บาลูคาซินมีสีหน้าเย็นชา เขาหยิบคฑาสีน้ำเงินออกมาพร้อมกับชี้ไปที่พวกเดซี่
“ วารีสังหาร ” บาลูคาซินพูด
ทันใดนั้นคฑาของบาลูคาซินก็เปร่งแสงสีน้ำเงินและมีกระสุนสีน้ำเงินหลายนัดพุ่งเข้าใส่พวกเดซี่
เดซี่โบกมือเบาๆทำให้กลีบดอกไม้ทั้งหมดรับกระสุนน้ำของบาลูคาซินได้อย่างสบายๆ
“ อย่าได้ใจเกินไปหน่อยเลย ” บาลูคาซินคำรามพร้อมกับใช้ท่าต่อไปทันที
เพียงแต่ไม่ว่าจะโจมตียังไงก็ถูกกลีบดอกไม้ของเดซี่ทำลายอย่างง่ายดาย
บาลูคาซินกัดฟันด้วยความโกรธเพราะเขาไม่สามารถทำอะไรพวกผู้หญิงด้านหน้าได้เลย
‘ พวกนี้เป็นใครกันแน่ทำไมถึงได้แข็งแกร่งแบบนี้!! ’ บาลูคาซินสงสัย
“ ไม่ว่าพวกแกจะเป็นใครพวกแกจะต้องถูกจัดการตรงนี้ ” บาลูคาซินตะโกนด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดพร้อมกับแสดงสีหน้าจริงจังเพื่อไม่ให้พวกผู้หญิงด้านหน้าเห็นว่าเขากำลังสับสนและหวาดกลัวอยู่
“ ถ้าหากคิดว่าจะจัดการพวกเราได้ก็เข้ามาเลยสิ ” เดซี่เย้ยหยันก่อนที่จะกวักมือเรียกให้บาลูคาซินเข้ามา
“ ยัยสารเลวเอ้ย ” บาลูคาซินกัดฟันก่อนที่จะหยิบเครื่องมือสื่อสารและติดต่อไปคนๆหนึ่ง ก่อนที่จะวางสายไป
“ แหม่ๆกระจอกจังเลยน้าโทรฟ้องคนอื่นหรอเมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้น่ะ ” เดซี่หัวเราะเยาะ
“ แม้งเอ้ย!! ” บาลูคาซินคำรามพร้อมกับปล่อยอสรพิษวารีใส่เดซี่
“ ก็แค่การโจมตีกระจอก ” เดซี่หัวเราะก่อนที่จะทำลายอสรพิษวารีได้สบายๆ
“ เอาละๆฉันจะรอจนกว่าลูกพี่ของแกมาแล้วกัน สู้กับแกแล้วไม่สนุกเลย ” เดซี่พูดจบเธอก็หายตัวไปเตะบาลูคาซินจนทำให้มันกลิ้งไปไกลหลายเมตร
เดซี่ลากบาลูคาซินมานอนกองกับลูกกิลด์ของตัวเอง
ชาวเมืองที่เห็นก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นเพราะการที่จะจัดการกับบาลูคาซินได้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงกลุ่มนี้แข็งแกร่งจริงๆ เพียงแต่ว่าพวกเธอจะรับมือกับสภาจอมเวทย์ได้หรือไม่
ผ่านไปกว่าสองชั่วโมง
ก็มีกลุ่มคนเดินมาด้วยความเร่งรีบ
กลุ่มคนที่เดินมาก็คือคนของสภาจอมเวทย์ ส่วนคนที่เดินนำหน้าสวมชุดคลุมของผู้ตรวจการ
เมื่อผู้ตรวจการเห็นสภาพคนของกิลด์บาลาซัคก็แสดงสีหน้าประหลาดใจก่อนที่จะเห็นบาลูคาซินนอนหมดสภาพอยู่ที่พื้น จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปยังพวกเดซี่ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่เฮลเฟลช
“ มีมนุษย์สัตว์ด้วยงั้นหรอ หึหึคราวนี้น่าจะได้กำไรงาม ” ผู้ตรวจการเลียริมฝีปากด้วยความเจ้าเล่ห์
“ บาลูคาซินแกนี้มันกระจอกจริงๆเลยนะ แพ้ได้แม้แต่ผู้หญิง ” ผู้ตรวจการตะโกนพร้อมกับหัวเราะเยาะออกมา
“ ดิลบัค แกอย่าประมาณเชียวนะเจ้าพวกนี้แข็งแกร่งจริงๆ ” บาลูคาซินตะโกน แม้ว่าเขาจะไม่พอใจที่ถูกดิลบัคเหยียดหยามก็ตาม
“ เหอะมันจะแค่ไหนกันเชียว อีกอย่างถ้าหากพวกแกกล้าโจมตีคนของสภาจอมเวทย์ก็น่าจะรู้ดีนิว่าจะเกิดอะไรขึ้น ” ดิลบัคหัวเราะ การที่กล้าโจมตีคนของสภาจอมเวทย์เท่ากับเป็นข้ออ้างในการที่ทำให้เขาแจ้งต่อเบื้องบนว่าคนๆนั้นเป็นอาชญากร ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ค่อยมีคนกล้ามีปัญหากับสภาจอมเวทย์เพราะพวกเขากลัวถูกตั้งข้อหาและกลายเป็นอาชญากร
“ สภาจอมเวทย์แล้วยังไงในเมื่อพวกแกทำตัวเลวๆแบบนี้ ฉันก็จะจัดการพวกแกทั้งหมดเองแหละ ” เดซี่ตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เกรงกลัว เพราะเมื่อกี้อาจารย์บอกให้จัดการตามต้องการและไม่ต้องกลัวไปเพราะอาจารย์จะจัดการทุกอย่างเอง
ดิลบัคมองไปที่เดซี่ที่พูดด้วยแววตาเย้ยหยัน “ งั้นก็ดี บอกชื่อของแกมาฉันจะทำให้รู้ว่าพวกแกเล่นผิดคนแล้ว ”
“ แล้วทำไมฉันต้องบอกแกด้วยล่ะ? ” เดซี่หัวเราะก่อนที่จะพุ่งตัวใส่ดิลบัค
“ ยัยสารเลวเอ้ย ในเมื่อแกกล้างั้นก็เตรียมตัวเอาไว้เถอะ ” ดิลบัคคำรามก่อนที่จะสั่งให้ลูกน้องของเขาจัดการเดซี่
แต่น่าเสียดายที่ความจริงมันโหดร้ายเสมอ
คนของสภาจอมเวทย์นอนร้องโอดครวญพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ดิลบัคมองไปที่เดซี่ด้วยแววตาจริงจังและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“ แกกล้าทำร้ายคนของสภาจอมเวทย์ ฉันจะรายงานการกระทำของแกไปยังเบื้องบน ” ดิลบัคตะโกนด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ งั้นหรอแน่จริงก็ลองรายงานไปเลยสิ ” เดซี่หัวเราะ
“ แกท้าทายฉันงั้นหรอ ได้ในเมื่อเป็นแบบนี้ฉันจะทำตามที่แกต้องการ ” ดิลบัคแสยะยิ้มก่อนที่จะหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาเพียงแต่จู่ๆก็มีคนมาจับมือของเขาเอาไว้
ดิลบัคมองไปก็เห็นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มและแววตาเย้ยหยัน
คนที่จับมือของดิลบัคก็คือไลท์
“ ไม่ต้องโทรไปหรอก เพราะเดี๋ยวก็จะมีคนโทรมาหาแกเอง ” ไลท์พูดขึ้น
ดิลบัคขมวดคิ้วแต่ทันใดนั้นเครื่องมือสื่อสารของเขาก็สั่นขึ้นมา
ดิลบัครับสายทันที ไม่นานใบหน้าของเขาก็กลายเป็นซีดขาวและเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนที่เครื่องมือสื่อสารในมือของเขาจะหล่นลงพื้น
“ ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!! ” ดิลบัคตะโกนด้วยความตกใจ เพราะสายที่โทรเข้ามาก็คือหัวหน้าของเขาและหัวหน้าของเขายังบอกว่า การกระทำที่เลวทรามของเขาถูกเปิดเผยและเขาถูกไล่ออกจากสภาจอมเวทย์แล้ว
“ ทำไมกัน!! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ” ดิลบัคยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ ก็ไม่ทำไมนิ ฉันก็แค่แจ้งกับสภาจอมเวทย์เอง ” ไลท์ยิ้มขึ้น
ดิลบัคที่ได้ยินก็มองมาที่ไลท์ด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ แก!! แกเป็นใครกันแน่ถึงมีอำนาจในการปลดคนของสภาจอมเวทย์ได้!! ” ดิลบัคกัดฟันพูดด้วยความเกรี้ยวกราด
“ คนอยากแกน่ะไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ในเมื่อแกถูกปลดจากสภาจอมเวทย์แล้วความชั่วที่แกทำมาทั้งหมดฉันจะเป็นคนจัดการเอง ” ไลท์สร้างดาบสีทองขึ้นมาและแทงไปที่หัวใจของดิลบัค แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ดิลบัคเท่านั้นแต่เป็นจอมเวทย์ของกิลด์บาลาซัคทั้งหมดก็ถูกดาบสีทองของไลท์แทงจนเสียชีวิตทั้งหมด
ภาพนี้ทำให้ชาวเมืองพากันตื่นเต้นและตะโกนออกมาอย่างยินดี
“ พระเจ้าในที่สุดเจ้าสารเลวบาลูคาซินก็ตายได้สักที ”
“ ไอพวกเลวนี้น่าจะตายได้ตั้งนานแล้ว พวกมันมีแต่จะทำให้เมืองของพวกเราตกต่ำลง ”
“ เพราะพวกมันพี่สาวของฉันถึงต้องฆ่าตัวตาย ”
เสียงตะโกนด่าทอของชาวบ้านดังขึ้นต่อเนื่องด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลังจากนั้นชาวบ้านทุกคนก็พากันมาขอบคุณพวกไลท์ที่กำจัดพวกกิลด์จอมเวทย์บาลาซัคให้กับพวกเขาเพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีคนอีกกี่คนที่ต้องถูกเจ้าพวกนี้จับตัวไป
หลังจากที่เสร็จเรื่องพวกนี้แล้วไลท์ก็พักที่เมืองสวีททาวน์อยู่สามวัน
ซึ่งพวกไลท์เวลาไปไหนก็มักจะได้รับคำขอบคุณและได้ของเล็กๆน้อยติดมือมาด้วย
แม้แต่ตอนที่พวกไลท์กำลังจะจากไปชาวเมืองต่างก็นำขนมหวานมาส่งให้กับพวกไลท์และยังพูดขอบคุณพวกไลท์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งพวกไลท์หายไปจากสายตา
เป้าหมายต่อไปของพวกไลท์คือเมืองคิลเลย์
เมืองคิลเลย์เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีนักผจญภัยอยู่ที่นี้เป็นจำนวนมาก
สาเหตุที่มีนักผจญภัยอยู่เป็นจำนวนมากก็เพราะเมืองแห่งนี้อยู่ติดกับป่าฮูเลเกีย
ป่าฮูเลเกียเป็นป่าขนาดใหญ่ภายในมีสัตว์เวทย์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ภายในป่าฮูเลเกียยังมีสัตว์เวทย์ระดับSอาศัยอยู่ แต่ว่ามันไม่เคยออกมาจากป่าฮูเลเกียแม้แต่ครั้งเดียว
ด้วยเหตุนี้ทำให้เมืองฮูเลเกียมีระดับSเฝ้าอยู่ถึงสามคน ได้แก่เจ้าเมืองคิลเลย์ ผู้ดูแลสมาคมนักผจญภัย และผู้บัญชาการทหารของเมืองคิลเลย์
เนื่องจากเป็นแหล่งรวมสัตว์เวทย์ทำให้มีนักผจญภัยและขบวนพ่อค้ามาที่นี้เป็นจำนวนมาก
เมืองคิลเลย์อยู่ห่างจากเมืองสวีททาวน์เพียงสิบวันเท่านั้น
กริมรีปเปอร์มุ่งหน้าไปที่เมืองคิลเลย์ด้วยความไม่เร่งรีบ ทำให้ตลอดทางมีเรือยนต์สามถึงสี่คันที่แซงหน้ากริมรีปเปอร์ไป
“ ไลท์ดูเหมือนบางกำลังเรียกฉันจากที่นั้น ” เฮลเฟลชพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ หมายความว่ายังไง? ” ไลท์หันไปมองเฮลเฟลชพร้อมกับถามด้วยความสงสัย
“ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่พอยิ่งเข้าใกล้เรื่อยๆเหมือนมันมีบางอย่างกำลังเรียกร้องให้ฉันไปหามัน ” เฮลเฟลชตอบ
“ เข้าใจแล้ว งั้นพวกเราก็เร่งความเร็วขึ้นเถอะ ” ไลท์พูดขึ้น
ทันใดนั้นความเร็วของกริมรีปเปอร์ก็สูงขึ้น
ไม่นานก็ผ่านไปสิบวัน
ที่ท่าจอดเรือยนต์ของเมืองคิลเลย์เต็มไปด้วยเรือยนต์ที่มากกว่าหลักพัน ซึ่งมันมากที่สุดเท่าที่พวกไลท์เคยเห็น
“ นึกไม่ถึงเลยว่าเมืองแห่งนี้จะมีคนมาเที่ยวเยอะขนาดนี้ ” ไลก้าพึมพำเบาๆ
“ มันก็แน่อยู่แล้วหัวหน้าเนื่องจากเมืองแห่งนี้ติดกับป่าฮูเลเกีย ยิ่งทำให้มีนักผจญภัยมาอยู่ที่นี้เป็นจำนวนมากเพราะว่ามันสามารถหาเงินได้อย่างง่ายดาย และด้วยการที่มีกลุ่มพ่อค้ามาตั้งหอการค้าที่นี้ก็ทำให้มันกลายเป็นที่นิยมยังไงล่ะ ” เวโรนิก้าพูดขึ้น
“ ก็จริงของพี่เวโรนิก้า ” ไลก้าเห็นด้วย
ไม่นานกริมรีปเปอร์ก็จอดอยู่ที่ท่าเรือยนต์
“ เป็นไงบ้างเฮลเฟลช? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ มันไม่ได้มาจากในเมืองนี้แต่มันอยู่ภายในป่าฮูเลเกีย ” เฮลเฟลชตอบ
“ เธอจะไปคนเดียวหรือจะให้พวกฉันไปด้วย? ” ไลท์ถาม
“ ฉันไปคนเดียวดีกว่า” เฮลเฟลชตอบ
“ เข้าใจแล้ว ” ไลท์พยักหน้ารับ
เฮลเฟลชจึงแยกตัวจากทุกคนไปทันที จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปเที่ยว
ไลท์และเบเรียลเดินเล่นตามเมืองคิลเลย์
ไลท์พบว่าภายในเมืองเต็มไปด้วยนักผจญภัยจำนวนมากหรือไม่ก็จอมเวทย์เดินกันไปมาเป็นว่าเล่น โชคดีที่เจ้าเมืองแห่งนี้เป็นตัวตนระดับSและยังมีผู้บัญชาการทหารที่อยู่ในระดับSอีกหนึ่งคนทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะแหกกฏของเมืองนี้
กฏของเมืองนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่หลักๆคือห้ามต่อสู้กันภายในเมืองแห่งนี้หรือไม่ก็ห้ามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่
เพราะเหตุนี้ทำให้เมืองคิลเลย์กลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยอย่างมาก และเมื่อเมืองปลอดภัยก็ทำให้มีกลุ่มพ่อค้าจำนวนมากมาตั้งร้านค้าภายในเมืองเป็นจำนวนมากทำให้กลายเป็นเมืองมีชื่อเสียงไปทั่วในเขตพื้นที่นี้
ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการเก็บค่าเข้าเมืองคนละสามร้อยจีเซล ในทุกๆวันจึงมีเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าห้าถึงหกแสนจีเซล
ไลท์ยอมรับว่าเมืองคิลเลย์เป็นเมืองที่มีระเบียบแบบแผนมากและพื้นที่ต่างๆภายในเมืองก็สะอาดไม่มีขยะตกอยู่ตามพื้นแม้แต่ชิ้นเดียว แถมบรรยากาศก็เย็นสบายและไม่ค่อยมีแสงแดดทำให้เป็นเมืองที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกๆคน
ไลท์และเบเรียลเดินดูสินค้าตามร้านค้าต่างๆด้วยความสนใจ เพราะสินค้าของเมืองคิลเลย์มีความแปลกใหม่
หลังจากที่เดินเล่นกันอยู่พักหนึ่งแล้วไลท์และเบเรียลก็ไปนั่งกินอาหารกันที่ภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง
“ เมื่อกี้ฉันได้คุยกับเจ้าของร้านขายเสื้อมา เขาบอกว่าช่วงนี้สัตว์เวทย์ออกอาละวาดมากขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆพวกมันถึงออกอาละวาดแบบนี้ ” เบเรียลพูดขึ้น
“ ช่วงนี้หรอ” ไลท์สงสัย
“ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้แหละ เห็นว่างั้นนะ ” เบเรียลตอบ
“ งั้นพวกเราลองไปถามคนดูแลสมาคมนักผจญภัยที่นี้ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นไม่แน่ว่าอาจจะรู้อะไรบางอย่างก็ได้ จริงสิพวกเราไม่ได้รับภารกิจจากสมาคมนักผจญภัยมานานแล้วเพราะงั้นพวกเราทำภารกิจบ้างดีไหม? ” ไลท์พูดขึ้น
“ แล้วแต่นายเลย ” เบเรียลยิ้ม เพราะสำหรับเธอไลท์ว่ายังไงเธอก็ว่าตามนั้น
หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้วไลท์และเบเรียลก็ตรงไปยังตึกสมาคมนักผจญภัย
ตึกนักผจญภัยของเมืองคิลเลย์เป็นตึกสูงสี่ชั้นและมีความใหญ่โตอย่างมาก
ก็ไม่แปลกที่ตึกนักผจญภัยภายในเมืองนี้จะใหญ่โตนัก เพราะแค่นักผจญภัยในเมืองนี้ก็มีไม่ต่ำกว่าห้าพันคนแล้ว ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดเท่าที่ไหร่เคยเห็นมาเลย
หลังจากที่เข้ามาในตึกนักผจญภัยแล้วไลท์และเบเรียลก็กลายเป็นเป้าสายตาของทุกๆคน
ทันใดนั้นก็มีนักผจญภัยคนหนึ่งเดินมาหาไลท์และเบเรียลพร้อมกับรอยยิ้ม
“ ไอหนูแกนี้โชคดีจังน้าที่มีสาวสวยอยู่ข้างๆ ทำไมแกถึงไม่ให้สาวสวยคนนี้มาอยู่กับฉันสักวันล่ะ ” นักผจญภัยคนนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อ
“ ถ้างั้นนายก็ต้องมีความแข็งแกร่งก่อนนะถึงจะเดินเคียงข้างผู้หญิงคนนี้ได้ ” ไลท์พูดขึ้น
“ ฮ่าฮ่า ถ้าหากพูดถึงความแข็งแกร่งล่ะก็ฉันคิวโอล่าคนนี้ไง ” คิวโอล่าตะโกนขึ้นก่อนที่จะมีเสียงตะโกนเชียร์ดังมาจากนักผจญภัยคนอื่นๆ
“ ก็แค่ระดับBเองไม่ใช่หรอ แค่นี้ยังบอกว่าแข็งแกร่งได้เนี้ยนะ? ” ไลท์เหลือบมองพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“ ไอหนูงั้นแกจะบอกว่าแกแข็งแกร่งกว่าฉันสินะ ” คิวโอล่าพูดชึ้น
“ แน่นอนสิฉันแข็งแกร่งกว่านายแน่นอนและรวมถึงทุกๆคนในตึกนี้อีกด้วย ” ไลท์ยิ้มขึ้น
“ ฮ่าฮ่า มั่นใจดีนิหว่าไอหนู งั้นนายรับหมัดของฉันให้ได้ก่อนแล้วค่อยคุยกัน ” คิวโอล่าตะโกนพร้อมกับชกเข้าไปที่ไลท์ทันที
ไลท์ไม่ขยับและใช้เพียงแค่นิ้วเดียวรับหมัดของคิวโอล่าได้อย่างสบายๆ
“ ไม่จริงน่าไอเด็กนั้นรับหมัดของคิวโอล่าได้ด้วยนิ้วเดียวงั้นหรอ ”
“ หมัดของคิวโอล่าขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งพอๆกับการโจมตีของพวกระดับAเลยนะ ”
นักผจญภัยโดยรอบพากันแสดงสีหน้าตกใจ
“ ก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะรับหมัดของนายได้คิวโอล่า นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนๆนี้คือใครแต่นายก็กล้าไปท้าทายเขาเนี้ยนะ สมองของแกยังดีอยู่หรือเปล่าเนี้ย!! ”
น้ำเสียงที่ดูเหยียดหยามดังขึ้นมาจากชั้นสอง