พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 38 ประตูเกล็ดมาร

    ลมเย็นยังพัดอ้อยอิ่งอยู่เหนือปลายลานเขี้ยววิหค

    กลิ่นอันตรายของลมกรงเล็บซึ่งเพิ่งสลายไปไม่นานยังเจืออยู่ในอากาศ
    แต่เบื้องหน้าของคนทั้งสาม บรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนไปอีกแบบ

    ประตูหินสีครามเข้มตั้งตระหง่านอยู่ใต้เงาผาสูง
    ผิวของมันมิได้เรียบ หากเต็มไปด้วยลายเกล็ดนับพันซ้อนกันเป็นชั้น
    เกล็ดแต่ละแผ่นคมบาง สะท้อนแสงผลึกครามเป็นริ้วมืดลึก
    ยามลมพัดผ่าน ผิวประตูกลับให้ความรู้สึกราวกับทั้งบานกำลังหายใจช้า ๆ อยู่ในความเงียบ

    ตรงกลางบานมีรอยมือสองรอยจริงดังที่เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว
    หนึ่งอยู่สูงระดับอก
    อีกหนึ่งต่ำลงมาประมาณครึ่งช่วงแขน
    รอบรอยมือทั้งสองมีอักขระวงกลมซ้อนกันหลายชั้น
    บางเส้นสีเงินหม่น
    บางเส้นสีน้ำเงินเข้ม
    และบางเส้นดำลึกจนแทบกลืนแสง

    อี้ซินจับจ้องประตูนั่นอยู่ครู่หนึ่ง
    หยกดาราในร่างยังอุ่นเรื่อ
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกยังคงเต้นสม่ำเสมอ
    แต่ครานี้แหวนลึกลับโบราณกลับนิ่งผิดปกติ
    ราวกับประตูเกล็ดมารเบื้องหน้าไม่ใช่สิ่งที่จะตอบสนองต่อมันโดยตรง

    หนิงเยว่อิงยืนข้างเขาในระยะไม่ถึงครึ่งช่วงแขน
    เรือนกายอรชรระหงของนางใต้แสงครามอ่อนยิ่งขับให้ความงามเย็นลึกนั้นจับตา
    ผมดำยาวพาดผ่านบ่าอย่างนุ่มนวล
    คิ้วเรียวสวยขมวดเพียงนิดเดียวเท่านั้น
    แต่เพียงนิดเดียวก็ทำให้นางดูจริงจังขึ้นอีกมาก

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนหน้าประตูห่างออกไปหนึ่งจั้ง
    อาภรณ์สีฟ้าขาวพลิ้วรับลม
    ดวงตาสีฟ้าอ่อนลึกของนางกวาดผ่านรอยมือทั้งสองช้า ๆ
    ก่อนกล่าวขึ้น


    “ประตูนี้ไม่เหมือนสามด่านก่อน”
    “มันมิได้คัดผู้คนทีละคน
    แต่คัด ‘ความสอดประสาน’ ของคนสองคน”


    เสียงของนางใสเย็นดังธารน้ำแข็ง
    แต่ถ้อยคำกลับกดดันบรรยากาศให้หนักอึ้งขึ้นอีกชั้น

    อี้ซินถามตรง ๆ


    “ถ้าไม่ประสานกันจะเกิดสิ่งใด”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงียบไปอึดใจ
    ก่อนตอบอย่างราบเรียบที่สุด


    “อย่างเบา ค่ายกลจะสะท้อนพลังจนเส้นลมปราณแตกปั่น”
    “อย่างหนัก ประตูจะถือว่าผู้แตะทั้งสองเป็นผู้บุกรุกและปลดเกล็ดมารออกมาทั้งบาน”


    หนิงเยว่อิงหรี่ตาลงเล็กน้อย


    “ปลดเกล็ดมาร?”

    “เกล็ดบนประตูนี้” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “มิใช่ลายประดับ”
    “แต่เป็นคมผนึกนับพันชั้น”
    “หากมันหลุดพร้อมกัน แม้ไม่ถึงกับสังหารทันที
    แต่ย่อมทำให้ผู้แตะไม่มีสภาพพอจะฝ่าด่านต่อไปได้อีก”


    อี้ซินมองรอยมือทั้งสองอีกครา
    คำว่าด่านที่สี่ต้องผ่านด้วยสองคน บัดนี้หนักแน่นจริงมากขึ้นแล้ว

    มิใช่ยืนข้างกันแล้วผ่าน
    มิใช่แค่แตะพร้อมกันแล้วจบ
    แต่ต้องถึงขั้นให้ชีพจร ปราณ และจิตประสานกันโดยไม่ตีกันเอง

    สภาพเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนร่วมสำนักที่ฝึกคู่กันมานานยังใช่ว่าจะทำได้ง่าย
    นับประสาอะไรกับเขาและหนิงเยว่อิงซึ่งเพิ่งร่วมเดินทางไม่นาน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมองคนทั้งสองช้า ๆ
    สายตาของนางหยุดที่อี้ซิน
    เลื่อนไปหนิงเยว่อิง
    ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


    “ผู้หนึ่งหนักแน่นดุจศิลาดาว
    ผู้หนึ่งเย็นลึกราววารีน้ำแข็ง”


    “หากต่างฝ่ายต่างคิดกดดันอีกฝ่าย ประตูนี้จะไม่เปิด”
    “มีเพียงต้องค้ำยันกันให้สมดุล”


    หนิงเยว่อิงถามทันที


    “จะค้ำยันกันอย่างไร”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาไม่ตอบด้วยคำอธิบายยาว
    เพียงยกมือขวาขึ้น
    ปลายนิ้วแตะลงกลางอากาศเบา ๆ


    วูบ...


    แสงสีฟ้าอ่อนสายหนึ่งแยกออกจากปลายนิ้วของนาง
    ลอยเป็นวงเล็ก ๆ เบื้องหน้า
    ภายในวงนั้นปรากฏภาพหยดน้ำสองหยด
    หยดหนึ่งสีเงินเข้ม
    อีกหยดสีครามอ่อน
    ทั้งสองหยดมิได้ชนกันตรง ๆ
    หากหมุนวนสวนทิศ
    แล้วค่อยบรรจบเป็นวงเดียวกันอย่างช้า ๆ


    “มิใช่บังคับให้เหมือนกัน” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “แต่ต้องรู้จังหวะของกันและกัน
    ให้ผู้หนึ่งรุกในคราที่อีกผู้หนึ่งผ่อน
    ให้ผู้หนึ่งกดลงในคราที่อีกผู้หนึ่งคลายออก”
    “หากเข้าใจผิดแม้เสี้ยว ประตูก็จะสะท้อนทันที”


    อี้ซินนิ่งฟัง
    แววตาของเขาค่อย ๆ ลึกลง

    ท่าเช่นนี้คล้ายการต่อสู้ประสาน
    แต่ลึกกว่านั้นมาก
    เพราะมิใช่ประสานกระบวนท่า
    แต่ประสาน “แก่นการเคลื่อนไหวของปราณ”

    หนิงเยว่อิงเองก็นิ่งไปเช่นกัน
    สตรีเช่นนางย่อมไม่ชอบให้ผู้อื่นแตะต้องเส้นทางปราณของตนง่าย ๆ
    แต่ในสถานการณ์นี้ กลับไม่มีทางอื่น

    ลมพัดผ่านอีกครา
    ผ้าแพรสีเงินที่พันต้นแขนอี้ซินไว้ไหวเบา ๆ
    เขาจึงหันมามองหนิงเยว่อิงตรง ๆ


    “หากเจ้ามีเงื่อนไขใด จงบอกตอนนี้”


    หนิงเยว่อิงสบตาเขานิ่ง
    นัยน์ตาเย็นลึกคู่นั้นไม่มีคลื่นไหวอ่อนหวาน
    หากก็ไม่มีความปิดกั้นดังแต่ก่อนเช่นกัน


    “ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดนำปราณเข้ามาลึกเกินจำเป็น” นางกล่าวตรง ๆ
    “หากประสาน จงประสานเพียงจังหวะ อย่าพยายามสอดลึกเข้าชีพจรหลักของข้า”


    อี้ซินพยักหน้าในทันที


    “ข้าก็เช่นกัน” เขาตอบ “ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดแตะเข้ากลางชีพจรโดยไม่จำเป็น”
    “เราประคองแค่ผิวกระแสพอ”


    คำตอบนั้นทำให้หนิงเยว่อิงแววตาไหวเบา ๆ
    เพราะเขาไม่ได้ใช้โอกาสนี้ล่วงล้ำหรือกดข่มนางแม้แต่น้อย
    กลับกำหนดขอบเขตชัดเจนเช่นเดียวกัน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวขึ้น


    “ดี”
    “เริ่มจากปลายนิ้ว”


    อี้ซินเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
    หนิงเยว่อิงเองก็เงียบ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวต่ออย่างสงบ


    “แตะข้อมือหรือไหล่กันโดยตรง ย่อมเร็วเกินไป”
    “เริ่มจากปลายนิ้ว ประสานเพียงเส้นนอกสุดก่อน”
    “เมื่อจังหวะเข้ากันแล้วจึงค่อยแตะประตู”


    บรรยากาศเงียบลงไปอีกครา

    อี้ซินมิใช่คนชักช้า
    แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้อนอย่างไร้สติ
    เขาจึงยื่นมือซ้ายออกไปช้า ๆ
    ฝ่ามือคว่ำลง
    นิ้วชี้และนิ้วกลางผ่อนคลายเล็กน้อย

    หนิงเยว่อิงมองมือเขาเพียงครู่เดียว
    ก่อนจะยื่นมือขวาของนางออกมาเช่นกัน

    ปลายนิ้วเรียวขาวของนางหยุดอยู่เหนือปลายนิ้วของเขาเพียงคืบเดียว
    แต่ยังไม่แตะ

    ลมเย็นพัดผ่านช่วงว่างระหว่างคนทั้งสอง
    ทำให้ความเงียบในครานี้หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวแผ่ว


    “อย่ามองกันด้วยสติระวังเกินไป”
    “หากยังตั้งกำแพงในใจอยู่ ประตูย่อมเห็นก่อนผู้ใด”

    อี้ซินหายใจเข้าเบา ๆ


    หนิงเยว่อิงเองก็เช่นกัน

    แล้วในที่สุด
    ปลายนิ้วของทั้งสองก็แตะกัน


    วูบ...


    ความเย็นสายหนึ่งไหลจากปลายนิ้วหนิงเยว่อิงเข้าสู่มือของอี้ซินทันที
    มิใช่เย็นร้าย
    หากเย็นสะอาด บริสุทธิ์ และลื่นไหลดุจน้ำแข็งแรกละลาย

    ขณะเดียวกัน
    หนิงเยว่อิงก็สัมผัสได้ถึงความมั่นคงหนักแน่นอีกแบบจากอี้ซิน
    มิใช่ร้อนแรงหยาบกระด้าง
    หากเป็นแรงอุ่นแน่นลึกดุจศิลาที่อาบแสงดาวมานับปี

    ปราณของทั้งสองมิได้ชนกันแรงอย่างที่เกรง
    แต่หมุนเฉียดกันไปก่อน
    ราวต่างฝ่ายต่างกำลังอ่านจังหวะของอีกฝ่ายอย่างระวัง

    หนิงเยว่อิงขนตาสั่นน้อย ๆ
    เพราะสัมผัสเช่นนี้ใกล้เกินกว่านางเคยยอมให้ผู้ใดมาง่าย ๆ

    อี้ซินเองก็รู้สึกได้ว่า หากฝืนเร่งแม้เสี้ยวเดียว
    ความเย็นในปราณของนางคงถอยกลับและปิดตายทันที

    เขาจึงผ่อนจังหวะตนลง
    ไม่พยายามนำ
    เพียงประคองให้กระแสของตนสม่ำเสมอ

    หนิงเยว่อิงรับรู้สิ่งนั้นได้ชัด
    นางจึงค่อยคลายกำแพงในใจลงเสี้ยวหนึ่ง

    ปราณอุ่นลึกกับปราณเย็นใสจึงเริ่มหมุนสอดรับกันมากขึ้น

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพนั้นนิ่ง
    แววตาสีฟ้าอ่อนมีความพึงใจวาบหนึ่งอย่างยากสังเกต


    “พอแล้ว” นางกล่าว “ตอนนี้แตะประตู”


    คนทั้งสองค่อย ๆ ถอนมือกลับจากกันช้า ๆ
    ปลายนิ้วที่เพิ่งแยกออกจากกันยังทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ชัดเจน
    ทั้งอี้ซินและหนิงเยว่อิงต่างรับรู้
    แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งนั้นออกมา

    ทั้งสองก้าวเข้าหาประตูพร้อมกัน

    อี้ซินยืนตรงรอยมือด้านล่าง
    หนิงเยว่อิงยืนตรงรอยมือด้านบน
    ระยะห่างใกล้พอให้ไหล่ทั้งสองเฉียดกันได้เมื่อขยับเพียงน้อย

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาถอยออกไปด้านหลังสองก้าว
    ก่อนกล่าวคำสุดท้าย


    “อย่าพยายามเปิดประตู”
    “เพียงปล่อยให้มัน ‘รับรู้’ พวกเจ้า”


    อี้ซินพยักหน้า
    หนิงเยว่อิงนิ่งสงบ

    จากนั้นฝ่ามือของทั้งสองก็วางลงบนรอยมือพร้อมกัน


    ครืนนน...


    ประตูเกล็ดมารทั้งบานพลันสั่นสะเทือน

    เกล็ดนับพันบนผิวประตูเรืองแสงทีละชั้น
    จากสีครามหม่นเป็นเงินเย็น
    จากเงินเย็นเป็นดำลึก
    อักขระรอบรอยมือทั้งสองหมุนสวนกันทันที

    ในเวลาเดียวกัน
    อี้ซินก็รู้สึกได้ถึงแรงดูดจากประตูที่พยายามดึงกระแสปราณออกจากมือเขา
    หนิงเยว่อิงเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
    เพราะเขาได้ยินลมหายใจของนางเปลี่ยนไปน้อยหนึ่ง

    หากต่างฝ่ายต่างต้าน
    กระแสปราณย่อมตีกันแล้วสะท้อนกลับ
    ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนจังหวะตามที่เสวี่ยอวิ๋นเหยาบอก

    คราที่เขาผลัก
    เขาผลักเพียงครึ่ง
    เปิดช่องให้นางคลาย
    คราที่นางเย็นลง
    เขาก็ไม่เร่งแทรก
    เพียงประคองให้วงปราณหมุนต่อไป


    ครั้งแรก...ยังขัด
    ครั้งที่สอง...เริ่มลื่นขึ้น
    ครั้งที่สาม...


    วูบ!


    ปราณของทั้งสองพลันประสานกันจริงในชั้นผิว
    มิใช่กลืนกัน
    มิใช่ทับกัน
    แต่หมุนเป็นวงคู่ที่ค้ำกันอย่างสมดุล

    ทันทีที่จังหวะนั้นเกิด
    เกล็ดนับพันบนประตูก็พลันหยุดสั่น
    จากนั้นแสงบนผิวทั้งบานก็รวมไปที่กึ่งกลางช้า ๆ

    อี้ซินสัมผัสได้ถึงความเย็นจากฝ่ามือหนิงเยว่อิงชัดขึ้น
    ขณะเดียวกัน
    หนิงเยว่อิงเองก็สัมผัสได้ถึงแรงมั่นคงจากปราณเขาที่ค้ำไม่ให้วงทั้งหมุนผิดไปแม้เสี้ยวเดียว

    ครู่หนึ่ง...นางจึงพลันเข้าใจ

    คนผู้นี้มิได้เพียงแข็งหรือกล้า
    แต่ยามจำเป็น เขากลับรู้จัก “ผ่อน” เพื่อให้คนตรงหน้าคงสมดุลได้ด้วย

    แววตาเย็นของหนิงเยว่อิงจึงไหวเบา ๆ อย่างที่แม้ตัวนางเองก็แทบไม่ทันจับ

    แล้วประตูก็เปิด

    เกล็ดทุกแผ่นพลันคลายออกจากกันทีละชั้น
    เสียงแคร่กต่ำลึกราวสัตว์โบราณพลิกกายดังสะท้อนไปทั้งด่าน
    บานประตูค่อย ๆ แยกออกกลางแนวเกล็ดนั้นเอง

    ลมอีกชนิดหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านใน

    มิใช่ลมคม
    มิใช่ลมเย็น

    แต่เป็นลมแห้งร้อนแฝงกลิ่นโลหะเผาไหม้และโลหิตเก่า
    ราวกับอีกฟากของประตูนี้มิใช่ด่านน้ำแข็งหรือวิหคอีกแล้ว
    หากเป็นโลกที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

    เมื่อประตูเปิดกว้างพอให้มองเห็น
    แม้แต่อี้ซินยังนิ่งไปชั่วอึดใจ

    อีกฟากหนึ่งคือหุบกว้างสีแดงดำ
    พื้นดินแตกระแหง
    หินทุกก้อนเป็นสีดำไหม้
    ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นม่านหมอกเลือดหม่น
    มีสายฟ้าสีดำแลบอยู่ไกล ๆ เป็นระยะ

    ตรงกลางหุบมีแท่นหินสีแดงตั้งอยู่
    เหนือแท่นนั้นลอย “โลหิตหยดหนึ่ง”
    ใช่..มีเพียงหยดเดียว
    แต่มันใหญ่กว่าหยดโลหิตธรรมดาหลายเท่า
    แดงเข้มดุจอาทิตย์ยามอัสดง
    ภายในมีเปลวแสงทองแฝงอยู่เป็นเส้น ๆ
    และแรงกดจากมัน...หนักยิ่งกว่าชิ้นส่วนอาวุธดำในมืออี้ซินเสียอีก

    หยกดาราในร่างของเขาพลันอุ่นวาบอย่างรุนแรง
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกเต้นหนักกระแทกซี่โครง
    แม้แต่หนิงเยว่อิงยังหน้าซีดลงเสี้ยวหนึ่งเพราะแรงกดนั้น

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งเดินเข้ามาด้านหลังช้า ๆ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นใส แต่เคร่งกว่าก่อนหน้าทุกครา


    “ด่านที่สี่ผ่านแล้ว”
    “และสิ่งเบื้องหน้าคือเขตโลหิตเทวะ”


    อี้ซินหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง


    “โลหิตเทวะ?”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้า


    “ใช่”
    “โลหิตของสัตว์เทวะที่ยังไม่ยอมแห้ง แม้ผ่านไปเนิ่นนาน”
    “และจากจุดนี้ไป...ด่านต่อไปจะมิใช่เพียงทดสอบฝีเท้าหรือจิต”
    “แต่ทดสอบว่า ร่างกายของผู้ใดมีสิทธิ์รองรับสายโลหิตโบราณได้หรือไม่”


    หนิงเยว่อิงเงียบไปทันที
    อี้ซินเองก็ดวงตาลุ่มลึกขึ้น

    เพราะเพียงฟังเท่านี้
    เขาก็พอจะรู้แล้วว่าบางทีด่านหน้าอาจจะต้องเกี่ยวพันกับ “สายโลหิตโบราณ” หรืออาจเป็นความท้าทายที่อันตรายยิ่งกว่า..!!

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน