บทที่ 22
ท้องนภาหอสุราเมืองไป๋จี้
ท้องนภา้าที่มืดมิดเริ่มเปลี่ยนสี ใต้หล้าหมุนเวียนเข้าสู่ในยามราตรี ราตรีค่ำคืนนี้ผู้ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด
ราวกับว่าบนท้องนภานั้นถูกละเลงทับด้วยน้ำหมึกสีดำสนิท ภายในเมืองไป๋จี้ที่ขึ้นชื่อเื่ผู้ฝึกฝนวรยุทธ ยังคงมีผู้คนมากมายเดินเตร่อยู่บนถนนยามราตรี
ย่านเริงรมย์ที่เื่ชื่อมากที่สุดก็ยังมีผู้คนอยู่หนาแน่น โดยเฉพาะหอสุราเมืองไป๋จี้ สถานที่แห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา
หอสุราแห่งนี้เปิดรับผู้คนในยามราตรี ธุรกิจกลางคืนเพราะแบบนั้นเลยมีผู้คนในยามราตรีหลั่งไหลเข้ามาเป็จำนวนมาก
ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็บุรุษ พี่มาหาความสุขสำราญกับเหล่าสุราและก็นารี
เมืองไป๋จี้ขึ้นชื่อว่าเป็หอสุราที่เลื่องชื่อภายในดินแดนแถบนี้ ก็แบบนั้นจึงมีชาวยุทธมากมายเดินทางมาเที่ยวความสุข
ลู่เฟิ่งเดินทางมาถึงหอสุราแห่งนี้ พบเจอบริเวณด้านหน้าหอสุรามีสตรีหลายผู้กำลังยืนเรียกแขก พวกนางเป็สตรีวัยแรกรุ่นหน้าตาดูดี มีร่างกายอรชรอ้อนแอ้นเป็ที่เย้ายวน ใส่ชุดผ้าบางๆดึงดูดสายตาของเหล่าบุรุษที่เดินผ่านไปผ่านมา
ลู่เฟิ่งที่เดินทางมาถึงรีบเดินมุ่งตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินเข้าไปถึงเหล่าสตรีพวกนั้นหันมามองเป็ตาเดียว
“ นี่เ้าหนูสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ของเด็ก เ้าไม่ควรมาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้นะ ” สตรีผู้หนึ่งเข้ามากล่าวอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิ่งใช้ดวงตาจ้องมองนางสตรีผู้นี้อายุมากกว่าเขามากสุดก็เพียง 3 ปี นางน่าจะอายุไม่ถึง 20 เสียด้วยซ้ำ
อันที่จริงแล้วมันไม่เกี่ยวกับอายุหรอก แต่ว่านางพยายามไล่ด้วยท่าทางสุภาพเพราะเห็นว่าลู่เฟิ่งสวมใส่ชุดที่เหมือนขอทาน
“ ข้าไม่ได้มาเที่ยวเล่น.. ”
“ อีกอย่างนะข้ามีเงิน.. ” ลู่เฟิ่งนำเอาเงินออกมาจากภายในกระเป๋าแล้วก็โยนให้กับนางไป
แม่นางผู้นั้นรับเงินเอาไว้พร้อมกับใช้ดวงตามองมัน “ หนึ่งเหรียญเงิน… ”
ค่าเงินทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็ 3 ประเภท 1 เหรียญเหล็กที่มีมูลค่าต่ำที่สุด ส่วน 2 ก็คือเหรียญเงินที่มีมูลค่าสูงขึ้นมากว่าเหรียญเหล็ก ส่วนอย่างที่ 3 ก็คือเหรียญทองที่มีมูลค่าที่สูงที่สุด
จำนวน 1 เหรียญเงินเทียบเท่ากับ 100 เหรียญเหล็กซึ่งมันเป็จำนวนเงินที่มาก ซาลาเปา 1 ลูกราคาอยู่เพียงแค่ประมาณ 2 เหรียญเหล็กเท่านั้น
ถ้าจะให้ประเมินแล้วก็เหรียญเงิน 1 เหรียญเทียบเท่ากับซาลาเปา 50 ลูก มันเพียงพอกับการเที่ยวหอนารีใน 1 คืน
“ ขออภัยคุณชายด้วยถ้าเช่นนั้นเชิญเข้าไปได้ด้านในเ้าค่ะ ”
หลังจากที่เห็นเงินท่าทีของนางก็เปลี่ยนไปในทันที สำหรับหอสุราแล้วเงินถือว่าเป็ทุกอย่างนั่นแหละ
ลู่เฟิ่งโดนพาเข้าไปภายในหอสุรา ภายในหอสุรากลิ่นเครื่องหอมคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแสงไฟเสียงเพลง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเหล่าสตรีมากมายเดินผ่านไปผ่านมา
พวกนางล้วนแล้วเป็สตรีที่งดงาม แถมยังมีกลิ่นสุราชั้นยอดลอยอยู่ภายในอากาศ สถานที่แห่งนี้มีเหล่าแขกมากมายหลายชนชั้นที่หลั่งไหลเข้ามา
ลู่เฟิ่งถูกนำพามานั่งลงบริเวณโต๊ะแห่งหนึ่ง โต๊ะแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ของหอจุฬา ขอสุราจะถูกแบ่งออกเป็ 7 ชั้นแบ่งแยกตามฐานะ
แน่นอนว่าเมื่อยิ่งชั้นสูงคนที่นั่งอยู่ภายในชั้นนั้นก็ยิ่งมีฐานะที่ร่ำรวย เพราะว่าพวกเขานั้นจ่ายเงินไปเป็จำนวนมาก
รวมไปถึงการดูแลเองก็จะดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ลู่เฟิ่งรู้ดีหอสุราแห่งนี้เป็อย่างไรเพราะในชีวิตก่อนเขาก็เคยมา
แถมยังคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็อย่างดีอีกด้วย จำนวนเงิน 1 เหรียญเงินแม้ว่าจะเป็จำนวนเงินขนาดนี้แต่ก็ยังได้นั่งอยู่เพียงแค่ชั้นแรก
ชั้น้าจำเป็จะต้องมีทั้งเงินแล้วก็อำนาจ ยิ่งเป็ชั้นสูงสุดมีแต่พวกแขกชั้นยอดที่มาจากตระกูลใหญ่ๆ
ลู่เฟิ่งมองตรงไปยังเวทีขนาดใหญ่ที่ยังว่างเปล่าอยู่บริเวณใจกลางของสุรา หลังจากที่ลู่เฟิ่งนั่งลงที่โต๊ะของตนไม่นาน
มันก็เริ่มมีผู้คนจำนวนมากเข้าไปใกล้เวทีขนาดใหญ่ใจกลางของสุรามากขึ้น ชายผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับประกาศออกมา “ ยินดีต้อนรับนายท่านทุกท่านที่เข้ามาภายในหอสุราไป๋จี้ ”
“ ในตอนนี้พวกเราจะเริ่มทำการต่อสู้เดิมพัน ”
“ พวกเราเปิดรับการลงเดิมพันทางด้านขวามือมีทั้งหมด 10 คู่นายท่านท่านใดอยากลงเดิมพันเชิดเลยขอรับ ”
นี่คืออีกหนึ่งอย่างที่ให้ความบันเทิงกับผู้คนที่เข้ามาภายในหอสุราแห่งนี้ ในทุกๆราตรีท่านขอสุราจะจัดหานักสู้มาเพื่อต่อสู้เดิมพัน
เหล่าผู้ที่ชมการต่อสู้จะได้รับความตื่นเต้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการลงเดิมพันอีกด้วย ถ้าเกิดว่าผู้ใดเป็ฝ่ายชนะเลิศลงเดิมพันถูกต้องจะเงินรางวัลเป็เงิน 1 เท่าจากการลงเดิมพัน
แต่ว่าในทุกๆราตรีการต่อสู้มันก็จะมีเพียงแค่ราตรีละ 10 คู่เท่านั้น
ลู่เฟิ่งหยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก.. “ เอาล่ะเงินเหลืออยู่ 1 เหรียญทองถ้าแบบนั้นก็ลองเล่นสนุกสักหน่อยดีกว่า ”
หลังจากนั้นการต่อสู้เดิมพันก็เริ่มขึ้น ลู่เฟิ่งได้เริ่มทำตามแผนของตนเอง เขาลงเล่นการเดิมพันในครั้งนี้เริ่มั้แ่ในคู่แรก
ลู่เฟิ่งทายผลั้แ่การต่อสู้ยังไม่เริ่ม เขามองเพียงแค่สรีระร่างกายของคู่ 2 เท่านั้น นี่ถือว่าเป็การพนันและส่วนใหญ่คนที่เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ก็จะเสียเงินให้กับมัน
เพราะว่าการเดาว่าคู่ต่อสู้ที่มีระดับขอบเขตเท่ากัน ต่อสู้กันและใครชนะที่ยากเย็นเป็อย่างมาก ส่วนใหญ่ก็จะเสียเงินให้กับการเดิมพันในครั้งนี้
ที่ได้ประโยชน์ก็คือหอสุรา ลู่เฟิ่งที่มีสายตาแหลมคมอยู่แล้ว เพียงแค่มองร่างกายมองฝ่ามือที่ฝึกฝน เพียงแค่มันก็รู้นะในทันทีว่าใครชนะ
ลู่เฟิ่งได้ลงเดิมพันคู่แรกด้วยเงินทั้งหมดที่ตัวเองมีคือ 1 เหรียญทอง
การเดิมพันในคู่แรกของเขาเขาจะชนะได้เงินเพิ่มขึ้นเป็ 2 เหรียญทอง แน่นอนว่าในคู่ที่ 2 เองลู่เฟิ่ง เองก็ทำเช่นเดิม
เขาลงเดิมพันไป 2 เหรียญทองได้กลับมา 4 เหรียญทอง เงินรางวัลเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวทุกๆครั้งที่ลงไป
หลังจากนั้นคู่ที่ 3 จาก 4 เหรียญทองก็กลายเป็ 8 เหรียญทอง คู่ที่ 4 จับแปดเหรียญทองกลายเป็ 16 เหรียญทอง คู่ที่ 5 จาก 16 เหรียญทองก็กลายเป็ 32 เหรียญทอง
หลังจากนั้นลู่เฟิ่งเขาเองก็ได้ลงเดิมพันทุกคู่โดยที่ไม่แพ้เลยแม้แต่คู่เดียว และในแต่ละการลงเดิมพันเขาเองก็ใช้เงินที่ตัวเองมีทั้งหมดและได้รับเพิ่มมาจากการเดิมพันเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ
จนที่สุดแล้วเมื่อจบลงทั้งหมด 10 คู่เงินที่เขาได้มาทั้งหมดก็คือ 1,024 เหรียญทอง
เงินจำนวนนี้ทำให้ผู้คนภายในหอสุราแห่งนี้พากันตื่นตระหนกใ ั้แ่ที่เริ่มการเดิมพันเช่นนี้มาการจัดการแบบนี้ในทุกๆคืนหอสุราไม่เคยขาดทุนแม้แต่ราตรีเดียว
ในตอนนี้เพียงแค่ราตรีเดียวที่ขอทานน้อยผู้นี้เดินทางมาถึง หอสุราแห่งนี้ต้องสูญเสียเงินไปถึง 1,024 เหรียญทอง
มันเทียบเท่ากับรายได้เกือบจะทั้งเดือนของหอสุราแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะดื่มสุราด้วยท่าทางผ่อนคลาย
หน้าของเขาในตอนนี้คือถุงเงินขนาดใหญ่ที่ด้านในบรรจุเหรียญทองจากการเดิมพันเอาไว้ทั้งหมด 1,024 เหรียญ
“ เ้าขอทานนั่นมันเป็ปีศาจหรืออย่างไร เหตุใดจึงเดาการต่อสู้ได้ทั้งหมด ”
“ นั่นสิไม่เคยมีใครที่คาดเดาการต่อสู้ทั้งหมดถูกหมดเช่นนี้มาก่อนเลย ” เหล่าคนภายในหอสุราเริ่มพากันสนใจขอทานน้อยผู้นี้ที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่
ในขณะที่ลู่เฟิ่งกำลังนั่งดื่มสุราอยู่นั้น มีสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาแล้วก็พูดกับลู่เฟิ่งด้วยท่าทางนอบน้อม “ เรียนคุณชายนายท่านของพวกเรา้าจะพบท่านเ้าค่ะ ”
ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ‘ มาแล้ว… ’
นี่คือสิ่งที่ตัวของเขานั้นตั้งใจั้แ่แรก ั้แ่ก้าวเข้ามาภายในหอสุราแห่งนี้ก็ตั้งใจจะมาพบคนผู้นั้นอยู่แล้ว
“ เข้าใจแล้ว..นำทางข้าไปสิ ”
จบบท