คุณบำเพ็ญพาตัวบรรณรสออกจากคอนโดฯแห่งนั้นเมื่อเห็นว่าหากอยู่ต่อก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่านี้เพราะผู้ชายที่เป็นจำเลยของความรักยังคงนอนไร้สติ ไม่รู้ว่ากำปั้นของชายสูงวัยจะทำให้ระกากลหลับยาวขนาดนี้ หรือว่าที่ไม่ลืมตาตื่นนั้นเป็นเพราะผสมเอาอาการเมาค้างเข้าไปรวมด้วยกันแน่
‘ผมฝากรุ้งจัดการทางลูกชายคุณด้วยนะถ้าได้เรื่องตามที่คุยกันไว้ โทรหาผมด้วย’ชายสูงวัยยื่นนามบัตรให้คนเคยรัก
แม้จะอาลัยอาวรณ์ที่ต้องจากกันอีกครั้งแต่มันก็เป็นความจริงที่เขาต้องยอมรับ ทั้งตัวเขาและคุณหญิงทอรุ้งต่างมีครอบครัวกันไปแล้วจนลูกๆนั้นโตเป็นหนุ่มเป็นสาว เรื่องความรักในอดีตอย่างไรก็คงทำได้เพียงแค่พูดคุยเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำแต่ก็ไม่อาจจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้
คุณบำเพ็ญถอนหายใจยาวเหยียด...ยังไงเสียสองครอบครัวก็ต้องมาเกี่ยวดองกันทางรุ่นลูกนั่นล่ะเขาคิดอย่างนั้นเพื่อเป็นการลบความรู้สึกผิดหวัง แต่เมื่อนึกไปถึงหน้าว่าที่ลูกเขยหน้าตาที่กำลังขึ้งเครียดก็ยิ่งตีกันจนยุ่งเหยิงทำไมถึงไม่ค่อยถูกชะตากับไอ้ไก่อ่อนนี่เลย...ให้ตายเถอะ
เรื่องยุ่งยากใจยังไม่หมดเมื่อระหว่างทางที่ลูกน้องคนสนิทกำลังจะขับรถไปส่งบรรณรสที่บ้านแถบชานเมืองผู้เป็นนายที่นั่งอยู่ตอนหลังของรถคู่กับลูกสาว ทำท่าเหมือนเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างออก
“เฮ้ยไอ้ทิน แล้วนังโยล่ะใครเป็นคนไปตามมัน ไม่เห็นมีใครติดต่อกลับมาซักตัว”
ชายสูงวัยเอ่ยถามลูกน้องที่เป็นคนขับรถโดยไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย หากแต่ยังนั่งท่าเดิมตลอดทางด้วยการกอดอกทำเป็นมาดเข้ม น้ำเสียงนั้นก็ดุดันเอาเรื่องไม่ต่างจำคำพูดและดวงตาที่แม้แว่นตาดำจะอำพรางอยู่ก็ตาม
“ไอ้เรืองมันเป็นคนไปดูแลคุณชาย...เอ๊ย!คุณหนูโยครับ” นายทินกระตุกตัวนั่งตรง เมื่อรู้ว่าพลาดดันพูดถึงลูกชายครึ่งลูกสาวครึ่งของนายในแบบที่นายไม่ชอบ
คุณบำเพ็ญไม่พูดตอบหากแต่ครุ่นคิดถึงลูกชายคนเดียว ที่ตอนนี้ไม่เหลือคราบผู้ชายอีกแล้ว “เอ็งต่อสายหาไอ้เรืองสิวะว่านังโยมันไปนอนมุดหัวอยู่ที่ไหน ถึงปล่อยให้เกิดเรื่องกับยายโบได้”
คนมาดเข้มพยายามเลี่ยงการพูดถึงบางอย่างที่อาจสะเทือนใจเขาหันไปมองลูกสาวตนเองที่ตอนนี้เอาแต่นั่งเหม่อไปนอกตัวรถในขณะที่วิ่งฉิวผ่านทิวทัศน์ข้างทาง เนื้อตัวลูกสาวบุญธรรมที่เขารักเหมือนลูกในไส้ตอนนี้กระเซอะกระเซิงดูไม่จืด ไม่รู้เขาคิดถูกหรือผิดกันแน่ที่ยอมรับข้อตกลงบางอย่างกับคุณหญิงทอรุ้ง
แต่งงาน...มีทางเดียวเท่านั้น
เพราะนั่นถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบรรณรส และสำหรับ ‘บางอย่าง’ ในธุรกิจของเขา
นั่งไปสักพักนายทินที่ต่อสายหานายเรืองซึ่งติดตามโยธิกาไปตั้งแต่เมื่อคืนก็พูดคุยกันถึงสถานที่ซึ่งลูกนอกคอกของเขาไปซุกหัวนอน
“นายครับ...ไอ้เรืองมันบอกว่าคุณหนูโยไปนอนอยู่บ้านใครก็ไม่รู้ครับบ้านหลังใหญ่โตไม่แพ้บ้านของนายที่ภูเก็ต มันว่าอย่างนั้นครับ”ลูกน้องคนสนิทรีบรายงานผล
“มันได้บอกเอ็งไหมว่าคนที่นังโยมันไปนอนด้วยเป็นบ้านใคร ผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย”
นายทินเป่าปากเบาๆแอบมองผู้เป็นนายทางกระจกหน้ารถ ก่อนจะตอบคำถาม “ผู้ชายครับนาย...ไอ้เรืองมันบอกว่าหล่อขั้นเทพเลยนาย”
คนพูดเอ่ยชมตามคำบอกเล่าของปลายสายทำให้คนฟังเริ่มหงุดหงิดตวาดกลับเสียงขุ่น “ไม่ต้องสาธยายให้มากความข้าไม่ได้ถาม”
นายทินจึงนั่งหน้าจ๋อยขับรถตามหน้าที่ ไม่กล้าปริปากถามอะไรต่อ หากนายไม่เอ่ยส่วนคนที่เอ่ยกลับเป็นบรรณรสที่นั่งนิ่งมานาน
“นี่พ่อยังส่งคนตามพวกหนูสองคนอยู่เหรอคะ”น้ำเสียงคนถามราบเรียบแต่แฝงความน้อยใจอยู่ในนั้น
“ถ้าพ่อไม่ส่งคนตามดูลูกสองคนพ่อจะทันรู้ไหมว่าไอ้ไก่อ่อนมันพาลูกไปทำอะไรที่ไหนบ้าง...แล้วที่พ่อต้องทำอย่างนี้ โบก็น่าจะรู้นี่ลูกว่าพ่อเป็นห่วง” คนมาดเข้มเสียงอ่อนลงทันตาเมื่อพูดถึงลูกสาวด้วยความรักและหวังดี
หญิงสาวเมินหน้าหนี...ในใจคิดโทษหลายสิ่งหลายอย่างโทษชะตาชีวิตตนเองที่ต้องเจอแต่เรื่องเลวร้ายมาตลอดตั้งแต่เกิดจนโตแค่นึกน้ำตาก็พานจะไหล หากแต่เสียงคุณบำเพ็ญที่พูดโพล่งขึ้นทำให้เธอต้องหยุดคิดเรื่องของตนเองชั่วคราว
“ไอ้ทิน...เอ็งยังไม่ต้องขับกลับบ้าน”ผู้เป็นนายออกคำสั่ง
“แล้วนายจะให้ไปที่ไหนครับ”
“นังโยมันอยู่ที่ไหน...เอ็งก็ไปที่นั่น”
............................................
ชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ นิยายเรื่องนี้เขียนและตีพิมพ์เล่ม กับ สนพ น่าจะร่วมสิบปีแล้ว เหตุการร์และบรบทหลายอย่างก็อาจจะเชยบ้างนะครับ แต่ทางนักเขียนไม่ได้แก้ไขใดๆ ปล่อยให้เป็นไปตามยุคสมัยขณะเขียนครับ