THe Superman

    ตอนที่ 47 ลองชิม

    “ ทำไมนักชิมฟ่งยู่ถึงได้มาที่ร้านของเรา ? มันดูไม่มีเหตุผลเท่าไหร่ที่นักชิมระดับนั้นจะมาที่ร้านของเรา ” หยางหลิวอดไม่ได้ที่จะสงสัย

    “ ใช่ พวกเราก็สงสัยเช่นกันในตอนนั้น ” เชฟลิ่วอูกำหมัดแน่นมากขึ้น จากนั้นเขาก็พูดต่อ“ พวกเราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นเพราะเถ้าแก่เซี่ยว ! ” เชฟลิ่วอูพูดจบ เขาก็หันหน้ามองไปยังภัตตาคารเซี่ยวด้วยความเคียดแค้น

    “ เถ้าแก่เซี่ยวจ้างเขาให้มาวิจารณ์ร้านเราอย่างเสีย ๆ หาย ๆ ใช่ไหม ? ” ในตอนนี้หยางหลิวเริ่มเข้าใจเรื่องราวเกือบทั้งหมดแล้ว เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเถ้าแก่เซี่ยวจงใจที่จะกำจัดภัตตาคารโจวซือออกไป

    “ ก็ไม่เชิง ความจริงก่อนที่เชฟหลักของเราจะไป เขาได้มาบอกกับพี่และเชฟเจียงหนานว่า ที่นักชิมฟ่งยู่คนนั้นพูดมาล้วนถูกต้องทั้งหมด ความสามารถของเขานั้นด้อยจนเกินไป และเขายังขอร้องห้ามไม่ให้พวกเราไปด่าหรือโกรธแค้นอะไรกับนักชิมฟ่งยู่อีกด้วย ” เชฟลิ่วอูบอกหยางหลิว

    “ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็มารู้ทีหลังว่า นักชิมฟ่งยู่ถูกจ้างมาโดยเถ้าแก่เซี่ยว ถึงเขาจะวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา แต่ทุกอย่างมันคือแผนของเถ้าแก่เซี่ยวทั้งหมด เขารู้ดีว่าเชฟหลักหยิ่งทระนง และมั่นใจในตัวเองเกินไป ดังนั้นเขาจึงวางแผนให้นักชิมฟ่งยู่มาที่ร้านของเราและใช้นิสัยของเชฟหลักให้เป็นประโยชน์ ” เชฟลิ่วอูตอนนี้ปลดปล่อยบรรยากาศน่าอึดอัดออกมา คนที่อยู่ใกล้ ๆ รู้สึกว่าอารมณ์ของเชฟลิ่วอูนั้นกำลังพลุ่งพล่าน เขาโกรธเถ้าแก่เซี่ยวอย่างมาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะเชฟหลักคนนั้นคือศิษย์พี่ที่คอยดูแลเขาเป็นอย่างดี นอกจากจะมีเถ้าแก่โจวซือ ก็มีเชฟหลักคนนั้นที่คอยช่วยเหลือเขาเสมอ ๆ

    “ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนก็ไม่ต้องเป็นห่วง ” หยางหลิวเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด เขาจึงมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น

    “ เรื่องฝีมือของน้องหยางหลิวพวกพี่ไม่ค่อยเป็นห่วงหรอก ทว่าระวังเถ้าแก่เซี่ยวไว้หน่อยก็ดี “ เชฟเจียงหนานพูดเตือนหยางหลิว แน่นอนว่าฝีมือของหยางหลิวนั้นเป็นที่ประจักษ์ต่อทุกคนแล้วว่าคือที่สุด แต่พวกเขาก็ยังคงระแวงเกี่ยวกับเถ้าแก่เซี่ยวอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

    “ อืม พวกพี่ทั้งสองไม่ต้องเป็นกังวล ผมจะระวังเรื่องนี้ไว้ ” หยางหลิวพูด

    …

    ในเวลาบ่ายของวันนี้ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เห็นได้ชัดเจนว่ามีทั้งนักข่าวต่าง ๆ เดินรอบ ๆ ชายคนหนึ่งซึ่งชายคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น นักชิมชื่อดัง ฟ่งยู่ นั่นเอง

    ผู้จัดการหยานไห่เป็นคนที่ออกมาต้อนรับคนกลุ่มนี้ เขาพยายามพูดเอาอกเอาใจฟ่งยู่ แต่ทว่าฟ่งยู่กลับไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเดินไปยังโต๊ะที่ว่างโต๊ะหนึ่งแล้วบอกกับพนักงานว่า “ ถ้าหัวหน้าเชฟของคุณไม่พร้อมก็ให้บอกมาผมจะกลับไป แต่ถ้าเขามั่นใจในฝีมือก็ให้เอาอาหารที่ดีที่สุดออกมาซะ ”

    หลังจากฟ่งยู่พูดจบ ทันใดนั้นก็มีคนอีกหนึ่งกลุ่มเข้ามาในภัตตาคารโจวซือเช่นกัน พวกเขาคือกลุ่มคนจากภัตตาคารเซี่ยว โดยเถ้าแก่เซี่ยวเป็นคนนำคนกลุ่มนี้มา ซึ่งนอกจากนี้ยังมีคนอีก 3คนที่ดูโดดเด่นมีสง่าราศีเป็นอย่างมาก พวกเขาเหล่านี้แน่นอนว่าคือปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีทั้งสามที่ทำงานอยู่ภัตตาคารเซี่ยว ซึ่งด้านหลังคนทั้งสี่ยังมีพนักงานจากภัตตาคารเซี่ยวมาอีกหลายคน พวกเขาล้วนเดินมาพร้อมกับถาดอาหารที่มีจานอาหารส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมาแต่ไกล

    เถ้าแก่เซี่ยวเดินตรงไปยังนักชิมฟ่งยู่ พร้อมกับกล่าวแนะนำปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีทั้งสาม เขาพูดว่าอยากจะให้นักชิมฟ่งยู่ลองลิ้มรสจากอาหารของเชฟจากภัตตาคารเซี่ยวบ้าง ซึ่งฟ่งยู่ก็ไม่ได้ขัดข้อง เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพวกเขานั้นได้ตกลงกันมาก่อน แต่ด้วยนิสัยของฟ่งยู่ที่เป็นคนพูดอะไรตรงไปตรงมา แม้ว่าเถ้าแก่เซี่ยวจะให้เงินเขามากเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมรับที่จะพูดจาประจบประแจงฝีมือเชฟจากฝั่งร้านเซี่ยวเลย

    พนักงานจากภัตตาคารโจวซือจ้องมองไปยังเถ้าแก่เซี่ยวด้วยสายตารังเกียจ ถ้าไม่นับเรื่องที่บาดหมางกัน นับเฉพาะในวันนี้เขาก็ทำตัวแย่เป็นอย่างมาก เขาไม่มีมารยาทแม้แต่น้อย นี่เป็นร้านภัตตาคารโจวซือ ไม่ใช่ภัตตาคารเซี่ยวของพวกเขา ทำไมถึงได้เดินมาถึงที่นี่อีกทั้งยังมีการให้ปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีถึง 3คน ทำอาหารให้กับนักชิมฟ่งยู่อีกต่างหาก

    ในตอนนี้พนักงานจากภัตตาคารเซี่ยวได้วางอาหารสามชุดลงบนโต๊ะของนักชิมฟ่งยู่ เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงมองดูอาหารแต่ละจานแล้วก็ค่อย ๆ ชิมอาหารของคนเหล่านี้

    “ อืม… จานแรกพอใช้ได้ ”

    “ จานที่สองพอใช้ได้ ”

    “ ส่วนจานนี้ดีขึ้นมาหน่อย ”

    นักชิมฟ่งยู่เขาไม่พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่บอกคุณภาพของอาหารแต่ละจาน ซึ่งมีคนน้อยมาก ๆ ที่จะได้รับคำว่าพอใช้ได้จากปากเขา อาหารพวกนี้ความจริงแล้วถือว่าค่อนข้างดีมาก แต่สำหรับนักชิมฟ่งยู่เขาถือว่าอาหารพวกนี้เป็นแค่ของธรรมดา ส่วนอาหารที่มีระดับต่ำกว่านี้จะถือเป็นขยะ และถ้าอาหารที่เขาทานแล้วไม่ชอบเขาจะวิจารณ์ในด้านลบอย่างรุนแรง จนแทบจะทำให้เชฟที่ทำต้องร้องไห้ออกมา

    ปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีทั้งสามคนนั้นรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย ด้วยชื่อเสียงของนักชิมฟ่งยู่นั้นเป็นที่ยอมรับในวงกว้างเป็นอย่างมาก แม้จะมีคำวิจารณ์ที่รุนแรง แต่ถ้าคำว่าพอใช้ได้หลุดออกมาจากปากเขา ก็ถือได้ว่าคนเหล่านั้นคือสุดยอดเชฟอย่างแท้จริง

    ไม่นานหลังจากนั้นก็มีคนเดินออกมาจากห้องครัวเป็นเด็กหนุ่มอายุราว ๆ ยี่สิบปี ผิวขาว ค่อนข้างสูงซึ่งก็คือหยางหลิวนั่นเอง เขาเดินตรงไปยังนักชิมฟ่งยู่พร้อมกับถือถาดอาหารที่มีจานหนึ่งวางไว้

    อาหารจานนั้นส่งกลิ่นหอมพิเศษออกมามากยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ นับสิบนับร้อยเท่า เพียงแค่กลิ่นของอาหารจานนี้ก็ทำให้ใครหลายคนมีความสุขท่วมท้นในใจ มีแค่เพียงเถ้าแก่เซี่ยวที่ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยว ครั้งนี้เขาตั้งใจจะทำลายชื่อเสียงของหยางหลิว ทำให้หยางหลิวหมดความมั่นใจเหมือนกับที่เขาทำกับเชฟหลัก ทว่าครั้งนี้เขาเริ่มที่จะรู้สึกแปลก ๆ เพราะเขาลืมไปว่าความสามารถของหยางหลิวนั้นตัวเขาเองยังไม่ทราบแน่ชัดเท่าใดว่าหยางหลิวอยู่ในระดับไหน นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขากังวลใจมากยิ่งขึ้น ส่วนทางด้านนักชิมฟ่งยู่นั้นก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะกลิ่นของมันทำให้เขาคาดหวังในอาหารจานนี้ !

    ในครั้งนี้หยางหลิวมีความมั่นใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอาหารของเขานั้นถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว อีกทั้งด้วยความสามารถของระบบทำให้เขารู้ดีที่สุดว่าผลลัพธ์ครั้งนี้จะต้องดียิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เพราะเขาได้ทดลองใช้ลักกี้ไอเทม !

    ถึงเขาจะยังไม่รู้ถึงประสิทธิภาพของลักกี้ไอเทม แต่เขาก็เชื่ออย่างยิ่งว่าระบบนี้จะต้องให้ผลลัพธ์ที่ดีกับเขาที่สุดอย่างแน่นอน ทำให้เขาไม่ลังเลใจที่จะใช้

    หยางหลิววางจานอาหารไว้ตรงหน้านักชิมฟ่งยู่ ซึ่งในตอนนี้เองนักชิมฟ่งยู่ก็จ้องมองจานอาหารอย่างไม่กะพริบตา ยิ่งอาหารอยู่ต่อหน้ายิ่งทำให้เขาคาดหวังต่ออาหารจานนี้มากยิ่งขึ้น เมื่อเขาอยู่ใกล้จานอาหารมากขึ้น กลิ่นอาหารก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเขาต้องเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ โชคดีที่ไม่มีใครได้ทันสังเกต เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะได้ขายหน้าเป็นแน่

    นักชิมฟ่งยู่เขาสังเกตอาหารบนจานนี้ มันประกอบไปด้วยความละเอียดลออ ความสวยงามไม่ด้อยไปว่าปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์คนไหน ๆ เลย เผลอ ๆ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ นี่ยิ่งทำให้เขาอยากรู้รสชาติของมันยิ่งขึ้น

    ฟ่งยู่ใช้มีดเล่มหนึ่งหันเนื้อออกมาบาง ๆ เขาแทบจะไม่ต้องใช้แรงมากมายเพราะความนุ่มเป็นพิเศษของเนื้อชิ้นนี้ เมื่อหั่นเนื้อจนมีรอยปริ จู่ ๆ ก็มีกลิ่นที่แตกต่างจากครั้งแรกลอยออกมาอีก กลิ่นนี้ซ่อนอยู่ภายในเนื้อที่เขาเพิ่งหั่น กลิ่นนี่สร้างความประหลาดให้กับนักชิมฟ่งยู่ จนทำให้เผลอกลืนน้ำลายไปอีกครั้ง ความไม่ธรรมดานี้บ่งบอกได้ถึงระดับความสามารถของเชฟที่ทำอาหารจานนี้ ในที่สุดฟ่งยู่ก็ลองลิ้มรสชาติของเนื้อชิ้นนี้ ความอร่อยได้แผ่กระจายออกมาทั่วริมฝีปาก รสเปรี้ยว เค็ม หวาน ผสานกันอย่างลงตัว มันค่อย ๆ ซึมซาบลงไปบนลิ้นของนักชิมฟ่งยู่ และในวินาทีนั้นส้อมของฟ่งยู่ก็ถึงกับร่วงลงสู่พื้น

    ใบหน้าของพนักงานในร้านกลายเป็นบิดเบี้ยว พวกเขาคิดว่านักชิมฟ่งยู่นั้นไม่ชอบอาหารของหยางหลิว ถึงขนาดที่ว่าปล่อยให้ช้อนตกลงพื้น ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะคิดเช่นนั้น เมื่อครั้งก่อนนักชิมฟ่งยู่ก็ถึงกับคายอาหารของเชฟหลักคนก่อนในเสี้ยววินาทีเช่นกัน

    เมื่อมองมายังเถ้าแก่เซี่ยว ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมา เขาคิดว่าเหตุการณ์นี้คงไม่ผิดไปจากที่คาด ประวัติศาสตร์กำลังจะหวนคืนกลับมายังจุดเดิม เพราะความมั่นใจในฝีมือของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มันจะกลายเป็นตัวทำลายความมั่นใจให้หายไปในพริบตา

    แต่ผิดจากที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ เพราะจู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังกึกก้องไปทั้งภัตตาคาร

    “ ยอดเยี่ยม !! ”