ไฉ่หลินไม่คิดที่จะลงมือกับวิญญาณร้ายเลยซักนิด ส่วนนึงก็เป็นเพราะคำขอของเซียงหลินที่ได้เคยพูดคุยกันเอาไว้
ตัวของชายหนุ่มให้เหตุผลว่าถ้าไม่ได้ลงมือสังหารด้วยตนเอง ค่าประสบการณ์รวมถึงการพัฒนาก็จะไม่ได้รับมัน ถึงพวกนางจะนึกสงสัยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ทว่าพวกนางเองก็โต้แย้งอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ต้องมาเห็นด้วยตาของตนเองเท่านั้น
ภูติวิญญาณประจำตัวจะสามารถยกระดับขึ้นได้ยังไงจากการสังหารวิญญาณร้ายรูปแบบพวกนี้
แต่เซียงหลินเองก็เหมือนจะไม่ใช่พวกที่โกหกอะไรมั่วๆซั่วๆซะด้วยสิ
ไม่นานทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางเข้าสู่เทือกเขาซากศพ อาณาเขตแห่งนี้มีความกว้างหลายร้อยกิโลเมตร หมู่เมฆมืดครึมส่งเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง เสมือนกำลังมีพายุทอร์นาโนที่รุนแรงพัดผ่านเข้ามา
สภาพแวดล้อมเบื้องล่างส่วนใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่แห้งตาย โค่นลำต้นแทบจะทั้งหมดกลายมาเป็นสีดำสนิท มีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นตามกิ่งก้าน ส่วนผืนดินรอบบริเวณก็ไม่ต้องไปพูดถึง
ไม่มีแม้แต่ผืนหญ้าเล็กๆสักต้นนึง
เทือกเขาซากศพในเวลานี้ไม่แตกต่างไปจากแหล่งมั่วสุมของวิญญาณร้ายรูปแบบต่างๆ น่าหวาดกลัวต่อผู้ฝึกฝนวิญญาณเป็นอย่างมาก
"เข้าใจแล้ว ก็ต้องตามนั่นแหละท่านหญิง"
"เดียวผมเองก็ขอออกอาละวาดซักห่น..?!!"
แต่ยังไม่ทันที่เซียงหลินจะได้พูดจบ นัยน์ตาของเขาก็เริ่มส่องประกายขึ้นด้วยพลังวิญญาณ
กรรรรรรรรรร!
ทันใดนั้นเสียงครวญครางอันน่าสยดสยองของวิญญาณร้ายก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ผืนดินที่แห้งกราดรอบๆตัวของทั้งสองเริ่มมีบางสิ่งที่กำลังชอนไชออกมาอย่างต่อเนื่อง กรงเล็บสีแดงสดพร้อมกับแขนที่ฉีกขาดได้ทะลวงออกมาจากผืนดินอย่างกับขุมนรก
กระทั่งพวกมันหลายร้อยตัวก็ค่อยๆคลานออกมา ปรากฏให้เห็นถึงซากศพอันเน่าเหม็น พวกมันมีลักษณะเป็นเหมือนกับมนุษย์ บางตนก็กำลังคลานด้วยแขนและขา ผิวหนังซีดเผือดและเต็มไปด้วยบาดแผลที่สาหัสฉกรรจ์ ร่างกายผอมกระหร่องจนมองเห็นไปถึงโครงสร้างของกระดูก ช่วงบนส่วนหัวไม่มีเส้นผมและโล่งเตียน ใบหน้าดุร้ายราวกับอสูรกาย
ดวงตากลวงเป็นรูลึกเข้าไปด้านใน บริเวณปากช่วงล่างอ้าออกราวกับสัตว์ร้าย มีคมเขี้ยวเรียงรายกันในบริเวณขากรรไกรที่อ้าออก
ที่สำคัญเลยก็คือกรงเล็บช่วงนิ้วมือและนิ้วเท้าของมัน มันยาวเท่ากับหนึ่งไม้บรรทัดเลยก็ว่าได้
(นี่แหละเป้าหมายที่เจ้าต้องการเซียงหลิน)
(ถึงจะเป็นวิญญาณระดับE พวกมันก็มีจำนวนที่เยอะมาก ความร้ายกาจของพวกมันอาจสยบผู้ฝึกฝนวิญญาณระดับCได้เลยทีเดียว)
จิ้งจอกสวรรค์ยืนอยู่เคียงข้างกับไฉ่หลิน
กลิ่นอายวิญญาณระดับสูงได้ทำให้วิญญาณร้ายพวกนี้ไม่กล้าที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยว
ซากศพพวกนี้พยายามหลีกหนีไปจากตัวของไฉ่หลินรวมถึงร่างเงาสีขาว พวกมันเองก็สามารถรับรู้ได้ตามสัญชาตญาณ การเผชิญหน้ากับสองตัวตนที่ยิ่งใหญ่นี้ พวกมันเข้าไปก็มีแต่จะตายลง
ทั้งหมดเลยเบนเป้าหมายไปยังเซียงหลินรวมถึงภูติวิญญาณประจำตัวอย่างเทพอาชูร่าแทน
เพราะกลิ่นอายพลังวิญญาณของทั้งคู่นั่นไม่ค่อยจะแตกต่างไปจากพวกมันซักเท่าไหร่นัก สามารถต่อกรหรือจัดการได้อย่างสบายๆ
"สบายๆน่า ผมไม่ได้มองพวกมันเป็นพวกที่แข็งแกร่ง แต่มองพวกมันเป็นค่าประสบการณ์ที่มากมายมหาศาลตังหาก"
เซียงหลินตอบกลับพลางหัวเราะขึ้นในลำคอ
นัยน์ตาเองก็เริ่มตรวจสอบสิ่งมีชีวิตร้ายที่กำลังรายล้อมเข้ามา
[วิญญาณร้าย ซากศพกูล]
[พลังวิญญาณระดับแรงค์E]
[พรสวรรค์การเติบโต2ดาว]
[ทักษะวิญญาณ - ]
[ผีร้ายในตำนานพื้นบ้านของตะวันออกกลาง เป็นผีร้ายที่ออกล่อลวงมนุษย์ที่กำลังเดินทางเพียงลำพังในช่วงยามวิกาล พ่ายแพ้ต่อแสงแดดของดวงอาทิตย์แล้วไม่สามารถปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลากลางวันได้ กินมนุษย์รวมถึงซากศพอื่นๆเป็นอาหาร นิสัยชอบอยู่รวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ ว่ากันว่าครั้งนึงพวกมันทั้งหมดเคยเป็นมนุษย์ ทว่าต้องถูกคำสาปร้ายให้กลายมาเป็นผีดิบที่กระหายในเนื้อมนุษย์เป็นอย่างมาก แล้วก็ควรระวังกรงเล็บรวมถึงปากที่อ้าออกของมันเอาไว้ ถ้าเกิดถูกมันกัดกระชากเนื้อขึ้นมา ความเจ็บปวดจากพิษกูลก็จะทำให้เหยื่อต้องเหมือนตกนรกทั้งเป็น]
กรรรรรรรรรร!
ไม่รอช้ากูลนับสิบตัวก็วิ่งเข้าใส่เซียงหลินกับเทพอาชูร่าอย่างหิวกระหาย น้ำลายบริเวณปากไหลหยดออกมาอย่างต่อเนื่อง
พวกมันตอนนี้จ้องมองไปยังทั้งสองราวกับมองเหยื่อตัวเล็กๆคนนึง สามารถบดขยี้รวมถึงกัดกินเนื้อมนุษย์อันโอชะของผู้ฝึกฝนวิญญาณได้
"ไม่เลว อาชูร่าลงมือได้เลย"
"แล้วก็ไม่ต้องสนใจข้าแล้วละ"
เซียงหลินโบกมือสั่งให้ภูติวิญญาณประจำตัวลงมือ ซึ่งเทพอาชูร่าเองจัดให้ตามคำขอ
ร่างเงาที่สูงกว่าสามเมตรได้กระโดดเข้าไปในวงล้อมของกูลเกือบร้อยตน บริเวณช่วงแขนทั้งหกข้างเริ่มโบกสบัดไปมาอย่างรวดเร็ว บนฝ่ามือส่องประกายพร้อมกับก่อกำเนิดเป็นพลังวิญญาณอันแกร่งกล้า
<ความโกรธเกรี้ยวของสายลมอาชูร่า>
พริบตาทักษะวิญญาณสุดแกร่งของเทพอาชูร่าก็ได้สำแดงอานุภาพประจักษ์ออกมา
ฉัวะ!ฉัวะ!ฉัวะ!ฉัวะ!ฉัวะ!ฉัวะ!
ประกายแสงของสายลมทมิฬสีดำถูกสบัดออกไปนับร้อยเสี้ยว สายลมของเทพอาชูร่าได้ตัดผ่านร่างของพวกกูลออกเป็นชิ้นๆ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องที่โหยหวนอย่างเจ็บปวด ร่างกายทั้งหมดของพวกมันถูกสบั้นออกไปอย่างไร้ซึ่งความปราณีใดๆ
[ติ๊ง! เทพอาชูร่าได้สังหารวิญญาณร้ายแรงก์E ซากศพกูล ได้รับค่าประสบการณ์10หน่วย โฮสต์ได้รับค่าวิญญาณ10แต้ม]
[ติ๊ง! เทพอาชูร่าได้สังหารวิญญาณร้ายแรงก์E ซากศพกูล ได้รับค่าประสบการณ์10หน่วย โฮสต์ได้รับค่าวิญญาณ10แต้ม]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในหัวสมองของเซียงหลินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในใจของเขาตอนนี้ต้องพลันเบิกบานเป็นอย่างมาก
"สายลมทมิฬ?"
ขณะเดียวกันการลงมือของเทพอาชูร่าก็สร้างความประหลาดใจให้กับตัวของไฉ่หลิน นัยน์ตาของนางส่องประกายขึ้นอย่างสงสัย
"ไม่ใช่ว่าเทพอาชูร่ามีพลังของเปลวเพลิงสีดำหรอ? ทำไมภูติวิญญาณตนนี้ถึงได้ใช้พลังของสายลมได้กันละ บอกตามตรงว่ามันแปลก"
หญิงสาวไม่รอช้ารีบเอ่ยถามกับคู่หูของตน
จิ้งจอกสวรรค์ก็พยักหน้ารับพลางตอบกลับ
(ไม่แปลก ถึงในชีวประวัติตำนานพวกเราจะรู้จักเขาในเรื่องพละกำลังที่มหาศาลรวมถึงการทำลายล้างที่บ้าคลั่งก็ตาม แต่เทพอาชูร่าดังเดิมนั่นคือเทพที่ควบคุมมวลสรรพธาตุได้ ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า ความมืด ธาตุทั้งหกคือตัวแทนพลังอันเป็นที่สุดของเขา)
(แล้วในบรรดาธาตุต่างๆที่ได้ครอบครอง ทั้งหมดเองก็ถือว่าเป็นพลังระดับตำนานที่อยู่เหนือบรรดาทวยเทพตนอื่นๆ)
(เทพอาชูร่าเป็นเหมือนกับตัวตนที่ขับไล่ความชั่วร้าย พลังที่เทพอาชูร่ามีสามารทำลายล้างวิญญาณชั่วร้ายได้โดยตรง)
คำตอบของต้าจีได้ทำให้ไฉ่หลินรับรู้เรื่องราวต่างๆเพิ่มมากขึ้น พลังของเทพอาชูร่าเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการเอาไว้ได้
แล้วที่พวกนางเห็นอยู่มันก็เป็นเพียงแค่พลังส่วนนึงของเทพอาชูร่าเท่านั้น ต้องรอให้พลังวิญญาณระดับสูงมากยิ่งกว่านี้ซะก่อน
"หือ.. สถานการณ์ดูเหมือนไม่สู้ดีแล้ว!!"
ขณะเดียวกันนัยน์ตาที่งดงามของนางก็เริ่มเห็นบางสิ่งที่แปรเปลี่ยนไป
สีหน้าอันทรงเสน่ห์เริ่มเป็นกังวลอยู่นิดๆ
เพราะพวกซากศพกูลมันเริ่มแยกตัวและมุ่งเป้าหมายไปยังเซียงหลินแล้ว มีมากกว่าหลายสิบตัวเลยก็ว่าได้
ถ้าเกิดเป็นผู้ฝึกฝนวิญญาณระดับแรงก์Eโดยปกติ พวกเขาคงจะร้อนรนและสั่งให้ภูติวิญญาณประจำตัวกลับมาปกป้องตนเอง ทว่าดูเหมือนเซียงหลินจะไม่ทำแบบนั้นเลยซักนิด
(อะไรน่ะ ชายหนุ่มผู้นี้โง่เขลาหรือไงกัน)
(ทำไมเขาถึงไม่สั่งให้เทพอาชูร่ากลับมา)
ต้าจีอุทานออกมาอย่างตกใจ พยายามจะเคลื่อนไหวเข้าไปช่วยเหลือในทันที
พวกนางเองก็ได้เห็นมานักต่อนักแล้วว่าผู้ฝึกฝนวิญญาณนั่นถูกฆ่าตายจากพวกวิญญาณร้ายยังไง ถ้าไม่มีภูติวิญญาณประจำตัว พวกเขาก็ทำได้เพียงเป็นแค่เป้านิ่งให้พวกมันโจมตีเท่านั้น
"ไม่ต้องทำหรอกมั้งต้าจี"
"นายน้อยเซียงหลินสามารถจัดการได้"
ไฉ่หลินเหมือนประเมินตัวของเซียงหลินเอาไว้อยู่สูงมาก ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ทว่าในใจของนางกลับบอกว่าพวกวิญญาณร้ายแค่นี้ไม่คนามือตัวของชายหนุ่มเลยซักนิด ต่อให้จะเป็นซากศพกูลที่มีพลังวิญญาณระดับเท่ากันถึงหลายสิบตัวก็ตามที
ภายในอาณาเขตของการต่อสู้ ซากศพกูลที่เบนเป้าหมายมายังเซียงหลินก็กระโจนเข้าใส่เขาอย่างหิวกระหาย บางตนก็กางกรงเล็บสีแดงสดทั้งห้าออกมา ใช้พละกำลังทางกายภาพรวมถึงพลังวิญญาณอัดแน่นหลอมรวมไปกับการโจมตีครั้งนี้
"ดีๆ พวกแกดาหน้ากันเข้ามาเลย!!"
เซียงหลินพูดจบก็แสยะยิ้มขึ้นบริเวณมุมปาก
พลังวิญญาณที่อยู่ในตัวเริ่มไหลเวียนไปตามกระบวนการที่เกิดขึ้น จากนั้นขาข้างนึงก็ได้ถูกยกขึ้นและกระทืบลงไปยังพื้นดินอย่างรุนแรง
พร้อมกับที่ทักษะวิญญาณสุดแกร่งของเจ้าเมืองมังกรได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน
<ทักษะวิญญาณ กระบวนยุทธหมัดมังกร>
...
เกร็ดความรู้ท้ายเรื่อง
“กูล” (Ghoul) หรือ “ปอบ” เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ปรากฏตัวในตำนานอาหรับ ในเรื่องราวต้นตำหรับพวกมันมีรูปร่างเหมือนกับสุนัขหรือมนุษย์ เท้าเป็นกีบ มีขนค่อนข้างดก มักอาศัยอยู่ในบริเวณที่รกร้องถูกทอดทิ้ง เช่นสุสาน ซากปรักหักพังเป็นต้น ที่จริงแล้วพวกมันไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในสถานที่เหล่านี้ก็ได้ขอเพียงแค่มีศพให้กินเท่านั้น แต่ที่มันเลือกสถานที่ห่างไกลจากสายตาผู้คนเป็นเพราะชอบความสันโดษเท่านั้น พวกมันชื่นชอบการกินเนื้อ ดื่มเลือดของซากศพเมื่อไม่มีอาหารสดใหม่และยังมีนิสัยชอบขโมยเหรียญเงิน
ในขณะที่กูลในตำนานของชาวยุโรป ถึงแม้จะมีลักษณะคล้ายกับกูลของอาหรับ แต่ผิวหนังของพวกมันจะดูคล้ายกับยาง ผิวซีด หวาดกลัวแสงแดด แต่แสงก็ไม่ได้มีอิทธิพลกับมันมากเหมือนกับผีดิบดูเลือด เพียงแค่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น พร้อมกับความสามารถในการแปลงร่างเป็นเหยื่อรายสุดท้ายที่พวกมันกินได้ ไม่ว่าเจ้าของร่างจะตายไปแล้วหรือมีชีวิตอยู่ก็ตาม!? ถ้าหากกินสมองของใครก็จะสามารถเขาถึงความทรงจำเหล่านั้นได้ ความสามารถพิเศษเหล่านี้ทำให้กูลสามารถกลืนเข้ากับสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการปลอมตัวเป็นเหยื่ออย่างไม่ผิดสังเกต และชอบอาศัยทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ใต้ดินเป็นหลัก