บทที่ 74
เมื่อสองลูกน้องของอลินตาทำท่าจะไม่ยอมรับเรือนไทยโบราณท่าเดียวอลินตาก็คิดแผนขึ้นมาทันใด พร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะพูดขึ้น
“หรือจะรอให้ผีนางรำฟื้นคืนชีพขึ้นมาหักคอพวกนายถึงจะยอมเข้าไปอยู่กับฉันที่เรือนนี้ดีๆ” เมื่อเจอคำพูดนี้เข้าไปสองลูกน้องก็ดูเหมือนจะนึกได้ ถ้าไม่มีอลินตาคอยไล่ผีชีวิตก็เหมือนเด่ขาเข้าไปอยู่ในหลุมดำข้างหนึ่ง ทั้งสองมองหน้ากันไม่มีทางเลือกจริงๆสำหรับอาชีพลูกน้องหมอผี หมิงกับเป๋าได้แต่ทำใจแล้วเดินตามอลินตาเข้าไปในบริเวณเรือนไทยด้วยความจำใจและหวาดระแวง
แต่ทว่าเพียงแค่ก้าวแรกที่ข้ามพ้นประตูรั้วอันเป็นเขตระหว่างถนนกับตัวเรือนเรือนสายลมก็พัดอื้ออึงลู่ไหวอย่างรุนแรงราวกับจะเกิดพายุก็ไม่ปานอลินตาเห็นดังนั้นก็ยังอุตส่าห์เล่นมุข
“ลมเย็นดีแฮะ ก็ดีฉันจะได้ประหยัดค่าแอร์”เป๋าที่เดินตามหลังเจ้านายสาวมาได้ยินถึงกับค้อนเป็นวงใหญ่
“แหม.. คุณอลินนี่ช่างเป็นคนคิดบวกโลกสวย รวยทัศนคติมากเวอร์เลยนะคะ” อลินตายิ้มรับแต่กวาดตามองไปรอบเรือนด้วยความมีสติหมิงซึ่งรอตบมุขต่อจากเป๋าอยู่ หาได้รอช้าไม่
“พร้อมบวกล่ะสิไม่ว่าไอ้เป๋าโดยเฉพาะผีเฮี้ยนๆแบบนี้เนี่ย” พูดแล้วก็คว้าหมับเข้าที่พระเครื่องในคอตัวเองอย่างรวดเร็วอลินตาไม่ได้สนใจหรือว่าเถียงกลับคำพูดของลูกน้องที่กระแนะกระแหนข่อนคอดตนอยู่ด้านหลัง
แต่สิ่งที่อลินตาสนใจนั้นกลับเป็นร่างของใครบางคนที่ยืนนิ่งอยู่บนหลังคาเรือนสายตาแดงฉานซ่านไปด้วยเลือดเพ่งมองมายังคนทั้งสามด้วยความเกรี้ยวกราดอลินตานึกรู้ทันที เจ้าของบ้านตัวจริงมารอต้อนรับด้วยตัวเองเลยเหรอ ก่อนจะเอ่ยทักทายออกมา
“แหม ต้อนรับฉันได้สมฐานะจริงๆ”เมื่อเป๋าและหมิงได้ยินเสียงเจ้านายพูดงึมงำอะไรบางอย่างก็พากันอิ๊อ๊ะหันขวับมองซ้ายขวาด้วยความระแวง และเมื่อวิญญาณของแม่รูปจันทร์รับรู้ว่าอลินตามองเห็นเธอแม่รูปจันทร์ก็ชี้มือลงมายังว่าที่เจ้าของบ้านคนใหม่ด้วยความอาฆาตมาดร้าย จังหวะการชี้มือนี่เองเสียงบรรเลงเพลงไทยชนิดวงมโหรีวงใหญ่ก็ดังประโคมขึ้นเหมือนกำลังจะมีงานสวดอภิธรรมศพ!เป๋าที่ได้ยินเสียงดนตรี ก็กรีดร้องตาเหลือก
“อร๊าย....!!” พร้อมกับขยับตัวเข้าประชิดด้านหลังของอลินตาอย่างรวดเร็วหมิงก็กระชับมือกำพวงพระเครื่องซึ่งห้อยอยู่ในคอของตนเองให้แน่นขึ้น แล้วหันไปกระซิบกับเป๋า
“ไอเป๋า ฉันว่าเค้าคงเปิดตัวต้อนรับแขกคนสำคัญของงานอย่างพวกเราล่ะมั้ง”เป๋าได้ยินก็โปรยค้อนขวับวงใหญ่ให้หมิงก่อนแหวกลับ
“แขกงานศพแกน่ะสิไอ้หมิง”จังหวะนั้นเอง สองเพื่อนรักก็เห็นมือซีดขาวชุ่มฉ่ำไปด้วยเลือดที่ชี้มาทางพวกเขาเริ่มหักงอ แล้วเจ้าของมือก็ร่ายรำท่วงท่าอ่อนช้อยอยู่บนหลังคาบ้านตัวเองตามจังหวะเพลงไทยเดิมที่ขับกล่อมด้วยทำนองโหยหวนชวนหลอนเป๋าเห็นแบบนั้นก็เกิดความสงสัยท่ามกลางความกลัว
“นี่ไอ้หมิงขอนอกเรื่องหน่อยได้ป่ะ?”หมิงหันมาทางเป๋าก่อนถามกลับ
“ทำไมจะไปรำเป็นเพื่อนนางเหรอ?” เป๋าเขกมะเหงกไปที่กลางหน้าผากของหมิงทันทีก่อนจะถามขึ้นอย่างจริงจัง
“ฉันน่ะสงสัยตั้งแต่ยัยผีนางรำตัวก่อนนั่นละทำไมผีผู้หญิงที่โผล่ๆ มาเนี่ยถึงต้องร่ายรำมาหลอกด้วย มาแบบอื่นไม่ได้เหรอวะแก?”ช่างสงสัยได้ถูกจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานจริงๆ นะคุณนายเป๋าหมิงลดความกลัวมาได้นิดหน่อยเมื่อเจอคำถามของเพื่อนรักก่อนจะตอบกลับตามความคิดของตัวเอง
“แล้วแกจะให้เค้าออกมายังไงเหาะลอยแบกสาก แบกครกออกมาตำน้ำพริกกะปิให้สะเทือนเรือนชานเพื่อหลอกแกอย่างงั้นเหรอไอ้เป๋าไอ้นี่ถามไม่รู้จักคิด” อลินตาได้ยินลูกน้องทั้งสองคุยกันก็อดขำไม่ได้ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมเสริมความรู้
“ที่เป็นแบบนี้เพราะมันขึ้นอยู่กับจิตสุดท้ายตอนตายด้วย”สองลูกน้องหันมามองอลินตาตาแป๋วราวกับเด็กๆที่ได้ฟังนิทานจากผู้ใหญ่
“ถ้าจิตสุดท้ายผูกพันกับอะไรดวงวิญญาณของจิตนั้นก็จะทำสิ่งนั้นเรื่อยๆ จนกว่าจะไปผุดไปเกิดฉันเคยปราบผีก้นครัวอยู่เหมือนกันนะ ตำน้ำพริก ต้ม ผัด แกง ทอด คิดดูว่ามานั่งสับหมูจนคนในบ้านแตกตื่นไม่ได้หลับได้นอนกันในที่สุดต้องใช้แผนลับ กระหน่ำทำบุญถวายเครื่องครัวชุดสแตนเลสอย่างดีพร้อมด้วยวัตถุดิบเป็น หมู เห็ด เป็ด ไก่ เอาไว้ไปปรุงในสัมปรายภพถึงยอมไปเกิดใหม่ได้”เป๋ากับหมิงเข้าใจในทันที ก่อนที่เป๋าจะพึมพำ
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วยนี่ไอ้หมิงถ้าฉันตาย จิตสุดท้ายวนเวียนอยู่กับผู้ชายฉันก็จะได้กินตับผู้ชายในสัมปรายภพใช่ป่ะแก?” หมิงหมั่นไส้ก่อนจะพูดแซะเป๋า
“ผู้ชายเค้าคงยอมตายไปกับแกหรอกเวลาตายจิตสุดท้ายแกอย่านึกถึงกางเกงในแพมเพิร์สล่ะ เดี๋ยวได้เกิดเป็นหนอนไหมผลิตเส้นด้ายให้มนุษย์เอาไปทำกางเกงในนะแก”หมิงพูดจบอลินตาถึงกับหัวเราะปากกว้างอดนึกขำคำเปรียบเปรยแกมประชดของหมิงเต๋อลูกน้องคู่ใจฝ่ายซ้ายไม่ได้ส่วนเป๋าก็ได้แต่กรี๊ดกร๊าดกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจที่โดนเปรียบเทียบเป็นหนอนไหมโดยที่ทุกคนลืมไปหรือเปล่าว่าบนหลังคานั่น คือผีเฮี้ยนตายโหงที่รำจนจะจำท่าตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว
ผีแม่รูปจันทร์ยืนโด่เด่เป็นอากาศธาตุคนพวกนี้มันคุยอะไรกัน แล้วฉันที่ยืนอยู่ตรงนี้มันกลัวมั่งหรือเปล่า ผีร้ายเริ่มไม่มั่นใจในความเฮี้ยนของตนเองเพราะทั้งสามคนเหมือนกับลืมว่าบนหลังคามีวิญญาณนางหนึ่งยืนรำอยู่เพราะตอนนี้ทั้งสามคนเดินเข้าไปในตัวเรือนเรียบร้อยแล้วผีแม่รูปจันทร์ยืนกำมือด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะหายวับไปจากบนหลังคาอย่างรวดเร็ว!!
และเพียงแค่อลินตาเป๋า หมิง เดินเข้ามาภายในเรือน โดยที่เจ้าของบ้านยื่นกุญแจให้ตั้งแต่หน้ารั้วแล้วก็รีบเผ่นขึ้นมอเตอร์ไซต์แล้วแว้นออกไปราวกับหายตัวได้ประมาณว่าถ้าอยู่ได้ก็อยู่อยู่ไม่ได้ก็แล้วแต่เถอะแม่คุณประมาณนั้นพอทั้งสามก้าวขาเข้ามาในเรือนเท่านั้นแหละจ้า ดนตรีไทยก็บรรเลงเพลงอีกครั้ง
และพลันก็ปรากฏร่างของผีแม่รูปจันทร์เจ้าของเรือนตัวจริงยืนตระหง่านต้อนรับกลางเรือนผีสาวยืนเด่นมาก เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าเธอนี่แหละคือศูนย์กลางของที่นี่อลินตาส่ายหน้าถอนหายใจก่อนจะพูด
“นี่แม่รูปจันทร์จะไปเกิดดีๆหรือจะดึงดัน เจ้าของบ้านทายาทของแม่รูปจันทร์เค้าก็ยกที่นี่ให้ฉันตามชอบธรรมแล้วทั้งยังจะมีการโอนโฉนดเป็นชื่อฉันอีกด้วย”คราวนี้แม่รูปจันทร์ขึงตาโตยิ่งกว่าเดิมก่อนชี้นิ้วส่งเสียงเกรี้ยวกราด
“แต่กูไม่อนุญาต!!”อัยยะ! ตอบกลับมาได้น่าวิ่งป่าราบมากเป๋าและหมิงรีบกระโดดผลุงหลบหลังอลินตาอย่างรวดเร็ว อลินตาส่ายหน้าเอือมระอาที่เอือมระอาไม่ใช่กับผีแม่รูปจันทร์หรอกนะแต่เอือมให้กับดวงชะตาของตัวเองที่กว่าจะได้อะไรมามันช่างยากเย็นแสนเข็ญต้องออกแรงเสียเหงื่อก่อนถึงจะได้มา
“นี่แม่รูปจันทร์ ชีวิตก่อนตายของแม่รูปจันทร์ก็น่าเวทนามากแล้วนะพอตายลงดวงจิตวิญญาณของแม่รูปจันทร์ก็ยังไม่ไปเกิดใหม่ อยู่จองจำฝังแค้นตัวเองกับเรื่องในอดีตจนจิตเริ่มดำมืดจวนจะเข้าสู่ความเป็นอสูรกายมากไปทุกทีนะแม่รูปจันทร์”อลินตาใช้วาจาประนีประนอมอย่างถึงที่สุด เผื่อผีเฮี้ยนจะกลับใจแต่..
“อย่ามาพูดดีมึงก็แค่อยากครอบครองเรือนกูโดยไม่ต้องเสียผลเสียดอกอะไรเลยคนอย่างมึงก็หน้าสีเลือดพอๆ กับผีอย่างกูนี่แหละ อีมนุษย์เกลือหมักดอง” ฉึก.. จึ๊ก.. เสียงมีดในมโนพุ่งหลาวปักกลางอกของอลินตา การโดนผีด่านี่คือสุดติ่งการเป็นหมอผีละอลินตาเจ็บจี๊ดกับคำด่ากลับของผีแม่รูปจันทร์
“จะไม่ยอมกันดีๆใช่ไหมแม่รูปจันทร์?” คนอุตส่าห์พูดดี ดันด่ากลับซะนี่ที่จริงอลินตานั้นอยากจะส่งแม่รูปจันทร์ไปเกิดในภพภูมิที่ตนควรจะไป แต่หลังจากที่ตรวจดูแล้วด้วยมนต์คาถาอตีตมนตราปรากฏว่าผีแม่รูปจันทร์ตนนี้ยังยึดติดกับเรือนหลังนี้อยู่มากน่าจะมีอะไรบางอย่างที่มากกว่าความแค้นอีกอย่างดวงจิตของแม่รูปจันทร์ก็ดูจะหมองคล้ำเข้าขั้นสัตว์นรกมากกว่าอสูรกาย! มันแปลกจนได้กลิ่นตุๆ ของความไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่าง!