เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเมื่อวานยังคงทำให้หลินเอ๋อทำตัวไม่ถูกและพูดอะไรไม่ออก จนถึงตอนนี้ซึ่งเป็เวลายามเช้านางมายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ภายในตัวอาคารหลักของสำนักหมู่ตึกบัณฑิตโดยมีชิงหลงยืนอยู่ข้างๆอีกทั้งท่านเ้าสำนัก
ตึ่งงง!!
เสียงของบานประตูทั้งสองค่อยๆเปิดออกช้าๆ มองลึกเข้าไปภายในนั้นมีเพียงความมืดและความเงียบสงัดของห้องที่ไร้ซึ่งผู้ใช้งานมานานมาก
“แม่นางหลินเอ๋อ เ้าจงจำเอาไว้ว่าภายในห้องนั้นมีระยะเวลาที่ยาวนานยิ่งกว่าภายนอกมาก หนึ่งวันของข้างนอกจะเท่ากับยี่สิบวันของข้างใน แม่นางจะรู้สึกเจ็บ ปวดทรมาณจากการฝึกแต่จะไร้ซึ่งความหิว การใช้พลังภายในจะไม่ส่งผลต่อภายนอก แรงกายของแม่นางจะไม่หมดจนกว่าจะครบกำหนดเวลาและประตูเปิดออก”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ข้าได้คุยกับท่านผู้าุโชิงหลงแล้ว แม่นางมีระยะเวลาฝึกเพียงสิบห้าวันเท่านั้น โปรดจงเต็มที่ทุ่มเทแรงกายและแรงใจทั้งหมดที่มีเพื่อการฝึก”หลินเอ๋อพยักหน้าก่อนที่ท่านเ้าสำนักจะเดินหลีกออกไปให้ชิงหลงเข้ามาพูดกับนางต่อ
“ท่านผู้เฒ่า”
“ข้าอยู่นี่แล้ว”พูดพร้อมจับไหล่อีกฝ่ายเบาๆ”ไม่ต้องกังวลเื่ใดๆ จงปล่อยวางจำที่ข้าสอนและนำมันออกมาใช้”
“ข้าจะตั้งใจฝึกอย่างเต็มที่ ไม่ให้เสียโอกาสที่ได้มายังที่นี่”
“ดีมาก”แล้วก็ถึงคิวของเทียนเปาที่อุ้มหลินเฟยอยู่ นางเดินเข้ามาหาแม่ของตน
“ท่านแม่”
“แม่จะไม่อยู่หลายวัน ในระหว่างนั้นเ้าจงอย่าดื้อกับท่านผู้เฒ่าชิงหลงนะ”พูดบอกพร้อมลูบผมเทียนเปาเบาๆ ก่อนจะรับหลินเฟยมาอุ้ม กดจมูกลงบนแก้มของเด็กน้อยเบาๆ”เดี๋ยวแม่มานะ”
แล้วก็ส่งตัวบุตรสาวตัวน้อยให้กับเทียนเปาไปอุ้มต่อก่อนจะหันกลับมายังทางเข้าห้องขนาดใหญ่ หลินเอ๋อก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปภายในเพียงลำพังในมือถือกระบี่ของนางเอาไว้แน่น ภายในใจพยายามลืมเื่ราวทุกอย่างตามที่ชิงหลงได้แนะนำ
ตึ่มมม!!
เสียงสุดท้ายที่นางได้ยินคือเสียงของประตูบานใหญ๋ทั้งสองที่ปิดตัวลงช้าๆจนภายในห้องมือสนิท ไร้ซึ่งเสียงจากภายนอกหลินเอ๋อได้แต่ยืนมองภายในความมืด
พรึบบ!! พรึบบ!!
ทว่าจู่ๆก็เกิดแสงสว่างจ้าภายในห้องขนาดใหญ่ และสิ่งที่หลินเอ๋อเห็นก็คือห้องที่ว่างเปล่าและห้องทั้งห้องเป็สีขาวทั้งหมด ไร้สิ่งของ ไร้ผู้คน ไร้ซึ่งสิ่งใดๆนอกจากตัวของนางเองเพียงคนเดียวเท่านั้น
‘ไม่ต้องกลัวไป....’
จนกระทั้งปรากฏเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทำให้หลินเอ๋อต้องรีบหันมอง ที่จู่ๆนางใและดีใจไปพร้อมๆกันเพราะเสียงที่นางได้ยินมันช่างคุ้นหูของนางเอามากๆเหมือนนางเคยได้ยินมาเมื่อนานมาแล้ว
‘ตอนนี้มีเพียงเ้ากับข้า... และข้าจะช่วยเ้าเอง....’
“แม่นาง..”เอ่ยเรียกสิ่งที่ค่อยๆปรากฏตัวตรงหน้าของนาง พร้อมรอยยิ้มที่แสดงถึงความดีใจอย่างถึงที่สุด
ต่อหน้าของหลินเอ๋อของิญญาของแม่นางที่เคยพบกันที่วัดเหลียงคุนซึ่งหลินเอ๋อยังจำได้ไม่ลืม ในตอนนี้นางกำลังอยู่ตรงหน้าด้วยสภาพที่เปลี่ยนไป
“แม่นางมาได้ยังไง ข้าคิดว่าแม่นางเป็อิสละแล้ว”
‘ข้าเป็จริง.... แต่เพราะข้าพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเ้านั้นยังไม่พบกับความจริงของสิ่งที่เ้า’
เมื่ออีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้นก็ทำเอาหลินเอ๋อต้องก้มมองกระบี่ในมือของตน ยิ่งมองนางก็ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น กว่าจะได้กระบี่นี่มา เื่ราวของมันและความลับที่ถูกเก็บเอาไว้
‘ข้าว่าเ้ารู้แล้วถึงประวัติของกระบี่นั้น....แล้วเ้าคงจะสงสัยว่ามันมาอยู่ที่ข้าได้ยังไง...’
“ข้าว่าข้ารู้คำตอบนั้นแล้ว”พูดพร้อมยิ้มขึ้นมา ิญญาสาวจึงยิ้มตอบและพยักหน้า
‘ข้ามีนามว่า.... จูถง…’
“แม่นางจูถง ข้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน”
‘เื่มันผ่านมานานแล้... และตอนนี้ข้าปล่อยวางมันไปเรียบร้อย.... ทีนี้เรามาเข้าเื่ถึงสาเหตุที่ข้าต้องมาที่นี่กันดีกว่า…’
พูดจบก็ค่อยๆลอยเข้าหาหลินเอ๋อ มือที่เหมือนจะโผร่งแสงค่อยๆัักับหลังมือของหลินเอ๋อเบาๆ ความรู้สึกเย็นถึงขั่วหัวใจปรากฏในร่างของหญิงสาว
‘ไม่ต้องกลัวไปนะ... ข้าจะไม่ทำร้ายเ้า...’
“อื้ม ข้าเชื่อใจแม่นาง”ก่อนที่อีกฝ่ายจะทำให้หลินเอ๋อชักกระบี่ออกจากฝักช้าๆ
‘เพราะขาดการดูแลและใช้งานมาอย่างยาวนาน.... มันจึงยังหลับใหล... เ้าเพียงต้องปลุกมันให้ตื่น...’
“ข้าไม่รู้วิธีใช้งานมันด้วยซ้ำ แม่นางพอจะแนะนำข้าได้หรือไม่”จูถงพยักหน้าและยิ้ม
‘แค่กล่าวคำคุ้นชิน.... จงลืมตา...’
คำพูดของจูถงทำให้หลินเอ๋อมองกระบี่ในมือ ก่อนจะยกมันขึ้นมาและชี้ไปยังข้างหน้าของตน หลินเอ๋อค่อยๆกล่าวคำพูดของจูถง
“จงลืมตา”
เมื่อคำสั่งดังขึ้นกระบี่ในมือของหลินเอ๋อก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ตัวกระบี่ที่มีคาบเกาะติดเต็มไปหมดค่อยๆสลายหายไปเผยสีของตัวกระบี่ที่ชัดเจน อีกทั้งยังสิ่งที่ติดอยู่กับตัวของมัน มุขทั้งเจ็ดซึ่งจากสีดำทมิฬบัดนี้มันค่อยๆเรืองแสงออกมาสว่างไสวต่างสีสันสวยสดงดงาม
“กระบี่แปดดารา”
‘กระบี่นี้ข้าฝึกสุดยอดวิชา... ใส่มันลงไปจนเต็มและทุกๆครั้งที่มันลืมตามันจะเรียนรู้ทุกๆอย่างที่มันััได้..’
“หมายความว่าเช่นไรงั้นหรือแม่นางจูถง”
‘ก่อนที่ข้าจะสิ้นใจ... ข้าได้ประลองกับเหล่าจอมยุทธมากมาย... พ่อของข้าสร้างกระบี่นี้ให้มันเรียนรู้ทุกครั้งเมื่อมันลืมตา... นั้นแปลว่าทุกๆอย่างที่ข้าเจอมันก็เจอเช่นกัน... มันเรียนรู้ว่าจะต้องรับมือเช่นไร.. ใช้อะไรในการต่อกร... ทุกๆครั้งที่ต่อสู้มันจดจำและนำมาประยุคเพื่อใช้ในการโต้กลับอีกฝ่าย...’
“ถ้าเช่นนั้น ข้ายังจำเป็ฯต้องฝึกอะไรอีกงั้นเหรอ”
‘ที่เ้าต้องฝึกในเวลาทั้งหมดที่เ้ามี... คือการฝึกรวมจิตใจให้เข้ากับกระบี่ให้จงได้... หากยิ่งรวมใจเป็หนึ่งได้แ่ามากเท่าไหร่การใช้วิชาภายในกระบี่จะยิ่งรุนแรงและน่ากลัวจนยากที่ใครจะกล้าต่อกรด้วย... แม้ศัตรูมีจำนวนมากแต่หากเ้าและกระบี่รวมใจเป็หนึ่งก็สามารถเอาชนะได้ดั่งเพียงสู้กับคนเดียว....’
อธิบายอย่างละเอียดจนสามารถนึกภาพตามได้ หลินเอ่อรับรู้ได้ถึงความสามารถของอาวุธที่นาง เมื่อรู้เช่นนั้นจึงเริ่มทำการฝึก
จูถงให้หลินเอ๋อวางกระบี่ในแนวตั้งเอาไว้และให้นางไปนั่งสมาธิอยู่ฝั่งหนึ่งของกระบี่ ส่วนตัวจูถงอีกมานั่งสมาธิอยู่อีกฝั่งเช่นกั้น
‘จงรวมจิต... คิดนึกถึงตัวจนของกระบี่ที่เ้าพอจะนึกได้... ทำความรู้จักทำความคุ้นชิน... และบอกจุดประสงค์ที่จะทำให้มันยอมรับใช้และปกป้องเ้า...’
เสียงของจูถงดังอยู่ภายในจิตสำนักของหลินเอ๋อในขณะที่นางกำลังทำสมาธิ เมื่อนึกถึงรูปร่างมันยิ่งทำให้นางรู้สึกลำบากใจเพราะนางนึกไม่ออกว่ากระบี่จะมีรูปร่างเป็อย่างอื่นได้ยังไงถ้าไม่ใช่กระบี่
แต่แล้วเมื่อนางคิดอยู่เช่นนั้น ในจิตของนางหลินเอ๋อพบว่าตนเองอยู่ภายในเรือลำหนึ่งซึ่งลอยคว้างอยู่กลางทะเลใหญ่ไร้ซึ่งหมู่เกาะหรือแผ่นดิน ผิวน้ำนิ่งสนิทไร้แม้กระทั้งสายลมที่จะพัดผ่าน มองไปทางไหนๆก็ไม่มีอะไรนอกจากนางเพียงคนเดียว
บุ๋มมม...
จนกระทั้งที่ข้างหนึ่งของเรือบนผิวนี้ปรากฏฟองอากาศที่ผลุดขึ้นมา ทำให้หลินเอ๋อต้องนั่งลงและก้มมองมัน แล้วนางก็ต้องชงักไปเมื่อพบว่าอีกฝั่งหนึ่งของผิวน้ำมีบางอย่างกำลังจ้องมองนางอยู่ ดวงตากลมโตใบหน้าดูคล้ายอะไรซักอย่างที่นางเคยเห็นแต่นึกไม่ออก
“เ้าเป็ใคร”เสียงใสของอีกฝ่ายเอ่ยถาม ดังเสียงเด็กน้อยธรรมดาทั่วไปแต่ออกมาจากสิ่งมีชีวิตในน้ำ
“ข.. ข้า ข้าชื่อหลินเอ๋อ”
“เ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”อีกฝ่ายถามต่อ
“ที่นี่เหรอ ที่นี่คือที่ไหน”หลินเอ๋อไม่ได้ตอบด้วยซ้ำแถมยังถามกลับด้วยความสงสัย
“ที่นี่คือเขตุแดนระหว่างจิตใต้สำนึกเมื่อจิตของคนสองคนเชื่อมต่อกัน ที่นี่เปรียบเหมือนเขตแดนให้มาพบกันระหว่างจิตของคนสองคนซึ่งก็คือเ้าและข้า”
“ขออภัย ข้าไม่ทราบเื่นั้นจริงๆ”
“จูถงให้เ้ามาหรือไง”เมื่ออีกฝ่ายกล่าวถึงชื่อของแม่นางจูถง หลินเอ๋อจึงพยักหน้าตอบทันที”ข้ารู้สึกเสียใจที่ปกป้องนางเอาไว้ไม่ได้ เป็เหตุให้นางต้องลาจากโลกไป”
“มันไม่ใช่ความผิดของเ้าเลยนะ”พูดพร้อมค่อยๆเอื้อมมือไปใกล้ๆอีกฝ่ายซึ่งเมื่อเข้าไปใกล้ยิ่งเห็นชัดว่าอีกฝ่ายคือตัวอะไร
“ใช่สิ เป็ความผิดของข้าหากตอนนั้นข้ายอมผิดคำสั่งของนางที่ห้ามไม่ให้ข้าออกจากตรงนี้ไปข้าก็สามารถช่วยนางได้แล้ว”พูดไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ รู้สึกเสียใจเป็อย่างที่สุด ในขณะที่มือของหลินเอ๋อัักับส่วนหัวของอีกฝ่ายซึ่งมีเกร็ดสีรุ่งประดับอยู่ นางค่อยๆลูบเบาๆ
“ตอนนี้นางอยู่กับข้าแล้ว ถึงแม้นางจะตายไปแต่ิญญาและจิตใจของนางก็ยังอยู่”
“นั้นยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวของข้านั้นมันไร่ค่าเอาเสียมาก ข้าเสียใจจนไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาหากไม่ใช่เพราะนางยกข้าให้กับเ้าแล้ว”
“เ้ารู้ด้วยงั้นเหรอ”อีกฝ่ายหลี่ตาลงนิดๆมองหลินเอ๋อ
“ไม่มีใครรู้วิธีที่จะเข้ามาหาข้าได้นอกจากนาง ถ้านางไม่บอกวิธเ้าจะเข้ามาได้งั้นเหรอ”เห็นอีกฝ่ายทำท่าทำทางแล้วหลินเอ๋อก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดู ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็ปลาก็ตามที
“แล้วเ้าจะยอมให้ข้าเป็นายใหม่ของเ้าหรือเปล่าล่ะ เ้าจะยอมปกป้องดูแลข้าแทนจูถงหรือไม่”เ้าปลาเกร็ดสีรุ่งตัวใหญ่มองหลินเอ๋ออย่างชั่งใจ
“ก็ต้องมาดูกันว่าเ้าจะอดทนต่อข้าได้มากเท่าจูถงหรือเปล่า”
“อดทนเหรอ”
“ใช่ นางคงไม่ได้บอกสินะว่าข้ามีความน่ากลัวอยู่หนึ่งอย่างที่นอกจากจูถงแล้วแม้แต่ผู้ที่ให้กำเนิดข้าก็ยังไม่สามารถต่อกรกับข้าได้”
“ข้าอยากลองดู”
“เ้าจะได้รู้ว่าข้าน่ากลัวแค่ไหนในสถานที่แห่งนี้!”
หลินเอ๋อไม่รู้ว่านางจะต้องพบเจอกับอะไรและจะน่ากลัวอย่างที่เ้าปลาเกร็ดสีรุ่งขู่นางเอาไว้หรือไม่ แต่จากที่นางได้คุยกับเขานางพบว่าอีกฝ่ายดูจะเป็สิ่งมีชีวิต ไม่สิ เป็กระบี่ที่ดีได้แน่
เวลายิ่งผ่านล่วงเลยหลินเอ๋อยังไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายจะทำให้นางหมดความอดทนได้ยังไงเพราะอีกฝ่ายเอาแต่พูดถาม ตอบ ชวนคุย แล้วก็พูดๆไปเรื่อยๆ นางเองก็ไม่ได้อยู่เฉยทำแบบเดียวกับที่อีกฝ่ายทำไปเรื่อยๆ
“นี่เ้า.. ยังไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือหมดความอดทนบ้างเลยหรือไง”เ้าปลาถามขึ้น
“ไม่หนิ เ้าเหนื่อยแล้วงั้นเหรอ”หลินเอ๋อถามกลับด้วยท่าทางสบายๆเอามากๆ
“ยัง ข้ายังไม่หมดแรงหรอก มา ต่อ!”
ที่แท้ไอ้ความน่ากลัวของเ้าปลาที่ขู่นางเอาไว้ก็คือการพูดไม่ยอมหยุดนี่เอง ถึงว่าทำไมถึงไม่มีใครนอกจากจูถงทนต่อเขาได้ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ แต่เ้าปลาเอ๋ย เ้ายังไม่รู้จักหลินเอ๋อเสียแล้วว่านางเหนือกว่าเ้าในเื่นี้ ขนาดชิงหลงที่ว่าแน่ยังต้องขอยอมแพ้มาแล้ว