ตอนที่ 43 วิธีการใหม่
มหาวงกตไดดาลอสชั้นหนึ่ง
“บิลลี่นายจะรับซื้ออะไรบ้าง”
หัวหน้ากลุ่มนักผจญภัยที่เป็นหนุ่มใหญ่ถามสมาชิกทีมคนหนึ่ง
“ข้ามีใบสั่งดวงตาของมันขอรับ”
ชายหนุ่มชื่อบิลลี่ตอบเขามีหน้าตาธรรมดาไม่ได้หล่อเหลาอะไร หุ่นออกผอมเก้งก้างสวมชุดนักผจญภัยและเหน็บมีดด้ามยาวไว้ที่เอว
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักผจญภัยที่เข้ามาจากด้านทวีปอาเซียสมีอยู่ด้วยกันแปดคน ถือเป็นกลุ่มใหญ่ทีเดียว พวกเขาเพิ่งจัดการเจ้างูได้ตัวหนึ่งด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคน
“งั้นก็แบบเดิมนะแบ่งเงินให้พวกเราตามส่วน”
ชายหัวหน้าทีมบอกและลงมือชำแหละร่างของเจ้างู
ซึ่งกลุ่มของพวกเขานอกจากชายวัยกลางคนแล้วยังมีสมาชิกของทีมอีกห้าคน รวมเขาเป็นหกคนส่วนอีกสองคนเป็นนักผจญภัยที่ลงมาหาของตามใบสั่ง และขอติดตามมาด้วยหนึ่งในนั้นคือบิลลี่นี่เอง
หลังส่งมอบดวงตาและแบ่งเงินกันแล้วกลุ่มของพวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ ระหว่างทางก็พบกลุ่มทหารล้อมฆ่าสัตว์อสูรบ้างเจอกลุ่มทหารวิ่งผ่านไปบ้าง พวกเขาเองก็เริ่มสงสัยเหมือนกันจนมีคนอดสงสัยไม่ได้และไปถามทีมอื่น
“พวกนี้เป็นทหารจากเคเดมน่ะเห็นว่าได้รับคำสั่งให้มาทำภารกิจแข่งกันเก็บเลเวลแต่เท่าที่เห็นพวกนี้ดูจะเพี้ยนๆนะ บางคนก็ให้เพื่อนยิงเวทใส่ตัวเองบางคนก็เอามีดแทงตัวเองแถมยังหัวเราะด้วย”
นักผจญภัยคนนั้นบอกเล่าเรื่องราวสุดเพี้ยนของทหารพวกนี้แถมด้วยเรื่องคนบ้าแห่งเขาวงกตที่ดังมากช่วงนี้ความจริงกลุ่มพวกเขาก็พอจะได้ยินข่าวเรื่องคนบ้านี้มากเหมือนกัน
ทหารที่ผ่านไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าได้ถูกสายตาของบิลลี่จับจ้องไม่วางตาเขากำลังมองหาใครบางคนในกลุ่ม ทว่าก็ไม่เจอคนที่เขาต้องหาหาเลยแม้แต่น้อยเขาส่ายหน้าอย่างจนใจและเดินทางไปกับกลุ่มนี้ โดยที่ตัวเขาไม่รู้เลยว่ายังมีอีกคนที่มองดูพฤติกรรมของเขาอยู่เงียบๆเช่นกัน
“บิลลี่นายยังมีใบสั่งวัตถุดิบอะไรอีกบ้าง แล้วนายด้วย คาร์ล”
หัวหน้าทีมถามทั้งสองคนที่ติดตามมาหาวัตถุดิบกับพวกเขา
“ของข้ายังมีเคียวของแมนทิสขอรับแล้วก็เขาของเดียโล....”
บิลลี่บอกกล่าวถึงวัตถุดิบที่เขาได้รับใบสั่งให้มาหา
“เยอะเหมือนกันนะแต่เอาเถอะ ยังไงพวกข้าก็คงเดินทางอยู่ในนี้เป็นเดือนอยู่แล้ว น่าจะได้ครบเลยแล้วนายล่ะคาร์ล”
“ของข้าที่ต้องการก็ดวงตาของแมนทีส ตับของเดียโล..”
คาร์ลตอบหัวหน้าทีมชายคนนี้ไม่ค่อยพูดจาเท่าใดนัก เขามักจะเงียบและฟังคนอื่นคุยกันมากกว่าเขามีใบหน้าหล่อเหลาใช้ได้ แถมยังหุ่นสูงใหญ่อีกด้วย
“อืม...ข้าคิดแผนการเดินทางออกแล้วตามมาเลย”
หัวหน้าทีมเอามือจับคางลูบเคราที่มีอยู่หลอมแหรมพลางคิดแผนการเดินทางออกมาเขาพาทั้งกลุ่มเดินทางไปต่อตามแผนที่เขาวางไว้ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้พบทหารจากเคเดมอีกหลายนาย และยังพบทหารจากคาอินด้วยเช่นกัน
“พวกเราไม่มีใครพบองค์ชายเลย”
จิมเอ่ยขึ้นขณะพักผ่อนอยู่ตอนนี้พวกเขาหยุดพักกันที่ทางเดินใหญ่แห่งหนึ่งหลังเสร็จสิ้นภารกิจกำจัดงูยักษ์ฝูงหนึ่ง
“ข้าว่าองค์ชายคงลงไปที่ชั้นสองแล้วล่ะลองไม่มีใครพบตัวแบบนี้ ต่อให้ชั้นหนึ่งกว้างใหญ่แค่ไหน แต่ที่นี่มีคนเข้ามาตลอดนะถ้าไม่เจอตัวก็มีสองอย่าง ถ้าไม่กลับออกไป ก็ต้องลงไปข้างล่าง”
จ๊อบเอ่ยขึ้นมาตอนนี้เขากำลังเช็ดดาบประจำตัวอยู่
“จะลงไปชั้นสองได้ต้องมีสกิลต้านไฟเลเวลสูงพอสมควรและต้องมีสกิลฟื้นฟูพลังชีวิตที่สูงด้วย ไม่งั้นพลังชีวิตจะลดลงจนตายได้”
จ่าเวสกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักตัวเขาเองก็เอนนอนพิงเป้สัมภาระอยู่
“ทำไมไม่ลองติดต่อไปล่ะข้าเองก็อยากได้คำแนะนำจากองค์ชายหน่อย ข้าอยากลงไปชั้นสองบ้างต้องทำยังไง”
แจ๊คเองก็อยากได้คำแนะนำจากองค์ชายเหมือนกันจิมที่เป็นคนเก็บรักษาอุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลหันไปมองจ่าเวสจ่าแกพยักหน้าให้เป็นสัญญาณว่าให้ลองดู
จิมรีบติดต่อไปหาองค์ชายทันทีรอพักหนึ่งอีกฝ่ายก็รับสาย เขาคุยสอบถามโดยมีแจ็คไปร่วมวงด้วยสองคนคุยกับองค์ชายอยู่พักหนึ่งก่อนจะวางสายไป ด้วยสีหน้าดีอกดีใจ
“องค์ชายอยู่ที่ชั้นสองแถมยังแนะวิธีการฝึกใหม่มาให้ด้วย”
จิมกล่าวอย่างมีเลศนัยอีกสามคนที่เหลือต่างขยับเข้ามาใกล้ทันทีส่วนจ๊อบที่ฟังอยู่ด้วยกันก็ทำสีหน้าอมภูมิเต็มที่
“รีบบอกมาองค์ชายบอกว่ายังไง”
จ่าเวสที่ทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมาก่อนคนอื่น
“หุหุ..”
จิมทำท่าอมพะนำไม่ยอมบอกจนจ่าเวสทนไม่ไหวจะลุกไปจัดการ แต่จิมก็ไวพอรีบหลบไปหลังเจ๊คทันที
“บอกก็ได้จ่าแค่นี้ทำเป็นใจร้อนไปได้ จ่าไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนะ”
จิมได้ทีตอกกลับจ่าเวสอีกฝ่ายได้แต่กัดฟันกรอด
“องค์ชายแนะนำมาว่า.....”
จิมเริ่มเล่าให้ทุกคนฟังพวกเขาฟังไปทำเสียงตกใจไป
“มีวิธีแบบนี้ด้วยน่ากลัวเกินไปแล้ว”
เจ๊คคิดตามแล้วทำท่าสยอง
“ข้าว่าเราไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้เอาอีกวิธีที่องค์ชายบอกดีกว่า”
จ๊อบเองก็ทำหน้าสยองเมื่อได้ยินวิธีสุดป่าเถื่อนแบบนั้น
“ไม่ต้องมัวแต่พูดมาลงมือเลยดีกว่า”
จ่าเวสลุกขึ้นและย่างสามขุมเข้าหาจิมแจ๊คและจ๊อบจับจิมไว้แน่นโดยไม่ต้องบอก แน่นอนว่าวิธีนี้จะลองกับจิมก่อนนั่นเอง
“ม่าย!!!!!”
เสียงร้องโหยหวนของจิมดังกึกก้องไปทั่วสร้างความสยดสองแก่ผู้ที่ได้ยิน ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมามันก็คุ้มค่ามากเช่นกันจากนั้นก็มีเสียงร้องโหยหวนของทุกคนตามมา โดยเฉพาะจ่าเวสที่เสียงดังกว่าใครเพื่อนเพราะโดนอีกสี่คนจัดการอย่างไม่ออมมือ
มหาวงกตไดดาลอสชั้นสองนรกเพลิงโลกันตร์
กี๊!!!!!
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลลมปราณจู่โจม LV 7 เพิ่มเป็น LV 8
ตุบ ตับ ฉึก ฉับ ฉัวะ!!!
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเพิ่มพลังการทุบตี LV 5 เพิ่มเป็น LV 6
เสียงทุบตีเสียงกรีดผ่านเนื้อดังขึ้นอย่างต่อเนื่องสภาพของกิ้งก่ายักษ์ตอนนี้แต่ละตัวล้วนย่ำแย่ พวกมันอยากตายก็ทำไม่ได้พอพลังชีวิตใกล้หมด ราดิชก็รักษาพวกมันจนหายดี และลงมือทรมานพวกมันต่อ
กี๊!!!!
จนตอนนี้ผ่านมาเป็นวันแล้วสกิลของเขาก็เพิ่มระดับมาไม่น้อยโดยเน้นเฉพาะพวกเพิ่มพลังทำลายทางกายภาพและเสริมพลังเพิ่มพลังการตัดเฉือนเพิ่มเป็นเลเวลเจ็ดแล้ว คาดว่าเพราะเขาใช้ดาบเป็นอาวุธหลักเลยทำให้มันขึ้นเร็ว
เพิ่มพลังการทุบตีก็เพิ่งเลื่อนเป็นเลเวลหกเมื่อกี้นี้เองสกิลนี้เขาต้องอัดพลังปราณแล้วต่อยใส่เจ้ากิ้งก่า แน่นอนว่ามันเป็นพลังทำลายแบบเน้นทำลายภายในภายนอกอาจไม่เห็นบาดแผล แต่มันสร้างอาการบาดเจ็บภายในได้
เพิ่มพลังการทะลุทะลวงก็เลื่อนเป็นเลเวลเจ็ดแล้วก็หยุดค้างไว้แบบนั้นเขาต้องใช้ดาบอัดพลังเวทแทงเจ้ากิ้งก่าซ้ำไปซ้ำมา มีหลายครั้งเผลอใส่แรงมากไปจนแทงจนมิดด้าม เดือดร้อนต้องผ่าร่างมันเอาดาบออกมาอีกแน่นอนว่าเสร็จแล้วเขาก็รักษามันให้หายดีเหมือนเดิม
การทรมานพวกมันก็ทำให้เหล่ากิ้งก่าได้สกิลต้านทานพวกนี้เพิ่มขึ้นแน่นอนว่าอาจะเป็นเคราะห์ร้ายของมันก็ได้เพราะยิ่งทำให้พวกมันทนการโจมตีของเขาได้มากขึ้น และต้องทรมานมากยิ่งขึ้นไปอีก
สกิลเพิ่มพลังการกระแทกก็เพิ่มเป็นเลเวลเจ็ดด้วยการอัดพลังปราณแล้วใช้หมัดกระแทกมัน ดูเหมือนจะแยกไม่ค่อยออกระหว่างทุบตีกับกระแทกเท่าไร ต่อด้วยสกิลพลังเวทโจมตีที่เพิ่มขึ้นมาเป็นเลเวลเก้าและหยุดนิ่งไปเลยแม้จะมีสกิลอัพขึ้นมาหลายสกิล แต่เขาก็ยังไม่หยุดทรมานพวกมัน
กี๊!!!
“หืม..”
ระหว่างที่กำลังเอากำปั้นกระแทกเจ้ากิ้งก่าเลเวลสิบแปดอยู่เขาก็สัมผัสได้ว่ามีการติดต่อมาที่อุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลเขาหยุดการทรมานเจ้าสามตัวนี้ซึ่งพวกมันต่างก็น้ำตาไหลพรากที่คิดว่าคงไม่ต้องทรมานแล้ว
“จิมหรอว่าไง”
“วิธีฝึกฝนใหม่ใช่มีสิ....”
ราดิชสนทนากับจิมอยู่พักใหญ่และแนะนำการฝึกรูปแบบใหม่ไปตอนแรกเขาเล่าเรื่องการเอามือจุ่มแม็กม่าให้ฟังอีกฝ่ายบอกว่าน่ากลัวเกินไปทำไม่ได้ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนให้ลองใช้คนที่มีสกิลโจมตีด้วยไฟให้แทงใส่ตัวเองแทน
และยังแนะนำเรื่องการเพิ่มค่าพลังชีวิตด้วยการลดพลังชีวิตให้ต่ำสุดและปล่อยให้มันฟื้นเองซึ่งเขาไม่ได้รู้เลยว่า วิธีการต่างๆที่แนะนำไปนั้นพวกจ่าเวสและหน่วยพิเศษเอาไปดัดแปลงจนน่ากลัวกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากนัก
“เอาไงกับพวกแกต่อดีนะ”
หลังวางสายจากจิมเขาก็หรี่ตามองพวกมันสามตัว เจ้ากิ้งก่าสามตัวนี้ถึงกับหวาดกลัวจนร้องลั่นปล่อยของเหลวกันถ้วนหน้าเขาประเมินตัวเองเพื่อหาสกิลที่ยังไม่ได้พัฒนาและก็พบจนได้ เวทนอกรีตนั่นเองตั้งแต่ได้มาเขาไม่เคยใช้มันเลย
เวทนอกรีตสามารถโจมตีจิตวิญญาณของเป้าหมายได้โดยตรงความสามารถส่วนใหญ่คือสร้างบาดแผลให้ดวงจิต ทำให้ดวงจิตบาดเจ็บหรือหลอกหลอนเป้าหมายได้
“เอาเวทนี้แล้วกันหึหึ”
ราดิชจ้องเจ้ากิ้งก่าเลเวลสิบแปดตรงหน้าอย่างมีเลศนัยมันร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อไม่เห็นราดิชใช้อาวุธหรือกำหมัดมันก็สงสัยทว่ากลับเห็นราดิชยื่นมือมาสัมผัสร่างของมัน ก่อนที่เขาจะร่ายเวทเกิดวงเวทสีดำขึ้นก่อนที่เจ้ากิ้งก่าจะร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
กี๊!!!!
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเวทนอกรีต LV 1 เพิ่มเป็น LV 2
และแล้วพวกมันก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เจ็บปวดกว่าการทรมานทางร่างกายคืออะไรตอนนี้ดวงจิตของพวกมันกำลังถูกกัดกินด้วยเวทนอกรีตโดยไม่อาจต้านทานจนพวกมันได้สกิลต้านทานนอกรีตมา ทว่ามันกลับให้โทษมากกว่า
เมื่อพวกมันทนการโจมตีได้มากขึ้นก็ยิ่งทำให้สกิลของราดิชพัฒนาไวขึ้นไปอีก เขาก็ยิ่งใช้เวทนอกรีตเลเวลสูงขึ้นเล่นงานพวกมัน
กี๊!!! กี๊!!!! กี๊!!!!
เขาทรมานพวกมันด้วยเวทนอกรีตไปอีกเป็นวันแต่ดูเหมือนจะถึงขีดจำกัดแล้วเพราะตั้งแต่เพิ่มเป็นเลเวลเจ็ดเวทนอกรีตก็ไม่มีที่ท่าว่าจะขยับเลเวลเพิ่มขึ้นเลยต่อให้เขาเล่นงานพวกกิ้งก่าจนร้องลั่นปล่อยของเหลวออกมาไม่หยุดแล้วก็ตาม
“คงได้เวลาแล้ว”
เขามองร่างของพวกมันสามตัวด้วยสายตาเวทนาอย่างไรมนุษย์และสัตว์อสูรก็ถูกกำหนดมาให้เป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติต่างฝ่ายต่างเข้าเข่นฆ่ากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรหรือต่อให้มีสัตว์อสูรที่ผูกมิตรกับมนุษย์ได้ก็มีน้อยมาก น้อยจนคนไม่อาจกล่าวถึงได้
เขาตัดสินใจจะดับชีพพวกมันเพื่อปลดปล่อยแววตาเตรียมสังหารของเขาที่มองสบกับพวกมัน เขาก็ได้เห็นแววตาแสดงความขอบคุณจากพวกมันที่กำลังจะปลดปล่อยพวกมันจากความทรมานทั้งทางร่ายกาย และจิตใจนี้เสียที
ฉัวะ!! ฉัวะ!! ฉัวะ!!
กิ้งก่าทั้งสามตัวถูกเขาปิดชีพลงดวงตาของมันดับมืดลงไปพร้อมวิญญาณที่หลุดจากร่าง ตามมาด้วยเสียงประกาศชัยชนะของเขา
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนด LV 62 เพิ่มเป็น LV 63
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลวีถีเทพสัประยุทธ์ LV 2 เพิ่มเป็น LV 3
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลวิถีเทพมนตรา LV 2 เพิ่มเป็น LV 3
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 63 เพิ่มเป็น LV 64
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล เพิ่มพลังทำลาย LV 9เพี่มเป็น LV 10
-เงื่อนไขครบถ้วน สกิล เพิ่มพลังทำลาย LV 10 พัฒนาเป็นสกิล เพิ่มพลังทำลายขั้นสูง LV 1
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเพิ่มพลังการตัดเฉือน LV 7เพิ่มเป็น LV 8
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 64 เพิ่มเป็น LV 65
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล พลังเวทโจมตี LV 9 เพิ่มเป็น LV 10
-เงื่อนไขครบถ้วน สกิล พลังเวทโจมตี LV 10 พัฒนาเป็นสกิล พลังเวทโจมตีขั้นสูง LV 1
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเพิ่มพลังการทุบตี LV 6 เพิ่มเป็น LV 7
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลแหล่งพลังเวท LV 2 เพิ่มเป็น LV 3
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
“ขนาดมีโบนัสค่าความเชี่ยวชาญยังพัฒนาได้แค่นี้ถ้าเป็นคนอื่นสกิลนี้คงยังแค่เลเวลสี่หรือห้าเองมั้ง”
ราดิชไม่ได้แปลกใจมากนักเพราะเลเวลสกิลยิ่งสูง ก็จะใช้ค่าความเชี่ยวชาญเยอะมากในการเพิ่ม โดยเฉพาะสกิลที่มีเลเวลสกิลตั้งแต่หกขึ้นไปจะเริ่มขึ้นช้ามาก ซึ่งเขาก็คงต้องหาวิธีเพิ่มกันต่อไป
“เป้าหมายของเราก่อนลงชั้นสามต้องพัฒนาสกิลพวกนี้กับค่าความต้านทานให้สูงที่สุดก่อน ไม่งั้นเราคงไม่รอดแน่แต่ตอนนี้ขอกินผลไม้สุดหวานก่อนนะ”
ราดิชตั้งเป้าให้กับตัวเองเพราะสัตว์อสูรชั้นสามนั้นมีแต่พวกตัวโหดทั้งนั้น จากความทรงจำของเขา พวกมันแต่ละตัวมีพลังต่อสู้สูงมากที่ชั้นนั้นคือเกมเอาชีวิตรอดอย่างแท้จริง ใครไม่แข็งแกร่งจริงไม่มีทางรอดได้เลย
เขาเก็บซากศพของกิ้งก่าสามตัวนี้ไปส่วนศพของมังกรไฟนั้นเขาก็ยังไม่กินมันเพราะจะเอาไปเป็นของฝากเสด็จพ่อและคาตันเสียหน่อย
“อร่อยเหมือนเดิม...”
ราดิชกินผลลาโบลาอย่างอารมณ์ดีขณะมองฝ่าออกไปยังทะเลแม็กม่าเบื้องหน้าและหาวิธีข้ามไปในที่สุดเขาก็หาวิธีข้ามไปได้ในที่สุด