ตอนที่38: การค้นที่ไม่ได้ทำเพื่อเธอ
เช้าวันต่อมาลู่ชิงเหอยังไม่ได้ไปหาหลินซูเหยา
แม้เขาจะรู้ว่าเธอควรได้รับรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อของตัวเองแต่สิ่งที่พบเมื่อคืนยังเป็นเพียงเอกสารเก่าชุดหนึ่งเขาไม่ต้องการนำข้อมูลที่ยังตรวจสอบไม่ได้ไปทำให้เธอต้องกังวล
เอกสารจากกล่องไม้ถูกแยกออกจากของกลางประเภทอื่นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมองลังสองใบที่ยึดมาเมื่อคืน ก่อนถามด้วยความสงสัย
“กล่องไม้ที่ถูกขนมาพร้อมกับลังพวกนี้เรารวมไว้เป็นของจากต้นทางเดียวกันเลยได้ไหมครับ?”
“ยังไม่ได้”ลู่ชิงเหอตอบทันที
“แต่ของทั้งหมดอยู่บนเกวียนคันเดียวกันนะครับ”
ลู่ชิงเหอมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง
“อยู่บนเกวียนคันเดียวกันแปลได้เพียงว่ามันผ่านจุดรับของเดียวกัน ไม่ได้แปลว่ามาจากต้นทางเดียวกันแยกบันทึกไว้ก่อน”
“เข้าใจแล้วครับ”
เจ้าหน้าที่นำเอกสารออกมาตรวจทีละแผ่นตราประทับบนซองบางซองจางจนอ่านไม่ได้ ส่วนลายมือบางช่วงเลือนหายเพราะความชื้น
นายทหารฝ่ายเอกสารเพ่งข้อความอยู่ครู่หนึ่ง
“ตัวอักษรตรงนี้คล้ายชื่อคนครับแต่ผมอ่านไม่แน่ใจ”
“ถ้ายังไม่แน่ใจก็แยกไว้ก่อน”ลู่ชิงเหอสั่ง “ตรวจเฉพาะข้อความ วันที่ และชื่อที่เห็นชัดอย่าเติมส่วนที่อ่านไม่ออกด้วยการคาดเดา”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังแต่ความเด็ดขาดทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนหยุดพยายามตีความสิ่งที่หลักฐานยังไม่ได้บอก
ลู่ชิงเหอชี้ไปยังชื่อที่ปรากฏอยู่บนกระดาษมากกว่าหนึ่งแผ่น
“ชื่อหลินจิ้นกั๋วให้ตรวจตามเอกสารไม่ใช่ตรวจตามความจริงที่ว่าผมรู้จักลูกสาวของเขา”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า“ครับผู้พัน”
ลู่ชิงเหอรู้ว่าตัวเองเป็นห่วงความรู้สึกของหลินซูเหยาแต่ยิ่งเป็นเรื่องของคนที่เขาใส่ใจเขายิ่งต้องระวังไม่ให้ความรู้สึกส่วนตัวทำให้การตรวจสอบผิดไปจากหลักฐาน
ถ้าเขาจะบอกเธอทุกคำที่พูดต้องมีที่มาและตรวจสอบย้อนกลับได้
กระดาษหลายแผ่นยังไม่ช่วยระบุตัวคนในเครือข่ายบางแผ่นเป็นเพียงใบรับเงิน บางแผ่นมีแค่วันที่ ส่วนบางแผ่นเขียนคำย่อสั้น ๆซึ่งยังไม่รู้ความหมาย
แต่ชื่อ“หลินจิ้นกั๋ว” ปรากฏมากกว่าหนึ่งครั้ง
เขาไม่ได้มีชื่อเป็นผู้รับเงินแต่เป็นคนที่ถูกสั่งให้จับตาดู
ข้อความที่อ่านได้ชัดมีอยู่สามส่วน
แผ่นแรกมีเพียงไม่กี่คำ
“รายงานตามเดิม”
อีกแผ่นกำชับว่าหากมีคนจากเครือข่ายเก่าของหลินจิ้นกั๋วมาติดต่อ ให้รีบส่งข่าวทันที
ส่วนแผ่นสุดท้ายให้จับตาดูว่าหลินจิ้นกั๋วมีความเคลื่อนไหวเรื่องกลับปักกิ่งหรือไม่
นายทหารฝ่ายเอกสารอ่านซ้ำแล้วขมวดคิ้ว
“คนพวกนี้จับตาหลินจิ้นกั๋วมาหลายปีแล้วหรือครับ?”
“วันที่บนเอกสารบอกว่ามีการรายงานมากกว่าหนึ่งครั้งและกินเวลาหลายปี”ลู่ชิงเหอตอบ “แต่เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งและยังสรุปไม่ได้ว่าคนสั่งทุกครั้งเป็นคนเดียวกัน”
“แล้วทำไมต้องจับตาเขาด้วยครับ?”
“ยังไม่มีคำตอบ”
ลู่ชิงเหอไม่พอใจกับช่องว่างที่มีอยู่แต่เขาจะไม่สร้างคำตอบขึ้นมาเพียงเพราะต้องการให้เรื่องทั้งหมดต่อกันได้เร็วขึ้น
รายชื่อผู้รับเงินบางใบมีเพียงอักษรย่อส่วนคำให้การของคนขนระดับล่างระบุเพียงว่า มีคนในหนานซานช่วยพักของเป็นครั้งคราว
ในบันทึกอีกแผ่นมีคำว่า“พี่หลิน” แต่คำเรียกเพียงเท่านี้ยังใช้ระบุตัวใครไม่ได้
“ให้ผมตรวจคนแซ่หลินในพื้นที่ทั้งหมดไหมครับ?”เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถาม
“ตรวจได้แต่ห้ามเขียนว่าคำว่า ‘พี่หลิน’ หมายถึงใครจนกว่าจะมีหลักฐานเพิ่ม”
“ครับ”
ลู่ชิงเหอให้เทียบวันที่บนเอกสารกับช่วงเวลาที่หลินจิ้นกั๋วย้ายมาอยู่หนานซานผลที่ได้ยืนยันว่าเอกสารเฝ้าติดตามบางส่วนเกิดขึ้นหลังจากหลินจิ้นกั๋วออกจากปักกิ่งและยังมีต่อเนื่องหลังจากเขามีครอบครัวแล้ว
ข้อมูลนี้ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าเอกสารทั้งหมดเป็นเพียงกระดาษเก่าจากช่วงก่อนหลินจิ้นกั๋วออกจากเมืองหลวง
และมากพอให้ลู่ชิงเหอตัดสินใจว่าเขาควรบอกหลินซูเหยาเฉพาะส่วนที่ตรวจสอบได้แล้ว
ตอนเย็นลู่ชิงเหอไปที่ลานหน่วยผลิต
คนงานส่วนใหญ่กลับไปแล้วเหลือเพียงคนที่กำลังเก็บตะกร้ากับอุปกรณ์ไม่กี่คน
หลินซูเหยากำลังตรวจสมุดบันทึกน้ำหนักของตะกร้าที่นำมาทดลองส่งช่วงนี้เธอไม่ต้องยืนคัดของทุกชิ้นด้วยตัวเองอีกต่อไป เพียงตรวจตัวอย่าง คุณภาพและยอดรวมก่อนรับของ
ก่อนที่ลู่ชิงเหอจะมาถึงหลินซูเหยาเพิ่งปฏิเสธสมุนไพรหนึ่งตะกร้าเพราะในตะกร้ามีรากอ่อนหลายต้นถูกถอนขึ้นมาทั้งราก
เจ้าของตะกร้าขมวดคิ้วสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าไม่ถอนรากขึ้นมาแล้วจะให้เอาส่วนไหนกลับมาขาย?”
“เก็บเฉพาะส่วนที่ใช้ได้ค่ะ”หลินซูเหยาอธิบายอย่างใจเย็น “ต้นที่ยังอ่อนควรเหลือไว้ให้โต ถ้าถอนขึ้นมาหมดปีหน้าตรงนั้นอาจไม่มีอะไรให้เก็บอีก”
อีกฝ่ายถอนหายใจแรง
“ปีหน้าก็ค่อยหาที่ใหม่สิวันนี้มีของให้เก็บก็ต้องรีบเก็บ คนอื่นมาเห็นก็เอาไปก่อนอยู่ดี”
หลินซูเหยาเข้าใจว่าอีกฝ่ายกลัวเสียโอกาสแต่เธอไม่เห็นด้วยกับการเก็บของจนไม่เหลือให้เติบโตต่อ
“ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันต่อให้ปีหน้าไปหาที่ใหม่ สุดท้ายที่ใหม่ก็จะหมดเหมือนเดิมค่ะ”
เธอยกตะกร้าขึ้นเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลง
“วันนี้เราอาจได้สมุนไพรเพิ่มหนึ่งตะกร้าแต่ปีหน้าคงต้องมานั่งมองตะกร้าเปล่าด้วยกัน แบบนั้นไม่น่าเสียดายกว่าหรือคะ?”
คนอีกสองคนที่ยืนฟังหลุดยิ้มบางๆ แต่เจ้าของตะกร้ายังมีสีหน้าไม่พอใจ
“คนอื่นก็ถอนกันมาตลอดไม่เห็นเคยมีใครว่าอะไร”
“เมื่อก่อนไม่มีใครว่าไม่ได้แปลว่าของจะไม่มีวันหมดนะคะ” หลินซูเหยาตอบ “ฉันไม่ได้ห้ามทุกคนเก็บแต่ถ้าถอนต้นอ่อนมาทั้งราก ของตะกร้านั้นจะไม่ผ่านเกณฑ์รับค่ะ”
หัวหน้ากลุ่มซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาดูรากอ่อนในมือหลินซูเหยาเขาไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดทันที แต่ถามคนเก็บด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตรงที่ไปเก็บมายังเหลือต้นแก่หรือต้นอ่อนไว้บ้างไหม?”
เจ้าของตะกร้าหลบสายตาก่อนตอบอย่างไม่เต็มใจ
“เหลือไม่มากฉันกลัวคนอื่นมาเก็บก่อนก็เลยเอามาเกือบหมด”
หัวหน้ากลุ่มมีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที
“ถ้าทุกคนกลัวคนอื่นมาเก็บแล้วถอนกันหมดปีหน้าก็ไม่มีใครได้เก็บทั้งนั้น รอบหน้าเว้นต้นอ่อนไว้ถ้าอยากมีของขายต่อก็ต้องช่วยกันรักษาแหล่งที่เก็บด้วย”
เจ้าของตะกร้าเม้มปากแม้ยังไม่พอใจนัก แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
“รู้แล้ว”
หลินซูเหยาไม่ได้พูดซ้ำเธอไม่ได้ต้องการให้ทุกคนทำตามเพราะกลัวเธอไม่รับของ แต่อยากให้พวกเขามีของเก็บมีเงินใช้ และไม่ต้องเดินไกลขึ้นทุกปีเพียงเพราะแหล่งสมุนไพรเดิมถูกถอนจนหมด
หญิงที่ช่วยจดน้ำหนักจึงเพิ่มเครื่องหมายข้างรายการตะกร้าที่ผ่านเกณฑ์และแยกตะกร้าที่ต้องนำกลับไปคัดใหม่ไว้อีกด้าน
นี่เป็นอีกก้าวที่ทำให้งานเดินต่อได้โดยไม่ต้องรอให้หลินซูเหยาตัดสินของทุกชิ้นด้วยตัวเอง
เมื่อหลินซูเหยาเห็นลู่ชิงเหอเดินเข้ามาเธอวางดินสอลง
“ผู้พันลู่”
“มีเวลาคุยไหม?”
น้ำเสียงเคร่งเครียดของเขาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าเธอจางลงทันที
“มีค่ะ”
หลินซูเหยาเหลือบมองแฟ้มในมือเขาก่อนสังเกตว่าใบหน้าของลู่ชิงเหอดูเหนื่อยกว่าปกติดวงตาของเขามีร่องรอยของคนที่แทบไม่ได้พัก
ความเป็นห่วงเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะทันห้ามตัวเอง
“คุณได้กินข้าวหรือยังคะ?”
ลู่ชิงเหอชะงักไปเล็กน้อยสีหน้าเคร่งขรึมอ่อนลงเมื่อรู้ว่าเธอกำลังเป็นห่วง
“กินแล้ว”
“ดีค่ะ”
คราวนี้ลู่ชิงเหอเป็นฝ่ายมองเธอนิ่งๆ
หลินซูเหยาหลุดยิ้มน้ำเสียงมีแววหยอกเย้าเล็กน้อย
“คืนคำเดิมให้บ้างค่ะ”
บรรยากาศตึงเครียดผ่อนลงเพียงชั่วครู่ก่อนลู่ชิงเหอจะพาเธอเดินไปยังมุมลานที่ไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะได้ยิน
“เมื่อคืนเราควบคุมของกลางจากเส้นทางหลังโรงสีได้”
หลินซูเหยาพยักหน้าและรอฟัง
“มีกล่องไม้ใบหนึ่งถูกขนมาพร้อมกับของที่เราติดตามอยู่ข้างในมีเอกสารเก่าหลายปี”
ความระแวงปรากฏขึ้นในแววตาของหลินซูเหยา
“เอกสารเกี่ยวข้องกับฉันหรือคะ?”
ลู่ชิงเหอมองเธอตรงๆ
“มีชื่อพ่อของคุณอยู่ในเอกสารมากกว่าหนึ่งแผ่น”
มือที่หลินซูเหยาวางอยู่บนสมุดเกร็งขึ้นทันที
“หลินจิ้นกั๋วหรือคะ?”
“ครับ”
ความตกใจทำให้เธอนิ่งไปชั่วขณะก่อนความสงสัยและกังวลจะตามมา
“ผู้พันไม่ได้ไปค้นเรื่องพ่อของฉันใช่ไหมคะ?”
“ไม่ได้ไป”ลู่ชิงเหอตอบทันที เพราะรู้ว่าเธอกังวลเรื่องอะไร“ชื่อพ่อของคุณอยู่ในกล่องที่ถูกนำไปวางรวมกับของจากภารกิจของผมเราพบเอกสารนั้นโดยบังเอิญ”
หลินซูเหยาผ่อนลมหายใจเล็กน้อยเธอไม่ได้รู้สึกโล่งใจ เพราะการพบชื่อพ่อในของกลางยังน่ากังวลแต่คำตอบของลู่ชิงเหอทำให้เธอมั่นใจว่าเขาไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่สืบเรื่องส่วนตัวให้เธอ
ภารกิจของลู่ชิงเหอกับเรื่องในอดีตของครอบครัวเธอเชื่อมเข้าหากันเองโดยไม่มีใครตั้งใจ
“เอกสารเขียนว่าอะไรบ้างคะ?”
“ข้อความหนึ่งเขียนว่า‘รายงานตามเดิม’ อีกแผ่นกำชับให้รีบส่งข่าวหากมีคนจากเครือข่ายเก่าของพ่อคุณมาติดต่อ ส่วนอีกแผ่นให้จับตาดูว่าพ่อของคุณมีความเคลื่อนไหวเรื่องกลับปักกิ่งหรือไม่”
หัวใจของหลินซูเหยาหนักอึ้ง
“ใครเป็นคนเขียนหรือคะ?”เธอถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนขึ้น
“ยังไม่ทราบ”
“แล้วใครเป็นคนเก็บเอกสารพวกนี้ไว้?”
“กำลังตรวจ”
หลินซูเหยาเม้มปากแน่นความโกรธค่อย ๆ แทรกเข้ามาในแววตา
“พ่ออุตส่าห์ออกจากปักกิ่งมาอยู่ไกลถึงหนานซานแล้วคนพวกนั้นยังคอยมองว่าเขาพบใคร ติดต่อกับใคร หรือคิดจะกลับไปหรือไม่”
เธอกำมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“พวกเขากลัวอะไรกันแน่คะถึงไม่ยอมปล่อยให้พ่อใช้ชีวิตอย่างสงบเสียที?”
ลู่ชิงเหอไม่ได้รีบตอบรับตามอารมณ์ของเธอ
“เอกสารยืนยันว่ามีคนจับตาพ่อของคุณหลังจากมาอยู่หนานซานแล้วแต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นคนกลุ่มเดิมจากปักกิ่งหรือพวกเขาจับตาพ่อของคุณด้วยเหตุผลอะไร”
หลินซูเหยาหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนสูดหายใจช้า ๆ เพื่อระงับความโกรธ
“ฉันรู้ค่ะว่าคุณยังตอบไม่ได้”เธอพูดเบาลง “แต่พอคิดว่าพ่ออาจต้องใช้ชีวิตโดยไม่รู้ว่าใครกำลังมองอยู่ฉันก็อดโกรธไม่ได้จริง ๆ”
น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยลู่ชิงเหอมองเธอด้วยความเป็นห่วง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ถ้าพบข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวคุณและสามารถเปิดเผยได้ผมจะบอก”
“บอกฉันเมื่อคุณพูดได้ก็พอค่ะ”
ลู่ชิงเหอเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
หลินซูเหยาเห็นสีหน้าของเขาแล้วถอนหายใจ
“อย่ามองเหมือนฉันใจเย็นนักสิคะฉันอยากเปิดแฟ้มในมือคุณอ่านเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ”
เธอเว้นจังหวะก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างฝืนใจ
“แต่ฉันยังไม่อยากทำให้ผู้พันลู่ต้องปวดหัวกว่าเดิมค่ะ”
สีหน้าของลู่ชิงเหออ่อนลง
“ผมรู้”เขาตอบ “และเมื่อมีข้อมูลที่ยืนยันได้ ผมจะบอกคุณ”
หลินซูเหยาพยักหน้า
หลังลู่ชิงเหอเดินจากไปหลินซูเหยาเก็บสมุดบันทึกน้ำหนักใส่กระเป๋า แต่ยังไม่หยิบสมุดของพ่อออกมาอ่าน
เธอแตะขอบสมุดเล่มนั้นด้วยปลายนิ้วก่อนถอนมือออกช้า ๆ
คืนนี้เธอไม่อยากเปลี่ยนทุกถ้อยคำของพ่อให้กลายเป็นเบาะแสหลินจิ้นกั๋วเป็นพ่อของเธอก่อนจะกลายเป็นชื่อในแฟ้มของใครเธออยากปล่อยให้ตัวเองรู้สึกโกรธ เสียใจ และคิดถึงเขาโดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนทุกความรู้สึกให้เป็นคำตอบ
ก่อนหน้านี้หลินซูเหยารู้เพียงว่าพ่อถูกกล่าวหาและต้องออกจากปักกิ่ง
แต่ตอนนี้เธอรู้เพิ่มแล้วว่าหลังจากพ่อของเธอย้ายมาอยู่ที่หนานซาน ยังมีใครบางคนคอยจับตาว่าเขาพบใครติดต่อกับใคร และคิดจะกลับปักกิ่งหรือไม่
คำถามใหม่จึงไม่ใช่เพียงว่าพ่อของเธอเคยพบเห็นอะไร
แต่คือใครยังคงจับตาหลินจิ้นกั๋วหลังจากที่เขาออกจากปักกิ่งมาแล้ว
และคนคนนั้นกลัวว่าเขาจะกลับไปทำอะไร