『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 อาหารเลิศรสเบื้องหน้า

            ภายในห้องจัดเลี้ยงของจวนสกุลหงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

            ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาหงฝูจูงมือลู่เต้าตรงไปยังห้องจัดเลี้ยงทันที วงโหมโรงก็เริ่มบรรเลงเพลงขับกล่อมบรรดานางรำในชุดผ้าโปร่งบางเบาสีสันสวยงาม เคลื่อนไหวร่ายรำไปตามจังหวะเพลง ซึ่งงดงามดุจเทวนารี

            ลู่เต้าเพิ่งเคยเห็นสตรีงดงามมากมายพร้อมกันเช่นนี้ดวงตาเบิกกว้างจ้องจนหงฝูต้องดึงสติเขากลับมา ก่อนจะพาไปนั่งประจำที่

            จากนั้นหงฝูก็ตบมือเรียกเหล่าสาวใช้ถือถาดอาหารเลิศรสมากมายเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงวางเรียงรายบนโต๊ะกลมจนเต็ม

            ลู่เต้าละสายตาจากหญิงสาวหันมาสนใจอาหารตรงหน้าเมื่อได้กลิ่นหอมโชยก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าท้องร้องโครกครากไปด้วยความกระหาย

            หงฝูหมุนจานอาหารบนโต๊ะพลางยิ้มแย้ม"อาหารว่างเรียกน้ำย่อย เชิญท่านผู้มีพระคุณลองชิม"

            ลู่เต้าก้มมองอาหารในจานจานหนึ่งคือแตงกวาแช่น้ำเกลือที่ถูกจัดเรียงรายอย่างสวยงาม ส่วนอีกจานหนึ่งคือเต้าหู้เย็นราดซอสไข่เยี่ยวม้า

            ทั้งสองอย่างดูน่ารับประทานยิ่งนักลู่เต้ากลืนน้ำลายอึก แต่กลับไม่ยอมคีบอาหารเข้าปาก นัยน์ตาฉายแววลังเล

            เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากมานานพอความสุขพลันมาเยือนอย่างกะทันหัน ก็ย่อมยากจะทำใจยอมรับ

            ขณะที่ลู่เต้ากำลังลำบากใจว่าจะเริ่มจากจานไหนดีประตูห้องจัดเลี้ยงก็แง้มออก หงฮวาที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูแอบมองปฏิกิริยาของลู่เต้าด้วยสีหน้ากังวล

            “หรือว่าอาหารไม่อร่อยเหตุใดเขาจึงไม่ยอมคีบกินสักที” หงฮวาขบฟันแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

            ท่าทางผิดปกติของหงฮวาไปเตะตาสาวใช้เข้านางจึงเดินเข้าไปหาคุณหนูอย่างระมัดระวัง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“คุณหนู...ท่านจัดเตรียมทุกอย่างในครัวเสร็จแล้ว ไฉนจึงไม่เข้าไปร่วมโต๊ะอาหารหรือเจ้าคะ”

            ใบหน้างามของหงฮวาพลันแดงเรื่อรีบหันหน้าหนีแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้า และพยายามทำตัวนิ่งเข้าไว้“ข้ากำลังจะเข้าไป”

            สาวใช้คำนับก่อนจะเดินถือถาดอาหารไปหาแม่ครัวพลางบ่นพึมพำ “คุณหนูช่างแปลกนักก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมออกจากห้อง ตอนนี้ก็ยืนอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้าไป”

            แม่ครัวยกมือขึ้นนวดไหล่ด้วยใบหน้าอิดโรย“ใช่ๆ คุณหนูเข้มงวดกับการทำอาหารมากกว่าทุกครั้ง พวกเราเหนื่อยแทบแย่”

            ในที่สุดลู่เต้าก็ตัดสินใจได้คีบแตงกวาเข้าปาก รสชาติกรอบอร่อยชุ่มฉ่ำ เค็มกำลังดีกลบรสชาติเฝื่อนของแตงกวาได้อย่างหมดจด เค็มหวานกลมกล่อม ชูรสชาติสดใหม่ชวนให้อยากลิ้มลองอีกหน

            หงฝูเห็นลู่เต้าพอใจก็ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ“สดใหม่ใช่หรือไม่ นี่เป็นแตงกวาที่ข้าปลูกเอง เพิ่งเด็ดสดๆ มาจากต้น”

            ลู่เต้าเคี้ยวแตงกวาเสียงดังกรุบกรับ“ท่านปลูกเองหรือ รสชาติเยี่ยมมาก!”

            “แน่นอน!”หงฝูตบอกยืดอก “ทุกเช้าข้าจะรดน้ำพรวนดินด้วยความรักของข้าเองรสชาติจึงยอดเยี่ยม!”

            รอยยิ้มของลู่เต้าพลันแข็งค้าง“‘ความรัก’ ของท่าน?”

            “ใช่แล้ว!‘ความรัก’ ของข้าอย่างไรเล่า” หงฝูทำท่าทางโอ้อวด

            ดวงตาของลู่เต้าเลื่อนลอยไร้แววราวกับปลาตายหาได้สนใจแตงกวาตรงหน้าอีก หงฮวาที่แอบมองอยู่หน้าประตูลุ้นจนแทบจะหยุดหายใจ

            “เป็นอะไรไปเขาชอบหรือไม่ชอบกันแน่”

            เนื่องจากอยู่ไกลเกินไปจึงไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนสนทนาอะไรกัน หงฮวาจึงร้อนใจดั่งมดบนกระทะร้อน

            เหล่าคนรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่รู้ว่าควรมีปฏิกิริยาอย่างไร

            “เต้าหู้เย็นคงไม่เกี่ยวกับเขากระมัง”ลู่เต้าคิดในใจ ก่อนจะตักเต้าหู้เย็นอีกจานหนึ่ง

            เมื่อเขาขยับหงฝูก็ยิ้มกว้าง ลู่เต้ารีบหยุดชะงัก และถามอย่างระมัดระวัง “จานนี้ท่านก็มีส่วนร่วมด้วยหรือ”

            “ยอดเยี่ยมไม่อาจรอดพ้นสายตาท่านผู้มีพระคุณได้จริงๆ”หงฝูกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ลองทายดูสิ”

            ลู่เต้าตักไข่เยี่ยวม้าขึ้นมาดูอย่างพิจารณาก่อนจะเอ่ยว่า “ไข่เยี่ยวม้านี้ ท่านออกไข่มาเองหรือ”

            “ท่านผู้มีพระคุณเรื่องนี้ข้าทำไม่ได้หรอกขอรับ!”

            หงฝูตกใจเล็กน้อยใคร่ครวญอยู่ในใจ ไยจึงมีความคิดแปลกประหลาดเช่นนี้ จากนั้นก็คิดได้ว่าผู้มีวรยุทธ์สูงส่งมักผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เขาไม่อาจรู้ได้ว่าใต้หล้านี้จะมีผู้วิเศษที่ออกไข่เป็นเยี่ยวม้าได้จริงหรือไม่

            “ท่านผู้มีพระคุณโปรดวางใจเถิดไข่เยี่ยวม้านี้ข้าซื้อมาจากตลาดขอรับ เพียงแต่เต้าหู้ที่ใช้ทำน้ำเต้าหู้นั้นข้าเป็นคนบดเองกับมือ” หงฝูซาบซึ้งใจในความรู้อันน้อยนิดของตนที่เข้าใจท่านผู้มีพระคุณผิดไป

            “เช่นนั้นข้าก็เบาใจแล้ว”ลู่เต้าตักเต้าหู้พร้อมไข่เยี่ยวม้าเข้าปากอย่างรวดเร็ว เต้าหู้นุ่มลิ้นรสชาติอ่อนๆ ตัดกับรสชาติเข้มข้นของไข่เยี่ยวม้าได้อย่างลงตัวบวกกับรสเผ็ดเล็กน้อยของพริกและความเค็มของซีอิ๊ว ทั้งหมดหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวมอบความอร่อยที่หลากหลายให้ปลายลิ้น

            ที่สำคัญที่สุดคือรสชาติเย็นชื่นใจในสภาพอากาศร้อนเช่นนี้มักทำให้ผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าและเบื่ออาหารแต่เมื่อได้ลิ้มลองอาหารจานนี้แล้ว ความร้อนในกายก็มลายหายไป กระตุ้นความอยากอาหารอย่างมากแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้ปรุงเป็นอย่างดี

            หงฝูเห็นลู่เต้ามีความสุขก็ถอนหายใจโล่งอกดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ปลูกถั่วเหลืองและพริกเสียเปล่าแล้ว...

            ส่วนหงฮวาก็วางใจลงรวบรวมความกล้าผลักประตูเข้ามา หงฝูเห็นเข้าก็เอ่ยอย่างยินดี “อาฮวาเจ้าออกมาเสียที รีบมานั่งทานข้าวด้วยกันเถิด”

            ทั้งสองสบตากันก่อนจะหลบสายตาอย่างเขินอาย หงฮวาแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง เดินไปนั่งข้างพี่ชาย และจงใจเว้นที่ว่างระหว่างเธอกับลู่เต้า

            ลู่เต้าเห็นหงฮวาไม่พูดถึงเรื่องนี้เขาที่รู้จักกาลเทศะก็ไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้วก็ยกอาหารขึ้นมาได้” หงฝูตบมือเรียก สาวใช้ทยอยนำอาหารนานาชนิดขึ้นโต๊ะ กุ้งผัดไข่ไก่ผัดพริก ปลาต้มซีอิ๊ว ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน เนื้อผัด และอื่นๆ อีกมากมาย

            ดวงตาของลู่เต้าเป็นประกายน้ำลายสอ ความหิวโหยทำให้เขาไม่สนใจมารยาท คีบอาหารเข้าปากไม่หยุดราวกับสุนัขป่าที่หิวโซ

            “มารยาท!เจ้าหนูเห็นแก่ข้าหน่อย!” ไป๋เสียที่อยู่ในร่างทนไม่ไหวจนต้องต่อว่าออกมา

            ทว่าหงฝูกลับไม่รังเกียจแถมรู้สึกชื่นชมท่าทางการกินที่ไม่เสแสร้งของลู่เต้า จนหัวเราะชอบใจปรบมือระรัว

            ส่วนหงฮวาไม่ต้องพูดถึงเมื่อเห็นลู่เต้ากินอย่างเอร็ดอร่อยก็แอบยิ้มอย่างพึงใจ

            ไป๋เสียอับอายจนไม่กล้าแม้แต่จะมองและกำลังจะหลับตาลง ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณขึ้น เขาจึงรีบเข้าไปยังทะเลปราณของลู่เต้าทันที

            ลู่เต้าไม่ตั้งใจฝึกฝนทะเลปราณจึงมีพลังวิญญาณไม่มากนัก “ทะเล” ที่ว่าก็เป็นเพียงโขดหินแห้งแล้งเท่านั้น

            ไป๋เสียตามหาที่มาของพลังในที่สุดก็มาถึงต้นไม้

            ลำต้นของต้นไม้เปล่งประกายสีทองอ่อนกิ่งก้านไหวเคลื่อนเบาๆ ทั้งที่ไม่มีลม บนกิ่งก้านค่อยๆ ผลิบานเป็นดอกตูม

            “นี่...หรือว่ากำลังจะเกิดผลแล้ว”ความอยากรู้อยากเห็นของไป๋เสียถูกกระตุ้นขึ้นมาทันใด เขาหยุดตำหนิลู่เต้า และส่งเสริมให้เขากินต่อไปกินให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้

            ในขณะเดียวกันไป๋เสียลอบมองหงฮวาแวบหนึ่ง แล้วครุ่นคิดในใจว่า“อาหารที่เด็กสาวคนนี้ทำ...น่าสนใจไม่น้อย!”

            หลังจากกวาดล้างอาหารบนโต๊ะจนเหลือเพียงจานเปล่ายิ่งลู่เต้ากินมากเท่าไร ดอกตูมบนต้นไม้ก็ค่อยๆ ผลิบานกลายเป็นผล ไป๋เสียเห็นดังนั้นก็ดีใจยิ่งขณะที่ผลกำลังจะสุกงอม ทุกอย่างก็กลับสงบนิ่งลง

            “ทำไมไม่กินต่อเล่า”ไป๋เสียตะโกนใส่หูลู่เต้าด้วยอารามร้อนใจ

            ลู่เต้าลูบท้องที่นูนออกมาเล็กน้อยเรอออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ “หมดแล้ว ข้ากินหมดแล้ว”

            ไป๋เสียเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอาหารเลิศรสมากมายถูกเขากินเข้าไปในท้องจนหมดสิ้น

            ทว่าหลังจากที่สาวใช้นำจานเปล่าออกไปก็มีขนมหวานถูกนำมาวางเรียงราย ทั้งเค้กดอกหวงฮวา ซุปถั่วแดง บัวลอยน้ำขิงเค้กถั่วเขียว และของทอดอีกจานหนึ่ง

            หงฝูยิ้มแย้มหมุนจานของทอดมาไว้ตรงหน้าลู่เต้าถึงได้เห็นว่าเป็นตั๊กแตนทอด! หงฝูหยิบตั๊กแตนทอดกรอบๆ เข้าปากเคี้ยวเสียงดังกรวบๆ

            “ทำให้ท่านผู้มีพระคุณขบขันแล้ว”หงฝูกล่าว “บรรพบุรุษของข้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ก่อนที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวได้ปกติแล้วพวกเขามีเพียงตั๊กแตนต้มให้กินประทังชีวิต หลังจากที่ร้านค้าเจริญรุ่งเรืองพวกเขาก็ไม่ต้องกินตั๊กแตนอีกต่อไป แต่บรรพบุรุษของข้าชื่นชอบรสชาติแบบนี้เพื่อให้ลูกหลานได้จดจำความยากลำบากในอดีต จึงปรับปรุงสูตรอาหารจานนี้แล้วสืบทอดต่อกันมา”

            “ที่แท้อาหารจานนี้ก็มีเรื่องราวเบื้องหลังเช่นนั้นเอง”ลู่เต้าพยักหน้า

            ลู่เต้าคีบตั๊กแตนทอดขึ้นมาดมกลิ่นหอมไร้กลิ่นแปลกปลอม เมื่อกัดเข้าไปก็พบว่ารสชาติดี คล้ายกับเนื้อไก่

            ขณะที่ลู่เต้ากำลังจัดการขนมหวานผลบนต้นไม้ก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            สถานการณ์เช่นนี้แม้แต่ไป๋เสียก็ไม่อาจอธิบายได้

            ลู่เต้าดื่มซุปถั่วแดงเย็นชื่นใจจนหมดวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะ เปลือกนอกสีน้ำตาลของผลไม้ก็สุกงอมและแตกออกเผยให้เห็นแสงสีทองเจิดจ้า เช่นเดียวกับตอนที่มันปรากฏขึ้นครั้งแรก

            “สำเร็จแล้ว!”ใบหน้าไป๋เสียถูกแสงสีทองสาดส่อง เขาดีใจจนเนื้อเต้น

            ในเวลาเดียวกันประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักออกอย่างแรง หญิงวัยกลางคนในชุดหรูหรานำเหล่าบริวารบุกเข้ามาเสียงดนตรีพลันเงียบลง บรรดานางรำต่างหยุดร่ายรำ

            นางเดินตรงไปหาหงฝูไม่สนใจแขกเหรื่อแม้แต่น้อย ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเย็นชา“ไม่ทราบว่าผู้ใดบังอาจนัก ถึงกับกล้าทำลายสระบัวของข้า”