ออกมาเพื่อรัก [yaoi]

    Ep.01 ชีวิตผันเปลี่ยน

    สำนักงานกองบรรณาธิการ เวลา11.50 น.“ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย..” เด็กหนุ่มร่างบางในชุดนักศึกษาสวมแว่นหนาเตอะ ทรงผมที่แทบจะไม่เป็นทรงกับชายเสื้อที่หลุดลุ่ยไปหมดวิ่งถือแท็บเล็ตคู่ใจฝ่าผู้คนมากมายในกองบรรณาธิการยามเที่ยงนี้เพื่อหวังที่จะไปส่งรูปเล่มการ์ตูนของตัวเองให้ได้ทันตามเวลาที่กำหนด“ขอโทษครับ! อย่าพึ่งปิด! อย่าพึ่ง..รอผมด้วยครับ!”ปึก!!เด็กหนุ่มตัดสินใจยื่นมือมือเข้าไปกั้นประตูลิฟต์เอาไว้เพื่อที่ตัวเองจะได้ทันไปรอบนั้นด้วย พลางส่งยิ้มให้คนในลิฟต์ด้วยความรู้สึกผิด..นิดๆ“ขอโทษนะครับ ขอไปด้วยคนนะครับ แฮะๆ” ชายหนุ่มหัวเราะแหะพร้อมกับแทรกตัวเข้าไปในลิฟต์ทันที“สำนักพิมพ์ชั้น 10 ขอบคุณครับ” เมื่อบอกชั้นที่ตัวเองต้องการเสร็จแล้วเขาก็พลอยโล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่ก็ต้องรู้สึกผิดขึ้นอีกระลอกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลายวันมานี้ตัวเองมัวแต่ปั่นการ์ตูนไม่หยุดจนไม่ได้ดูแลตัวเองเลยสักนิด ขอบตาที่ดำคล้ำ เส้นผมที่ยาวจนแทบจะปิดหน้าปิดตาไปซะหมด หรือแม้แต่การอาบน้ำ..กลิ่นอันไม่พึ่งประสงค์ลอยออกมาจากตัวเด็กหนุ่มทำเอาเขาต้องก้มหน้ามองพื้นด้วยความรู้สึกอายที่แล่นแปรดเข้ามา แถมตอนนี้คนในลิฟต์เองก็เริ่มถอยห่างจากเขาแล้วด้วยติ้ง!!เหมือนพระเจ้ายังเข้าข้าง ประตูลิฟต์เปิดออกในชั้นสิบทำเอาเด็กหนุ่มรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นทันที แล้วมุ่งหน้าตรงไปที่ห้องบอสของตัวเองด้วยความเร่งรีบ!“จะทันไหมว่ะไอ้วาด ไม่ทันรอบนี้ได้ตายแน่ๆ!” ร่างบางยกนาฬิกาขึ้นมาดูก่อนจะพบว่าใกล้ถึงเส้นตายเต็มทีเขาก็เลยต้องเร่งฝีเท้าตัวเองให้ไวที่สุด!“อึก..เหนื่อย” วาดยืนหอบหายใจอยู่หน้าห้องด้วยความตื่นเต้นพลางสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกสติของตัวเอง“ใจเย็นวาด เงินอยู่ด้านหน้า เงินอยู่ด้านหน้า ฟู่..” ‘วาด’ เด็กหนุ่มร่างบางที่เมื่อครู่ผ่านการวิ่งมาอย่างหนักด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายมันเลยทำให้เขาเหนื่อยกว่าปกติเป็นสิบเท่าแถมตอนนี้เขายังรู้สึกประหม่าขึ้นมาเสียอย่างนั้นก๊อก ก๊อก ก๊อก“ขออนุญาตนะครับ..” พูดจบวาดก็เอื้อมมือไปเปิดประตูเผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดสูทสีดำเรียบร้อยที่เหมือนจะนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้วด้วย“เที่ยงเป๊ะเลยนะวาด ไม่คิดจะมาส่งก่อนกับเขาบ้างรึไง?” เสียงบอสใหญ่ของสำนักพิมพ์เอ่ยดุขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่รอมาได้สักที“เอ่อ..พอดีผมเป็นคนตรงต่อเวลาครับ” วาดพูดออกมาก่อนจะเดินเอาต้นฉบับไปวางไว้ที่โต๊ะด้วยใจที่เต้นไม่หยุด..ก็เขาวิ่งมาแทบตายขนาดนั้นนี่นา“อาบน้ำบ้างรึเปล่าเนี่ย?”“เอ่อ ไม่เลยครับ” ชายวัยกลางคนถึงกับถอนหายใจออกมากับคำตอบของคนตรงหน้า“เฮ้อ นั่งก่อนๆ พอดีมีคนอยากจะแนะนำให้รู้จัก” สิ้นเสียงบอสวาดก็หาที่นั่งให้ตัวเอง สักพักก็มีบุคคลที่สามเดินเข้ามาในห้อง“..จะแนะนำให้รู้จัก นี่คุณน้ำมลเจ้าของโปรเจ็คใหม่ที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้” ชายหนุ่มแนะนำน้ำมลให้กับวาด เขาก็ยกมือไหว้เล็กน้อยแล้วก็ทำหน้างง“อา ครับ”หลังจากนั้นความเงียบก็เข้ามาเยือน วาดมองทั้งสองคนที่กำลังดูผลงานชิ้นล่าสุดของตัวเองด้วยความตื่นเต้นปนสงสัย เพราะงานนี้เขาพึ่งเรียบเรียงเสร็จเมื่อตอนก่อนจะมาที่นี่เอง ส่วนอีกสองคนก็เงียบไปเพราะต้องใช้สมาธิในการตรวจดูผลงานน้ำมลเป็นหญิงสาววัยกลางคนที่ยังดูสวยไม่ต่างจากวัยรุ่นมากนักและในวันนี้เองเธอมาหาบุคคลเพื่อที่จะเข้าร่วมประกวดเกี่ยวกับโปรเจ็คของเธอเองด้วย“ดีค่ะ ฉันชอบ..ทั้งเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องของเขา โดยรวมถือว่าโอเคเลยค่ะ” เสียงของน้ำมลดังขึ้นมาหลังจากเงียบนานทำเอาร่างบางที่นั่งลุ้นอยู่หันไปมองหน้าหญิงสาวด้วยความดีใจ“ผมบอกแล้ว คุณมาไม่เสียเที่ยวหรอก” บอสใหญ่ยิ้มรับด้วยความโล่งใจเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าดูท่าจะชอบผลงานของวาดไม่น้อย“งั้นฉันขอฝากคุณจัดการต่อให้ด้วยนะคะ ถ้าทางเราเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่จะติดต่อมาค่ะ”“ได้เลยครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานนะครับ” บอสใหญ่ยืนขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปจับกับน้ำมลเป็นอันรู้กันว่างานนี้ดีลกันเป็นที่เรียบร้อย วาดที่เห็นทั้งสองคนลุกก็ลุกตามก่อนที่น้ำมลจะกลับเขาก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ลาอีกครั้งเพื่อที่หญิงสาวจะไม่ได้เห็นว่าเขาเป็นเด็กไร้มารยาท“คุณนี่โชคดีจริงๆ” คล้อยหลังน้ำมลออกจากห้องไปบอสใหญ่ก็หันมาคุยกับวาด“เอ่อ..จริงเหรอครับ?”“จริงสิ ไม่งั้นคุณน้ำมลจะชมเหรอ รายนั้นน่ะชมยากจะตาย” วาดยิ้มรับด้วยความตื่นเต้น แต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อบอสใหญ่ของเขาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาซะก่อน“คุณจำที่ฉันพูดไปก่อนหน้านี้ได้ไหม? เรื่องโปรเจ็คใหม่ของคุณน้ำมลน่ะ..”“อ้อ ครับ”“นั่นแหละ..โปรเจ็คนี้จัดขึ้นโดยมีคุณน้ำมลเป็นแม่งานใหญ่ เป็นโปรเจ็คเฟ้นหานักเขียนหน้าใหม่ รางวัลชนะเลิศคือเงินหนึ่งแสนบ้านพร้อมกับนำนิยายที่ชนะการประกวดไปทำเป็นซีรี่ย์อีกด้วยนะ” วาดอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นกับเงินรางวัลที่บอสพูดถึง“แต่มันเป็นโปรเจ็คของนักเขียนไม่ใช่เหรอครับ ผมคงชวดแล้วละ ฮ่าๆ”“นั่นก็ใช่ แต่เป็น ‘นักเขียนหน้าใหม่’ ขึ้นชื่อว่าหน้าใหม่ก็ต้องคนใหม่ๆถูกไหม?” วาดชะงักไปเมื่อบอสตัวเองพูดจบ..ทำไมเขารู้สึกว่าจะมีงานเข้ายังไงก็ไม่รู้“เอ่อ..” วาดถึงกับเกร็งขึ้นมาเมื่อจู่ๆบอสก็เอาแต่จ้องเขานิ่ง ไม่ใช่ว่าจะให้เขาลงแข่งหรอกนะ..“วาด คุณไม่คิดอยากจะลองอะไรใหม่ๆบ้างเหรอ?” นั่นไง ซื้อหวยทำไมไม่ถูกอย่างนี้บ้างละว่ะ!“ไม่เป็นไรดีกว่าครับ ผมว่าให้คนที่ถนัดทางนี้ลงเถอะครับบอส”“จะไม่เป็นไรได้ไง...ก็ผมส่งรายชื่อคุณไปแล้ว” สิ้นเสียงบอส วาดถึงกับนิ่งไปชั่วครู่..เมื่อกี้คนตรงหน้าเขาพูดว่าอะไรนะ?“ม หมายความว่าไงนะครับ?”“เฮ้อ หัดฟังที่คนอื่นพูดซะบ้างสิ...ผมบอกว่าผมส่งรายชื่อคนเข้าประกวดไปแล้ว หนึ่งในนั้นก็มีคุณด้วย”“ห๊ะ! อะไรนะครับบอส!” วาดตะโกนออกมาด้วยความตกใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน..นี่บอสของเขาคิดอะไรอยู่ถึงส่งเขาเข้าประกวดด้วยเนี่ย ตาย ตายแน่ๆไอ่วาด!“ตกใจอะไรขนาดนั้น ถ้าเกิดชนะขึ้นมามีแต่ได้กับได้ คุณไม่ชอบเหรอเงินตั้งแสนนึงเลยนะ” ร่างบางชะงักไปเมื่อบอสของเขาพูดถึงเรื่องเงินขึ้นมา ตั้งแสนนึงเลยนะไม่ใช่น้อยๆเลยเหอะ..คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง ถ้างานนี้เป็นแนวการ์ตูนเขาจะไม่ยึกยักเลย“เงินน่ะชอบครับ แต่ผมไม่ถนัดเขียนนิยายนี่สิ” วาดพูดเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นหน้าตาจริงจังของบอสตัวเอง นั่นทำเอาทั้งห้องตกสู่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความกดดันร่างบางได้แต่คิดและภาวนาอยู่ในใจว่าบอสจะเปลี่ยนใจไม่ให้เขาทำงานนี้แล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องพังลงเมื่อคนตรงหน้าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า“ผมไม่ได้ขอให้คุณตกลงแต่ผมบังคับ”“โธ่ บอสส” วาดเผลอเอ่ยเรียกคนตรงหน้าอย่างงอแงทันที ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงให้เขามาแต่งนิยายน่ะ!“เอาน่า ลองหน่อยก็ไม่เสียหายแถมยังได้ประสบการณ์ด้วย โอกาสแบบนี้ไม่ใช่หาได้ง่ายๆนะ” บอสใหญ่กอดอกมองคนตรงหน้านิ่ง วาดถึงกับถอนหายใจออกมาอีกครั้งในรอบวัน“ถอนหายใจอยู่นั่นแหละ เอาสมุดขึ้นมาจดรายละเอียดเร็ว”“บอสใครเขาพกสมุดกันล่ะครับ เดี๋ยวนี้โทรศัพท์ก็มี”“คุณนี่ไม่รู้อะไร นักเขียนเขาพกติดตัวไว้เผื่อคิดอะไรดีๆออกจะไม่ได้ลืม เราไม่ใช่รู้นี่ว่ามันจะมาตอนไหน”“อา ครับๆ”“งั้นจดไว้ในแท็บเล็ตของคุณไปก่อนก็ได้..” ว่าแล้ววาดก็ยกแท็บเล็ตของตัวเองขึ้นมาพลางมองหน้าบอสตัวเองอย่างตั้งใจรายละเอียดคร่าวๆก็ไม่มีอะไรมากแค่นิยายที่ส่งประกวดต้องเป็นนิยายวายแนวไหนก็ได้ ไม่ซ้ำหรือคัดลอกผลงานของคนอื่น ไม่เคยเผยแพร่ผลงานที่ไหนมาก่อน อยู่ในขอบเขตที่ทุกคนสามารถอ่านได้“สุดท้าย..คุณจะต้องติดหนึ่งในสามเท่านั้น!” สิ้นเสียงบอสวาดถึงกับเงยหน้ามามองด้วยความไม่เข้าใจ“รายละเอียดมันมีแบบนี้ด้วยเหรอครับ?”“เปล่า ผมบอกเอง” วาดถึงกับหน้ายู่ไปเลยเมื่อคนตรงหน้าพูดแบบนั้น แค่แต่งนิยายก็ว่ายากแล้วนี่จะให้เขาติดหนึ่งในสามอีกเหรอ!“บอส ผมว่าผมตายตั้งแต่นิยายแล้วยังจะให้ติดหนึ่งในสามอีกเหรอ..เอาคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอครับ”“ผมไม่ได้ส่งคุณไปคนเดียวซะหน่อย” ได้ยินดังนั้นใจที่เหี่ยวแฟบก็พลันพองขึ้นมาอย่างกะทันหันเมื่อรู้ว่ามีคนชะตาเดียวกับเขาอยู่“ก็มีโม ฟ้าแล้วก็คุณ” เหมือนเดจาวูไปอีกรอบเมื่อได้ยินชื่อคนที่บอสส่งเข้าประกวดด้วย..จะบ้าเหรอ! พี่โมกับฟ้าแต่งนิยายอยู่แล้วไหม!? แล้วเขาจะเอาอะไรไปเทียบกับทั้งสองคนได้ถามจริง“เอาน่า หาประสบการณ์ไง” บอสใหญ่ว่าแล้วก็เดินเข้ามาตบบ่าวาดเบาๆเชิงให้กำลังก่อนจะถอยกลับไปเหมือนเดิมเพราะกลิ่นตัวของวาดนั้นตีขึ้นมา“โอเคนะ? อาทิตย์หน้าผมขอดูพล็อตเรื่องด้วย อย่าลืมเชียวละ”ร่างบางได้แต่ส่งยิ้มกลับไปให้คนตรงหน้าอย่างฝืนใจ สิ่งที่บอสให้ทำเขาออกจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะด้วยปัจจัยหลายๆอย่างมันเลยทำให้นักวาดการ์ตูนอย่างเขารู้สึกว่ามันยากมากเลย..แต่ว่าเขาในตอนนี้ก็ทำได้แค่ก้มหน้ารับชะตากรรมไปเท่านั้นให้ตายเถอะ!“เค แล้วอย่าลืมมาส่งงานละ ไม่เอาแบบวันนี้แล้วนะ” บอสย้ำอีกครั้งเพื่อให้ลูกน้องตัวเองรู้ว่าสิ่งที่พูดไปเมื่อครู่นี้เขาจริงจังและคาดหวังขนาดไหน เขาคิดว่าเขาคงเลือกคนถูก แล้วอีกอย่างคุณน้ำมลเองก็ชอบการบรรยายเรื่องของวาดด้วย มันเหมือนกับว่าแผนกเขานั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง“ครับ”วาดตอบกลับไปอย่างจำยอมพลางลุกขึ้นยืนอย่างคนไร้วิญญาณจากนั้นก็รวบของทุกอย่างที่เอามาด้วยถือไว้แล้วเดินออกจากห้องนั้นมา พอเดินออกมาได้สักพักก็มีคนเดินเข้ามาทัก“อ้าว! วาด ได้ข่าวว่าได้โปรเจ็คใหญ่เหรอ ดีใจด้วยนะจ๊ะ” ใครฟ่ะ?“...” วาดไม่ตอบแต่กลับเลือกที่จะเงียบแล้วส่งยิ้มแห้งๆกลับไปแทน และเมื่อมีคนนึงทักคนอื่นๆที่อยู่ระแวกนั้นก็แห่กันเข้ามาแสดงความดีใจด้วย..“จริงเหรอวาด พี่ดีใจด้วยคนนะ”“ดีใจด้วยนะครับน้องวาด”“วาดการ์ตูนแค่ไม่กี่งานก็ได้งานใหญ่เลย ดีใจด้วยนะ”เสียงรุ่นพี่และคนร่วมงานของวาดทั้งคนที่เขารู้จักบ้างและไม่รู้จักบ้างเอ่ยปากยินดีเห็นด้วยเห็นงามกับงานที่เขาพึ่งได้รับ แต่ถึงอย่างไรภายใต้ความยินดีเหล่านั้นกลับมีความอิจฉาริษยาแฝงอยู่“หึ! ฉันจะคอยดูว่ามันจะทำให้แผนกเราดีขึ้นหรือแย่ลง บอสนะบอสไปเอาเด็กวาดการ์ตูนมาแต่งนิยายเนี่ยนะ?”“แก ให้เขาเดินไปไกลๆหน่อยสิค่อยพูด”“ทำไม ก็ฉันอยากให้ได้ยิน”“เฮ้อ..” คำพูดที่บ่งบอกถึงความไม่ชอบใจของคนที่คอยแต่อิจฉาคนอื่นไปวันๆทำเอาร่างบางรีบเดินออกจากตรงนั้นทันที..เออ เขาก็ไม่ได้อยากจะทำซะหน่อย แต่บอสดันให้ทำเองนี่เขาได้ขอที่ไหนกัน“รู้สึกว่าจะมีพี่โมกับน้องฟ้าได้ลงโปรเจ็คนี้ด้วยนี่”“เหรอๆ แล้วบอสคิดอะไรอยู่ถึงได้ให้วาดไปลงโปรเจ็คนี้ด้วย”“ไม่รู้สิ คนขาดมั้ง”“คิก บ้าเปล่าเธอ พูดอะไรเนี่ยน้องวาดก็อยู่แถวนี้” พูดจบคนที่เป็นหัวข้อสนทนาก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังตามหลังมาทุกคนต่างรู้ดีว่าโปรเจ็คนี้ถ้าชนะขึ้นมาเหมือนกับแจ้งเกิดเลยนะ นั่นเลยทำให้ใครหลายๆคนอยากจะลงโปรเจ็คนี้กันทั้งนั้น แต่ด้วยสิทธิ์ตัดสินใจอยู่ที่บอสเพียงคนเดียวและเขาก็เลือกแล้วว่าจะให้ใครได้ลงบ้างมันเลยทำให้คนที่ไม่ถูกเลือกต่างไม่พอใจกันและยิ่งหนึ่งในนั้นมีวาดที่เป็นเพียงนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ที่พึ่งทำงานออกมาได้ไม่กี่เรื่องก็ได้มาลงกับโปรเจ็คนี้มันเลยเกิดการไม่ชอบใจปนอิจฉากันเกิดขึ้น“อยากได้นักทำไมถึงไม่ไปขอบอสกันละโว้ย! ผมก็ไม่อยากทำเหมือนกันนั่นแหละ บอสนะบอส!” วาดบ่นกับตัวเองด้วยความอารมณ์เสียทันทีที่เดินพ้นออกมาจากแผนกตัวเอง จากตอนแรกเขาหงุดหงิดแค่กับงานที่รับมาแต่พอมาเจอคำพูดพวกนั้นอีกเป็นใครจะไม่อารมณ์เสียบ้าง“เหอะ เก่งกันนักทำไมบอสถึงไม่เลือกละ! คอยดูเถอะะถ้าผมติดขึ้นมาจริงๆจะเดินประกาศมันทั้งชั้นเลย!!”ภายในตัวเมืองนั้นมีแต่ความวุ่นวายถึงแม้จะเป็นยามบ่ายก็ตาม รถราที่แล่นกันทั้งวันไม่มีหยุดหย่อนตามสองข้างทางก็มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่คอยยืนเรียกหาลูกค้าเพื่อหวังว่าจะได้ขายของที่ตนนั้นเอามา“โอ๊ยยย รอบตัวก็มีแต่ความวุ่นวายแล้วใครจะคิดอะไรออกเนี่ย” วาดโวยวายออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดปนงอแงอย่างกับเด็กน้อย เมื่อเขากะใช้เวลาเดินกลับคิดหาพล็อตไปเพลินๆแต่ก็ต้องหงุดหงิดคิดอะไรไม่ออกเพราะบรรยากาศรอบข้างจริงๆ“ใจเย็นพอหนุ่ม ชีวิตคนเรามันก็แบนี้แหละหลานเอ้ย” เสียงหญิงสาววัยชราคนหนึ่งที่นั่งขายของสะสมเก่าอยู่ข้างทางเอ่ยขึ้นอย่างหยอกล้อกับเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู“เอ่อ..ผมขอโทษครับยายที่พูดเสียงดังรบกวน” วาดรีบหันไปขอโทษหญิงชราทันทีด้วยความรู้สึกผิด“ไม่เป็นไร ยายไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย..ยายแค่จะบอกว่าความวุ่นวายในวันนี้มันอาจจะทำให้หนูมีความสุขในวันข้างหน้าก็ได้นะ” หญิงชรายิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้พูดตามที่ตัวเองคิด“ขอบคุณครับ ผมก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน” พูดจบร่างบางก็ได้แต่ขำแห้งออกมาเท่านั้น..ถ้าเกิดมันเป็นอย่างที่ยายพูดจริง ก็คงดีสำหรับเขาไม่น้อยเลยมั้ง“ว่าแต่ยายขายอะไรงั้นเหรอครับ?”“อ้อ ก็ของเก่าๆที่ไม่ได้ใช้น่ะ สนใจไหมพ่อหนุ่มยายขายให้ถูกๆเลย” วาดมองสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็นิ่งไปสักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าบอสเคยพูดไว้ว่านักเขียนชอบพกสมุดติดตัวนี่นา“มีสมุดขายไหมครับ พอดีผมพึ่งได้งานมากะจะซื้อสมุดไว้เขียนพล็อตเรื่องซะหน่อย”“เป็นนักเขียนเหรอ?”“เรียกว่าพึ่งเป็นดีกว่าครับ งานนี้งานแรกขอผมเลยนะ” วาดพูดติดตลกแล้วก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยหญิงชราเมื่อเห็นคนตรงหน้ายิ้มก็อดยิ้มตามออกมาไม่ได้ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาหาของบางอย่างที่ตัวเองตั้งใจจะให้..มันเป็นสมุดลายไทยสีน้ำตาลอ่อนปนดำ เธอได้มันมาเมื่อนานมาแล้วแต่ไม่ได้เอาออกใช้เลย“หนังสือพระเหรอครับ ผมไม่มีเวลาอ่านนะ” วาดรับสมุดมาถือเอาไว้ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความแปลกทันทีที่จับสมุดเล่มนี้“ใช่หนังสือพระที่ไหนกันเล่า เล่มนี้ดีนะเห็นเขาบอกมาอย่างนั้น” ร่างบางหัวเราะออกมาแล้วก็เปิดสมุดดู..กระดาษข้างในเป็นกระดาษไม่มีเส้นแถมน่าจะหนาพอสมควร ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่มาก ก็ถือว่าโอเคละนะ“เป็นไง ยายขายสามสิบบาท”“โห ไม่ถูกไปเหรอครับ สมุดดีขนาดนี้ขายแพงๆยังได้”“ของซื้อของขาย แถมเล่มนี้ก็นานแล้วด้วย แค่นี้พอแล้วล่ะ” หญิงชราพูดแล้วก็ยิ้มส่งกลับไป วาดมองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าด้วยความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่นั่งคุยกับยายมายายยิ้มให้เขาไม่หยุดเลย“อืมม งั้นผมให้ ไม่ต้องทอนนะครับ” วาดพูดจบก็ยื่นแบงค์ร้อยให้ นั่นทำเอาหญิงชราหน้าเหวอไปแปบนึงก่อนจะยิ้มตอบกลับมา“ไม่เป็นไรพ่อหนุ่ม..”“ไม่เป็นไรเหมือนกันครับ” ว่าแล้ววาดก็ยัดเงินใส่ในมือของหญิงชรา แล้วเก็บสมุดเข้ากระเป๋าตัวเองไป“งั้นก็ขอบคุณมากๆหลานเอ้ย เจริญๆนะ” ร่างบางยิ้มรับคำอวยพรก่อนจะเอ่ยลาแล้วเดินออกจากตรงนั้นไป ยายแก่มองตามวาดไปจนลับตาแล้วก็หันมายิ้มกับตัวเองเบาๆ พลางเอ่ยออกมาเสียงเบาด้วยความอารมณ์ดี“โชคดีนะพ่อหนุ่ม”หลังจากแยกกับยายที่ขายของเสร็จเขาก็เดินคิดนิยายมาตลอดทาง..เชื่อไหม จากตอนแรกที่คิดไม่ออกตอนนี้ในสมองเขาไหลลื่นยิ่งกว่าปลาไหลซะอีก!“..นิ่ง เงียบแต่ก็แอบใจดี” ตอนนี้วาดกำลังคิดเรื่องนิสัยของตัวพระเอกนิยาย แต่จู่ๆหน้าของใครบางคนก็ลอยเข้าหัวมา...ทำไมบอสไม่เหมือนยายบ้างเลยฟ่ะ!?“..ชอบบงการ เอาแต่สั่งและก็โมโหร้าย” ร่างบางเขียนทุกอย่างที่ตัวเองคิดไลงสมุดไป เมื่อเขียนเสร็จก็นั่งอ่านทวนอีกรอบปี๊ม! ปี๊ม!เสียงแตรรถประจำทางดังขึ้นเรียกความสนใจจากร่างบางได้เป็นอย่างดี ทำเอาวาดที่กำลังใจจ่ออยู่กับสมุดต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัย“ไอ้หนู! จะกลับไหมเองน่ะ!” เสียงทุ้มต่ำของคนเก็บเงินรถเมล์ดังขึ้นเพื่อถามเด็กหนุ่มที่กำลังยืนเขียนสมุดอยู่ให้หันมาสนใจเพราะตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องออกรถแล้ว“กลับครับกลับ!” วาดตะโกนกลับไปด้วยความรีบก่อนจะวิ่งขึ้นรถมาด้วยความรวดเร็ว“เองนี่ประจำ โน้นข้าเผื่อที่ไว้ให้แล้ว ไปนั่งแล้วแต่งการ์ตูนเองไป” เจ้าของเสียงห้าวเมื่อครู่บ่นเด็กหนุ่มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับชี้ไปตรงที่นั่งประจำของวาดที่เขาได้จองไว้ให้แล้ว“ขอบคุณครับ นี่ครับเงิน” วาดพูดขอบคุณแล้วก็ยื่นเงินให้ จากนั้นก็เดินไปนั่งที่ประจำของตัวเองแสงแดดที่สอดส่องผ่านทะลุเข้ามาทางกระจกใสจนทำให้ผู้คนด้านในต้องยื่นไม้ยื่นมือกันไปปิดผ้าม่านเพื่อบดบังความร้อนซึ่งต่างจากวาดที่ยังคงนั่งดูวิวและทนกับความร้อนเหล่านั้นแล้วคิดเรื่องราวในวันนี้อย่างเรื่อยเปื่อยคำพูดของใครหลายๆคนยอมรับเลยว่ามันทำให้เขาเสียกำลังใจไม่น้อย ก็ใครมันจะไม่เสียใจบ้างที่โดนดูถูกทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ของแบบนี้มันต้องดูกันที่ผลของงานไม่ใช่เหรอ“เฮ้อ...”“เอาก็เอาวะ ลองสักตั้งหน่อยจะเป็นไรไป ไหนๆก็ให้โจทย์ยากมาขนาดนี้แล้วมันจะยากสักแค่ไหนเชียว”สู้เขาเว้ยวาด!