เรเวนนั้นเดาได้ไม่ยากว่าในหัวของเจ้าหญิงลิลิธกำลังเข้าใจเธอผิดเรื่องอะไร ดูจากนิสัยที่หวงน้องชายจนเกินพอดีก็พอรู้ จึงเลือกที่จะชี้แจงโดยโยนความผิดทั้งหมดไปให้คนโรคจิตรับผิดชอบ
ที่เรเวนพูดมานั้นเดิมทีลิลิธคิดว่ามันเป็นแค่เพียงแค่เรื่องเพ้อเจ้อ เพราะเธอมั่นใจว่าน้องชายของเธอจะไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน แต่พอได้ยินว่าเธอยินดีจะให้ถามเออร์วิน เธอก็สงสัยจึงหันไปมองน้องชายพบว่าเขาคล้ายกับกำลังต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เหมือนจะหาจังหวะแทรกไม่ได้
ส่วนเออร์วินนั้นเดิมทีเขาต้องการจะชี้แจงกับเรเวนว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาถ้ำมอง แต่การปรากฏตัวของพี่สาวทำให้เหมือนกับว่าเรื่องมันจะหลุดไปอีกประเด็น
กลับเป็นเรเชลที่ถามขึ้นว่า
“ที่เธอพูดเป็นความจริงหรอคะท่านพี่ที่ว่าท่านพี่เป็นคนให้เธอตัดเย็บแบบนี้ขึ้นมา”
เออร์วินที่ยังไม่ค่อยเข้าใจกับสถานการณ์ดีก็ตอบไปตามตรงว่า
“ใช่แล้วพี่เป็นคนบอกให้เธอตัดเย็บชุดนั้นเอง” ก่อนจะรีบหันไปพูดแก้ตัวกับเรเวนว่า “พี่สาวครับเรื่องทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุนะครับผมไม่ได้ตั้งใจจะแอบมองพี่สาวเลยนะครับ จริงๆ นะผมสาบานได้”
ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงแค่สายตาเย็นชาของเธอเท่านั้น จนเขาพูดอะไรไม่ออกในหัวคิดสารพันเหตุผลเพื่อหวังจะให้ตัวเองรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังเกิดปัญหาใหญ่ที่ยิ่งกว่าเดิม เพราะสายตาที่ลิลิธกับเรเชลใช้มองเขาตอนนี้มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“ชุดไร้ยางอายที่พวกเธอใส่นั้นเป็นชุดที่พวกเธอตัดเย็บตามที่เธอสั่งอย่างนั้นเหรอเออร์วิน” ลิลิธถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบแม้ว่าเมื่อครู่เรเชลจะถามเรื่องนี้ไปแล้วแต่เธอกลับถามเรื่องนี้อีกรอบ
เออร์วินเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ขอสังเกตได้ถึงสีหน้าและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของพี่สาวแต่เขาไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุจึงได้แต่กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะตอบว่า
“ใช่ครับท่านพี่ผมเป็นคนบอกให้พวกเธอตัดเย็บเอง”
ลิลิธพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะพูดว่า
“อย่างนี้นี่เองสินะดูเหมือนว่าเธอจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาแล้วสินะถึงได้มีนิสัยโรคจิตแบบนี้”
“เอ๊ะ?”
เขายังงงไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้มันคืออะไรพอเงยหน้ามองเรเวนก็ยังคงพบกับสายตาที่เย็นชาของเธอ
ลิลิธกับเรเชลเดินย่างสามขุมเข้ามาในห้อง ลิลิธพูดขึ้นว่า
“เรื่องนี้พี่ก็ควรจะดีใจหรอกนะที่เธอโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พี่ไม่ได้หวังให้เธอโตมาเป็นคนที่ทำเรื่องโรคจิตแต่ผู้หญิงคนอื่นแบบนี้เลยนะ”
“โรคจิต? เอ่อท่านพี่ครับคือว่ามันคงเป็นการเข้าใจผิดอะไรบางอย่างให้ผมได้อธิบาย…” เขาพูดยังไม่ทันจบเรเชลน้องสาวของเขาก็พูดขึ้นว่า
“ท่านพี่คะหนูขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่าห้ามท่านพี่ทำเรื่องโรคจิตกับผู้หญิงอื่นโดยที่หนูไม่อนุญาตนะคะ”
เรเวนที่เห็นเจ้าหญิงทั้งสองเลยเข้ามาเธอจึงเลือกที่จะถอยห่างออกไปแล้วยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ แต่จากคำพูดที่เจ้าหญิงทั้งสองได้พูดนั้นกลับทำให้เรเวนต้องขมวดคิ้วเพราะเธอรู้สึกว่าที่ทั้งสองพูดนั้นมันแปลกๆ ราวกับว่าความผิดของเออร์วินไม่ใช่เพราะเขาทำเรื่องโรคจิตแต่เพราะเขาทำเรื่องโรคจิตกับผู้หญิงอื่นต่างหาก
โซอี้ที่เห็นท่าไม่ดีเพราะมีหลายครั้งที่เธอได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเออร์วิน ซึ่งที่มาของเสียงร้องก็เป็นเพราะสองพี่น้องเจ้าหญิงคู่นี้เธอจึงพูดกับเรเวนว่า
“นี่เรเวนปล่อยเขาไว้แบบนี้จะดีหรอฉันคิดว่าเจ้าชายเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะแอบดูพวกเรานะ”
ทว่าเรเวนกลับแสยะยิ้มออกมาเออร์วินเรเวน
“ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจแอบดู”
คำพูดของเรเวนทำให้โซอี้ต้องอุทานด้วยความแปลกใจ
“เอ๊ะ! แล้วทำไมแล้วทำไมเธอถึงได้ปล่อยเขาไว้แบบนั้นโดยไม่ช่วยล่ะ”
เรเวนกลับตอบเพียงว่า
“ข้อหาหมั่นไส้น่ะ”
เรเวนพูดจบก็หันไปมองเออร์วินที่กำลังนั่งมองพี่สาวและน้องสาวทั้งสองคนเดินเข้ามาหาโดยที่ยังไม่ทราบชะตากรรม
“ข้อหาหมั่นไส้?”
โซอี้ทวนคำด้วยความงุนงง
ลิลิธจ้องมองน้องชายเธอก่อนจะถามเขาว่า
“เออร์วินมีอะไรจะสั่งเสียไหม”
เออร์วินยังงงอยู่แม้เขาจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เย็นเฉียบจากพี่สาวและน้องสาว แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรถึงถามว่าด้วยความสงสัยว่า
“สั่งเสีย? สั่งเสียอะไรหรอครับ”
เรเชลก็พูดด้วยสีหน้าที่เย็นชาว่า
“ก็สั่งเสียที่ท่านพี่กำลังถูกพวกหนูลงโทษน่ะสิคะ”
เธอพูดจบนั้นนะกระแสไฟฟ้าก็สว่างภาพเป็นตัวของพร้อมกับมีเสียงดัง
เปรี้ยง!!! ตามด้วยเสียงร้อง
เจี๊ยก!!!
และภาพหลังจากนั้นจะเป็นสิ่งที่โซอี้ไม่มีวันลืมอีกเลย
ผ่านไปพักหนึ่งเออร์วินก็ถูกซ้อมจนมีสภาพยับเยินผมเผ้ากระเซิงตัวดำเมี่ยม ฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว ถึงตอนนี้เขากำลังนั่งคุกเข่าต่อหน้าพี่สาวน้องสาวทั้งสอง
“สรุปก็คือเธอคิดจะเปิดร้านหาเงินแล้วสินค้าที่เธอตั้งใจจะวางขายก็คือชุดชั้นในแบบที่สองคนนั้นใส่อยู่สินะ”
เออร์วินรีบพยักหน้ารัวๆ
“ใช่ครับทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ”
แต่สายตาของสองพี่น้องกลับยังคงเย็น ชาเรเชลถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์
“ท่านพี่คะจะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อยสิคะชุดชั้นในที่น่าอายแบบนั้นจะมีผู้หญิงที่ไหนมากล้าซื้อคะท่านพี่”
เออร์วินรีบพูดว่า
“ไม่ใช่นะมันเป็นสิ่งที่จะถูกออกแบบและคิดมาอย่างดีนะไม่เชื่อลองถามพวกเธอก็ได้ว่าใส่แล้วรู้สึกยังไง”
เออร์วินที่พูดพลางหันไปมองเรเวนกับโซอี้ที่อยู่ในอาการแตกต่างกัน โซอี้มีท่าทางเป็นห่วงเขาอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่เรเวนกับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้นสองพี่น้องก็หันไปมองทั้งสองสาวเป็นเชิงถามคำถาม โซอี้เห็นว่าเรเวนยังไม่มีท่าทีว่าจะพูดอะไรเธอจึงตั้งใจจะลุกขึ้นเพื่อกล่าวคำพูดกับเจ้าหญิงทั้งสอง เรเชลก็กล่าวยั้งไว้
“โซอี้ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นหรอก”
เมื่อได้ยินเรเชลกล่าวเช่นนั้นจึงเริ่มพูด
“ชุดชั้นในแบบที่เจ้าชายออกแบบนั้นดีกว่าแบบเดิมที่พวกเราใช้กันอยู่เพคะ”
ลิลิธมองเธอด้วยสายตาที่เย็นเฉียบจนโซอี้รู้สึกขนลุก แม้ว่าเจ้าหญิงลิลิธจะมีความรู้สึกเห็นต้องเห็นใจในตัวผู้หญิงคนนี้ แต่เรื่องที่เธอเป็นผู้หญิงและใกล้ชิดกับน้องชายเธอก็ยังเป็นสิ่งที่เธอไม่สบอารมณ์อยู่ดี
“ไอ้ของน่าอายแบบนั้นมันจะกว่าจริงๆ เหรอ? จะไม่ใช่ว่าเธอแค่ต้องการพูดช่วยเขาหรอกนะ”
โซอี้ที่ได้ยินลิลิธพูดเช่นนั้นก็เริ่มหงอได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรอีก กลับเป็นเรเวนที่พูดว่า
“เรื่องนั้นหม่อมฉันว่าเจ้าทรงลองพิสูจน์ด้วยตัวเองก็ทรงรู้ได้เพคะ”
แม้ว่าเรเวนจะพูดด้วยท่าทีที่ดูสุภาพแต่แววตาของเธอที่จ้องมองมาทางเจ้าหญิงลิลิธกลับใช้แววท้าทายอย่างเห็นได้ชัด ลิลิธรู้ว่าที่เธอพูดนั้นหมายถึงอะไรสายตาเธอมองอกที่ตูมตั้งของอีกฝ่ายซึ่งบ่งบอกถึงวัยที่เติบโต เมื่อเทียบกับของตนเองที่แม้จะเริ่มมีนูนๆ ออกมาบ้างแล้วแต่ก็ไม่มีทางเทียบกับอีกฝ่ายได้เลย ที่เธอบอกว่าพิสูจน์เห็นได้ชัดว่าต้องการเยาะเย้ยเธอในเรื่องนี้
ลิลิธจ้องมองอกที่ตูมตั้งของเรเวนด้วยสายตาที่ชิงชังปนอิจฉา บอกตัวเองในใจว่าถ้าเธออายุเท่าอีกฝ่ายเมื่อไหร่เธอจะไม่แพ้เรื่องนี้แน่ ส่วนเรเชลนั้นกลับไม่เข้าใจความนัยที่เรเวนเป็นคนบอกถึงพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอลองพิสูจน์เลยว่าตกลงท่านพี่เป็นคนโรคจิตจริงๆ หรือไม่”
ลิลิธเหลือบมองน้องสาวต่างมารดาด้วยสายตาดูถูก
“เธอจะพิสูจน์ยังไงไม่ทราบดูก็รู้ว่าอย่างเธอไม่มีทางใส่ได้”
เรเชลมองตอบกลับไปด้วยสายตาไม่พอใจพร้อมกับพูดว่า
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะคุณป้า”
ลิลิธแค่นหัวเราะใส่เธอ
“ก็เพราะว่าเธอเป็นเด็กน้อยน่ะสิเรื่องแบบนี้ถึงได้ยังไม่เข้าใจ ไว้รอเธอโตมากกว่านี้หน่อยนะเธอก็จะเข้าใจเองว่าฉันหมายถึงอะไร”
เรเชลที่ยังคงไม่เข้าใจว่าพี่สาวต่างมารดาของตนพูดเรื่องอะไร เออร์วินที่กำลังหาทางออกจากสถานการณ์นี้จึงเสนอความคิดว่า
“เอาอย่างนี้ไหมล่ะลองให้สาวใช้ของทั้งสองคนลองใส่ดูเป็นไงแม็กกี้กับเกรซน่ะ”
ข้อเสนอของเออร์วินทำให้ลิลิธกับเรเชลมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา
“แท้จริงแล้วเธอแค่ต้องการเห็นเกรซแต่งตัวแบบนี้ใช่ไหม”
“นี่ท่านพี่ต้องการเห็นแม็กกี้แต่งตัวแบบนี้หรอคะ”
ลิลิธกับเรเชลพูดพร้อมกันจนทำเอาเออร์วินหน้าชาพูดไม่ออกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมสองพี่น้องของเขาถึงเข้าใจไปทางนั้นไปได้ ส่วนเรเวนนั้นก็เหมือนกับกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ ความจริงแล้วถ้าเรเชลอยากลองใส่ก็ได้อยู่แต่เออร์์วินไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้พวกเธอได้ตัดเย็บส่วนของเดซี่กับเนียด้วย ซึ่งเรเวนกลับไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับเออร์วินและเลือกจะปล่อยให้เขารับเคาะห์ไป
ภายในห้องของลูซี่ ลิลลี่และเดซี่ ซึ่งตอนนี้ลูซี่กับเดซี่ได้ตื่นแล้วในขณะที่ลิลลี่ยังนอนเปิดพุงกางแขนขาน้ำลายยืดอยู่บนเตียง เมื่อคืนนี้ลิลลี่กลับมาที่ห้องจนดึกดื่นเพราะถูกทำโทษ เมื่อกลับมาที่ห้องกลับไม่พบพี่สาวทั้งสองคนอยู่ในห้องเลยสิ่งแรกที่จะทำก็คืออาบน้ำแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างสบายใจ
ลูซี่ในตอนนี้กำลังทดลองสวมชุดชั้นในที่สาธิตตัดเย็บกันเมื่อคืนซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับผิดคาดของเธอมาก เธอรู้สึกชอบใจความรู้สึกแบบนี้อย่างบอกไม่ถูกซึ่งเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่เรเวนและโซอี้ได้สัมผัส
เดซี่ที่มองพี่สาวของตนอยู่ในชุดที่น่าอายนั้นก็รู้สึกแปลกใจที่ดูพี่สาวของเธอจะชอบใจชุดชั้นในแบบนี้เป็นอย่างมาก
“รู้สึกเป็นไงบ้างคะพี่ลูซี่”
ลูซี่หันมายิ้มให้น้องสาวของเธอ
“รู้สึกเยี่ยมไปเลยล่ะการเคลื่อนไหวหลายอย่างก็คล่องตัวเป็นอย่างมาก พี่รู้สึกว่าพี่จะกลับไปใส่ชุดชั้นในแบบเดิมไม่ได้แล้วล่ะ”
เดซี่แปลกใจกับคำพูดของพี่สาว
“มันรู้สึกดีขนาดนี้เหรอคะ”
“เธอเองก็ลองใส่ดูสิ”
เดซี่หน้าแดงรีบปฏิเสธ
“มะไม่ดีกว่าค่ะไว้รอให้หนูโตกว่านี้หน่อยดีกว่าค่ะ”
ทว่าลูซี่กลับไม่คิดจะปล่อยน้องสาวคนนี้ไปง่ายๆ เธอเดินเข้าหาพร้อมกับพูดว่า
“ไม่ได้นะเมื่อคืนอุตส่าห์เสียเวลาตัดเย็บกันมาทั้งคืนไม่ใช่เหรอจะไม่ลองใส่ดูหน่อยได้ยังไง”
หูกลับหางของเดซี่ตั้งชั้นขึ้นรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น จนเมื่อพี่สาวพุ่งเข้ามาเธอก็รีบติดตัวหนีแล้ววิ่งพล่านไปทั่วห้องโดยมีพี่สาววิ่งไล่ สองพี่น้องวิ่งไล่กันอยู่อย่างนั้นจนสุดท้ายเดซี่ก็ถูกลูซี่จับได้ก่อนจะเริ่มทำการลอกคราบน้องสาวตามด้วยการจับใส่สปอร์ตบราซึ่งเดซี่ก็พยายามดิ้นรนแต่ไม่เป็นผล
ลูซี่มองผลงานอย่างพึงพอใจ
“เป็นไงบ้างล่ะรู้สึกยังไงบ้าง”
เดซี่ที่น้ำตาเล็ดออกมาทำหน้างอนใส่พี่สาวก่อนจะเริ่มขยับตัวและพบว่ามันสะดวกอย่างเหลือเชื่อ ยิ่งลองได้ขยับแต่ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจเพราะว่ามันดูคล่องตัวกว่าปกติ เธอรู้สึกว่ามันคล่องตัวกว่าชุดของผู้ชายที่เธอเคยใส่อีก แต่ครั้นจะให้แต่งตัวแบบนี้ออกไปข้างนอกเธอก็ยังรู้สึกอายอยู่ดี ขณะที่เดซี่กำลังรู้สึกทึ่งกับความรู้สึกจากการได้ใส่สปอร์ตบราอยู่นั้นเดซี่ก็ตื่นขึ้นพร้อมกับบ่นว่า
“หิวข้าว…” ก่อนจะหันมามองพี่สาวกับน้องสาวของตนด้วยความงัวเงียทำการขยี้ตาแล้วมองทั้งสองคนตาโตพร้อมกับพูดว่า “โรคจิต!!!”
“ “ไม่ใช่นะ” ” ทั้งลูซี่และเดซี่ต่างก็พูดพร้อมกัน
ในเช้าวันนั้นทั้งเกรซและแม็กกี้ต่างก็ได้รับแบบร่างของชุดชั้นในและสปอร์ตบรา ตอนที่พวกเธอได้เห็นแบบร่างนั้นต่างก็พากันหน้าแดงและรู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเจ้าหญิงทั้งสองคนสั่งว่า ให้เธอตัดเย็บชุดตามแบบนี้แล้วก็ลองใส่ดู พอพวกเธอถามหาเหตุผลก็ได้คำตอบมาเพียงว่าลองใส่ดูและอธิบายให้หน่อยว่ารู้สึกยังไงเพียงแค่นั้น
ในเวลานั้นเราใช้ทั้งสองแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ต่างคิดไปในทางเหมือนกันว่า ตัวต้นคิดของเรื่องเหล่านี้คงไม่พ้นเจ้าชายเออร์วินที่มักคิดและทำอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา แม้ว่าพวกเธอจะรู้สึกอับอายแต่ด้วยเป็นคำสั่งจึงต้องยอมทำตาม
และเช้าวันนี้เออวินกลับมีพฤติกรรมแปลกๆ เขามักจะมองมาที่หน้าอกของเรเวนอยู่เสมอ เพราะเขารู้สึกว่ามันได้รูปกว่าปกติจนสุดท้ายเรเวนทนไม่ไหวใช้สันมือสับไปที่กลางกะบานของเขาจนต้องลงไปนั่งกุมหัวอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเรเวนนั้นก็ดูเหมือนจะติดใจชุดชั้นในแบบนี้เป็นอย่างมาก เพราะเธอรู้สึกคล่องตัวกว่าทุกทีซึ่ง
ขณะรอลูซี่กับเดซี่เพื่อที่จะได้ไปบ้านของเจคด้วยกัน จนเมื่อได้เห็นลูซี่เดินมาเธอก็รู้สึกได้ว่าลูซี่เองก็ใส่ชุดชั้นในแบบเดียวกัน และก็เป็นอีกครั้งที่สายตาของเออร์วินจับจ้องไปยังหน้าอกของลูซี่จนต้องถูกเรเวนใช้สันมือสับกลางกะบานเขาอีกครั้งพร้อมพูดว่า
“ดูอะไรอยู่ยะเด็กลามกโรคจิต”
เออร์วินนั่งยองๆ กุมศีรษะน้ำตาเล็ดแย้งว่า
“ผมไม่ได้ดูอะไรสักหน่อยผมแค่สงสัยว่าคุณลูซี่น่าจะใส่ชุดชั้นในแบบเดียวกับพี่สาวมาต่างหาก”
เออร์วินก็สังเกตคล้ายกับว่าลูซี่นั้นต่างไปจ่าทุกทีจึงเดาว่าเมื่อคืนได้ตัดชุดของเธอด้วย เรเวนกลับยืนเท้าเอวแล้วพูดว่า
“จะใส่หรือไม่ใส่อะไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างเธอจะมาสนใจหรอกย่ะ”
ลูซี่เดินคู่กับเดซี่มาหาเรเวนสายตาของลูซี่ต้องไปยังหน้าอกของเรเวนก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มแบบรู้กัน ส่วนเดซี่นั้นมองเออร์วินที่กำลังนั่งกุมศีรษะอยู่ด้วยความรู้สึกเจ็บจึงทำให้ความเป็นห่วง
“เจ้าชายทรงเป็นอะไรมากไหมเพคะ”
เออร์วินยังไม่ทันได้ตอบเรเวนกลับตอบแทนว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกเพราะเมื่อเช้านี้เขาโดนใจหนักกว่านี้อีกยังไม่เป็นไรเลย”
เออร์วินถลึงตาใส่เรเวนเธอกับทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของเขา ส่วนทั้งลูซี่และเดซี่ต่างก็ทำหน้าแปลกใจ เรเวนก็พูดกับทั้งสองคนว่า
“ไปกันเถอะชักอยากเห็นสีหน้าของจูนกับอันนาแล้วว่าถ้าได้เห็นของที่พวกเราตัดเย็บให้เธอเมื่อคืนจะเป็นยังไง”
ลูซี่กับเดซี่ที่ได้ยินคำพูดของเรเวนเออก็รู้สึกสนใจและตื่นเต้น ส่วนเออร์วินกลับพบว่าที่แท้เมื่อคืนพวกเธอไม่ได้แค่ตัดชุดของตัวเองแต่ยังได้ตัดชุดเผื่อจูนและแอนนาด้วย ซึ่งเขาก็เดาว่าที่ทำไปก็แค่อยากแกล้งทั้งสองคนเท่านั้น
เออร์วินนึกถึงพี่สาวและน้องสาวเมื่อเช้านี้ก็รู้สึกสยองขึ้นมาก่อนจะนึกถึงเรเวนแล้วก็พึมพำออกมาว่า
“ทำไมผู้หญิงรอบตัวเราถึงน่ากลัวนักนะ”
เรเวนถามเขาว่า
“เมื่อกี้บ่นอะไรเหรอ”
เออร์วินสะดุ้งรีบพูดว่า
“ปะปะเปล่าเลยครับผมไม่ได้พูดอะไรเลยครับ”