สภาพศาลเจ้าประหนึ่งระเบิดลง
ตัวอาคารพังยับเยิน พื้นดินยุบเป็นหลุมลึก เศษไม้จะว่ากระจัดกระจายยังน้อยไปต้องบอกว่ากระเด็นเซ่นซ่าน แทบหาชิ้นส่วนเดิมไม่ได้ กองไฟผุดขึ้นกองแล้วกองเล่า โชคดีที่ไม่ได้เกิดไฟป่า
จากภาพที่เห็นศัตรูน่าจะตายไปแล้ว แต่เพื่อความรอบคอบต้าหมินสั่งให้นกพิราบบินวนก่อนรอบหนึ่ง ระหว่างนั้นเขาให้ชิกิงามิตนอื่นสำรวจตรวจสอบ หลังมั่นใจในความปลอดภัยค่อยร่อนลงตรงจุดที่โนะฮิเมะนอนอยู่
เนื้อตัวเด็กหญิงเต็มไปด้วยบาดแผล โชคดีไม่มีแผลฉกรรจ์ที่ร้ายแรงถึงชีวิต โชคร้ายที่เธอสลบเลยไม่อาจสอบถามว่ามีอาการบาดเจ็บที่มองไม่เห็นอยู่หรือเปล่า เขารีบทำแผลเท่าที่ผู้ชายจะทำได้ มากกว่านี้คงต้องไหว้วานให้คนผู้นั้นช่วย
ก่อนออกจากสถานที่แห่งนี้ต้าหมินสำรวจด้วยตัวเองอีกรอบหนึ่ง พบศพแมวปีศาจมากกว่าหนึ่ง เท่าที่มองคร่าว ๆ มีแมวปีศาจสองตนตายด้วยคมอาวุธ โชคดีที่เขาส่งกองหนุนไปช่วยไม่อย่างนั้นผลลัพธ์อาจร้ายแรงมากกว่านี้
สภาพของศาลเจ้าเละเทะอย่างไม่อาจเก็บกู้ จำต้องหาเหตุผลมาอธิบายชาวบ้าน ยังดีที่มีซากของปีศาจเป็นหลักฐาน อีกมีศพตายด้วยคมอาวุธไม่ใช่เวทวิชาหรือพลังอภินิหาร ดังนั้นทิ้งศพเอาไว้คงไม่เป็นไร ยากที่จะจับมือใครดม
“อืม… เอาอย่างนี้แล้วกัน”
เด็กชายสั่งให้นกพิราบบินสูงขึ้นกลางฟ้า อาศัยพลังแห่งค่ำคืน โมงยามแห่งมหาเทพสึคุโยมิ ถ่ายทอดเสียงออกเป็นวงกว้างไม่ใช่หนึ่งต่อหนึ่งแบบแต่ก่อน เป็นหนึ่งคนต่อทั้งหมู่บ้าน อาศัยการแผ่จิตรับรู้สัญญาณชีวิตของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับตน ต้าหมินลอกเลียนวิธีที่อาจารย์เคยสอนให้ใช้หญ้าโชบุหนึ่งกำมาสัมผัสหญ้าโชบุครึ่งนครเฮอัน
นาคามูระอายุห้าสิบปี ชาวนา อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาตั้งแต่เล็ก บ้านใกล้เรือนเคียงล้วนลูกหลาน บ้างอยู่บ้านเดียวกัน บ้างปลูกบ้านอยู่ข้าง ๆ หลายวันมานี้บรรยากาศในหมู่บ้านพิกลนัก ความจริงเริ่มพิกลตั้งแต่หัวหน้าหมู่บ้านกลับจากป่า ทว่านาคามูระไม่อาจตัดใจอพยพเหมือนนายพรานคนนั้น
ที่นี่มีบ้าน มีไร่นา มีสหาย มีวงศ์วานว่านเครือ... ทรัพย์สินอันไม่อาจประเมินค่า
“คงต้องรอดูกันไป” นี่คือคำพูดที่เขาบอกกับภรรยา ถ้าเกิดมีสิ่งใดมาคุกคามคนในครอบครัว ไม่ต้องให้บอก เขาพร้อมจับจอบจับเสียมลุกขึ้นสู้
คืนนี้เป็นอีกคืนที่รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี อากาศเย็นยะเยือก เสียงลมพัดชอบกล ด้วยเหตุนี้แทนที่จะนั่งจิบสุราอยู่นอกบ้าน สู้เปลี่ยนมานั่งภายในบ้านกับลูกหลานดีกว่า แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่นเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นสะเทือน ไม่ว่าเด็ก หนุ่ม เฒ่าชราต่างตาลีตาเหลือกออกนอกบ้าน
ช่างน่าหวาดกลัวนัก
ฟ้าผ่าศาลเจ้า!
หลังจากนั้นไม่นานพลันมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู ประหนึ่งมีคนกำลังพูดคุยอยู่ด้านข้าง ทั้งที่ไม่มีใครส่งเสียงแม้แต่น้อย
“ตาแก่ แกก็ได้ยินใช่ไหม”
“อืม”
“ข้ากลัวเหลือเกิน”
ภรรยาของนาคามูระทรุดนั่งลงกับพื้นกอดกันกลมกับลูกสะใภ้
“...มนุษย์เอ๊ย ข้าคือทหารของเทพไรจิน หัวหน้าหมู่บ้านของพวกเจ้าคือปีศาจปลอมแปลงมา ใครก็ตามที่ออกมาจากป่าล้วนถูกภูตผีสิงสู่ กลายเป็นร่างผีดิบ ซากศพเดินได้ หามีชีวิตไม่ พวกมันต้องการกินพวกเจ้าทีละบ้าน ทีละคน เทพประจำศาลเจ้าก่อนสู้ตายกับปีศาจได้ขอความช่วยเหลือจากเทพไรจิน ท่านจึงส่งข้ามาที่นี่
โอม… พระโพธิสัตว์ห่วงใยสรรพชีวิต บัดนี้ข้าได้ชักนำอสนีสวรรค์สังหารภูตผีปีศาจหมดแล้ว ตัวหัวหน้าสลายกลายเป็นขี้เถ้า แต่ยังมีซากของลูกน้องซึ่งตายด้วยคมอาวุธเหลืออยู่ พวกเจ้าจงนำศพไปเผาเสีย อย่าได้เก็บเอาไว้ หากทำตามคำของเรา ต่อแต่นี้พวกเจ้าจะอยู่กันอย่างสงบสุข พืชผลงอกงาม ผลิตผลบริบูรณ์”
นาคามูระรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ทั้งตกใจ ประหลาดใจ และอิ่มเอมใจไปพร้อมกัน ชีวิตนี้มีโอกาสได้ฟังโองการแห่งสวรรค์ จากปากคำของบริวารเทพไรจิน ต่อให้ตายวันนี้วันพรุ่งก็สุขใจแล้ว
ชาวบ้านคนอื่นต่างรู้สึกไม่ต่างกัน บ้างร้องไห้ บ้างคุกเข่ากราบกราน บ้างตกใจจนสลบไสลไม่ได้สติ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นตำนานเล่าขานตราบนานเท่านาน
เมื่อองค์เทพสลายศาลเจ้าจึงถูกเปลี่ยนเป็นวัด วันนี้ของทุกปีถูกกำหนดเป็นวันเฉลิมฉลองแด่เทพไรจิน
ต่อให้คิดหัวแทบแตกต้าหมินก็ไม่ทราบเลยว่าจะเกิดผลเช่นนี้
ข้างนิชิเมื่อได้ยินคำอธิบายจากองค์เทพเธอตกใจแทบสิ้นสติ ที่แท้สามีเสียชีวิตแล้ว คนที่พบคือซากศพ เธอไม่อยากจะเชื่อแต่ไม่รู้ทำไมกลับเจ็บปวดแทบขาดใจ น้ำตาไหลอาบแก้ม แข้งขาไร้กำลัง
ระหว่างกำลังโศกเศร้าประตูพลันเปิดออก มีคนบุกเข้ามา ยังไม่ทันกรีดร้องกลับตกใจในภาพที่เห็นเสียก่อน ในอ้อมแขนของเด็กชายมีเด็กผู้หญิง เสื้อผ้าเปรอะไปด้วยเลือด ผ้าพันแผลเต็มตัว โลหิตไหลซึม
นิชิตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก กระทั่งเสียงคุ้นหูดังขึ้น
“สีกาช่วยคนเหมือนดับไฟ ช่วยดูแผลของศิษย์พี่ก่อน แล้วพวกเราค่อยสนทนากันภายหลัง”
หลังวุ่นวายไปค่อนคืนนิชิค่อยทำแผลให้โนะฮิเมะเสร็จสิ้น บาดแผลภายนอกไม่เท่าไรทว่ากังวลพวกรอยช้ำตามตัว ไม่แน่ใจว่าบาดเจ็บภายในหรือไม่ ลองคลำกระดูกซี่โครงแล้วไม่น่าหัก แต่เพื่อความไม่ประมาท เธอใช้ความรู้ที่สามีถ่ายทอด หาแผ่นไม้มาประกบหน้าหลังเพื่อป้องกันไว้ก่อน
พวกรอยฟกช้ำเพื่อป้องกันเลือดคั่ง เธอคอยใช้ผ้าชุบน้ำประคบเย็นตามจุด ทุกครึ่งชั่วยามค่อยทำครั้งหนึ่ง ผ่านไปสามครั้งรอยช้ำค่อยจางลง
เมื่ออาการของเด็กหญิงทรงตัว เธอจึงหันมาทางเณรน้อยเพื่อขอคำอธิบาย
“…เรื่องเป็นอย่างนี้ขอรับ ข้าฝีมืออ่อนด้อย เป็นท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ร่วมมือกันถึงกำจัดพวกมันส่วนใหญ่ได้ น่าเสียดายตัวหัวหน้าหนีไป ท่านอาจารย์อยู่ระหว่างไล่ล่าจะตามมาสมทบภายหลัง ข้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจึงได้แต่รักษาม้าตายต่างม้าเป็น แอบอ้างเทพไรจินเพื่อให้คนเชื่อถือ...”
ต้าหมินพูดทำนองว่าพวกตนเป็นศิษย์สำนักพุทธ ระหว่างผ่านทางพบกับปีศาจเข้าพอดีจึงติดตามมายังที่แห่งนี้ ส่วนเรื่องปลอมเป็นเทพไรจินนั้นเพื่อง่ายแก่ความเข้าใจของชาวบ้าน ถึงอย่างไรศิษย์ตถาคตอย่างพวกตนทำความดีไม่หวังชื่อเสียงอยู่แล้ว
จากนั้นค่อยกล่อมนิชิให้เดินทางไปด้วยกัน หนึ่งเพื่อช่วยดูแลศิษย์พี่ที่เป็นผู้หญิง สองคือเธอกำลังท้องกำลังไส้ อาศัยอยู่ต่างถิ่น อีกสามีตายตัวเป็นม่าย อยู่คนเดียวไม่มีญาติ อนาคตเป็นอย่างไรก็รู้ ๆ กันอยู่ ถึงไม่ห่วงตัวเองก็ควรห่วงเลือดเนื้อเชื้อไขบ้าง
หลังเกลี้ยกล่อมอยู่นานเธอจึงตอบตกลง
“พี่สาวรีบเก็บของเถอะ พวกเราต้องเดินทางก่อนฟ้าสาง ข้าไม่อยากให้ใครเห็นนกวิเศษ”
ประกายตานิชิวูบไหวครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นคมกล้า นับแต่นี้ลูกคือชีวิตของเธอ เพื่อให้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด เธอจำเป็นต้องกลับบ้าน
‘เข้มแข็ง’
คำนี้สลักแน่นในใจ
เรื่องทั้งหมดก็ตามนี้แหละ
ต้าหมินดื่มน้ำชาอึกหนึ่ง พูดอยู่คนเดียวช่างเหนื่อยเหลือเกิน
“เชอะ อย่ามาหลอกซะให้ยาก ไหนเจ้าพูดก่อนหน้านี้ว่าพยัคฆ์ ๆ นั่นหมายความว่าอย่างไร”
“อ้อ”
ต้าหมินทำท่านึกขึ้นได้
“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เรียกภูตรับใช้ ‘พยัคฆ์’ ของข้าออกมาน่ะ ที่สำคัญคือการประลองยุทธ์มากกว่า”
“หา!”
“พอดีเรื่องมันเลยเถิดไปหน่อย ถูกคนของวัดอะไรนี่แหละหาว่าพวกเราเป็นพระปลอม ขอท้าพิสูจน์โดยการประลองฝีมือน่ะ”
“เห!!!”
ไม่ใช่เธอไม่เชื่อมั่นในตัวโคทาโร่ แต่เธอไม่ชอบการเป็นจุดสนใจแบบนี้เลย