ชายฝั่งแม่น้ำจูลี่
บนเนิน
“เป็นไปไม่ได้!เป็นไปไม่ได้แน่ๆ! สมควรตาย...ใครบอกข้าได้บ้างว่ามันเป็นแบบนี้ได้อย่างไร?เป็นไปได้อย่างไร? ชายคนนั้นเป็นอัศวิน?คนเดียวสามารถควบคุมวงแหวนแห่งสงครามได้สองวง? แต่ร่างของมันไม่มีความผันผวนของคลื่นพลังอะไรเลยนะ...และยังขบวนทัพโล่หอกมังกรของข้า...ฮึ่ม ยกโทษให้ไม่ได้!”
ชายหน้ากากเงินเห็นเหตุการณ์บนสะพานหินดวงตาดุดันของเขาคมราวกับมีด ตอนนี้เขาไม่อาจอดกลั้นท่าทีเอื่อยเฉื่อยไว้ได้อีกแล้ว
เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
กองทัพเกรียงไกรที่เป็นความภาคภูมิใจของตนจะสลายไปเหมือนน้ำแข็งด้วยการท้าทายของเหล่าสุนัขกลุ่มนี้
ความโกรธกำลังลุกไหม้ร่างกายของเขาปรากฏแสงสีฟ้าสว่างไสว บรรยากาศเย็นเยียบมหาศาลแผ่กระจายออกมา เหมือนไอเย็นของน้ำแข็งพันปีถูกปล่อยออกมาจนหนาวไปทั่วกระดูกแส้ม้าในมือถูกบีบแน่น เสียงเปรี๊ยะๆ ดังขึ้น แช่แข็งแส้ม้าในมือจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งแล้วตาลงพื้นแตกกระจาย
ยังมีเรื่องอะไรที่น่าอับอายกว่านี้ไหม?
เขาคิดว่าแผนการรบของตนเองไม่มีทางผิดพลาดแค่การโจมตีของพวกสุนัขบ้านนอกยี่สิบสามตัว พวกมันจะต้องถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วแน่นอนขบวนทัพโล่หอกมังกรของทหารเกราะดำถูกขนานนามว่าเป็นที่หนึ่งของการป้องกันมาโดยตลอดแต่มาตอนนี้ แค่สองนาทีก็ยังไม่อาจยืนหยัดไว้ได้เลย ในระยะเวลาสองนาทีที่เขาส่งคำสั่งการพวกทหารก็ต้านทานไว้ไม่ได้และกลายเป็นเนื้อบดกับเศษเหล็กไป!
ความพ่ายแพ้ที่คาดไม่ถึงแบบนี้สำหรับชายหน้ากากเงินที่มีความหยิ่งทระนงสูง มันเกินจะรับไหวเขาคิดว่าตนเองเหมือนพระเจ้าที่อยู่เหนือผู้คนคอยควบคุมความเป็นความตายของคนนับพันนับหมื่นแต่จู่ๆ ก็ถูกขอทานสกปรกคนหนึ่งชกหน้าอย่างจัง หลังจากนั้นขอทานก็ใช้เท้าเหม็นๆที่เต็มไปด้วยฝีและฝุ่นสกปรกมาเหยียบที่หน้าเขา
“ข้าขอสาบาน เมืองแซมบอร์ดจะไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตใดๆจะชาย หญิง เด็ก หรือคนแก่ ทั้งหมดในเมืองแซมบอร์ดจะต้องจับเป็นจากนั้นข้าจะถลกหนังพวกมันทั้งที่มีชีวิตและแขวนหนังพวกมันไว้บนสะพานหินเหมือนแขวนฟ่างข้าว...และข้าจะสับร่างและกระดูกพวกชาวบ้านทั้งหมดให้กลายเป็นเนื้อบดจากนั้นข้าจะยัดมันใส่ปากของไอ้ราชาไม่รู้ที่ตายนั้นกินทีละคำ!”
ชายหน้ากากเงินตะโกนออกมาอย่างโมโห
ทั่วทั้งร่างของเขาปรากฏกลิ่นอายเย็นยะเยือกและแสงสีน้ำเงินจางๆไม่ช้าก็มีเสียงดังเปรี๊ยะๆ เกิดเป็นประกายแสงเย็นเหยียบสีขาวขึ้นวูบหนึ่งอานม้าเหล็กสีดำของม้าศึกที่ชายหน้ากากเงินนั่งก็ถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็วจนเป็นสีขาวแม้ว่าม้าสีดำตัวนี้จะมีค่ามาก แต่เพียงชั่วพริบตาก็ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งเลือดและเนื้อก็ถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
อัศวินเกราะดำที่อยู่ด้านหลังก็พากันตื่นตกใจไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆทุกคนก้มหน้าลงต่ำปิดปากเงียบ ม้าสีดำที่เหล่าอัศวินเกราะดำนั่งก็รู้สึกได้ถึงอันตรายจึงพากันถอยหลังอย่างกระสับกระส่ายดวงตาสีดำขลับปรากฏความตื่นกลัว ยามที่มองชายหน้ากากเงินก็เหมือนมองเห็นปีศาจกระหายเลือดกำลังโมโห
บนเนินเขาทั้งหมดมีเพียงคนเดียวที่ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ชายในชุดคลุมสีดำลึกลับคนนั้นมายืนอยู่ด้านขวาของชายหน้ากากเงินราวกับว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ หมอกสีดำจางๆ ปกคลุมรอบๆร่างของเขา แม้กระทั้งบิดเบือนแสงที่ส่องลงมาที่เขา และม้าผอมๆสีขาวที่เขาขี่พ่นเสียงลมหายใจออกมาพลางเล็มหญ้าบนพื้นด้วยอย่างสบายอารมณ์ไม่รับรู้ถึงรังสีฆ่าฟันที่ชายหน้ากากเงินระเบิดออกมา
“ถ่ายทอดคำสั่ง...พลธนูเตรียมตัวธนูเจาะเกราะหนักให้พวกมันเข้ามาถึงระยะยิง จากนั้นให้ยิงมันออกไปทั้งหมด ไม่ว่าต้องเสียเท่าไรข้าไม่สนจะต้องฆ่าไอ้พวกหมาบนสะพานหินฝูงนี้ให้ได้...” ชายหน้ากากเงินสั่งออกมาท่ามกลางความโกรธแค้นดวงตาของเขาแดงก่ำจนน่ากลัว
“นายท่าน บน...สะพานนี้ยังมีทหารของพวกเรา...พวกเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บ...”
อัศวินเกราะดำที่อยู่ด้านหลังได้ยินคำสั่งนั้นก็พากันตื่นตกใจตอนนี้ปีศาจสวมชุดเกราะเหล็กกลุ่มนั้นบุกเข้ามาที่กองทัพของทหารเกราะดำ ทั้งสองฝ่ายคงปะปนรวมกันหากยิงลูกธนูเจาะเกราะหนักลงไป จริงอยู่ว่าข้าศึกอาจจะตายแน่ๆ แต่ทหารนับร้อยกว่าคนของฝ่ายตัวเองก็อาจจะไม่รอดเช่นกัน
“ทหาร? ทหารต้องใช้เลือดเนื้อและชีวิตของพวกมันเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศของผู้บัญชาการนี่คือภารกิจของพวกมัน การตายในสงครามเพื่อข้าถือว่าเป็นความโชคดีของพวกมัน”
ชายหน้ากากเงินไม่หันกลับไปมองแต่พูดประโยคที่กำหนดชะตาชีวิตของทหารจำนวนร้อยกว่าคน
แต่ภายใต้ความโกรธเกรี้ยวก็มีร่องรอยบางอย่างที่ชัดเจนในใจบางทีเขารู้สึกว่าควรจะเตรียมไพ่ตายเอาไว้เพราะการพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันทำให้ชายหน้ากากเงินตื่นตัวและเกรงกลัวอยู่ในใจการเผชิญหน้ากับผู้ชายที่วิ่งอยู่หน้าสุดมันทำให้เขารู้สึกตระหนักเอามากๆแม้กระทั่งทำให้เขาเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น นั่นก็คือแม้แต่ลูกธนูเจาะเกราะหนักก็อาจไม่สามารถทำลายปีศาจกลุ่มนี้ได้
เขานั่งบนม้าที่ถูกแช่แข็งจนตาย ก่อนจะหันกายกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยกับชายชุดคลุมสีดำลึกลับ“ท่านอาจารย์ ถ้า...ถ้าลูกธนูเจาะเกราะหนักยังเอาไม่อยู่ ข้าหวังว่าท่านจะลงมือร่ายเวทมนตร์อันทรงพลังสักบท ช่วยข้าจัดการพวกหมาบ้าฝูงนั้นเสีย!”
ชายชุดคลุมสีดำลึกลับพยักหน้า
ก่อนจะยกบางอย่างขึ้นมา การกระทำนี้ทำให้ชุดคลุมสีดำเปิดออกเล็กน้อยปรากฏคทาจอมเวทที่มีลวดลายลึกลับซับซ้อนโผล่ออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีดำ
เขายังไม่ลงมือตามที่ชายหน้ากากเงินพูดและพูดพึมพำกับตัวเองอย่างกระปรี้กระเปร่าว่า“ไม่น่าเชื่อ...คาดไม่ถึงว่าจะมีคนที่มีทั้งพละกำลังกายที่ทรงพลัง เวทมนตร์แปลกๆ และพลังแห่งแสงของอัศวินศักดิ์สิทธิ์คุณสมบัติของพลังทั้งสามอย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังสลับสับเปลี่ยนไปมาได้อีกดูเหมือนว่าชายคนนั้นยังมีทักษะลึกลับบางอย่าง...แม้ว่าพลังจะไม่แข็งแกร่งแต่ก็ถือว่าน่าสนใจเล็กน้อย...ต้องให้มันคายความลับออกมา บางทีข้าอาจทำลายมันได้ และก็เพิ่มพลังของข้าได้ด้วยฮิๆ...”
คิดถึงตรงนี้เขาก็หันไปพยักหน้าให้กับชายหน้ากากเงินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “ข้าลงมือได้แต่ผู้ชายคนนั้นต้องจับเป็น ข้าอยากใช้งานมัน”
พูดจบมือที่อยู่ใต้ชุดคลุมก็ยืดออกมาแล้วชี้นิ้วที่แห้งเหี่ยวเหมือนฟืนนิ้วนั่นเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นเหมือนนิ้วมือของซากศพ เขาชี้ไปที่คนคนหนึ่งนั่นก็คือซุนเฟยที่วิ่งอยู่หน้าสุด
ชายหน้ากากเงินขมวดคิ้ว
ผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ชายหน้ากากเงินเกลียดที่สุดถ้าไม่ใช่เพราะมันบุกโจมตีอยู่ด้านหน้า กวาดล้างเหล่าทหารของเขาคาดว่าขบวนทัพโล่หอกมังกรของทหารเกราะดำคงไม่ถูกทำลายอย่าง่ายดายแบบนี้ทำให้เขาต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทีแรกชายหน้ากากเงินอยากจะสั่งให้ยิงลูกธนูสักหมื่นดอกทะลวงร่างของผู้ชายคนนี้ให้กลายเป็นเม่นไปเสีย แต่ในเมื่อชายชุดดำเอ่ยปากขอตัวมันชายหน้ากากเงินมองอาจารย์ของตนเองมีพลังเวทมนตร์น่ากลัวที่สูงถึงระดับสี่ดาวเขาครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้ายินยอม
“ถ่ายทอดคำสั่งให้พลธนูระวังดีๆ ยิงผู้ชายคนนั้นให้บาดเจ็บสาหัสพอ นอกนั้นฆ่าให้หมด!”ชายหน้ากากเงินเปลี่ยนคำสั่งของตัวเอง
อัศวินเกราะดำที่อยู่ด้านหลังไม่กล้าหายใจแรงๆเขารีบควบมาออกไปอย่างรีบเร่ง
ไม่ช้าในค่ายทหารสีดำก็มีทหารเกราะดำจำนวนหนึ่งออกมาตั้งแถวทหารเกราะดำเหล่านี้ก้าวเดินอย่างมั่นคง เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างมีพลังที่ยอดเยี่ยมไม่น้อยด้านหลังของพวกเขาสะพายธนูสีดำขนาดใหญ่ ลูกธนูเสียบในกระบอกลูกธนูขนาดใหญ่มีขนนกสีขาว บนตัวธนูแกะสลักลวดลายเวทมนตร์บางอย่างและมีการไหลเวียนของเวทมนตร์จางๆอยู่ ลูกธนูเจาะเกราะหนักนี้สามารถเจาะเกราะหนักและโล่เวทมนตร์ระดับต่ำได้ในสนามรบมันถือว่าเป็นฝันร้ายของเหล่านักเวทและอัศวินเกราะหนักเลยทีเดียว
ลูกธนูเจาะเกราะหนักเหล่านี้ทุกดอกต่างมีราคาสูงมากกล่าวได้ว่าต้องเสียเงินไปจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว ในสนามรบทั่วไปจะไม่ค่อยมีใครใช้กันแต่ครั้งนี้ชายหน้ากากเงินยอมทิ้งไพ่ตายทั้งหมดของตัวเองออกมาอย่างใจกว้างเห็นได้ชัดว่าในใจของเขาโมโหมากแค่ไหน
ชายชุดคลุมลึกลับมองข้ามไป
เขาหัวเราะเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงที่แหลมเสียดหูเหมือนมีคนนำมีดทื่อๆ มาขูดบนหิน เขาไสม้าผอมๆที่ขี่ให้ค่อยๆ เดินออกไปด้านหน้าของสะพานหินอย่างเชื่องช้า มีหมอกดำจางๆปกคลุมร่างของเขาไว้ ในขณะที่ม้าก็เดินอ้อยอิ่งไปด้านหน้า หมอกดำก็ยิ่งหนาขึ้น และค่อยๆหายไปจากสายตาของคนอื่น
ตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีการต่อสู้บนสะพานก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หรือจะพูดว่าซุนเฟยนำเหล่านักรบทั้งยี่สิบสองคนบุกสังหารหมู่และเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่สุดด้วยขบวนทัพรูปกรวยที่ไร้เทียมทานของซุนเฟย ไม่ว่าขบวนทัพใดๆ ของทหารเกราะดำก็กลายเป็นชีสนุ่มๆพวกเขาสามารถรุกเข้าไปด้านหน้ามากขึ้น
บันไดยึดเมืองทั้งหกอันถูกผลักลงแม่น้ำไปในเวลาเพียงสองนาทีร่างของชายทั้งยี่สิบสองคนเต็มไปด้วยเลือด และบุกโจมตีขบวนทัพหอกและขบวนทัพดาบของทหารเกราะดำ
ทุกที่ที่พวกเขาผ่านพื้นที่สะพานก็กลายเป็นนรกที่มีแต่แอ่งเลือดเสียงกรีดร้องและเสียงโหยหวนที่ดังขึ้นกลายเป็นท่วงทำนองเพลงบนสะพานผสมกับเสียงกระแสน้ำที่ซัดกระเด็นขึ้นมาจนดูเหมือนรอยยิ้มโหดร้ายของมัจจุราชที่กำลังลอยขึ้นมาบนอากาศและแม้แต่อากาศเองก็เปลี่ยนสีเลือดเมื่อสูดลมหายใจเข้าไป สิ่งที่เข้าไปในปอดไม่ใช่อากาศแต่เป็นละอองเลือด!
การต่อสู้ดำเนินไปถึงขีดสุดแม้ว่าเหล่าทหารเกราะดำจะผ่านการฝึกฝนมา แต่ตอนนี้ทหารเกราะดำก็แตกพ่ายอย่างสมบูรณ์พวกเขาทั้งหมดสูญเสียขวัญกำลังใจในการต่อสู้ภายใต้ชุดเกราะที่เต็มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อเศษกระดูก เพียงมองเห็นดวงตาที่กำลังมองลอดออกมาในช่องดวงตาหมวกเกราะก็ทำให้ขวัญของข้าศึกตรงหน้ากระเจิงเสียงตะโกนร้องทำให้สองขาพวกเขาสั่นแม้ว่าดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่บนฟ้าจะยังคงแผดไอร้อนลงมาแต่พวกเขากลับรู้สึกหนาวเหมือนอยู่ในห้องเก็บน้ำแข็ง...
กองทัพทั้งหมดวุ่นวาย ทหารตรงหน้าก็ร้องโหยหวนจะหนีกลับมาทางด้านหลังและพุ่งขนทหารเกราะดำขบวนอื่นที่อยู่ด้านหลังบนสะพานก็แออัดมากขึ้นมีทหารจำนวนไม่น้อยที่ผลักคนฝ่ายเดียวกับตัวเองร่วงลงไปในแม่น้ำและถูกกระแสน้ำพัดหายไป...
ที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้นก็คือเลือดและเนื้อที่ไหลลงในแม่น้ำดึงดูดให้ปลากินเนื้อที่น่ากลัวพวกนั้นโผล่ขึ้นมาแย่งอาหารบนร่างของปลาเหล่านี้มีเกล็ดสีดำ ทุกตัวยาวประมาณสี่ห้าเมตรฟันอันแหลมคมของมันสะท้อนแสงอาทิตย์ ขณะที่กำลังกินคนเป็นๆ ลงไปไม่ช้าก็เคี้ยวพวกนั้นจนกลายเป็นกระดูกแล้วกลืนลงไป...
“โอ้พระเจ้า สมควรตายเลือดเรียกปลากินเนื้อมา...”
เมื่อเห็นปลากินเนื้อปรากฏออกมาเหล่าทหารเกราะดำก็กรีดร้องออกมาอย่างหวาดกลัวและยิ่งวุ่นวายขึ้นไปใหญ่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกผลักตกลงไปในแม่น้ำแล้วถูกปลาลากไปกินแต่ก็มีบางส่วนโชคดีที่เกาะขอบสะพานไว้ได้ แต่ไม่ช้าก็ถูกปลาลากไปกินอยู่ดี...
“บุก บุก บุก บุก บุก บุก!”
ซุนเฟยสลับสับเปลี่ยน ‘โหมดพาลาดิน’ และ ‘โหมดคนเถื่อน’ทั้งพยายามใช้ทักษะ ‘พละกำลัง’ กับ ‘ภาวนา’ เพื่อให้แน่ใจว่านักรบของเขาจะไม่มีใครเสียชีวิตทั้งใช้ขวานยักษ์ของคนเถื่อนฟันข้าศึกทุกคนที่ขวางหน้า
บูม! บูม!
……
ในชั่วพริบตา พวกเขาก็มาถึงครึ่งหนึ่งของระยะทางสองพันเมตรและเป็นจุดที่สะพานแคบที่สุด เครื่องยิงหินสองสามเครื่องก็หยุดอยู่ตรงนี้ซุนเฟยสะบัดขวานไปที่ทหารที่คุ้มกันมัน ขาก็เดินเข้าใกล้เครื่องยิงหินที่หนักถึงหกร้อยเจ็ดร้อยจินเสียงตูมๆ ดังขึ้น เครื่องยิงหินเครื่องแรกก็ถูกฟาดจนล่วงลงแม่น้ำและชนเข้ากับปลากินเนื้อที่ดุร้ายจนมันตายและมีเหล่าทหารเกราะดำจำนวนไม่น้อยที่ร้องโหยหวนตอนที่ร่วงหล่นตามบันไดหินลงไปด้วย...
ยิ่งซุนเฟยโถมไปด้านหน้าก็ยิ่งทำให้ทหารเกราะดำเกิดความวุ่นวายไม่ช้า เสียงดังตูมสองสามครั้งก็ดังขึ้น เครื่องยิงหินสี่ในหกถูกซุนเฟยและเหล่านักรบของเขาผลักลงแม่น้ำ...
สถานการณ์ทั้งหมดเป็นไปตามที่ซุนเฟยคาดหวังไว้เพราะความวุ่นวายของเหล่าข้าศึกยิ่งทำให้การดำเนินการง่ายขึ้น ทว่าเหตุการณ์ฉุกละหุกก็เกิดขึ้น
“ระเบิดสังหาร!”
เสียงตะโกนดังขึ้นคลื่นพลังสีแดงขนาดใหญ่ก็ลอยมา แรงกดดันที่เหมือนภูเขาทำให้เขาไม่อาจต้านทานได้ลอยผ่านกลุ่มทหารเกราะดำที่กำลังสับสน พุ่งมาทางซุนเฟยและเหล่านักรบ
ซุนเฟยขมวดคิ้ว
ยอดฝีมือระดับสามดาวของฝ่ายข้าศึก...นักกระบี่แรนดุ๊ก
ในที่สุดก็มาแล้ว
----------------------------------