่อจะปล้นชิงทรัพย์กันแน่
ทว่าแววตาของคนจากสำนักสกุลมู่ทุกคนต่างก็มองชายหนุ่มคนนี้อย่างซาบซึ้งทุกคนต่างชัดเจนดีว่าหากไม่มีเด็กหนุ่มน่ากลัวคนนั้นเกรงว่าวันนี้พวกเขาไม่น่าจะมีชีวิตรอดกันไปได้สักคน
ชายหนุ่มชุดนักสู้แขนขาสั้นและผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณเก็บวิญญาณติดชีพจรไปสายตาจับจ้องไปที่ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังค้นศพเอาถุงหยินหยางอย่างประหลาดใจนึกไม่ถึงว่าผู้ที่ยื่นมือมาช่วยเหลือจะเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อยถึงเพียงนี้อายุน่าจะแค่สิบเจ็ด ทว่าพลังกำลังกลับแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นว่าตู้เซ่าฝู่เก็บถุงหยินหยางไปได้สักพักชายหนุ่มชุดนักสู้แขนขาสั้นจึงหาจังหวะเดินเข้าไปด้านหน้าตู้เซ่าฝู่ ประสานมือด้านหน้าทำท่าคารวะอย่างซาบซึ้ง“ข้ามู่เจิ้งเฮ่าแห่งสำนักสกุลมู่ ไม่ทราบว่าสหายผู้นี้มีนามว่าอะไรขอบคุณที่มาช่วยเหลือ ข้ารู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้น”
“ไม่เป็นไร ข้ามีนามว่าตู้เซ่าฝู่”
ตู้เซ่าฝู่เก็บถุงหยินหยางมาได้จำนวนมากจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาหันหน้าไปมอง มู่เจิ้งเฮ่า กลอกสายตาไปมอง เอ่ยถามว่า “พวกเจ้าเป็นคู่อริกับสำนักมืดมิดหรือ?”
เมื่อพูดถึงสำนักมืดมิด มู่เจิ้งเฮ่าก็แสดงแววตาที่เคียดแค้นออกมาเอ่ยถามตู้เซ่าฝู่ว่า “สหายเซ่าฝู่อาจไม่รู้ พวกเราสำนักสกุลมู่กับสำนักมืดมิดที่จริงไม่ได้มีความแค้นอันใดต่อกันเพียงแต่ในป่ามืด ยากที่จะหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งกระทบกระทั่งกันกับกลุ่มอื่นแต่แค่คิดไม่ถึงว่าวันนี้ เซวียอวิ๋นหมิงแห่งสำนักมืดมิดจะกล้ามาลงมือกับข้าหากสหายตู้ไม่มาช่วยเหลือ สถานการณ์ของพวกเราต้องแย่ไปกว่านี้มากแน่ พอข้ากลับไปจะไม่ปล่อยสำนักมืดมิดไปแน่ สำนักสกุลมู่ของพวกเราไม่ได้ใจดียอมปล่อยไปง่ายๆ”
ตู้เซ่าฝู่นัยน์ตาสั่นไหวเขาไม่ได้สนใจเรื่องว่าอำนาจอิทธิพลระหว่างสำนักสกุลมู่กับสำนักมืดมิดใครแกร่งกว่าใคร
ต่อให้สำนักสกุลมู่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งว่าสำนักมืดมิดต่อไปมีโอกาสที่จะจัดการสำนักมืดมิด ตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ได้สนใจมิหนำซ้ำเกรงว่าจะผิดหวังด้วยซ้ำ เนื่องด้วยเขามีความแค้นกับสำนักมืดมิดจึงอยากเป็นผู้แก้แค้นด้วยตัวเอง ตอนนี้คิดแค่อยากสร้างศัตรูให้กับสำนักมืดมิดเพิ่มขึ้นนิดหน่อย
ศัตรูของสำนักมืดมิดตู้เซ่าฝู่มองว่าเป็นสหายครึ่งหนึ่งของตน ทว่าสหายของสำนักมืดมิดถือว่าเป็นศัตรูของเขาเต็มตัว
“พวกเจ้ามีวิธีกำจัดเจ้าสิ่งนี้หรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่ลูบตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดบนคอพร้อมกับเอ่ยถามมู่เจิ้งเฮ่าตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดนั้นสร้างเป็นรอยปานสีดำอ่อนๆหากไม่ตั้งใจสังเกตก็จะมองไม่เห็น
ในเมื่อสำนักสกุลมู่เป็นคู่ต่อสู้ของสำนักมืดมิดตู้เซ่าฝู่คิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะพอมีวิธีทำลายตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดอยู่ถึงแม้ว่าตอนนี้ตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดได้ตงหลีชิงชิงมาช่วยผนึกทับไว้ไม่มีปัญหาขณะหนึ่ง ทว่าตู้เซ่าฝู่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีต้องรีบหาวิธีจัดการให้เร็วหน่อยจะดีกว่า
“นี่คือตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิด”
มู่เจิ้งเฮ่าจ้องมองไปที่ปานดำสีอ่อนๆบนคอของตู้เซ่าฝู่ สามารถมองออกเพียงในเวลาอันสั้น
“ถูกต้องเหมือนว่ามันจะเรียกว่าตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดพวกเจ้ามีวิธีอะไรในการกำจัดมันหรือไม่?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถาม
“ตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดแปลกพิสดารมากได้ยินว่ามันไม่สามารถลบล้างไปได้ ตัวข้าเองก็ลบล้างไม่ได้”
มู่เจิ้งเฮ่าจ้องมองตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “แต่ว่าสหายตู้ไม่ต้องเป็นกังวลเจ้าคือผู้ช่วยชีวิตข้ามีบุญคุณต่อข้ามู่เจิ้งเฮ่า ติดตามข้าไปสำนักสกุลมู่ดีหรือไม่ปกติข้าก็อยู่ที่สำนักสกุลมู่มาตลอด ต่อให้คนในสำนักมืดมิดรู้ว่าสหายตู้อยู่ก็ไม่มีทางกล้ามาทำอะไรหรอกอีกอย่างข้าสามารถให้บิดาของข้าและยอดฝีมือของสำนักสกุลมู่มาช่วยตรวจสอบอีกทีว่ามีวิธีอันใดลบล้างตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดไปได้หรือไม่”
“ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องหรอก”
ตู้เซ่าฝู่ส่ายหน้า ดูท่าทีแล้วสำนักสกุลมู่เองก็ไร้วิธีในการทำลายตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดไปได้จึงบอกกับมู่เจิ้งเฮ่าว่า “ข้ายังมีธุระ ข้าขอตัวก่อน ลาก่อน”
“สหายตู้ช้าก่อน”
มู่เจิ้งเฮ่ารีบเรียกตู้เซ่าฝู่เอาไว้กล่าวเตือนอย่างหวังดี “สหายตู้ไม่คิดจะมาอยู่กับพวกเราจริงๆหรือ บนกายของเจ้ามีตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดอยู่แสดงว่าเจ้ามีความแค้นกับ สำนักมืดมิด บริเวณรอบๆ ตรงนี้มีคนของสำนักมืดมิดเพ่นพ่านอยู่ตลอดเมื่อกี้เจ้ายังมาช่วยเหลือข้า เกรงว่าหากสำนักมืดมิดพบตัวเข้าจะลำบาก
สหายตู้มีพละกำลังที่แข็งแกร่งมากทว่าสำนักมืดมิดเองก็มียอดฝีมือ ซึ่งได้ยินว่ามีผู้ที่แกร่งจนถึงเป็นผู้ฝึกฌานขั้นจ้าวแห่งยุทธข้าคิดว่าเจ้าไปกับพวกเราน่าจะดีกว่า ทางด้านหน้าจะมียอดฝีมือของสำนักสกุลมู่มารับข้ากลับไปจึงไม่ต้องกังวลเรื่องคนของสำนักมืดมิดอีกแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิดสักครู่ความคิดนี้ดูท่าไม่เลวเลย ทว่าตอนนี้กลับไม่อาจเดินทางไปกับสำนักสกุลมู่ได้เพราะยังมีตงหลีชิงชิงอยู่หากไม่ได้พบกับตงหลีชิงชิง ทางเลือกนี้ก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียวดังนั้นเขายังคงส่ายศีรษะ กล่าวว่า “ขอบคุณสำหรับความหวังดีแต่ไม่เป็นไร”
เมื่อพูดจบ ตู้เซ่าฝู่ก็เตรียมหมุนตัวเดินจากไปแม้ตงหลีชิงชิงบอกว่าสำนักสกุลมู่ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ทว่าตู้เซ่าฝู่กลับมองหน้าของมู่เจิ้งเฮ่าแล้วรู้สึกสบายใจคิดว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่เลว
เรื่องคนดีไม่ดีสำหรับสถานที่เฉกเช่นป่ามืดแล้ว หากสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้เกรงว่าไม่น่าจะเป็นคนดีคนบริสุทธิ์อะไร คนดีไม่น่าจะมีชีวิตอยู่รอดในป่ามืดได้นาน
“สหายตู้น่าจะไม่สะดวกเริ่มเดินทางไปด้วยถ้าอย่างนั้นหากมีโอกาสได้ไปเมืองมืดละก็ อย่าลืมไปที่สำนักสกุลมู่และมาพบข้าล่ะบุญคุณที่ช่วยเหลือชีวิตของข้า ข้าจะไม่มีวันลืม” มู่เจิ้งเฮ่าตะโกนบอกกับตู้เซ่าฝู่ที่กำลังเดินจากไปหันหลังให้
“นายน้อย ตู้เซ่าฝู่คนนี้ยังอายุน้อยทว่ามีพละกำลังที่แข็งแกร่งน่ากลัวมากถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากใน ในป่ามืดเหมือนว่าไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยถึงคนที่มีพรสวรรค์เช่นนี้จะต้องมีเบื้องหลังความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาแน่นอน” หลังจากที่เห็นเด็กหนุ่มชุดม่วงเดินไปไกล ชายผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับกล่าวกับมู่เจิ้งเฮ่า
มู่เจิ้งเฮ่านัยน์ตาสั่นไหวมองตามหลังตู้เซ่าฝู่ที่เดินจากไปจนลับสายตา กล่าวเบาๆ ว่า “สหายตู้น่าจะเพิ่งมาที่ป่ามืดได้ไม่นาน ตามหลักความชอบธรรมถือว่าเขาเคยช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ ตามผลประโยชน์ส่วนตัว มีพรสวรรค์มากระดับนั้น ต่อไปต้องมีฐานะในยุทธจักรที่ไม่ธรรมดาแน่นอนดังนั้นหากมีโอกาสผูกมิตรไว้เสียจะดีกว่า”
“นายน้อยฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนักไม่แปลกเลยที่นายท่านมักจะเอ่ยชมท่านอยู่บ่อยๆ”ชายวัยกลางคนข้างๆ ยิ้มขณะพูดด้วย
มู่เจิ้งเฮ่าที่สีหน้าซีดเผือดยิ้มบางๆจากนั้นกล่าวว่า “ยอดฝีมือของสำนักสกุลมู่พวกเราน่าจะใกล้ถึงแล้วครั้งนี้สำนักมืดมิดก็ยังเคลื่อนไหวอย่างเอิกเกริกวุ่นวาย จากที่พวกเราไปสืบข่าวมาสำนักมืดมิดบังเอิญได้พบกับไข่อสูรขั้นอสูรเหินฟ้าแต่เมื่ออสูรตัวนั้นฟักออกจากไข่มาแล้วมันก็หนีไปได้ได้ยินว่ามันยังหนีอยู่ไม่ไกลจากที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่มก็ได้ยินข่าวนี้กันแล้วแต่ละกลุ่มต่างส่งยอดฝีมือออกไป หากใครได้ครอบครองอสูรตัวนั้นเกรงว่าเพียงในระยะเวลาไม่นานก็จะสามารถควบคุมเบ่งอำนาจเหนือกลุ่มผู้มีอิทธิพลอื่นๆได้ พวกเราเองก็อย่ารอช้า ในเมื่อพวกเราได้ข่าวมาไวกว่ากลุ่มอื่นอีกหลายกลุ่มส่วนเรื่องบัญชีความแค้นของวันนี้ หากมีโอกาสจะต้องสั่งสอนไอ้เจ้าเซวียอวิ๋นหมิงอย่างสะสมแน่”
“ซู่ๆ……”
ทันใดนั้นหลังจากนั้น สำนักสกุลมู่ก็จัดการกับศพพรรคพวกในหุบเขาเล็กแห่งนี้ให้เรียบก่อนจากนั้นก็รีบเดินทางจากไปอย่างรวดเร็ว
ภายในป่าทึบตงหลีชิงชิงจ้องมองตู้เซ่าฝู่ ดวงตาสุกใสของแสดงความรู้สึกแปลกใจออกมานางสัมผัสได้ถึงลมปราณอันบ้าระห่ำเผด็จการในตัวที่นางเคยรู้จัก กล่าวว่า “วิชาลมปราณที่เจ้าใช้มีความแปลกพิสดารจริงๆลมปราณนั้นทำให้ข้ารู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ”
“อย่างนั้นหรือ”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเล็กน้อยเขาไม่ได้คิดจะเล่าอะไรเพิ่มเติมเรื่องพละกำลังของตัวเองในตอนนี้เขาแอบพอใจอยู่เล็กน้อย หลังจากบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับไปแล้วพละกำลังของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ต่อไปหากต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานผู้ฝึกฌานก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้วหรือจะเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับเองก็ไม่ต้องกังวลมากอีกต่อไป
ตงหลีชิงชิงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมบอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า “พวกเราเดินทางไปต่อกันเถิดหากชักช้าจะไม่ทันแล้ว”
“พวกเราไปที่ไหนนะ?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถามอย่างสงสัย
“ไปจัดการอสูรที่กำลังเตรียมบรรลุขั้นพญาอสูรกลัวหรือไม่?” ตงหลีชิงชิงมองตู้เซ่าฝู่พร้อมกับยิ้มให้รอยยิ้มพิมพ์ใจงดงามนี้น่าจะสะกดใจชายทุกคนได้
ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้เหม่อลอยเพราะรอยยิ้มหรือความงามของนางแต่ตะลึงเมื่อได้ยินนางพูดถึง พญาอสูร อสูรที่กำลังเตรียมจะบรรลุพญาอสูรเทียบเท่ากับมนุษย์สายอาชีพผู้ฝึกฌานที่ระดับฌานสูงถึงขั้นจ้าวแห่งยุทธเชียวนะเขามองตงหลีชิงชิง กล่าวอย่างตกใจ “เจ้าไม่ได้ล้อกันเล่นใช่หรือไม่?”