จินและกฤษฎิ์กลับเข้ามาร้านอาหารร้านเดิมซึ่งเป็ร้านเดียวกับที่พวกเขาฝากท้องไว้เมื่อตอนเช้าอีกครั้งใน่เวลาเกือบหกโมงเย็น แสงแดดสีส้มยามเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่างไม้สีแดงเข้ามา ทอดเงาไม้จากด้านนอกให้พาดลงบนโต๊ะไม้สีอ่อนที่เขานั่งจนดูเป็ลวดลายแปลกตา
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโต๊ะอาหาร มีเพียงเสียงดนตรีกู่เจิงที่ออกมาจากลำโพงเคล้าไปกับเสียงสนทนาอันแ่เบาของแขกคนอื่นในร้านที่มีอยู่น้อยนิด ลมเย็นพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างไม้สีเขียวแก่ที่มีอยู่บานเดียวอย่างน่าผิดสังเกต นำพาไอเย็นจากอ่างเก็บน้ำที่อยู่ไม่ไกลนักมาทักทาย บรรยากาศยามเย็นเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูสลัวและเยือกเย็นกว่าตอนเช้าอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งคู่นั่งลงฝั่งตรงข้ามกันที่โต๊ะตัวเดิม ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมใส่เสื้อยืดสีดำดูคล่องตัวเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ผิวที่เข้มจากการตากแดดของเขาดูตัดกับท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้น
“พวกคุณเป็ตำรวจใช่ไหมครับ ผมชื่อ ‘เจได’ ...ผมกับเพื่อนมีเื่อยากจะปรึกษา”
กฤษฎิ์เลิกคิ้วมอง เลียบเคียงถามลองเชิง “ถามหน่อย ทำไมถึงคิดว่าเป็ตำรวจ”
“ก็ทรงพวกคุณมันใช่อ่ะครับ แถมเมื่อกี้ยังพูดชื่อตำรวจกันด้วย” เจไดตอบตามตรง กฤษฎิ์หันไปสบตาจินเหมือนจะถามว่า ‘จริงเหรอ’ ซึ่งจินก็พยักหน้าตอบนิ่งๆ พร้อมกวาดสายตามองกฤษฎิ์ที่ตัดผมทรงรองทรงสูงสั้นเป็ระเบียบตามแบบฉบับที่ตำรวจนิยมกัน จนแทบจะระบุอาชีพได้ทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจับสังเกตได้ กฤษฎิ์จึงแกล้งยกยิ้มกรุ้มกริ่มลองเชิงต่อว่า “แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ?”
ความลังเลเผยชัดบนใบหน้าของเจได เขานิ่งไปอึดใจจนกระทั่งจินพยักหน้าให้เป็สัญญาณตอบรับ แล้วลุกย้ายไปนั่งข้างกฤษฎิ์เพื่อเปิดทางให้เจได กฤษฎิ์หยิบตราตำรวจออกมาวางยืนยัน “ผมชื่อกฤษฎิ์ครับ สายสืบคดีพิเศษ”
“ส่วนผมจิน... นักสืบ” คำแนะนำตัวนั้นทำให้กฤษฎิ์หันขวับไปมองจินทันควัน แต่จินยังคงทำหน้านิ่งสบตาตอบแบบไม่รู้ไม่ชี้
เจไดรีบยื่นมือถือให้ทั้งคู่ดูแชทจากเพื่อนสาว รูปโปรไฟล์ของเธอเห็นเพียงเสี้ยวหน้าและผมยาวสีน้ำตาล กฤษฎิ์ขมวดคิ้วมุ่น “พวกคุณเข้ามาสืบกันเองเหรอ?”
“ป... เปล่าครับ คือ... พวกคุณเชื่อเื่ตำนานผีลักซ่อนกันไหม” คำถามของเจไดทำให้กฤษฎิ์เบิกตากว้าง แต่จินยังคงสุขุม “...ครับ เชิญพูดต่อเลย”
“ว่าแล้วว่าพวกคุณคงไม่เชื่อ แต่เจสเพื่อนผมเขาเชื่อครับ เขาอยากสืบหาความจริง... เอ่อ ไม่ถามหน่อยเหรอครับว่าเพื่อนผมทำงานอะไร”
“นักข่าวใช่ไหม” จินตอบเรียบๆ ก่อนกฤษฎิ์จะเสริม “ส่วนคุณก็เป็ตากล้อง”
เจไดพยักหน้า “ใช่ครับ! ผมคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ตัดสินใจมาหาพวกคุณ... คือเจสแอบมาที่หมู่บ้านนี้คนเดียวเพื่อสืบเื่ตำนานผีลักซ่อน จนกระทั่งเธอน่าจะเจอเข้ากับอะไรบางอย่าง…” เขาเว้น่ก่อนจะพูดต่อ “เธอน่าจะเริ่มรู้สึกถึงอันตรายก็เลยแชทเรียกผมมา ซึ่งจริง ๆ แล้วผมแอบตามเธอมาสักพักแล้วครับ หลังจากที่เธอยืนกรานจะไปสืบคนเดียว พอผมเดินทางมาใกล้จะถึงหมู่บ้าน เธอก็ส่งข้อความมาหาพอดี ผมเลยรีบบอกให้เธอหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวไว้ก่อน”
“แล้วทำไมไม่บอกตำรวจ?” กฤษฎิ์ถามเสียงเข้ม
“บอกครับ! ผมแชทหาจ่ามานะกับหมู่ตั้มทันทีเลย” เจไดตอบทันควัน ซึ่งคำตอบนั้นทำเอาจินและกฤษฎิ์ตาเบิกโพรงอีกครั้ง “สนิทกับพวกเขางั้นเหรอ?” จินถาม
“ครับ โดยเฉพาะจ่ามานะ แกช่วยพวกผมบ่อย ถึงจะซื่อบื้อไปนิดแต่แกเก่งเื่สู้มาก ยื่นหมูยื่นแมวเอาข้อมูลแลกผลงานกันครับ ส่วนหมู่ตั้มก็ตำรวจใหม่ไฟแรง เชื่อใจได้” เจไดอธิบายต่อ “หมู่ตั้มน่าจะใกล้ถึงแล้ว แต่จ่ามานะยังไม่อ่านแชทเลย สงสัยติดคดีใหญ่... เอ่อ ทำไมผมรู้สึกเหมือนโดนสอบสวนอยู่เลยล่ะครับ”
กฤษฎิ์ชะงักไปครู่ก่อนจะคลายท่าทีตึงเครียดลง “เพราะผมเป็ห่วงพวกคุณนั่นแหละ คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีก มีอะไรก็บอกตำรวจ เข้าใจไหม?” เจไดรับคำพลางเบือนหน้าลงแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ
เมื่อถูกถามถึงรายละเอียดว่าเจสเจออะไรหรือหนีใคร เจไดกลับส่ายหน้าบอกไม่รู้ เพราะเจสเป็คนสู้คนและหวงข้อมูลมาก ถ้าไม่คับขันจริงๆ เธอจะไม่ยอมบอกใครเด็ดขาด
“มีรูป ‘เจส’ ล่าสุดไหม” จินถามขึ้น
เจไดไถโทรศัพท์ส่งให้ดู ทันทีที่เห็นภาพนั้น กฤษฎิ์ถึงกับช็อกค้าง จินเองก็นิ่งงันไป กฤษฎิ์รีบขอรูปนั้นทันทีพร้อมสั่งการเรียก ‘เต๋า’ ลูกน้องที่กำลังเคลียร์คดีเก่าให้รีบมาคุ้มกันพยาน
“คุณตำรวจครับ... หมู่ตั้มคงมาหาผมไม่ได้แล้ว เขาบอกต้องแสกนคดีเก่าที่เหลือของหมู่บ้านนี้ให้สายสืบจากกรุงเทพฯ น่ะครับ” เจไดยิ้มแห้งๆ จินหันมองกฤษฎิ์ทันที ทั้งคู่สบตากันด้วยความนัยที่รับรู้กันสองคน
“...จากที่คุณตำรวจสืบมา เป็ยังไงบ้างครับ” เจไดเนียนถาม
“ยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวน บอกไม่ได้” กฤษฎิ์ตัดบททำเอาเจไดหน้าหงอย “งั้นเราก็ทำได้แค่รอเจสมาให้ข้อมูลเพิ่มใช่ไหมครับ”
“...เกรงว่าตอนนี้ เพื่อนของคุณอาจถูกแก๊งลักพาตัวจับไปแล้ว” กฤษฎิ์พูดเสียงต่ำ
“หา!” เจไดอุทานลั่น ตาชั้นเดียวเบิกกว้าง
“ใจเย็น อย่าทำตัวมีพิรุธ” กฤษฎิ์ปรามพลางกวาดสายตามองรอบร้านที่เริ่มปลอดคนเพราะชาวบ้านไปเดินถนนคนเดินกันหมด “พวกมันอาจจะกำลังสะกดรอยเราอยู่ก็ได้”
เจไดมองไปรอบตัวด้วยความระแวงขึ้นมาทันที “ครับ...”
ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูร้านก็ดังขึ้นทำเอาเจไดสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปมองด้านหลังด้วยความระแวงทันที กลุ่มคนที่ก้าวเข้ามาใหม่คือมิกกี้ เปา ปัญญ์ และติณณ์ พร้อมกับเสียงบทสนทนาเชิงหยอกล้อที่แว่วมาก่อนตัว
“พวกเราวิเคราะห์ข้อมูลกันน่าเบื่อมากจนน้องติณณ์เผลอหลับปุ๋ยไปเลยเนี่ย” เปาพูดพลางแซวน้อง ขณะที่ปัญญ์รีบเสริม “ไม่หรอกๆ น้องติณณ์เหนื่อยเดินทางมาทั้งวันมากกว่า ใช่มั้ย?”
“ครับ... แต่เมื่อกี้ผมฝันร้ายด้วย” ติณณ์ตอบพร้อมยิ้มแห้งๆ
“จริงดิ? เดี๋ยวพี่ปัดเป่าให้เอง” เปาว่าพลางทำมือร่ายมนต์เหนือหัวติณณ์อย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งมิกกี้มองเห็นกฤษฎิ์นั่งอยู่ที่โต๊ะ จึงพาทุกคนเดินเข้าไปสมทบ
เมื่อทั้งหมดนั่งลงประจำที่ เจไดมีท่าทีชะงักไปเล็กน้อย กฤษฎิ์จึงแนะนำสถานการณ์สั้นๆ “คนนี้ชื่อเจได เขามาปรึกษาตำรวจเื่แก๊งลักพาตัวที่หมู่บ้านสบหมอกน่ะ เพื่อนสาวเขาแอบเข้ามาสืบคนเดียวจนเขากังวล เลยอยากหาคนมาช่วยปกป้อง”
จินเริ่มแนะนำเพื่อนแต่ละคนให้เจไดรู้จัก ก่อนที่กฤษฎิ์จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจสที่เจไดพูดถึง จริงๆ แล้วคือสาวผมแดงคนนั้นแหละ” คำพูดนั้นทำเอาทั้งมิกกี้และปัญญ์ถึงกับหน้าเหวอ อุทานพร้อมกันว่า “จริงดิ!”
“แล้วนายได้เบาะแสเจสรึยัง?” ปัญญ์ถามต่อด้วยความลุ้น
“ตอนนี้ตำรวจกำลังสืบอยู่ เดี๋ยว ‘เต๋า’ ก็คงมาถึงแล้ว” กฤษฎิ์ตอบเรียบๆ ทิ้งให้เพื่อนคนอื่นยกเว้นจิน เกิดความสงสัยว่า ‘เต๋า’ คือใคร จนกฤษฎิ์ต้องขยายความเพิ่มว่าเขาคือลูกน้องมือดีที่เป็ตำรวจเหมือนกัน
จากนั้นมิกกี้ก็ขยับตัวด้วยความภาคภูมิใจพลางบอกจินด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “สำเร็จแล้วนะ” พร้อมยื่นอุปกรณ์ให้จินดู ซึ่งในมือของเขามีทั้ง ตัวทดลอง 2 ชิ้นที่เป็แิยุคเริ่มแรก และเครื่องที่กลายเป็ ตัวสมบูรณ์ อีก 1 ชิ้น มิกกี้ส่งตัวสมบูรณ์ที่สามารถรับสัญญาณคลื่นเสียงแล้วแปลงเป็ภาษามนุษย์ให้จินดู แต่จินกลับขอดูตัวทดลองพ่วงไปด้วย มิกกี้ไม่ได้คิดอะไรมากจึงส่งตัวทดลองชิ้นหนึ่งให้จินไปถือไว้คู่กัน
จินรับอุปกรณ์ทั้งสองมาพิจารณาและวิเคราะห์อย่างละเอียดในใจ พลางหมุนตัวทดลองและตัวสมบูรณ์ไปมา ความรู้สึกทึ่งลึกๆ ก่อตัวขึ้นจนเขาเผลอนิ่งไปครู่ใหญ่ขณะไล่สายตาไปตามรอยเชื่อมและจุดรับสัญญาณ
ความทรงจำเกี่ยวกับไทม์ไลน์เดิมหรือชาติก่อนที่เขาเคยรู้จัก ่เวลานั้นสิ่งประดิษฐ์ของมิกกี้มักจะเป็เพียงเครื่องรับสัญญาณวิทยุพลังสูง หรือเครื่องดักฟังที่ทำหน้าที่เพียงตัดสัญญาณรบกวนเพื่อให้ได้ยินเสียงที่ชัดขึ้นเท่านั้น มันเป็อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการติดตามพิกัดเป้าหมายแบบตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขากลับก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปไกลลิบจนน่าเหลือเชื่อ
เพื่อนเรานี่เก่งเอาเื่เลยแฮะ...
จินคิดขณะวิเคราะห์กลไกการทำงานที่ซ่อนอยู่ อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกยกระดับจากการเป็แค่เครื่องรับเสียงไปสู่ระบบถอดรหัสคลื่นความถี่ที่สมบูรณ์แบบ จากการมองผ่านประสบการณ์ของเขา จินคาดการณ์ว่ามันสามารถเข้าไปจูนคลื่นความถี่ในระดับละเอียดของเป้าหมาย ก่อนจะแปลงคลื่นของอุปกรณ์ให้สั่นพ้องจนตรงกัน แล้วถอดรหัสข้อมูลมหาศาลนั้นออกมาเป็ภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้แม่นยำ
หากนำมาประยุกต์ใช้ อุปกรณ์ชิ้นนี้มันสามารถใช้ดักจับสัญญาณที่ถูกเข้ารหัสลับ หรือแม้กระทั่งแปลง “คลื่นความถี่ประหลาด” ที่มนุษย์มองไม่เห็นหรือไม่ได้ยินให้กลายเป็ข้อมูลที่จับต้องได้ ซึ่งอาจเป็ประโยชน์อย่างมหาศาลในการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือเทคโนโลยีลึกลับในหมู่บ้านแห่งนี้ การที่มิกกี้ ปัญญ์ และเปา พัฒนาของชิ้นนี้ขึ้นมาได้นั้น มันมีความล้ำสมัยกว่าอุปกรณ์ใน่เวลาเดียวกันที่จินเคยพบมาในไทม์ไลน์ก่อนหน้าอย่างเทียบไม่ติด
“นายตั้งชื่อให้มันหรือยัง?” จินถาม
“เรียบร้อย ั้แ่ยังสร้างไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ” มิกกี้ตอบอย่างกระตือรือร้น จนเปาอดไม่ได้ที่จะแซว “เห่อสุดๆ อะคนเนี้ย”
จินส่งอุปกรณ์คืนให้แต่มิกกี้โบกมือไม่รับตัวทดลองคืน จินจึงส่งเฉพาะตัวสมบูรณ์กลับไปให้ มิกกี้รับมันมาถืออย่างภูมิใจและเอ่ยชื่อมันออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “Tri-Comm (ไตร-คอม) ”
“ชื่อโคตรเท่เลย เหมือนดาวเทียมไทยคมเลย” กฤษฎิ์โพล่งแซวขึ้นมาหน้าตาย ทำเอามิกกี้ถึงกับอ้าปากด่าแต่ไม่มีเสียงรอดออกมา ก่อนจะรีบยัดอุปกรณ์เก็บเข้ากระเป๋าสะพายที่เขาพกติดตัวไปทุกที่ด้วยท่าทางหวงแหนขีดสุด
มิกกี้ขยับตัวลุกขึ้นเป็คนแรกจนปัญญ์ต้องเอ่ยปากถาม “จะไปไหนกันน่ะ?”
“ไปเข้าห้องน้ำ แป๊บเดียว” มิกกี้ตอบ
“เออ ไปด้วยดิ” กฤษฎิ์สำลักความตึงเครียดมานานจนอยากลุกไปล้างหน้าล้างตา กลายเป็ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้จินและติณณ์ลุกตามไปด้วยจนเกือบครึ่งโต๊ะ จินที่ยังคงถือตัวทดลองของมิกกี้ค้างไว้อยู่จึงยื่นมันฝากไว้กับปัญญ์ “ฝากแป๊บนะ” ปัญญ์พยักหน้าพลางเก็บอุปกรณ์ชิ้นนั้นไว้กับตัวอย่างระมัดระวัง
สี่หนุ่มเดินหายลับเข้าไปทางหลังร้าน ทิ้งให้บรรยากาศที่โต๊ะเหลือเพียงความเงียบและหมอกจางๆ ที่เริ่มหนาขึ้นทุกที ผ่านไปเพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าถี่รัวก็ดังแว่วมาจากทางเดิม ติณณ์วิ่งพรวดออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือก ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนแทบเสียสติ เขาหอบหายใจรัวพลางละล่ำละลักบอกคนที่เหลือด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ฟังแล้วเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ
“ทุกคน... ทุกคนหายเข้าไปในกระจกกันหมดแล้วครับ!”
สิ้นเสียงของติณณ์ ความเงียบที่น่าขนลุกคืบคลานเข้ามาแทนที่ ราวกับว่าความลับของหมู่บ้านสบหมอกได้เริ่มลงมือทำงานของมันแล้ว!