สองเดือนต่อมา
ณ เมืองหลวง แห่งแคว้นฝู บนทวีปตะวันตก
เหล่าผู้ฝึกตนของที่นี่มีความสามารถสูงส่งอย่างมาก ต่างจากทวีปกลางที่เพียงระดับปราชญ์ยุทธ์ก็ถือเป็นแนวหน้าแล้ว และจ้าวยุทธ์คือระดับสุดยอดของพวกเขา
ทวีปตะวันตกนั้นต่างกัน พวกเขาไม่ถูกจำกัดด้วยอาณาเขตของภูติพฤกษา ด้วยอิทธิพลของกระจกรัตติกาล ทำให้ปราณธาตุมืดในทวีแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เหล่าผู้ที่มีปราณธาตุมืดเป็นส่วนประกอบนั้นสามารถพัฒนาไปได้ไกล ดังนั้นแม้จะต้องแลกกับการที่ผลผลิตแห้งแล้งไปบ้าง หลายคนก็ยังมองว่ามันคุ้มค่า…
หลายร้อยปีที่ผ่านมา เหล่าผู้ฝึกตนธาตุมืดล้วนกลายเป็นชนชั้นผู้นำของอาณาจักร
ทว่าในยามที่ธาตุมืดรุ่งเรืองนั้น ธาตุแสงกลับถูกกดข่มให้ต่ำต้อยลงโดยเฉพาะในทวีปแห่งนี้ การแพทย์เป็นจุดอ่อนของพวกเขา ! ดังนั้นนอกจากผู้ที่มีปราณธาตุมืดจะได้รับความนับถือแล้ว ตัวตนของเหล่าแพทย์โอสถก็ได้รับความเคารพอย่างสูงไม่ต่างกัน.. และบางครั้งอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
สถานที่ที่มีแพทย์โอสถมารวมกันมากที่สุด นั่นคือชุมนุมแพทย์โอสถ ที่นี่เป็นศูนย์รวมของผู้ใช้ปราณโอสถ และผู้ปรุงโอสถ ด้วยเครือข่ายชุมนุมที่แทรกกระจายไปทั่วแผ่นดิน ทำให้ชุมนุมแห่งเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ทรงอำนาจแห่งหนึ่งในแคว้นฝู เพราะหากมีเรื่องกับพวกเขาย่อมหมายถึง เป็นศัตรูกับแพทย์โอสถทั่วดินแดน
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘กาลเวลาผันผ่าน สังขารร่วงโรย’ มีผู้ใดกล้ากล่าวว่าตนจะไม่เจ็บป่วย ฉะนั้นยามอยู่ต่อหน้าเหล่าแพทย์โอสถ ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาไร้มารยาท ตัวตนของพวกเขา แม้แต่เชื้อพระวงศ์แคว้นฝูก็ยังต้องให้เกียรติ
หน้าป้ายชุมนุมแพทย์โอสถ ทำจากแผ่นทองคำขนาดใหญ่ดูโอ่อ่า ดึงดูดสายตาของผู้ที่ผ่านทางมาให้หันมองด้วยความเลื่อมใส ยามที่พวกเขาเดินผ่านชุมนุมแห่งนี้ก็มักจะชะลอเท้า และลดเสียงลงสักหน่อยโดยไม่รู้ตัว ด้วยความเคารพและหวาดเกรง
ยามนี้ปรากฏร่างหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี หยุดยืนอยู่ด้านหน้าป้ายสีทองนั้น ทว่าพวกเขาเพิ่งก้าวเท้าเข้าไป ก็ถูกผู้เฝ้าประตูเอ่ยเสียงเนือยใส่ “ไม่ส่งเทียบก่อน ไม่อาจเข้าพบ ! ไร้ผู้แนะนำไม่รับปรึกษา ! ไม่มี 100 หินปราณไม่รับรักษา !”
ระหว่างที่เอ่ยนั้น ผู้เฝ้าประตูไม่ได้เงยหน้ามองทั้งสองด้วยซ้ำ ราวกับว่าเขาทำหน้าที่ไล่คนเช่นนี้อยู่เป็นประจำจึงค่อนข้างเบื่อหน่ายและไม่ใส่ใจ
หลังนิ่งไปชั่วอึดใจ หญิงสาวที่ดูอายุมากกว่าก็เอ่ยสอบถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า .. “พี่ชายท่านนี้ไม่ทราบว่า..ขึ้นทะเบียนผู้ปรุงโอสถที่ใดหรือ ?”
น้ำเสียงที่กังวานไพเราะอย่างเหลือเชื่อ ทำให้คนเฝ้าประตูผู้นั้นต้องเงยหน้าขึ้นมองพิจารณานางอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ ที่แท้ผู้ที่เอ่ยวาจานั้น คือหญิงสาวนางหนึ่ง อายุราวยี่สิบปี เส้นผมสีแดง หน้าตาค่อนข้างธรรมดา ใบหน้าเรียบนิ่ง เมื่อรวมกับชุดสีน้ำเงินที่นางสวม ทำให้ดูเคร่งขรึมมากขึ้น บนไหล่บางมีสัตว์อสูรตัวเล็กสองตัว มองคล้ายกิ้งก่าและกระรอกขาว ปราณบนร่างระดับยอดยุทธ์ องค์ประกอบทุกอย่างดูซอมซ่อและธรรมดาจนน่าเห็นใจ
ทว่าที่น่าดึงดูดสายตามากกว่าก็คือ ข้างกายนางมีบุรุษหนุ่มวัย 18 ปี ยืนยิ้มสดใสอยู่ไม่ห่าง ผมสีน้ำตาล รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ทั้งยังมีปราณระดับจ้าวยุทธ์ !
ผู้ที่อายุเท่านี้กลับบรรลุถึงจ้าวยุทธ์โดยที่ไม่ได้มีธาตุมืดเป็นส่วนประกอบ นับว่าหายากอย่างมาก ผู้เฝ้าประตู รวมถึงคนที่ผ่านไปมาเริ่มหันมามองด้วยความสนใจว่า คนสองคนที่แตกต่างกันอย่างมากนี้มาปรากฏตัวด้วยกันได้อย่างไร
“เจ้าว่ามาทำอะไรนะ ?” ผู้เฝ้าประตูถูกรูปลักษณ์ของทั้งสองทำตนมึนงงไปชั่วขณะจึงเอ่ยถามซ้ำ ซึ่งหญิงสาวก็เอ่ยตอบกลับด้วยท่าทางสุภาพ
“ข้ามาขึ้นทะเบียนผู้ปรุงโอสถ..” คนรอบด้านได้ยินชัดเจนขึ้น พวกเขาปรากฏสีหน้ายินดี.. ที่แท้แคว้นของพวกเขาจะมีผู้ปรุงโอสถเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแล้ว ขณะที่ผู้เฝ้าประตูก็มีสีหน้ากระตือรือร้นขึ้น รีบเอ่ยเชื้อเชิญนาง ชั่วขณะนั้นเขาหลงลืมจ้าวยุทธ์หนุ่มด้านหลังไปแล้ว
“โอ้.. แม่นางคือผู้ปรุงโอสถหรือ ? ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท เชิญท่านเข้าไปด้านในได้เลยขอรับ ไม่สิ ข้าน้อยจะนำท่านเข้าไปเอง เหล่าจางๆๆ ! รีบมาเฝ้าประตูแทนข้าที ข้าจะนำผู้ปรุงโอสถหญิงท่านนี้เข้าไปลงทะเบียน”
ด้วยความต้องการมีมาก แพทย์โอสถมีน้อยดังนั้นหากพบสักคนย่อมต้องให้การดูแลเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้แพทย์โอสถเหล่านี้ไม่พอใจออกจากแคว้นลู่ของพวกเขาไป
“เฉิงหลิน หน้าตาของเจ้าดึงดูดความสนใจเกินไปแล้ว” หญิงสาวเอ่ยเบาๆ ระหว่างเดินตามชายเฝ้าประตูเข้าไปด้านใน ซึ่งก็เรียกเสียงโอดครวญเบาๆจากชายหนุ่มได้ทันที
“ข้าอุดอู้ฝึกวิชามาตั้งหนึ่งเดือนแล้วนะ คิดดูสิ ด้านในนั้นก็เกือบปี ไม่คิดให้ข้าออกมาดูโลกภายนอกบ้างหรือ พี่สาวอย่างเจ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว”
บุคคลทั้งสองก็คือมู่เชียนและมู่เฉิงหลิน ตลอดการเดินทาง นางได้ใช้มุกพรางร่างปลอมแปลงรูปลักษณ์ของตนเอง ทั้งใบหน้า เส้นผมและรูปร่าง รวมถึงให้ดูอายุมากขึ้น ปราณในร่างคงไว้เพียงระดับปราชญ์ยุทธ์เท่านั้น ทว่ามู่เฉิงหลินนั้นกลับไม่อาจทำได้ ดังนั้นน้อยครั้งมากที่นางจะปล่อยให้เขาออกมาจากกำไลมิติ
มู่เฉิงหลินตัดพ้อต่อว่าชุดใหญ่ จากนั้นก็เฝ้ารอคำตอบโต้จากผู้เป็นพี่สาว ทว่ากลับไม่ได้รับมัน หากเป็นมู่เชียนในยามปกติ หากไม่สะบัดฝ่ามือใส่ศีรษะเขาสักครั้ง อย่างน้อยควรจะต้องเอ่ยปากสั่งสอนเขากลับมาสักประโยค ทว่าหลายเดือนที่ผ่านมานี้ อะไรบางอย่างทำให้นางซึมเซาลงไปมาก มู่เฉิงหลินขมวดคิ้วอย่างเป็นห่วง
ทั้งสองมาที่แคว้นแห่งนี้เพื่อสอบถามข่าวของบิดามารดา หลิงซานซานผู้เป็นมารดาของพวกเขา คือผู้ฝึกตนธาตุแสงบริสุทธิ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปราณโอสถที่มีชื่อเสียง.. หากนางมาที่แคว้นฝูจริง สถานที่ที่นางจะต้องมาก็คือชุมนุมแพทย์โอสถแห่งนี้
ได้ยินว่าหัวหน้าชุมนุมแห่งนี้แบ่งเป็นซ้ายขวา หนึ่งคือหัวหน้าสายปราณโอสถ อีกหนึ่งสายปรุงโอสถ หากคิดจะสืบหานาง ย่อมต้องสืบจากหัวหน้าสายปราณโอสถ ทว่ามู่เชียนไม่อาจแสดงตัวในฐานะผู้ฝึกปราณโอสถได้ ด้วยปราณทั้งเจ็ดในร่างจะแสดงฐานะที่แท้จริงของนางออกมา นางจำต้องใช้ฐานะผู้ปรุงโอสถแทรกซึมเข้าไปก่อน ค่อยหาทางเข้าพบหัวหน้าสายปราณโอสถอีกครั้ง
โถงใหญ่ ด้านในชุมนุมแพทย์โอสถนั้น มีป้ายไม้สีทองดูหรูหราเขียนว่า “เกียรติยศอันไร้พรมแดน” ดูก็รู้ว่าผู้เขียนคงภาคภูมิใจกับชุมนุมแพทย์ของตนมาก มู่เชียนถูกนำทางไปพบสเมียนท่านหนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะสูงก่อนจะแนะนำกับนางว่าสามารถลงทะเบียนกับเขาได้เลย
เสมียนนั้นแม้จะมีท่าทางยินดี ทว่ากลับไม่ได้กระตือรือร้นเท่ากับผู้เฝ้าประตูคนนั้น อาจเพราะได้พบเหล่าแพทย์โอสถมามากกว่าจึงยังสงวนท่าทีเอาไว้ได้
แม่นาง ชื่อแซ่ใด เป็นผู้ปรุงโอสถระดับใดหรือ
“ข้า หงเชียนเชียน .. นักปรุงโอสถระดับห้า” มู่เชียนเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งเฉย
มีเพียงตนเองเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจนางเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของเขาและนางวางอยู่คู่กัน นึกสมเพชตัวเองที่ต้องอาศัยวิธีสิ้นคิดเช่นนี้เพื่อทำให้ตนเองชินชา และทำใจได้เร็วขึ้น มู่เชียนสูดหายใจเข้าลึกเพื่อกดความรู้สึกหวานแหลมเสียดแทงหัวใจนั้นลงไป ก่อนจะเงยหน้ามองผู้ลงทะเบียนที่ยามนี้อ้าปากค้างไปแล้ว
“ระดับห้า !” ผู้ลงทะเบียนหลุดเสียงอุทานออกมา ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะลั่น
“ฮ่าฮ่า..ยายหนูเจ้าโอ้อวดเกินไปแล้ว นักปรุงโอสถระดับห้าแคว้นฝูไม่มีสักคนเท่านั้น … แม้แต่ระดับสี่ยังมีแค่คนเดียวนั่นคือหัวหน้าชุมนุม แล้วเจ้าจะบอกว่าอายุน้อยเช่นเจ้าเป็นถึงระดับห้าเชียวหรือ ไม่บอกว่าตนเองเป็นเทพโอสถไปเสียเลยเล่า?”
มู่เชียนชะงักไป ไม่นึกว่าแพทย์โอสถของแคว้นที่แข็งแกร่ง กลับล้าหลังเพียงนี้ แม้นางจะใจร้อนอยากพบหัวหน้าชุมนุม ก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวโดดเด่นเกินไปนัก “ข้าพูดผิดไป ข้าหมายถึงระดับสาม” ผู้ลงทะเบียนกลับมีสีหน้าไม่เชื่ออยู่ดี
“สาวน้อยอย่าล้อข้าเล่นเลย ปราณของเจ้าอย่างไรก็เป็นเพียงยอดยุทธ์ จะปรุงโอสถระดับสามได้นั้นต้องเป็นปราชญ์ยุทธ์ขึ้นไปนะ.. เจ้าเป็นนักปรุงโอสถจริงหรือไม่ นำโอสถที่เจ้าเคยปรุงออกมาแสดงให้ข้าดูทีสิ” การตรวจสอบว่าคนผู้นี้เป็นเจ้าของโอสถเม็ดนี้จริงหรือไม่ เพียงตรวจการเข้ากันของปราณก็ใช้ได้แล้ว ดังนั้นหลายครั้งชุมนุมแพทย์จึงใช้วิธีนี้เพื่อยืนยันผลงานของผู้ปรุงโอสถ
มู่เชียนขมวดคิ้วคิด นับแต่มีจ้าวซงคอยช่วย นางก็มิได้ปรุงโอสถระดับสามมานานมากแล้ว ในร่างมีแต่โอสถระดับสี่และห้าเท่านั้น
“ข้ามิได้เก็บไว้…ถ้าอย่างไรข้าปรุงให้ดูดีหรือไม่ ?”
“โอ้ว..” ดวงตาอีกฝ่ายเป็นประกายตื่นเต้นทันที “สาวน้อยการปรุงโอสถระดับสามขึ้นไป ต้องใช้ระดับรองหัวหน้าฝ่ายเป็นผู้ควบคุม ข้าจะต้องไปเชิญเขามา อาจต้องใช้เวลาอยู่บ้าง”
“เช่นนั้นหากข้าอยากพบระดับหัวหน้าฝ่ายเป็นผู้ควบคุมต้องปรุงโอสถระดับใด ?” มู่เชียนสอบถามข้อมูลที่ต้องการทันทีที่สบโอกาส
“หัวหน้าฝ่ายจะควบคุมการปรุงโอสถระดับสี่ขึ้นไปเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าขอทดสอบปรุงโอสถระดับสี่ ท่านไปตามหัวหน้าฝ่ายปรุงโอสถมาเถิด” มู่เชียนเอ่ยตอบรับทันที หากพบหัวหน้าฝ่ายปรุงโอสถได้ การเข้าพบหัวหน้าฝ่ายปราณโอสถก็น่าจะง่ายดายขึ้นมาก
เสมียนชราหรี่ตาลง ขาเป็นเพียงเสมียนชั้นผู้น้อย จะกล้ารบกวนหัวหน้าชุมนุมมาทดสอบนางได้อย่างไร เกิดนางเป็นพวกต้มตุ๋นเล่า ตำแหน่งของเขากว่าจะมาถึงขั้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะให้ถูกไล่ออกเพียงเพราะหลงเชื่อคำพูดของเด็กสาวระดับยอดยุทธ์นางหนึ่งเท่านั้นหรือ !?
เมื่อสังหรณ์ใจว่านางอาจมาก่อกวน สีหน้าของเสมียนเฒ่าจึงเข้มงวดขึ้น
“สาวน้อย.. ตกลงว่าเจ้าใช่นักปรุงโอสถจริงหรือไม่ บอกไว้ก่อนว่าการก่อกวนชุมนุมแพทย์โอสถนั้นมีโทษร้ายแรงอย่างมาก เจ้ารับโทษไม่ไหวหรอก ข้าว่าเจ้ารีบกลับไปเสียเถิด !” กล่าวพลาง ชายชราก็ปล่อยปราณกดดันระดับจ้าวยุทธ์ออกมา หมายจะไล่นางไป
“ท่านผู้เฒ่าคงเข้าใจผิดแล้ว.. ข้าไม่ได้มาก่อกวน” มู่เชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย รับปราณกดดันของระดับจ้าวยุทธ์ที่ปล่อยออกมาได้อย่างง่ายดาย ปราณกดดันสายนั้นของเขาสำหรับนางไม่ต่างจากลมเย็นสบายเท่านั้น นางรู้ดีว่าหากไม่แสดงฝีมือออกไปบ้างคนผู้นี้คงไม่เชื่อถือนางเป็นแน่
เมื่อเห็นหญิงสาวมีสีหน้านิ่งเฉย ไม่ได้รับผลกระทบจากปราณของเขาเลยแม้แต่น้อย เสมียนชราก็ทราบแล้วว่าฝีมือของนางอย่างน้อยควรอยู่ในระดับจ้าวยุทธ์ หญิงสาวอายุยี่สิบ กลับอยู่ในระดับจ้าวยุทธ์แล้ว นับได้ว่ามีความสามารถเด่นล้ำ ทว่านางกลับเจตนาปิดบังฝีมือตนเองไว้ คนลึกลับเช่นนี้มาถึงชุมนุมอย่างไรก็ควรรายงานผู้อาวุโสก่อน ท่าทางของชายชราเปลี่ยนเป็นเคารพนบนอบทันที เขาโค้งศีรษะลงเล็กน้อยกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“แม่นางรอสักครู่ ข้าจะไปเชิญผู้อาวุโสมาที่นี่”
ครู่ใหญ่ ผู้อาวุโสที่ว่าก็มาถึง อายุราวสี่สิบปีเท่านั้น น้อยกว่าเสมียนชราเสียอีก เห็นทีตำแหน่งในชุมนุมนี้ล้วนได้มาจากความสามารถ
“ข้าน้อยจีอวี่.. ผู้อาวุโสแผนกปรุงโอสถ ได้ยินว่าปรมาจารย์น้อยต้องการทดสอบปรุงโอสถระดับสี่หรือ ?” จีอวี่เอ่ยเรียกนางด้วยถ้อยคำยกย่อง เขามองปราดเดียวก็รับรู้ถึงความไม่ธรรมดาของสตรีอายุน้อยตรงหน้า … ในเมื่อคิดทดสอบปรุงโอสถระดับสี่ แปลว่านางก็ควรเป็นผู้ปรุงโอสถระดับสามเป็นอย่างน้อย
ตำแหน่งปรมาจารย์โอสถนั้นเป็นบุคคลที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้ ก่อนที่ความจริงจะปรากฏให้เกียรตินางไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย
“อืมม” มู่เชียนพยักหน้าตอบรับอย่างง่ายๆ โดยไม่ปฏิเสธคำที่เขาใช้เรียกขาน “ข้าต้องการให้หัวหน้าชุมนุมเป็นผู้ควบคุมการทดสอบ ไม่ทราบว่ามีเงื่อนไขใดหรือไม่ ?”
เห็นนางมีท่าทางสงบนิ่ง จีอวี่ยิ่งนึกเกรงขามมากขึ้น ทว่าอย่างไรสิ่งที่ควรทำก็ยังต้องทำต่อไป “ปรมาจารย์น้อยหง.. มิใช่ข้าไม่เชื่อใจทว่า ทว่าสมุนไพรที่ใช้ในการทดสอบระดับสี่นั้นออกจะแพงอยู่บ้าง ดังนั้นหากข้าขอทดสอบเบื้องต้นสักเล็กน้อยก่อนได้หรือไม่ ?”
“ไม่กล้ารบกวนพวกท่าน …เรื่องวัตถุดิบทั้งหลายนั้น ข้าสามารถจัดเตรียมเองได้.. ส่วนการทดสอบเบื้องต้นนั้นข้ายินดีรับ พวกเราสามารถเริ่มต้นได้เลย” มู่
เชียนรู้สึกว่ายามนี้นางได้เปิดเผยตัวตนออกไปค่อนข้างมากแล้ว เพื่อความปลอดภัยนางต้องบรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้เร็วที่สุด และไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว
จีอวี่นิ่งอึ้งไปกับท่าทางมั่นใจของนาง.. บททดสอบของชุมนุมโอสถนั้นเป็นหัวหน้าชุมนุมทั้งสอง ออกร่วมกัน ต่อให้เป็นผู้ปรุงโอสถระดับสามก็ยังต้องขอเวลาเตรียมตัวบ้างสักเดือนหนึ่งเป็นอย่างน้อย ทว่านางกลับพร้อมรับการทดสอบเลย ! ความบ้าบิ่นเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกคล้ายนางไม่ให้เกียรติชุมนุมแพทย์โอสถแคว้นฝู จีอวี่จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ในเมื่อเป็นความต้องการของท่าน ข้าน้อยก็ไม่ขัดข้อง เชิญท่านที่ห้องทดสอบ”
จีอวี่นำทางนางเดินลึกเข้าไปในชุมนุมแพทย์แห่งนั้นด้วยฝีเท้าที่ค่อนข้างเร็ว มู่เฉิงหลินถูกปล่อยไว้ที่โถงด้านหน้าเพียงลำพัง ในขณะที่เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงที่อยู่บนไหล่นางนั้นตามติดมาด้วยอย่างไม่วางใจ
แคว้นฝูแห่งนี้ปราณธาตุมืดมากเกินไป หากจะมีฐานทัพของพวกมารรัตติกาลตั้งอยู่ พวกเขาย่อมไม่รู้สึกแปลกใจสักนิด
ในห้องทดสอบนั้นก็ไม่ต่างจากการทดสอบทั่วไป มีคัดแยกสมุนไพร มีการทดสอบควบคุมไฟ มีการทดสอบกลั่นสมุนไพร เรื่องพวกนี้นางผ่านมามากแล้ว มู่เชียนเหลือบมองรอบห้องด้วยสีหน้านิ่งเฉย ระหว่างที่จีอวี่อธิบายกฏการทดสอบให้นางฟัง
“คัดเลือกสมุนไพรที่ดีที่สุดสิบชนิด ในเวลาสิบนาที ควบคุมไฟเป็นรูปอักษร และกลั่นสมุนไพรสามชนิดให้ได้ความบริสุทธิ์มากกว่าเก้าส่วนขึ้นไป”
จี่อวีเอ่ยเสียงนิ่ง ลอบเพิ่มความยากของบททดสอบให้กับนางเกือบหนึ่งเท่าตัวด้วยความหมั่นไส้ คิดจะได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของหญิงสาว ทว่ากลับไม่ได้เห็นสักนิด
มู่เชียนเดินตรงไปที่กองสมุนไพร สะบัดมือเบาๆ ราวไม่ตั้งใจ… ไม่กี่ครั้ง สมุนไพรสิบต้นก็ถูกแยกออกมาอย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างวาดเปลวเพลิงเป็นอักษร ‘หลิง’ กลางอากาศอย่างง่ายดาย สิ่งนี้นางทำได้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว สิ่งที่จีอวี่มองว่ายากนั้น..สำหรับนางง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
จีอวี่ถูกการกระทำของนางทำให้ตกตะลึงไป เขาไม่เคยเห็นการคัดเลือกสมุนไพรที่ไร้ความตั้งใจเช่นนี้มาก่อน ทว่าปราณที่อัดแน่นอยู่ในสมุนไพรนั้นก็ทำให้จีอวี่มั่นใจว่า นางมิได้ทำไปโดยส่งๆอย่างแน่นอน !
ตัวอักษรหลิงที่โดดเด่นกลางอากาศนั้นก็น่าตื่นตาอย่างมาก ควรทราบว่าแม้จะเป็นผู้ฝึกตนระดับจ้าวยุทธ์ทว่าหากมิใช่สายธาตุไฟแล้วคิดจะสร้างอักษรไฟได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเช่นนี้กลับแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงว่านางทำไปพร้อมๆกับการคัดเลือกสมุนไพรเลย !
จีอวี่ตาค้าง ยามมองหญิงสาวเดินไปอีกด้าน สมุนไพรสามชนิดที่รอให้นางกลั่นวางอยู่บนโต๊ะแล้ว นางควบคุมสมุนไพรทั้งสามให้ลอยขึ้นกลางอากาศ ปราณสีเขียวของนางปกคลุมสมุนไพรทั้งสาม ทำให้มันหมุนคว้างไปพร้อมๆ ก่อนเปลี่ยนสภาพเป็นหยดน้ำแวววาวหยดลงในขวดแก้วทั้งสามอย่างแม่นยำ ความวาวใสจนมองทะลุได้เช่นนั้นคือความบริสุทธิ์ระดับสิบ !
การกลั่นสมุนไพรพร้อมๆกันหลายๆชนิดเป็นสิ่งที่ผู้ปรุงโอสถขั้นสี่ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถทำได้ จีอวี่เคยเฝ้ามองหัวหน้าชุมนุมของเขาปรุงโอสถด้วยวิธีนี้ด้วยสายตาชื่นชมและยกย่องอย่างสุดหัวใจ
ทว่ายามนี้สายตาคู่เดียวกันกำลังมองหญิงสาวด้วยความตื่นตะลึง จีอวี่ไม่เคยคิดสักนิดว่านางจะลงมือกลั่นสมุนไพรทั้งสามชนิดพร้อมๆกัน ทั้งยังดูคล่องแคล่วชำนาญกว่าหัวหน้าชุมนุมของเขาหลายเท่า !
“เรียบร้อยแล้ว !” มู่เชียนหันกลับมาเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งเฉย ทั้งหมดนี้นางใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีเท่านั้น !
เขามองหญิงสาวด้วยสายตาหวาดหวั่น เหงื่อเย็นเยียบไหลชุ่มเต็มแผ่นหลัง การได้พบกับผู้ที่มีความสามารถเป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าหากเจอกับผู้ที่มีความสามารถราวกับตัวประหลาดเช่นนี้เขากลับรู้สึกหวาดกลัวมากกว่า
จีอวี่ไม่กล้าเสียมารยาทอีกแล้ว ผู้อาวุโสแห่งชุมนุมแพทย์โอสถ โค้งศีรษะต่ำคารวะนาง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทาว่า
“ท่านปรมาจารย์โปรดรอสักครู่ ผู้น้อยจะไปรายงานท่านหัวหน้าชุมนุมให้มาพบท่านโดยเร็วที่สุด” จีอวี่โค้งกายต่ำอยู่เช่นนั้นขณะที่ค่อยๆถอยหลังออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม
“ลำบากนายหญิงแล้ว” ลวี่ซานถงเอ่ย ความหมายของมิใช่ว่าเขาเห็นใจความเหน็ดเหนื่อยในการทดสอบ แต่กลับเป็นเรื่องที่นางต้องทำสิ่งที่ง่ายจนน่าเบื่อเช่นนี้ต่างหาก
“รีบถามแล้วก็รีบไป มีอะไรไม่ดีเล่า ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้น
มู่เชียนยังคงยืนนิ่งไม่เอ่ยวาจาใด.. ความเงียบของนางทำให้เทพอสูรทั้งสองได้แต่ทอดถอนใจ ไม่รู้ว่าเมื่อใดนายหญิงของพวกเขาจะกลับมายิ้มสดใสและร่าเริงได้อีกครั้ง
หัวหน้าชุมนุมแพทย์แซ่หุยโอสถรีบรุดมาพบนางทันที เมื่อผู้อาวุโสไปแจ้งว่ามีสตรีอายุน้อยผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เพื่อขอทดสอบปรุงโอสถระดับสี่ และจากการทดสอบที่เพิ่งผ่านไป.. เป็นไปได้ว่าสตรีนางนี้อาจเป็นผู้ปรุงโอสถระดับห้า
หัวหน้าชุมนุมแซ่หุย เป็นชายชราอายุราวเจ็ดสิบปี หนวดยาวเฟิ้มและการฝึกตนระดับปราชญ์ยุทธ์ทำให้มู่เชียนพอคาดเดาได้ว่าคนตรงหน้าคงมีอายุร้อยกว่าปีแล้ว ใบหน้าแดงก่ำของเขาปรากฏรอยยิ้มเอาใจยามเชื้อเชิญให้นางนั่งลงดื่มชา อวี่จีเองก็ยืนตัวเกร็งคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ
ชายชราสอบถาม พูดคุยสัพเพเหระทว่ากลับมิได้เอ่ยถึงเรื่องการทดสอบแม้แต่น้อย สุดท้ายก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางอึดอัดใจว่า “ปรมาจารย์น้อยมาเยือนแคว้นฝูของเรา ไม่ทราบคิดจะอยู่ยาวหรือเพียงมาเยี่ยมเยือน ?”
มู่เชียนนิ่งคิดชั่วอึดใจ ก็เข้าใจแล้วว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ชุมนุมแห่งนี้ตำแหน่งต่างๆล้วนขึ้นกับความสามารถ การที่นางอยู่ในระดับที่เหนือกว่าปรากฏตัวขึ้น อาจทำให้ตำแหน่งหัวหน้าชุมนุมของเขามีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมให้นางได้ทำการทดสอบเสียที
มู่เชียนวางจอกชาลง หลุบตาต่ำซ่อนรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนว่า “หัวหน้าหุย ข้าขอเอ่ยตามตรงว่า ข้ามาแคว้นฝูครั้งนี้มีเจตนาสอบถามเรื่องหนึ่งจากท่าน หาได้ต้องการทดสอบอันใดไม่ คิดว่าอีกสองสามวันก็จะออกเดินทางจากไปแล้ว”
ชายชรามีสีหน้าโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด หากนางยืนกรานจะทดสอบให้ได้ เกรงว่าเขาก็คงไม่มีทางเลือก ต้องยอมลาออกและสละตำแหน่งหัวหน้าชุมนุมให้นางเท่านั้น เขารีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นทันที “เช่นนั้นมหาจารย์น้อย ต้องการสอบถามเรื่องใด บอกข้าได้เลยหากข้ารู้ย่อมไม่กล้าปิดบังแน่”
เมื่อฝ่ายตรงข้ามมิได้มีเจตนาเป็นคู่แข่ง ชายชราก็เอ่ยเรียกนางตามตำแหน่งที่ควรทันที ในเมื่อนางคือผู้ปรุงโอสถระดับห้าย่อมต้องใช้คำว่ามหาจารย์มาเรียกขาน มู่เชียนพยักหน้ารับคำเรียกขานนั้นก่อนจะเงยหน้าขึ้น สบตาชายชราตรงๆ
“ไม่ทราบข้าขอพบหัวหน้าฝ่ายปราณโอสถ ได้หรือไม่ ?”
“อ้อ.. ที่แท้ท่านอยากพบหัวหน้าฟาง” หัวหน้าหุยมีสีหน้าหนักใจ “เดิมทีก็ไม่เป็นปัญหาอันใด ทว่าหลายวันก่อนองค์หญิงฝูหย่งเล่อเกิดภาวะปราณแปรปรวนไม่ทราบสาเหตุ เขาจึงต้องเดินทางเข้าไปในวังเพื่อทำการรักษา เกรงว่าคงไม่อาจกลับมาได้เร็ววัน”
มู่เชียนพยักหน้ารับรู้ “เช่นนั้นไม่ทราบว่า สิบเจ็ดปีก่อน ได้ยินชื่อของสตรีชื่อหลินซานซาน และมู่เหวินป๋อหรือไม่.. สตรีแซ่หลินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปราณโอสถ นางมีธาตุแสงบริสุทธิ์”
หัวหน้าหุยมีสีหน้าครุ่นคิด ครู่ใหญ่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธออกมาด้วยความเสียดาย “ขออภัยมหาจารย์หง ข้าไม่เคยได้ยินชื่อพวกเขามาก่อน”
มู่เชียนก้มหน้าลงซ่อนดวงตาผิดหวัง ขณะที่กำลังคิดว่าจะต้องรอพบหัวหน้าปราณโอสถเพื่อสอบถามอีกครั้ง จีอวี่ที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันเอ่ยขึ้นเสียงประหม่าว่า
“ข้าดูเหมือนเคยพบพวกเขา”
“จริงหรือ ?”ดวงตาเป็นประกายของมู่เชียนตวัดขวับหาเขาทันที ชั่วขณะนั้นอวี่จีรู้สึกคล้ายกับถูกจับจ้องด้วยตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าเขาหลายระดับ ผู้อาวุโสแห่งชุมนุมรีบโค้งกายรับ ก่อนจะหลุบตาต่ำหลบสายตาทรงพลังของนางอย่างประหม่า
“ยามนั้นข้ายังเป็นเพียงเสมียนลงทะเบียนเท่านั้น .. สตรีแซ่หลินผู้นั้นหน้าตางดงามอย่างมาก ด้วยฐานะผู้เยียวยาระดับสูง จึงได้รับการต้อนรับจากพวกเราอย่างดี ข้างกายของนางมีสามีที่ป่วยหนักมาด้วย ดูเหมือนจะถูกพิษธาตุมืดเล่นงาน สีหน้าดำคล้ำนอนหลับสนิท นางถามถึงเทพโอสถ ทว่าพวกเราไม่มีเบาะแสเช่นนั้น สุดท้ายนางก็ถามถึงที่ตั้งของหอข่าว จากนั้นก็หายตัวไป”
“หอข่าวหรือ ?”