กลิ่นอันตรายของลมกรงเล็บซึ่งเพิ่งสลายไปไม่นานยังเจืออยู่ในอากาศ
แต่เบื้องหน้าของคนทั้งสาม บรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนไปอีกแบบ
ประตูหินสีครามเข้มตั้งตระหง่านอยู่ใต้เงาผาสูง
ผิวของมันมิได้เรียบ หากเต็มไปด้วยลายเกล็ดนับพันซ้อนกันเป็นชั้น
เกล็ดแต่ละแผ่นคมบาง สะท้อนแสงผลึกครามเป็นริ้วมืดลึก
ยามลมพัดผ่าน ผิวประตูกลับให้ความรู้สึกราวกับทั้งบานกำลังหายใจช้า ๆ อยู่ในความเงียบ
ตรงกลางบานมีรอยมือสองรอยจริงดังที่เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว
หนึ่งอยู่สูงระดับอก
อีกหนึ่งต่ำลงมาประมาณครึ่งช่วงแขน
รอบรอยมือทั้งสองมีอักขระวงกลมซ้อนกันหลายชั้น
บางเส้นสีเงินหม่น
บางเส้นสีน้ำเงินเข้ม
และบางเส้นดำลึกจนแทบกลืนแสง
อี้ซินจับจ้องประตูนั่นอยู่ครู่หนึ่ง
หยกดาราในร่างยังอุ่นเรื่อ
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกยังคงเต้นสม่ำเสมอ
แต่ครานี้แหวนลึกลับโบราณกลับนิ่งผิดปกติ
ราวกับประตูเกล็ดมารเบื้องหน้าไม่ใช่สิ่งที่จะตอบสนองต่อมันโดยตรง
หนิงเยว่อิงยืนข้างเขาในระยะไม่ถึงครึ่งช่วงแขน
เรือนกายอรชรระหงของนางใต้แสงครามอ่อนยิ่งขับให้ความงามเย็นลึกนั้นจับตา
ผมดำยาวพาดผ่านบ่าอย่างนุ่มนวล
คิ้วเรียวสวยขมวดเพียงนิดเดียวเท่านั้น
แต่เพียงนิดเดียวก็ทำให้นางดูจริงจังขึ้นอีกมาก
เสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนหน้าประตูห่างออกไปหนึ่งจั้ง
อาภรณ์สีฟ้าขาวพลิ้วรับลม
ดวงตาสีฟ้าอ่อนลึกของนางกวาดผ่านรอยมือทั้งสองช้า ๆ
ก่อนกล่าวขึ้น
“ประตูนี้ไม่เหมือนสามด่านก่อน”
“มันมิได้คัดผู้คนทีละคน
แต่คัด ‘ความสอดประสาน’ ของคนสองคน”
เสียงของนางใสเย็นดังธารน้ำแข็ง
แต่ถ้อยคำกลับกดดันบรรยากาศให้หนักอึ้งขึ้นอีกชั้น
อี้ซินถามตรง ๆ
“ถ้าไม่ประสานกันจะเกิดสิ่งใด”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงียบไปอึดใจ
ก่อนตอบอย่างราบเรียบที่สุด
“อย่างเบา ค่ายกลจะสะท้อนพลังจนเส้นลมปราณแตกปั่น”
“อย่างหนัก ประตูจะถือว่าผู้แตะทั้งสองเป็นผู้บุกรุกและปลดเกล็ดมารออกมาทั้งบาน”
หนิงเยว่อิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ปลดเกล็ดมาร?”
“เกล็ดบนประตูนี้” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “มิใช่ลายประดับ”
“แต่เป็นคมผนึกนับพันชั้น”
“หากมันหลุดพร้อมกัน แม้ไม่ถึงกับสังหารทันที
แต่ย่อมทำให้ผู้แตะไม่มีสภาพพอจะฝ่าด่านต่อไปได้อีก”
อี้ซินมองรอยมือทั้งสองอีกครา
คำว่าด่านที่สี่ต้องผ่านด้วยสองคน บัดนี้หนักแน่นจริงมากขึ้นแล้ว
มิใช่ยืนข้างกันแล้วผ่าน
มิใช่แค่แตะพร้อมกันแล้วจบ
แต่ต้องถึงขั้นให้ชีพจร ปราณ และจิตประสานกันโดยไม่ตีกันเอง
สภาพเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนร่วมสำนักที่ฝึกคู่กันมานานยังใช่ว่าจะทำได้ง่าย
นับประสาอะไรกับเขาและหนิงเยว่อิงซึ่งเพิ่งร่วมเดินทางไม่นาน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมองคนทั้งสองช้า ๆ
สายตาของนางหยุดที่อี้ซิน
เลื่อนไปหนิงเยว่อิง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ผู้หนึ่งหนักแน่นดุจศิลาดาว
ผู้หนึ่งเย็นลึกราววารีน้ำแข็ง”
“หากต่างฝ่ายต่างคิดกดดันอีกฝ่าย ประตูนี้จะไม่เปิด”
“มีเพียงต้องค้ำยันกันให้สมดุล”
หนิงเยว่อิงถามทันที
“จะค้ำยันกันอย่างไร”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาไม่ตอบด้วยคำอธิบายยาว
เพียงยกมือขวาขึ้น
ปลายนิ้วแตะลงกลางอากาศเบา ๆ
วูบ...
แสงสีฟ้าอ่อนสายหนึ่งแยกออกจากปลายนิ้วของนาง
ลอยเป็นวงเล็ก ๆ เบื้องหน้า
ภายในวงนั้นปรากฏภาพหยดน้ำสองหยด
หยดหนึ่งสีเงินเข้ม
อีกหยดสีครามอ่อน
ทั้งสองหยดมิได้ชนกันตรง ๆ
หากหมุนวนสวนทิศ
แล้วค่อยบรรจบเป็นวงเดียวกันอย่างช้า ๆ
“มิใช่บังคับให้เหมือนกัน” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “แต่ต้องรู้จังหวะของกันและกัน
ให้ผู้หนึ่งรุกในคราที่อีกผู้หนึ่งผ่อน
ให้ผู้หนึ่งกดลงในคราที่อีกผู้หนึ่งคลายออก”
“หากเข้าใจผิดแม้เสี้ยว ประตูก็จะสะท้อนทันที”
อี้ซินนิ่งฟัง
แววตาของเขาค่อย ๆ ลึกลง
ท่าเช่นนี้คล้ายการต่อสู้ประสาน
แต่ลึกกว่านั้นมาก
เพราะมิใช่ประสานกระบวนท่า
แต่ประสาน “แก่นการเคลื่อนไหวของปราณ”
หนิงเยว่อิงเองก็นิ่งไปเช่นกัน
สตรีเช่นนางย่อมไม่ชอบให้ผู้อื่นแตะต้องเส้นทางปราณของตนง่าย ๆ
แต่ในสถานการณ์นี้ กลับไม่มีทางอื่น
ลมพัดผ่านอีกครา
ผ้าแพรสีเงินที่พันต้นแขนอี้ซินไว้ไหวเบา ๆ
เขาจึงหันมามองหนิงเยว่อิงตรง ๆ
“หากเจ้ามีเงื่อนไขใด จงบอกตอนนี้”
หนิงเยว่อิงสบตาเขานิ่ง
นัยน์ตาเย็นลึกคู่นั้นไม่มีคลื่นไหวอ่อนหวาน
หากก็ไม่มีความปิดกั้นดังแต่ก่อนเช่นกัน
“ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดนำปราณเข้ามาลึกเกินจำเป็น” นางกล่าวตรง ๆ
“หากประสาน จงประสานเพียงจังหวะ อย่าพยายามสอดลึกเข้าชีพจรหลักของข้า”
อี้ซินพยักหน้าในทันที
“ข้าก็เช่นกัน” เขาตอบ “ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดแตะเข้ากลางชีพจรโดยไม่จำเป็น”
“เราประคองแค่ผิวกระแสพอ”
คำตอบนั้นทำให้หนิงเยว่อิงแววตาไหวเบา ๆ
เพราะเขาไม่ได้ใช้โอกาสนี้ล่วงล้ำหรือกดข่มนางแม้แต่น้อย
กลับกำหนดขอบเขตชัดเจนเช่นเดียวกัน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวขึ้น
“ดี”
“เริ่มจากปลายนิ้ว”
อี้ซินเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
หนิงเยว่อิงเองก็เงียบ
เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวต่ออย่างสงบ
“แตะข้อมือหรือไหล่กันโดยตรง ย่อมเร็วเกินไป”
“เริ่มจากปลายนิ้ว ประสานเพียงเส้นนอกสุดก่อน”
“เมื่อจังหวะเข้ากันแล้วจึงค่อยแตะประตู”
บรรยากาศเงียบลงไปอีกครา
อี้ซินมิใช่คนชักช้า
แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้อนอย่างไร้สติ
เขาจึงยื่นมือซ้ายออกไปช้า ๆ
ฝ่ามือคว่ำลง
นิ้วชี้และนิ้วกลางผ่อนคลายเล็กน้อย
หนิงเยว่อิงมองมือเขาเพียงครู่เดียว
ก่อนจะยื่นมือขวาของนางออกมาเช่นกัน
ปลายนิ้วเรียวขาวของนางหยุดอยู่เหนือปลายนิ้วของเขาเพียงคืบเดียว
แต่ยังไม่แตะ
ลมเย็นพัดผ่านช่วงว่างระหว่างคนทั้งสอง
ทำให้ความเงียบในครานี้หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวแผ่ว
“อย่ามองกันด้วยสติระวังเกินไป”
“หากยังตั้งกำแพงในใจอยู่ ประตูย่อมเห็นก่อนผู้ใด”
อี้ซินหายใจเข้าเบา ๆ
หนิงเยว่อิงเองก็เช่นกัน
แล้วในที่สุด
ปลายนิ้วของทั้งสองก็แตะกัน
วูบ...
ความเย็นสายหนึ่งไหลจากปลายนิ้วหนิงเยว่อิงเข้าสู่มือของอี้ซินทันที
มิใช่เย็นร้าย
หากเย็นสะอาด บริสุทธิ์ และลื่นไหลดุจน้ำแข็งแรกละลาย
ขณะเดียวกัน
หนิงเยว่อิงก็สัมผัสได้ถึงความมั่นคงหนักแน่นอีกแบบจากอี้ซิน
มิใช่ร้อนแรงหยาบกระด้าง
หากเป็นแรงอุ่นแน่นลึกดุจศิลาที่อาบแสงดาวมานับปี
ปราณของทั้งสองมิได้ชนกันแรงอย่างที่เกรง
แต่หมุนเฉียดกันไปก่อน
ราวต่างฝ่ายต่างกำลังอ่านจังหวะของอีกฝ่ายอย่างระวัง
หนิงเยว่อิงขนตาสั่นน้อย ๆ
เพราะสัมผัสเช่นนี้ใกล้เกินกว่านางเคยยอมให้ผู้ใดมาง่าย ๆ
อี้ซินเองก็รู้สึกได้ว่า หากฝืนเร่งแม้เสี้ยวเดียว
ความเย็นในปราณของนางคงถอยกลับและปิดตายทันที
เขาจึงผ่อนจังหวะตนลง
ไม่พยายามนำ
เพียงประคองให้กระแสของตนสม่ำเสมอ
หนิงเยว่อิงรับรู้สิ่งนั้นได้ชัด
นางจึงค่อยคลายกำแพงในใจลงเสี้ยวหนึ่ง
ปราณอุ่นลึกกับปราณเย็นใสจึงเริ่มหมุนสอดรับกันมากขึ้น
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพนั้นนิ่ง
แววตาสีฟ้าอ่อนมีความพึงใจวาบหนึ่งอย่างยากสังเกต
“พอแล้ว” นางกล่าว “ตอนนี้แตะประตู”
คนทั้งสองค่อย ๆ ถอนมือกลับจากกันช้า ๆ
ปลายนิ้วที่เพิ่งแยกออกจากกันยังทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ชัดเจน
ทั้งอี้ซินและหนิงเยว่อิงต่างรับรู้
แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งนั้นออกมา
ทั้งสองก้าวเข้าหาประตูพร้อมกัน
อี้ซินยืนตรงรอยมือด้านล่าง
หนิงเยว่อิงยืนตรงรอยมือด้านบน
ระยะห่างใกล้พอให้ไหล่ทั้งสองเฉียดกันได้เมื่อขยับเพียงน้อย
เสวี่ยอวิ๋นเหยาถอยออกไปด้านหลังสองก้าว
ก่อนกล่าวคำสุดท้าย
“อย่าพยายามเปิดประตู”
“เพียงปล่อยให้มัน ‘รับรู้’ พวกเจ้า”
อี้ซินพยักหน้า
หนิงเยว่อิงนิ่งสงบ
จากนั้นฝ่ามือของทั้งสองก็วางลงบนรอยมือพร้อมกัน
ครืนนน...
ประตูเกล็ดมารทั้งบานพลันสั่นสะเทือน
เกล็ดนับพันบนผิวประตูเรืองแสงทีละชั้น
จากสีครามหม่นเป็นเงินเย็น
จากเงินเย็นเป็นดำลึก
อักขระรอบรอยมือทั้งสองหมุนสวนกันทันที
ในเวลาเดียวกัน
อี้ซินก็รู้สึกได้ถึงแรงดูดจากประตูที่พยายามดึงกระแสปราณออกจากมือเขา
หนิงเยว่อิงเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
เพราะเขาได้ยินลมหายใจของนางเปลี่ยนไปน้อยหนึ่ง
หากต่างฝ่ายต่างต้าน
กระแสปราณย่อมตีกันแล้วสะท้อนกลับ
ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนจังหวะตามที่เสวี่ยอวิ๋นเหยาบอก
คราที่เขาผลัก
เขาผลักเพียงครึ่ง
เปิดช่องให้นางคลาย
คราที่นางเย็นลง
เขาก็ไม่เร่งแทรก
เพียงประคองให้วงปราณหมุนต่อไป
ครั้งแรก...ยังขัด
ครั้งที่สอง...เริ่มลื่นขึ้น
ครั้งที่สาม...
วูบ!
ปราณของทั้งสองพลันประสานกันจริงในชั้นผิว
มิใช่กลืนกัน
มิใช่ทับกัน
แต่หมุนเป็นวงคู่ที่ค้ำกันอย่างสมดุล
ทันทีที่จังหวะนั้นเกิด
เกล็ดนับพันบนประตูก็พลันหยุดสั่น
จากนั้นแสงบนผิวทั้งบานก็รวมไปที่กึ่งกลางช้า ๆ
อี้ซินสัมผัสได้ถึงความเย็นจากฝ่ามือหนิงเยว่อิงชัดขึ้น
ขณะเดียวกัน
หนิงเยว่อิงเองก็สัมผัสได้ถึงแรงมั่นคงจากปราณเขาที่ค้ำไม่ให้วงทั้งหมุนผิดไปแม้เสี้ยวเดียว
ครู่หนึ่ง...นางจึงพลันเข้าใจ
คนผู้นี้มิได้เพียงแข็งหรือกล้า
แต่ยามจำเป็น เขากลับรู้จัก “ผ่อน” เพื่อให้คนตรงหน้าคงสมดุลได้ด้วย
แววตาเย็นของหนิงเยว่อิงจึงไหวเบา ๆ อย่างที่แม้ตัวนางเองก็แทบไม่ทันจับ
แล้วประตูก็เปิด
เกล็ดทุกแผ่นพลันคลายออกจากกันทีละชั้น
เสียงแคร่กต่ำลึกราวสัตว์โบราณพลิกกายดังสะท้อนไปทั้งด่าน
บานประตูค่อย ๆ แยกออกกลางแนวเกล็ดนั้นเอง
ลมอีกชนิดหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านใน
มิใช่ลมคม
มิใช่ลมเย็น
แต่เป็นลมแห้งร้อนแฝงกลิ่นโลหะเผาไหม้และโลหิตเก่า
ราวกับอีกฟากของประตูนี้มิใช่ด่านน้ำแข็งหรือวิหคอีกแล้ว
หากเป็นโลกที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
เมื่อประตูเปิดกว้างพอให้มองเห็น
แม้แต่อี้ซินยังนิ่งไปชั่วอึดใจ
อีกฟากหนึ่งคือหุบกว้างสีแดงดำ
พื้นดินแตกระแหง
หินทุกก้อนเป็นสีดำไหม้
ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นม่านหมอกเลือดหม่น
มีสายฟ้าสีดำแลบอยู่ไกล ๆ เป็นระยะ
ตรงกลางหุบมีแท่นหินสีแดงตั้งอยู่
เหนือแท่นนั้นลอย “โลหิตหยดหนึ่ง”
ใช่..มีเพียงหยดเดียว
แต่มันใหญ่กว่าหยดโลหิตธรรมดาหลายเท่า
แดงเข้มดุจอาทิตย์ยามอัสดง
ภายในมีเปลวแสงทองแฝงอยู่เป็นเส้น ๆ
และแรงกดจากมัน...หนักยิ่งกว่าชิ้นส่วนอาวุธดำในมืออี้ซินเสียอีก
หยกดาราในร่างของเขาพลันอุ่นวาบอย่างรุนแรง
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกเต้นหนักกระแทกซี่โครง
แม้แต่หนิงเยว่อิงยังหน้าซีดลงเสี้ยวหนึ่งเพราะแรงกดนั้น
เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งเดินเข้ามาด้านหลังช้า ๆ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นใส แต่เคร่งกว่าก่อนหน้าทุกครา
“ด่านที่สี่ผ่านแล้ว”
“และสิ่งเบื้องหน้าคือเขตโลหิตเทวะ”
อี้ซินหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง
“โลหิตเทวะ?”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้า
“ใช่”
“โลหิตของสัตว์เทวะที่ยังไม่ยอมแห้ง แม้ผ่านไปเนิ่นนาน”
“และจากจุดนี้ไป...ด่านต่อไปจะมิใช่เพียงทดสอบฝีเท้าหรือจิต”
“แต่ทดสอบว่า ร่างกายของผู้ใดมีสิทธิ์รองรับสายโลหิตโบราณได้หรือไม่”
หนิงเยว่อิงเงียบไปทันที
อี้ซินเองก็ดวงตาลุ่มลึกขึ้น
เพราะเพียงฟังเท่านี้
เขาก็พอจะรู้แล้วว่าบางทีด่านหน้าอาจจะต้องเกี่ยวพันกับ “สายโลหิตโบราณ” หรืออาจเป็นความท้าทายที่อันตรายยิ่งกว่า..!!