เมืองหลวงต้อนรับหลี่เฉิงเยว่ราวกับผู้ชนะา
ประตูทิศเหนือเปิดกว้าง
ขุนนางจากกรมกลาโหมยืนรอ
ประชาชนจำนวนมากมารวมตัวข้างถนน หลังข่าวว่าองค์ชายสามช่วยชายแดนและเปิดโปงขบวนการฏแพร่ไปทั่ว
เสียงะโทรงพระเจริญดังต่อเนื่อง
หลี่เฉิงเยว่านั่งอยู่ในรถม้า ม่านถูกเปิดขึ้นครึ่งหนึ่ง
เขาเห็นผู้คนคุกเข่า
เห็นดอกไม้ถูกโปรยลงบนถนน
เห็นเด็กเล็กชูตุ๊กตาไม้รูปนกขึ้นเหนือศีรษะ
ภาพเ่าั้ควรทำให้เขาภาคภูมิ
แต่กลับทำให้ลมหายใจหนักขึ้น
นี่คือสิ่งที่ฮ่องเต้หมายถึง
ประชาชนเห็นเขาเป็ความหวัง
ราชสำนักเห็นเขาเป็คำตอบ
และบัลลังก์กำลังใช้เสียงของผู้คนดึงเขาเข้าไป
เซวียนอี้นั่งอยู่ตรงข้าม
เขาไม่ได้มองประชาชน
สายตาอยู่ที่หลี่เฉิงเยว่เพียงคนเดียว
“ท่านยังหายใจอยู่หรือไม่”
คำถามทำให้องค์ชายหันมา
“เหตุใดถามเช่นนั้น”
“พระองค์เงียบเกินไป”
“ข้ากำลังคิด”
“อย่าคิดจนลืมหายใจ”
หลี่เฉิงเยว่สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
“เ้ากำลังเตือนข้าแล้วหรือ”
“เริ่มก่อนถึงวังก็ดี”
องค์ชายยิ้มบาง
“เ้าไม่กลัวคนได้ยิน?”
“ในรถมีเพียงเรา”
“คนขับอยู่ด้านหน้า”
“เขาได้ยินแต่คงไม่กล้าพูด”
หลี่เฉิงเยว่าส่ายหน้า
เมื่อขบวนเข้าสู่เขตวัง รัชทายาทยืนรออยู่หน้าตำหนักบูรพา
เขาผอมลง แต่สีหน้าดีกว่าเดิมมาก
เมื่อหลี่เฉิงเยว่ลงจากรถ รัชทายาทก็เดินเข้ามา
ไม่มีพิธีการ
ไม่มีคำกล่าวต้อนรับยืดยาว
เขาเพียงกอดน้องชาย
หลี่เฉิงเยว่ชะงัก
จากนั้นจึงยกแขนกอดตอบอย่างไม่คุ้นเคย
“พี่ใหญ่”
“กลับมาเสียที”
รัชทายาทผละออก แล้วหันไปมองเซวียนอี้
ชายหนุ่มกำลังจะคุกเข่า แต่รัชทายาทยกมือห้าม
“หมอส่งข่าวว่าเ้าาเ็หนัก”
“หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่กล่าวทันที
“ยัง”
เซวียนอี้เงียบ
รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนข้าไม่ต้องถามหมอเอง”
เขาพาทั้งสองเข้าไปในตำหนัก
บนโต๊ะมีหนังสือสละตำแหน่งวางอยู่
ตราประจำรัชทายาทถูกคืนให้สำนักพระราชวังแล้ว เหลือเพียงเสื้อคลุมสีเรียบที่หลี่ฉางิสวม
เขาดูเบาลง
“ฝ่าาทรงอนุมัติหรือยัง” หลี่เฉิงเยว่ถาม
“ยังประกาศไม่ได้จนกว่าเ้าจะตอบ”
“เหตุใดต้องรอข้า”
“หากข้าสละก่อนแล้วเ้ายังไม่รับ ราชสำนักจะว่างจากผู้สืบทอด ขุนนางจะตื่นตระหนก”
“องค์ชายสี่ล่ะ”
“เขาถูกเรียกเข้าวังแล้ว”
รัชทายาทยื่นเอกสารอีกชุดให้
“นี่คือความเห็นของขุนนาง”
หลี่เฉิงเยว่เปิดอ่าน
เกือบทุกฉบับเรียกร้องให้แต่งตั้งเขาเป็รัชทายาททันที
เหตุผลต่างกัน
บางคนกล่าวถึงชาติกำเนิด
บางคนกล่าวถึงผลงานที่ชายแดน
บางคนกล่าวว่าประชาชนรัก
บางคนกล่าวว่ากองทัพยอมรับ
ไม่มีฉบับใดถามว่าเขา้าหรือไม่
“พรุ่งนี้จะมีการประชุมใหญ่” รัชทายาทกล่าว “ฝ่าาจะให้เ้าตอบต่อหน้าขุนนางทั้งหมด”
หลี่เฉิงเยว่พับเอกสาร
“พวกเขาเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว”
“ใช่”
“หากข้าปฏิเสธ จะเกิดอะไร”
“บางคนจะกล่าวว่าเ้าเห็นแก่ตัว บางคนจะกล่าวว่าเ้ากลัวหน้าที่ บางคนอาจขุดเื่เซวียนอี้ขึ้นมาโจมตี”
เซวียนอี้นิ่ง
หลี่เฉิงเยว่หันไปมองเขา
“ข้ารู้”
รัชทายาทพูดต่อ
“แต่หากเ้ารับ ก็จะมีผู้เรียกร้องให้กำจัดทุกสิ่งที่อาจทำให้ฐานะของเ้าถูกตั้งคำถาม”
คำว่า “ทุกสิ่ง” ไม่จำเป็ต้องอธิบาย
เซวียนอี้กล่าว
“หากจำเป็ กระหม่อมสามารถออกจากเมืองหลวงได้”
หลี่เฉิงเยว่หันขวับ
“เ้าเงียบ”
เซวียนอี้ก้มหน้า
รัชทายาทมองทั้งสองก่อนถอนใจ
“ข้าไม่ได้บอกเพื่อให้เ้าเสียสละ แต่ให้พวกเ้ารู้ว่าพรุ่งนี้ต้องเผชิญสิ่งใด”
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“แล้วพระองค์คิดว่าข้าควรเลือกทางไหน”
รัชทายาทยิ้มบาง
“ข้าเคยใช้ชีวิตตามคำว่า ‘ควร’ มานานเกินไป จึงไม่อยากใช้มันกับเ้า”
“แต่พระองค์ต้องมีความเห็น”
“มี”
เขามองน้องชาย
“ข้าคิดว่าเ้าจะเป็ฮ่องเต้ที่ดี”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่นิ่ง
“และข้าก็คิดว่า หากเ้ารับเพราะถูกบังคับ วันหนึ่งเ้าจะเกลียดแผ่นดินนี้”
รัชทายาทวางมือบนเอกสารสละตำแหน่ง
“แผ่นดินไม่ควรได้ผู้ปกครองที่ต้องทำลายตนเองเพื่อมัน”
หลังจากสนทนาไม่นาน หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้กลับตำหนักอวี้หลัน
ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม
โต๊ะ
ชั้นหนังสือ
โคมไฟ
และลานที่เคยมีนักฆ่าบุกเข้ามา
แต่ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป
ตำหนักนี้เคยเป็ที่คุมขังอย่างเงียบงัน
วันนี้มันเหมือนเพียงสถานที่พักชั่วคราวก่อนออกเดินทางอีกครั้ง
ยามค่ำ หลี่เฉิงเยว่านอนไม่หลับ
เขาเดินออกไปยังสวนเหมยหลังตำหนัก
ดอกเหมยเริ่มผลิหลังหิมะละลาย
ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งมีม้านั่งหิน
เซวียนอี้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
องค์ชายหยุด
“เ้ารู้หรือว่าข้าจะมา”
“ไม่”
“แล้วมาทำอะไร”
“นอนไม่หลับ”
หลี่เฉิงเยว่เดินไปนั่งข้างเขา
“แผลเจ็บ?”
“เล็กน้อย”
“ข้าไม่ถามหมอแล้ว”
เซวียนอี้หัวเราะเบา ๆ
ทั้งสองนั่งเงียบ
แสงจันทร์ตกลงบนกลีบเหมยสีขาว
หลังจากผ่านหุบเขาดำและด่านหานโจว ความเงียบของวังกลับให้ความรู้สึกน่ากลัวกว่าเสียงดาบ
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“หากไม่มีเื่บัลลังก์ เ้า้าทำสิ่งใด”
เซวียนอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่เคยคิด”
“ลองคิด”
“กลับชายแดน”
คำตอบทำให้หัวใจองค์ชายหนักขึ้นเล็กน้อย
เซวียนอี้เห็น จึงรีบกล่าวต่อ
“แต่ไม่จำเป็ต้องเป็ทหาร”
“แล้วทำอะไร”
“เปิดโรงฝึกดาบเล็ก ๆ”
“สอนเด็ก?”
“ขอรับ”
“เ้าจะเข้มงวดจนเด็กหนีหมด”
“ข้าจะพยายามไม่เข้มงวด”
“เป็ไปไม่ได้”
เซวียนอี้ยิ้ม
“แล้วพระองค์?”
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองจันทร์
“ข้าอยากไปในที่ที่ไม่มีใครคุกเข่าเมื่อเห็นข้า”
“ที่ใด”
“เมืองเล็ก ๆ สักแห่ง”
“แล้วทำอะไร”
“เปิดร้านชา”
เซวียนอี้หันมอง
“พระองค์ชงชาไม่เป็”
“ข้าเรียนได้”
“แล้วใครจะทำอาหาร”
“เ้า”
“ข้าทำไม่เป็”
“เ้าบอกว่าของสำคัญต่อข้า เ้าจะเรียน”
เซวียนอี้หัวเราะ
เสียงหัวเราะนั้นเบาและอบอุ่น
หลี่เฉิงเยว่จินตนาการตามคำพูดของตน
ร้านชาเล็ก ๆ
โต๊ะไม่กี่ตัว
ไม่มีทหารเฝ้า
ไม่มีขุนนาง
ตอนเช้าต้มน้ำ
ตอนเย็นปิดประตู
เซวียนอี้นั่งซ่อมดาบหรือของเล่นไม้
ส่วนเขาอ่านหนังสืออยู่ข้างหน้าต่าง
ภาพนั้นเรียบง่ายจนแทบเป็ไปไม่ได้
“เราอาจเลี้ยงม้า” เซวียนอี้กล่าว
“ข้าไม่เลี้ยงม้าที่เ้าตรวจอานวันละสิบรอบ”
“เพื่อความปลอดภัย”
“ร้านชาไม่ต้องมีมือสังหาร”
“อาจมีโจร”
“เช่นนั้นก็ให้เ้าจัดการ”
“ขอรับ”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
คราวนี้ไม่หนักเท่าเดิม
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“เซวียนอี้”
“ขอรับ”
“เ้า้าชีวิตเช่นนั้นจริงหรือ”
ชายหนุ่มไม่ตอบทันที
เขามองมือของตน
มือที่จับดาบมานาน
มือที่มีรอยแผล
มือที่ไม่เคยถูกถามว่า้าสิ่งใด
“ข้า้าชีวิตที่ไม่ต้องกลัวว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาพรากท่านไป”
หลี่เฉิงเยว่หันมองเขา
เซวียนอี้พูดต่อ
“ไม่ว่าจะเป็ร้านชา ชายแดน หรือในวัง หากท่านอยู่และเลือกให้ข้าอยู่ด้วย ข้าก็้า”
“เ้ายังตอบโดยเอาข้าเป็หลัก”
“เพราะท่านอยู่ในสิ่งที่ข้า้า”
คำพูดนั้นตรงจนองค์ชายเงียบ
เซวียนอี้มองดวงจันทร์
“แต่หากถามว่าข้าอยากให้ท่านเลือกอะไร…”
เขาสูดลมหายใจ
“ข้าอยากให้ท่านเลือกชีวิตที่ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วเกลียดตนเอง”
หลี่เฉิงเยว่หลุบตา
“หากข้าปฏิเสธ ผู้คนอาจผิดหวัง”
“ใช่”
“อาจเกิดความวุ่นวาย”
“เป็ไปได้”
“ข้าอาจถูกตราหน้าว่าหนีหน้าที่”
“ข้าจะไม่โกหกว่าทุกอย่างจะง่าย”
เซวียนอี้วางมือบนม้านั่ง ระหว่างมือทั้งสองเหลือระยะเพียงเล็กน้อย
“แต่ท่านไม่จำเป็ต้องเสียสละทั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็คนดี”
หลี่เฉิงเยว่ค่อย ๆ ขยับมือเข้าไปแตะ
นิ้วทั้งสองเกี่ยวกัน
ไม่มีผู้ใดดึงออก
“ข้ากลัว” องค์ชายกล่าว
“ข้าอยู่”
“พรุ่งนี้อาจมีคนพูดถึงเ้า”
“ข้าจะยืนฟัง”
“อาจมีคนดูถูก”
“ข้าเคยถูกดูถูกมาก่อน”
หลี่เฉิงเยว่บีบมือเขาแน่นขึ้น
“แต่ข้าไม่ยอมให้พวกเขาทำ”
เซวียนอี้หันมอง
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ พระองค์ก็พูดสิ่งที่้าพูด”
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองจันทร์อีกครั้ง
คืนนี้มันสว่างกว่าในหุบเขาดำ
ไม่มีหน้าผาปิดบัง
ไม่มีต้นไม้กลืนแสง
และไม่มีผู้ใดบังคับให้มันลดความสว่างเพื่อให้เหมาะกับท้องฟ้า
เขานั่งอยู่ใต้ต้นเหมยจนดึก
และก่อนกลับเข้าตำหนัก
หลี่เฉิงเยว่รู้แล้วว่า พรุ่งนี้ตนจะตอบสิ่งใด