บทที่ 32
ฆ่าอย่างไร้ความปรานี
ฉู่ซิวจากไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
บริเวณเหนือป่าโบราณ เรือบินจำนวนมากรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว !
ร่างจำนวนมากกระโดดลงจากเรือบิน แยกย้ายกันไปทั่วทุกทิศ
“เฉินมู่ฝาน เกิดสิ่งใดขึ้น?” ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อคลุมสีฟ้า ดวงตาดุจดวงดารา ดิ้วงามดั่งกระบี่ ก้าวเข้ามาถามด้วยสีหน้าขมวดคิ้ว
“พวกเจ้าปล่อยให้ ฉู่ซิวหนีไปได้อย่างนั้นหรือ?”
“ศิษย์พี่เยี่ยน อย่าโกรธไปเลยขอรับ” สายตาของคนกว่าสองร้อยคนโดยรอบเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร ราวกับว่าหากมีคำพูดที่ไม่ถูกใจหลุดออกมาจากปากเมื่อใด ก็พร้อมจะชักดาบฆ่าเพื่อนร่วมกลุ่มทันที
จิตสังหารอันหนาแน่นนั้น ทำให้สีหน้าของบรรดาคนที่รอฟังเฉินมู่ฝานซีดเผือดขึ้นมา เฉินมู่ฝานยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านทั้งหลายโปรดอย่าโกรธเลย ให้ข้าอธิบายก่อน! แท้จริงแล้วเมื่อชั่วครู่ยามก่อน พวกข้าเจอฉู่ซิวที่นี่ แต่มันระแวดระวังตัวยิ่งนัก จึงหนีไปทันทีที่เห็นพวกข้า”
“อีกทั้งเคล็ดวิชาตัวเบาของมันก็เร็วมาก พวกข้าไล่ตามมิทัน”
“แล้วเจ้าเรียกพวกข้ามาด้วยเหตุใด?” ศิษย์พี่เหยียนจากขอบเขตเสินเฉียวระดับเก้าเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ ทางด้านเฉินมู่ฝานเองก็ทำสีหน้าจริงจังขึ้น ล้วงเอาม้วนหนังสัตว์ออกมาจากอก
“ตอนที่ ฉู่ซิวหนีไปมันทำสิ่งนี้ตกหล่นไว้”
“มันคือสิ่งใด?” ทุกคนต่างมองไปที่ม้วนหนังสัตว์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เกี่ยวข้องกับสมบัติแห่งสวรรค์และโลก” เสียงอื้ออึงดังขึ้นทันทีที่เขากล่าวจบ เสียงสูดลมหายใจเย็นเฉียบดังขึ้นรอบด้าน
“ผลหล่อวิญญาณ คุณภาพเซียนงั้นรึ?” สายตาโลภมากมายจับจ้องไปที่ม้วนหนังสัตว์ในมือเฉินมู่ฝาน ในใจอยากจะแย่งมาเป็นของตนเองแต่ก็ทำมิได้
ศิษย์พี่เหยียนแสดงสีหน้าประหลาดใจขึ้นทันใด “เฉินมู่ฝานเจ้าได้สิ่งนี้มาแล้ว เหตุใดจึงมิไปหาผลหล่อวิญญาณเสียเองเล่า? ข้ามิเชื่อว่าเจ้าจะใจดีขนาดนั้น แท้จริงแล้วเจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่?” อีกฝ่ายจับผิด จนเฉินมู่ฝานทำหน้าจนใจ
“ข้าว่าท่านดูเองเถิด” เขาโยนม้วนหนังสัตว์ให้ศิษย์พี่เหยียนจนอีกฝ่ายยกมือคว้ามันไว้ทันทีก่อนที่จะคลี่ออกดู ปรากฎเป็นแผนที่ฉบับหนึ่ง เมื่อเห็นสิ่งที่ถูกระบุไว้ในแผนที่ เขาก็เข้าใจในที่สุด
“สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่าหุบเขารัตติกาล ได้ยินว่าอันตรายยิ่งนัก หากพวกข้าเข้าไป โอกาสที่จะตายอยู่ที่นั่นมีสูง มิเช่นนั้น ก็คงไม่ต้องให้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันเช่นนี้หรอก” เฉินมู่ฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนใจยิ่ง
“ความล้ำค่าของสมบัติแห่งสวรรค์และโลกนั้น ข้าคิดว่าทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว ผลหล่อวิญญาณที่สุกงอมคุณภาพเซียน หากผู้ที่อยู่ในขอบเขตเต๋ากงขั้นกลางกินเข้าไปหนึ่งลูก ก็มีโอกาสสูงที่จะก้าวสู่ขอบเขตเสินทงได้ในทันที หรือแม้จะนำออกไปขาย ก็ยังขายได้หลายหมื่นหินเทพเจ้า”
“ขอบอกไว้ก่อน หากได้ผลหล่อวิญญาณ พวกข้าทั้งห้าจะต้องได้ส่วนแบ่งเพิ่มอีก มิเช่นนั้น พวกข้าก็จะขาดทุนยับเยิน” เฉินมู่ฝานกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ เมื่อเห็นดังนั้น
ปากก็รับคำไปตาม ๆ กัน
แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ
‘พวกข้ามีคนมากขนาดนี้ เจ้าจะเอาส่วนแบ่งเพิ่มอีกงั้นรึ? เกรงว่าจะคิดเพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว’
“ศิษย์พี่เหยียน พวกเราออกเดินทางกันเถอะ แผนที่นี่ได้มาจากฉู่ซิวนี้ หากอีกฝ่ายไปถึงก่อนจะทำอย่างไร?” หญิงชุดแดงคนหนึ่งกล่าวด้วยความร้อนใจ คนอื่น ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย
ที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้กังวลเลยว่าฉู่ซิวจะขึ้นหุบเขารัตติกาลได้ด้วยตัวคนเดียวเขาเป็นเพียงขอบเขตกงล้อสมุทรเท่านั้น จะไปทำเช่นนั้นได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตอนนี้คนของพวกเขาก็ยังมาไม่ครบ หากขาดไปสักคนก็ยิ่งได้ผลประโยชน์ได้น้อยลง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงร้อนใจ
ศิษย์พี่เหยียนเข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี หลังจากที่เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก็พยักหน้า
“เราไปกันเถิด ไป!! ออกเดินทางกันได้แล้ว!!” ทุกคนต่างตื่นเต้น พากันขึ้นเรือบินมุ่งหน้าสู่หุบเขารัตติกาล เฉินมู่ฝานและพวกพ้องของเขาสบตากัน ก่อนจะขึ้นเรือบินตามกองกำลังหลักไป
ทางด้านฉู่ซิวที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด มุมปากเผยอยิ้มน้อย ๆ
‘เงินทองนี่มันช่างยั่วใจคนเสียจริง!’ เจ้าปีศาจฉู่เดินตามหลังไปอย่างลับ ๆ
หลายชั่วยามถัดมา ศิษย์พี่เหยียนและศิษย์คนอื่นอีกสองร้อยสามสิบเอ็ดคนก็มาถึงหุบเขารัตติกาล
เมื่อมองดูเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทา ทุกคนต่างก็มีสีหน้าขรึมขึ้นมาในทันที แต่โชคดีที่มีคนจำนวนมากอยู่ข้าง ๆ ทำให้พวกเขามีความกล้า
ไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มปีนเขา
“หมอกสีเทานี้ขวางกั้นญาณทัศนะ ทุกคนอย่าอยู่ห่างกัน!” ศิษย์พี่เหยียนผู้นำกลุ่ม ออกคำสั่งเสียงดัง
“ขอรับ…”
“มิต้องกังวลหรอกศิษย์พี่”
จากนั้นพวกเขาก็เริ่มปีนเขา
หนึ่งชั่วยามถัดมา คณะของพวกเขาก็มาถึงกลางเขา หญิงสาวผู้เป็นลูกศิษย์ที่มีรูปโฉมงดงามก็ยิ้มพลางกล่าวว่า
“หุบเขารัตติกาลก็ไม่ได้อันตรายอะไรเลยนี่!”
“พวกเราเดินมาตลอดทาง แทบไม่ได้พบเจอ อสูรรัตติกาลหรือแม้แต่พวกเจียงซือ*[1] สักเท่าไหร่เลย"
“น้องหวังอย่าได้ประมาทเชียว” ศิษย์พี่เหยียนเตือนเสียงเข้ม
“ระวังเรือจะล่มในคูน้ำ*[2]”
“ได้เจ้าค่ะ” ศิษย์น้องหวังแลบลิ้น ใบหน้าดูสบายใจ ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าไม่เห็นจะเป็นอะไร
ระหว่างทางมาถึงกลางเขา ก็เจออสูรรัตติกาลขอบเขตกงล้อสมุทรราวสิบกว่าตัว และพวกเจียงซือขอบเขตเสินเฉียวอีกสองตัว ยังไม่พอให้พวกเขาที่ขนกันมากว่าสองร้อยคนโจมตีทีละคนด้วยซ้ำ
เมื่อเดินทางต่อไป และยิ่งใกล้ยอดเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหนาวเหน็บและเย็นยะเยือกขึ้นทุกที หมอกสีเทาหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จำนวนอสูรรัตติกาลก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ โชคดีที่ยังอยู่ในระดับที่ทุกคนจัดการได้
เมื่อใกล้ถึงยอดเขา เฉินมู่ฝานและทั้งห้าคน แอบหนีออกจากกองกำลังใหญ่ฉวยโอกาสที่หมอกควันบดบังหลบหนีลงจากภูเขาไป
ฉู่ซิวทำเรื่องใหญ่โตปานนี้ เพื่อล่อลวงพวกเขามาที่นี่ แน่นอนว่าต้องมีกับดักรอพวกเขาอยู่เป็นแน่
“หุบเขารัตติกาลไม่เหมาะที่จะอยู่นาน พวกเรารีบไปกันเถอะ…” ส่วนการทรยศคนอื่น ๆ จะทำให้พวกเขารู้สึกผิดหรือไม่น่ะหรือ?
‘เฮะเฮะ~ ชีวิตของตัวเองสำคัญที่สุด คนอื่นตายหมดก็ช่างหัวมันสิ’
ศิษย์พี่เหยียนและคนอื่น ๆ มาถึงยอดเขาอย่างรวดเร็ว แค่ชั่วพริบตาก็เห็นวัชพืชหน้าตาประหลาดที่ขึ้นอยู่ในซอกหินสีดำสนิท ห่างออกไปราวสามร้อยจั้ง
พืชต้นนั้นดูเหมือนหญ้าวิญญาณที่สูงราวเกือบจั้ง กิ่งก้านซีดขาว เหมือนโครงกระดูกของมนุษย์ ดูประหลาดชวนขนลุกยิ่งนัก บนกิ่งไม้เพียงกิ่งเดียวห้อยผลหน้าตาประหลาดสีแดงขนาดเท่ากำปั้น รูปร่างคล้ายเด็กทารก ในบางคราวที่มีเสียงหัวเราะของทารกดังออกมาจากผลนั้น ทำให้ผู้คนที่ได้ยินต่างพากันขนลุกซู่
ทุกคนเห็นแล้วไม่รู้สึกกลัว กลับตาลุกวาว ตื่นเต้นจนตัวสั่น
“ผลหล่อวิญญาณ นี่มันผลหล่อวิญญาณจริง ๆ ด้วย” มีคนร้องด้วยความดีใจ
“ร่ำรวยแล้ว ร่ำรวยแล้ว !”
“ฮ่าๆๆ พวกเราร่ำรวยแล้ว!”
ทันใดนั้นก็มีคนอดใจไม่ไหววิ่งเข้าไป ศิษย์พี่เหยียนก็ตามเข้าไปด้วย เขาขมวดคิ้ว “ทุกคนอย่าเพิ่งรีบร้อน ผลหล่อวิญญาณสีไม่ถูกต้อง มันยังไม่สุก”
“ข้าเคยเห็นภาพวาดของผลหล่อวิญญาณที่สุกแล้วในตำราโบราณ ผลหล่อวิญญาณที่สุกแล้ว ควรจะเป็นสีแดงเลือด”
“หากกินผลหล่อวิญญาณที่ยังไม่สุก ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ยังจะถูกปราณหยินกัดกินสมองจนตายอีกด้วย”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?”
“พวกเราอยู่ในแดนลับหวงเหยาได้ในเวลาจำกัด ไม่มีทางรอให้มันสุกเองได้หรอก”
‘พวกเราควรจะเก็บมันไปก่อนหรือไม่?’
ฝูงชนล้อมรอบต้นของผลหล่อวิญญาณที่ดูประหลาด กระซิบกระซาบปรึกษากัน
ตูม!! ตูม!!
ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเลใจไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี สี่ลำแสงสีแดงทรงกระบอกก็พลันพุ่งขึ้นฟ้า ครอบคลุมทุกคนเอาไว้
จุดแสงระยิบระยับโปรยปราย งดงามดั่งฝัน
ศิษย์พี่เหยียนเงยหน้ามองท้องฟ้า สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร้องตะโกน
“ซวยแล้ว! นี่มันกับดัก!!”
“รีบหนีไป!”
เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจคนอื่นอีกแล้ว ร่างกลายเป็นเงาเลือนราง ต้องการจะวิ่งลงจากภูเขาไป
ปัง!!!
เสียงดังขึ้นอีกหนึ่งทีในชั่วขณะถัดมา ร่างของเขาก็ถูกชนจนกระเด็นกลับมาด้วยความเร็วที่มากยิ่งขึ้น
แสงสว่างทั่วทุกทิศราวกับมีกำแพงล่องหนแบ่งพวกเขาให้ขาดจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ค่ายกลมายาปิดตัวลง หมอกสีแดงพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน เหล่าบรรดาฝูงชนถืออาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เตรียมจะจู่โจมแสงสีแดงนั้น แต่แล้วก็ราวกับมันมีชีวิต เจาะเข้าไปในร่างกายผ่านทางปากและจมูกของพวกเขา ชอนไชอย่างน่าสยดสยอง
ดวงตาที่เดิมทีสว่างไสว ทุกคนกลายเป็นงุนงง ร่างกายค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงฉานไปทั้งหมด
“เป็นค่ายกลมายา…” ศิษย์หญิงคนหนึ่งกรีดร้อง
ปั๊ก! ฟู่!!
ศิษย์คนหนึ่งฟันศีรษะของศิษย์หญิงคนนี้ขาดด้วยดาบเดียว ใบหน้าบิดเบี้ยว เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฆ่าเจ้าสัตว์ร้ายนี่ไป ก็เจ้านี่แหละที่ฆ่าท่านแม่ของข้า ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
“ผลหล่อวิญญาณเป็นของข้า ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
“นั่นคือสมบัติของข้า พวกเจ้าไม่คู่ควรจะครอบครอง!! ฆ่า!”
ปั๊ก! ฟู่!! ปั๊ก! ฟู่!!
ศีรษะกระเด็น กระดอนไปมา
เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
ภายในค่ายกลมายา เสียงฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหว บรรดาลูกศิษย์ที่ถูกมายาลวงตาครอบงำต่างฆ่าฟันกันเอง ยอดเขารัตติกาลในชั่วพริบตาก็กลายเป็นบาดาลโลหิต โหดเหี้ยมทารุณอย่างสุดขีด
“ไม่!” ศิษย์พี่เหยียนผู้ยังมีสติเหลืออยู่เล็กน้อย หันหน้ามองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ไม่! ทุกคนหยุดก่อน…”
แต่น่าเสียดาย! พวกที่ตกอยู่ใต้อำนาจของภาพมายา มิอาจได้ยินเสียงอื่นเสียแล้ว
[1] เจียงซือ เป็นผีจำพวกแวมไพร์หรือซอมบี้ตามความเชื่อของจีน
[2] ระวังเรือจะล่มในคูน้ำ เป็นสำนวนหมายถึงอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น