ตอนที่ 8
คนเดียวในหัวใจ
“เอ่อ คุณชาย คำถามพวกนี้ข้าต้องตอบท่านจริงๆหรือเจ้าคะ”
“ใช่เพื่อความปลอดภัยของเจ้าเอง”
“เขาชื่อเฉินลู่เสียนเป็นลูกขุนนางกรมเจ้าท่ามารดาของเขาอยากให้เขาแต่งงานออกเรือนเพราะความรักสนุกเสเพลไปวันๆจึงมาทาบทามสู่ขอข้า แต่ข้าก็ปฏิเสธไปแล้วสองครั้ง พวกเขาก็ยังไม่คิดจะเลิกราพวกเขาชอบมาวุ่นวายที่ร้านข้าเป็นประจำ อาหลานเองก็รับมือเขาไปหลายรอบแล้วแต่เขาก็ยังไม่ลดละความพยายาม จนมาครั้งนี้เจอท่าน คิดว่าเขาคงจะเข็ดไปอีกนาน”
“แล้วเจ้าไม่ได้รู้สึกชอบเขางั้นหรือ”
“แม้ว่าสตรีทั้งเมืองต่างลุ่มหลงในเงินและอำนาจและหน้าตาของเขาแต่ข้าก็มิใช่หนึ่งในสตรีเหล่านั้นอย่างแน่นอนเจ้าค่ะชายมากรักเสเพลไม่รักใครจริงเช่นนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะเสียเวลาไปให้คุณค่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านอ๋องเผยขึ้นมาอีกครั้งแม้ว่าเขาจะยกชาขึ้นมาจิบเพื่อปกปิดแต่ก็ไม่สามารถควบคุมความดีใจออกนอกหน้าในคำพูดของนางไปได้
“แล้วเจ้ายังไม่มีคนที่ชอบพอกันบ้างเลยหรือถิงถิง”
ถิงถิงหันมามองหน้าท่านอ๋องสายตานางมองเขาอย่างมีความนัยบางอย่างซึ่งเขามองไม่ออกว่านางหมายความว่าอย่างไรในสายตานั้นแต่เขาก็ใคร่รู้เหลือเกิน จนนางพูดกับเขา
“ข้ามีคนที่อยู่ในใจข้าแล้วเจ้าค่ะ”
มือที่ยกขึ้นจะจิบชาค้างอยู่กลางทางก่อนจะวางจอกชาลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่อธิบายไม่ได้นี่เขาถามเพื่ออยากได้คำตอบนี้จริงๆ น่ะหรือ เหตุใดพอนางตอบมาแล้วกลับกลายเป็นเขาที่รู้สึกไม่ดีถึงเพียงนี้
สายตาทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่งด้วยคนละความรู้สึกนางหวังว่าสักเสี้ยวใจหนึ่งหวังให้เขาจำนางได้แต่เขากลับมองว่านั่นคือสายตาที่บอกเขาว่าในใจนางมีเจ้าของแล้ว
“งั้นหรือแล้ว…เขาคือผู้ใดกันเล่า เหตุใดไม่เห็นเขามาช่วยเจ้าในเวลาเช่นนี้"
“เรื่องนั้นช่างมันเถิดเจ้าค่ะ”
“แย่จริงเขาไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามา แต่เจ้ากลับปกป้องเขาถึงเพียงนี้ เขาคงสำคัญมาก ”
“ใช่เจ้าค่ะสำคัญมาก สำคัญที่สุดเพราะมันเป็นทั้งความทรงจำที่งดงามเป็นคนที่ทำให้หัวใจข้ามีชีวิต และเป็นคนที่ข้ารอคอย"
เขายกชาขึ้นดื่มจนหมดจอกแต่เหตุใดรู้สึกว่าชานั้นช่างขมเหลือเกิน ในเมื่อนางพูดมาชัดเจนขนาดนี้มีเหตุผลอะไรที่เขาจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีก แต่การที่เขาจะกลับไปแบบนี้มันก็รู้สึกค้างคาใจเสียเหลือเกิน
“คนที่เจ้ารอแล้วเขารู้หรือไม่ว่าเจ้ารอเขาอยู่ แล้วเมื่อใดถึงจะได้พบกัน”
“นั่นไม่สำคัญเพียงแค่หัวใจข้ามีเขา เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ เขาไม่ต้องรับรู้ก็ได้”
“เจ้าจะบอกว่าเจ้าหลงรักเขาข้างเดียวงั้นหรือ”
นางมองเขาและยิ้มให้แต่เขาอ่านสายตานั้นไม่ออกเลยเพราะเขาคิดว่านางพูดถึงคนอื่น
“เจ้าค่ะแม้ว่าทั้งชีวิตนี้เขาจะไม่มีทางรู้เลย ข้าก็ยินดีที่จะเก็บเขาเอาไว้ในหัวใจ”
“น่าขำใครจะไปรอคนคนหนึ่งได้ทั้งชีวิต เรื่องน่าขำนี่ ข้าว่าเจ้าเลิกคิดถึงเขาแล้วมองออกไปข้างหน้าเสียเถอะเสียเวลาที่จะรอคนที่ไม่รู้ว่าจะได้พบเจอเมื่อใด หรือจะได้พบกันหรือไม่สู้หาคนใหม่ไปเลยไม่ง่ายกว่างั้นหรือ”
“คุณชายหมิงนั่นมันความคิดของท่าน แต่มิใช่ความคิดของข้า เอาล่ะ ข้าตอบคำถามท่านหมดแล้วได้เวลากินข้าวกินยาแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะให้คนยกไปให้ท่านที่ห้องเชิญท่านกลับห้องไปก่อน ข้าจะไปสั่งให้อาหลินต้มยาให้ ขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวสิถิงถิง ข้าแค่…”
นางเดินออกไปแล้วนางคงไม่พอใจเขามากที่เขาพูดตัดรอนเช่นนี้ ก็ในเมื่อเรื่องที่นางเล่ามันดูเพ้อฝันเขาก็แค่พูดถึงความจริงที่นางเจออยู่ตรงหน้า แล้วเขาผิดอะไรกัน
หมิงลี่หยางเดินกลับห้องไปพร้อมกับเปลี่ยนชุดกลับมาเป็นชุดสีขาวตามเดิมพร้อมกับนั่งรอที่เตียงสาวใช้สองคนเดินยกข้าวมาให้เขาพร้อมกับอาหลินที่ยกยามาให้เขาแต่เขามองไม่เห็นถิงถิงจึงได้ถามนาง
“แล้วถิงถิงเล่าไม่มาด้วยหรือ”
“เอ่อทูล..เอ่อ คุณชายหมิง คุณหนูออกไปรับของเจ้าค่ะ น่าจะกลับเย็นๆ”
“เหตุใดนางออกไปไม่บอกข้าให้ข้าไปกับนางด้วยก็ได้นี่นา”
“ทูลท่านอ๋อง…เอ่อคุณชายหมิง คือว่า คุณหนูไปกับใต้เท้าตงหลางเจ้าค่ะเขามีธุระไปที่ท่าเรือพอดีเลยแวะรับคุณหนูไปพร้อมกันเจ้าค่ะ”
“อะไรนะใครนะ เจ้าพูดชื่ออีกทีสิ”
“ใต้ใต้เท้าตงหลาง ขุนนางกรมเจ้าท่าที่พึ่งรับตำแหน่งใหม่มาอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”
“ยังมีอีกหรือไม่”
“เจ้าคะท่านหมายถึง”
“บุรุษที่นางรู้จักน่ะยังมีอีกกี่คน”
“เอ่อคือ…”
“ขอบใจนะอาหลินเจ้าออกไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
อาหลินรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว นางรู้สึกกลัวสายตาของท่านอ๋องแม้นางจะไม่รู้ว่าเขาโมโหเรื่องใด แต่นางก็ไม่อยากอยู่ใกล้ๆ เขาแม้แต่นาทีเดียว
“เหตุใดต่อหน้าคุณหนูท่านอ๋องถึงไม่เป็นเช่นนี้นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว”
ท่านอ๋องนึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเขามาอยู่ที่นี่ไม่กี่วัน แค่ฟื้นขึ้นมาวันแรกก็พบว่ามีบุรุษหนุ่มถึงสองคนที่มาพัวพันกับฟางถิงถิง
แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาต้องหงุดหงิด ทั้งๆที่นางเป็นคนที่ช่วยเขาเอาไว้ เขาเองก็พึ่งเจอนางได้ไม่นานและยังเริ่มต้นไม่ดีเพราะทะเลาะกับนางตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอด้วย
“หรือว่าเจ้านั่นจะเป็นคนที่นางบอกเป่าอี้!!”
เป่าอี้ปรากฏตัวต่อหน้าเขาเกือบจะทันทีที่เขาเรียก
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อครู่เจ้าได้ยินหมดแล้วใช่หรือไม่”
“เอ่อ….พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องจะให้….”
“ไปสืบเรื่องของขุนนางผู้นี้มาให้ข้าและส่งคนตามไปอารักขาถิงถิงด้วย อย่าให้คลาดสายตาแม้แต่ก้าวเดียว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เป่าอี้!!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาองครักษ์เงาผู้หญิงนะไม่เอาผู้ชาย”
“พ่ะย่ะค่ะหมายถึง องครักษ์หญิง ติดตามแม่นางฟาง”
“อืมตามนั้น”
“เอ่อ…รับทราบพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องสายข่าวเราแจ้งว่าพบความเคลื่อนไหวของพรรคหงลี่ในเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไร”
“ตอนนี้พวกมันกำลังตามหาตัวพระองค์แต่ยังไม่เจอเหมือนว่ามันรู้มาก่อนแล้วว่าท่านอ๋องจะเสด็จออกจากเมืองหลวงจึงได้มารอที่นี่”
“มีคนแจ้งข่าวสินะคิดเอาไว้ไม่ผิด บอกคนของเราตรวจสอบในวังหลวงให้ดี”
“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องจะกลับจวนเมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ”
คำถามนี้ทำเอาท่านอ๋องหันมามองเขาด้วยความหงุดหงิดนั่นสิ เขาจะกลับเมื่อไหร่ อาการเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะกลับไม่ได้แต่เหตุใดต้องอยู่ต่อ
แต่หากไม่อยู่ต่อแล้วจากนี้เขาก็ไม่รู้เรื่องข้างในร้านร้อยบุปผาแล้วน่ะสิ นี่ขนาดเขาอยู่ยังมีแมลงวันตั้งสองตัวมาวุ่นวาย แล้วหากเขากลับไปที่จวนตอนนี้
“เป่าอี้!!ข้ายังต้องรักษาตัว เจ้าก็พูดเองว่าพวกมันกำลังตามตัวข้าอยู่ปล่อยข่าวออกไปว่าข้าออกจากเมืองไปแล้ว ถอนกำลังรักษาจวนอ๋องออกแต่ไม่ต้องบอกว่าไปที่ใด เพื่อเบี่ยงความสนใจข้าอยากรู้ว่าพวกมันจะมีสายลับอยู่ในเมืองนี้เหลืออีกหรือไม่”
“แต่ว่าท่านอ๋องต้องรักษาบาดแผล”
“ข้ารักษาอยู่เจ้าไม่ต้องห่วง ยาของท่านหมอที่รักษาที่นี่เป็นยาดี ไม่มีอะไรน่าห่วงเจ้ากลับไปทำตามที่ข้าสั่งได้แล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เป่าอี้รีบกลับออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเป็นอีกคนที่แปลกใจกับพฤติกรรมของท่านอ๋องช่วงสองสามวันมานี้อย่างมากแต่ละคำสั่งแปลกที่เขาต้องทำล้วนเกี่ยวข้องกับเถ้าแก่ร้านร้อยบุปผาทั้งสิ้น
“ดูท่าที่บอกว่ายาดีน่าจะมิใช่ยาของท่านหมอเสียกระมั้งท่านอ๋อง”