บทที่ 9อัจฉริยะของที่นี้
‘ใครอยากรู้กัน...’
ลู่เฟิงทำเพียงกลอกตาอยู่ในใจและไม่ได้เอ่ยปากตอบ
ทว่าจ้าวเทียนซิงเป็นคนพูดมากโดยธรรมชาติต่อให้ไม่มีคนถาม นายพรานหนุ่มก็ยังคงเล่าต่อได้อย่างลื่นไหล
"ข้าเติบโตมากับพวกสัตว์ป่าบนภูเขาเรื่องพละกำลังต่อให้เจอหมีดำก็ยังพอฟัดพอเหวี่ยงได้หลายกระบวนท่าแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีโอกาสได้เรียนวิชายุทธ์จริงๆ สักครั้ง”
“พอได้ยินว่าหมัดสิบสองรูปแบบของพรรคเจ็ดดาราสร้างขึ้นจากการเลียนแบบท่วงท่าและจิตวิญญาณของสัตว์ ข้าจึงตั้งใจมาที่นี่โดยเฉพาะด้วยความเข้าใจเรื่องสัตว์ของข้า ข้าต้องฝึกได้เร็วกว่าคนอื่นสิบเท่าแน่!"
ลู่เฟิงหันไปมองเด็กหนุ่มผิวคล้ำที่กำลังทำตาโตราวกับรอคอยคำชมก่อนจะถามขึ้นเรียบๆ
"แล้วเจ้าเคยเห็นมังกรตัวเป็นๆหรือไม่?"
"..."
จ้าวเทียนซิงถึงกับมุมปากกระตุกใบหน้าสลดลงทันตา
"พี่ลู่...ท่านนี่ช่างเป็นคนพูดจาดับความฮึกเหิมของผู้อื่นได้เก่งกาจจริงๆ"
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าไปยังโรงอาหารด้านในมีแถวของผู้คนยืนเข้าคิวเรียงรายอยู่หลายสาย
ชายฉกรรจ์ และเด็กหนุ่มหลายร้อยคนยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัดส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่สิบสองไปจนถึงสิบแปดปี
ภาพที่เห็นทำให้ลู่เฟิงนึกประหลาดใจไม่น้อยลำพังเพียงแค่คนงานเบ็ดเตล็ด และสมาชิกใหม่ในสาขาเมืองเหนือก็มีจำนวนรวมกันหลายร้อยคนแล้ว
พรรคเจ็ดดาราที่มีรากฐานมาจากขบวนค้าม้าเหตุใดจึงมีกำลังทรัพย์มากพอจะเลี้ยงดูผู้คนมากมายขนาดนี้?
และเหตุใดที่ว่าการอำเภอถึงยอมปล่อยให้องค์กรติดอาวุธเอกชนขยายขุมกำลังจนใหญ่โตโดยไม่คิดจะเข้าแทรกแซง?
ความเข้าใจของเขาต่อโลกใบนี้ยังคงตื้นเขินนักราวกับเด็กน้อยที่แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน มองเห็นเพียงแสงระยิบระยับของดวงดาวแต่ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าความมืดมิดอันกว้างใหญ่เบื้องหลังซ่อนสิ่งใดเอาไว้บ้าง
ยามบ่ายมาถึง
ลานฝึกยุทธ์เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมีทั้งสมาชิกหน้าใหม่ที่ยังคงยืนเกร็งด้วยความประหม่าและสมาชิกเก่าที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาแล้วหลายเดือน
ทุกคนต่างมารวมตัวกันเพื่อรอคอยเฉาเฟิงมาถ่ายทอดเคล็ดวิชาหมัดสิบสองรูปแบบซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานอันเลื่องชื่อของพรรค
ทว่าเฉาเฟิงยังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกในศาลาหินหลับตานิ่งอยู่ใต้ร่มเงาไม้คล้ายกับไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกและไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาสอน
ต่อให้ผู้คนในลานจะเริ่มร้อนรุ่มใจเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเร่งรัดแม้แต่คนเดียว
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป
หลี่ชิงเสวี่ยจึงเดินเข้าไปในศาลาวันนี้นางสวมชุดฝึกยุทธ์สีอ่อน ท่วงท่าการก้าวย่างแผ่วเบา และสง่างามราวกับเซียนหญิงเหยียบคลื่น
"ท่านอารอง..."
นางลดเสียงลงต่ำ
"รองประมุขกับเจ้าหอลงทัณฑ์เริ่มไม่พอใจที่ท่านเข้มงวดกับการคัดเลือกคนเข้าพรรคมากเกินไป”
“พวกเขาเห็นว่าช่วงนี้มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากเป็นโอกาสดีที่จะขยายขุมกำลังของพรรคเราแต่วันนี้ท่านกลับรับศิษย์ใหม่มาเพียงแค่แปดคนเท่านั้น"
เฉาเฟิงลืมตาขึ้นช้าๆนัยน์ตาคมปลาบฉายประกายเย็นวาบ
"ขยายขุมกำลังงั้นรึ?โลกนี้มีอัจฉริยะมากมายขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?คนพวกนั้นวันๆ คิดแต่เรื่องแย่งชินอำนาจไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเลยว่าเงินในคลังของพรรคจะเหลือพอเลี้ยงคนได้อีกกี่เดือน"
หลี่ชิงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น
"แต่อิทธิพลของท่านกับตระกูลหลี่ในพรรคก็นับวันจะลดน้อยลงเหตุใดต้องไปหักหน้า และต่อต้านพวกเขาตรงๆให้เป็นการสร้างศัตรูเพิ่มด้วยเจ้าคะ"
"หากพรรคเจ็ดดาราที่นี่ไม่ต้องการพวกเราแผ่นดินนี้ก็ยังมีที่อื่นให้ไป"
เฉาเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
"หากในอดีตตระกูลหลี่ไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจและกำลังทรัพย์คอยสนับสนุน พรรคเจ็ดดาราจะมีวันนี้ได้อย่างไร?พวกเราไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาพรรคนี้เพื่อเอาตัวรอดในเมืองฟงหมิงเสียหน่อย"
เขาถอนหายใจออกมาเบาๆกระแสเสียงแฝงแววเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
"แต่ข้าแค่ทำใจยอมรับไม่ได้...รากฐานทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อ และโลหิตของอดีตประมุขกับตัวข้าจะให้ข้ายืนดูพวกคนสายตาสั้นพวกนั้นทำลายมันลงไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร"
เฉาเฟิงหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้หวายเขาเดินมุ่งหน้าไปยังลานฝึกด้วยแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยว และเหนื่อยล้ากว่าทุกวัน
ทันทีที่ร่างของเขาปรากฏเสียงกระซิบกระซาบทั้งหมดในลานก็เงียบกริบลงทันตาคนนับร้อยต่างกลั้นหายใจเพื่อรอฟังคำสอน
ทว่าในจังหวะนั้นเองกลับมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในลานฝึกอย่างไม่รีบร้อนพวกเขากำลังเดินห้อมล้อมเด็กหนุ่มในชุดผ้าแพรหรูหราผู้หนึ่งซึ่งตั้งใจมาสายอย่างเปิดเผย
"นั่นหลิงเฟิงไม่ใช่หรือ?"
เพียงแค่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของใครบางคนฝูงชนรอบด้านก็เริ่มเกิดความระส่ำระสาย
หลิงเฟิงเข้าพรรคเจ็ดดารามาได้เพียงเดือนครึ่งก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิตได้สำเร็จนับเป็นอัจฉริยะที่พรรคไม่เคยพบเจอมานานหลายสิบปีรองจากหลี่ชิงเสวี่ย
นอกเหนือจากนั้นเขายังสามารถฝึกฝนเคล็ดหมัดรูปแบบอินทรีจนบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญได้แล้วด้วย
แม้ตามกฎแล้วหลังจากที่ทะลวงขั้นบำรุงโลหิตเขาควรจะต้องเดินทางไปรายงานตัวที่ปราสาทเจ็ดดาราอันเป็นสำนักงานใหญ่
แต่เนื่องจากเพิ่งเข้าพรรคมาได้เพียงสองเดือนภาพรวมของวิชาหมัดสิบสองรูปแบบจึงยังคงอยู่ที่ขั้นชำนาญ หากไม่มีภารกิจด่วนหลิงเฟิงจึงไม่เคยพลาดโอกาสที่จะมาฟังคำชี้แนะจากเฉาเฟิง
สมาชิกเก่าบางคนมองดูกลุ่มคนที่คอยเดินตามประจบสอพลออยู่รอบตัวเด็กหนุ่มชุดแพรแล้วแอบแค่นเสียงในลำคอด้วยความหมั่นไส้
"หึช่างวางท่าใหญ่โตยิ่งนัก"
อย่างไรก็ตามสายตานับร้อยคู่ในลานฝึกก็ยังคงจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มชุดแพรผู้นั้นเป็นตาเดียวฝูงชนพากันขยับหลบซ้ายขวา เปิดทางเดินตรงดิ่งสู่ใจกลางลานฝึกให้โดยอัตโนมัติ
หลิงเฟิงก้าวเท้าเดินผ่านช่องว่างนั้นไปด้วยท่าทางสงบนิ่งผิวหน้าเรียบเฉยราวกับเห็นว่าการตกเป็นเป้าสายตา และจุดสนใจของคนทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรได้รับอยู่แล้ว