ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๘ กลายเป็นธุลี (re-edition)

            มังกรนิลกาฬถูกพลังอสูรเหวี่ยงหมุนวน ร่างกายถูกย่อยสลายหลุดร่อนเป็นเส้นสาย จากภายนอกกัดกร่อนเข้าสู่ภายใน

            ... เกล็ดมังกรลอกออกเป็นชิ้นๆ

            ... เนื้อหนังกล้ามเนื้อล่อนหลุด

            ... กระดูกทั่วร่างถูกกร่อนเป็นผุยผง

            ... อวัยวะภายในหัวใจตับไตไส้พุงป่นละเอียด

            กลายเป็นเศษเลือดเนื้อปลิดปลิวไปตามกระแสปราณอสูร แล้วจึงถูกอัคคีปักษาเผาจนมอดไหม้

            มังกรตัวโตทั้งตัวเหลือเพียงความว่างเปล่า ... มันหายไปแล้ว !!!

            พลังอสูรบรรพกาลจากจิตวิญญาณของอุทัยถูกระบายออก มันรู้สึกโปร่งโล่งสบายกายแล้วจึงลดความรุนแรงของพลังลง

            ส่วนอายันต์ถูกเหวี่ยงจนหัวหมุน ปราการมนตราเปื่อยเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ความหนาของปราการลดลงอย่างรวดเร็ว แล้วจึงร่วงดิ่งลงพื้นห่างไปนับสิบเส้น

            .. ตู้มมมมม !!! ร่างของอายันต์กระแทกลงพื้นเสียงดังสนั่น

            ปราการมนตราที่เหลือเพียงน้อยนิดแตกสลาย มันยังไม่ถึงแก่ความตายแต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส

            พลังปราณภายในแตกซ่าน โลหิตทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด กระดูกแตกหักหลายท่อนทิ่มแทงทะลุเนื้อหนังออกมา หากไม่มีปราการมนตราปกป้องไว้มันคงตายแต่แรกแล้ว

            มันนอนแผ่หลาในความมืด ร่างสั่นระริกสมองอื้ออึงไม่เข้าใจในเหตุการณ์ แล้วจึงค่อยๆ รวบรวมเรี่ยวแรงทนฝืนความเจ็บปวดพยายามชันกายลุกขึ้น

            .. อะ อะ อั๊กกก !!! .. อายันต์สำรอกโลหิตออกจากปาก

            .. ในความมืดสนิทเกิดประกายอัคคีสีแดงนับร้อยอยู่รายล้อมตัวมัน

            .. ดั่งดวงตาของทูตแห่งความตาย

            .. กรรร ! กรรร ! กรรร! .. เสียงคำรามอันเยือกเย็น

            “!!!” อายันต์ตาเหลือกถลน

            คองอเวจีนับร้อยๆ อยู่ล้อมรอบเต็มไปหมด พวกมันตรงดิ่งเข้าใส่ในบัดดล

            “อ๊ากกกกก!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของอายันต์ แขนซ้ายของมันถูกดึงขาดออกมาทั้งแขน

            “อ๊ากกกกก!” แข้งขวาของมันถูกปิดกระชากออกมาทั้งขา เท้าอันใหญ่โตของลิงอสูรกระทืบลงร่างของมัน

            “พระบิดา .. อั่กกก!” อายันต์ร้องเรียกบิดาด้วยความเจ็บปวด เสียงของมันเงียบหายไปพร้อมศีรษะที่หลุดออกจากร่าง

            ร่างกายอวัยวะของอายันต์ถูกจับแยกเป็นชิ้นๆ จนแทบมองไม่ออกว่าเป็นเศษซากสิ่งมีชีวิตชนิดใดมาก่อน

            .. อายันต์ตกตายอย่างอดสูยิ่งนัก !

            มันเป็นถึงองค์ชายของมหาอาณาจักรหนึ่งบนพิภพ ‘ราชิกาบูรพา’ .. องค์ชายสูงศักดิ์ผู้เย่อหยิ่งเลวทราม ... การตายของอายันต์ผู้นี้จะเป็นชนวนแห่งความวุ่นวายในชีวิตอุทัยอย่างไม่คาดฝัน !

            ในปีหนึ่งๆ มียอดยุทธ์นับไม่ถ้วนต้องมาทิ้งชีวิตไว้ในพิภพสัตว์อสูรแห่งนี้

            .. บ้างตายเพราะถูกสัตว์อสูรทำร้าย

            .. บ้างตายเพราะพิษและโรคร้าย

            .. บ้างก็ตายเพราะถูกสังหารโดยยอดยุทธ์อื่น

            แต่ก็ยังมีผู้ฝึกยุทธ์มากมายดั้นด้นเดินทางไกลมายังพิภพอันป่าเถื่อนเช่นนี้ นั้นเพราะที่นี่มีสัตว์อสูรชุกชุมหลายพันล้านตัว

            โดยเฉพาะสัตว์อสูรหายากระดับสูงสามารถพบเจอได้อย่างง่ายดาย ผู้ที่สามารถมีชีวิตรอดกลับไปได้นับว่าเป็นยอดคนผู้หนึ่ง

            มีการจัดลำดับสัตว์อสูรเอาไว้เป็นสุดยอด 'โคตรสัตว์อสูรแท้จริง' และสี่ในเจ็ดลำดับนั้นอาศัยอยู่ในพิภพแห่งนี้ ...

            ทั้งเจ็ดลำดับประกอบด้วย...

            ลำดับ ๗ ‘สิงหราชเทวะ’ ราชสีห์ขนาดยักษ์ใหญ่สูงกว่าสิบศอก ดวงตาสีทองอร่ามเปี่ยมอำนาจ บนหัวมีเขาเกลียวแหลมขนาดใหญ่คู่หนึ่ง มีผิวกายสีน้ำตาลและขนรอบแผงคอสีทอง โดดเด่นด้วยปีกกว้างใหญ่ปกคลุมด้วยขนนกสีขาว มันบินได้ดังพญาวิหคกินแสงสว่างและความมืดเป็นอาหาร

            กล่าวกันว่าสัตว์ชนิดนี้คือเผ่าพันธุ์สัตว์เทวะต้นกำเนิด และเคยถูกบรรจุอยู่ในทำเนียบสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์ แต่ภายหลังมหาสงครามเทวะอสูรได้ถูกเนรเทศออกจากสรวงสวรรค์

            ถึงแม้มีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์มหาศาล แต่มันมิใช่สัตว์อสูรที่แท้จริงจึงถูกจัดอยู่ในลำดับสุดท้าย พวกมันอยู่อาศัยเป็นเอกเทศในดินแดนลี้ลับไม่ยุ่งเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์อื่น

            ลำดับ ๖ ‘บัณหะมาน’ หรือ ‘กระทิงปฐพี’ อสุรกายแห่งผืนแผ่นดินเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ หัวเป็นกระทิงมีเขาเกลียวยาวใหญ่พุ่งไปด้านหน้า ร่างกายคล้ายเสือผสมลิงยักษ์มีกล้ามเนื้อสีม่วงเป็นมัดแข็งแรงบึกบึน

            หลังคอหยาบใหญ่มีแผงขนสีน้ำตาลเข้มตั้งแต่หัวพาดยาวถึงกลางหลัง มีหางยาวปลายหางเป็นซี่หนามแหลม ร่างกายใหญ่เท่าคชสารตัวหนึ่ง กระดูกของมันแข็งแกร่งกว่าโลหะทุกชนิดที่มีในพิภพ

            สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์นี้มีพลังแห่งปฐพี วารี และวายุธาตุต้นกำเนิด พละกำลังของมันมากมายมหาศาล ท่าร่างปราดเปรียวว่องไวดังสายลม กินพืชเป็นอาหาร มีนิสัยฉุนเฉียวดุร้าย

            ลำดับ ๕ ‘เรวะธารมัจฉา’ หรือ อสุรกายแห่งท้องสมุทร เป็นสัตว์อสูรลูกผสมระหว่างมังกรและปลาดึกดำบรรพ์ หัวเรียวมีหงอนสีแดงคล้ายเขาหนึ่งคู่ ปากแหลมกว้างวางเรียงด้วยฟันแหลมคม

            ลำตัวเรียวยาวหมุนวนพลิ้วเป็นเกลียวปกคลุมด้วยเกล็ดสีเขียวเลื่อมประกาย และมีครีบเป็นใบมีดคมสีแดงใช้เฉือนตัดเนื้อหนังสัตว์อื่น ตัวเต็มวัยของสัตว์อสูรชนิดนี้มีลำตัวยาวได้ถึงสิบเส้น

            มันยังมีพิษเป็นฤทธิ์เยือกเย็นจากธาตุวารีต้นกำเนิด กล่าวกันว่าสามารถแช่แข็งดวงวิญญาณของเทวาบนสรวงสวรรค์ได้ จึงเป็นต้นกำเนิดสุดวิเศษในการสกัดทำยาพิษนานาชนิด

            ลำดับ ๔ ‘สิสาวิหค’ ราชันแห่งวิหคทั้งมวล รูปร่างดังพยาอินทรี ดวงตากลมโตสีโลหิตมองเห็นได้ไกลนับพันโยชน์ จะงอยปากสีทองโค้งคมแข็งแกร่ง

            บนหัวมีขนสีแดงชี้ชันคล้ายมงกุฎ ส่วนหัวถึงแผงคอมีสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวขาและปีกทั้งสองสีดำสนิทมันวาว แผงหางมีสีน้ำตาลเช่นส่วนหัว

            มันมีปีกกว้างยาวเรียวขนาดมหึมา ขนที่ปลายปีกคมดังใบมีด และมีกรงเล็บเท้าสีทองอันแข็งแกร่งแหลมคมเป็นอาวุธ เผ่าพันธุ์นี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์มีพลังแห่งวายุและวิชชุธาตุต้นกำเนิด พวกมันบินได้รวดเร็วประดุจสายฟ้า

            ลำดับ ๓ ‘คองอเวจี’ เป็นวานรขนาดใหญ่สูงได้ถึงสามสิบศอก ดวงตาสีแดงดังอัคคี ใบหน้าสีดำร่างกายปกคลุมด้วยขนสีดำสนิท ช่วงคอถึงบ่าหยาบใหญ่ แขนทรงพลังห้อยยาวถึงหัวเข่า แผงอกและช่วงท้องไม่มีขนแต่มีมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงบึกบึน

            ร่างกายของคองอเวจีแข็งแกร่งดังเหล็กกล้า มีพละกำลังมหาศาลดังคชสาร ไม่เกรงกลัวมนตราหรือไสยเวทใด เป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ มีพลังแห่งอัคคี ปฐพี และวายุธาตุต้นกำเนิด

            วานรอสูรมีนิสัยดุร้ายหวงถิ่นอาศัย มีสติปัญญาและระบบสังคมซับซ้อน ชอบการต่อสู้ประลองกำลัง

            ลำดับ ๒ ‘มกรมฤตยู’ สัตว์อสูรรูปร่างประหลาดเป็นลูกผสมกลายพันธุ์ของมังกรดึกดำบรรพ์ รูปร่างคล้ายมังกรไร้ปีก สูงราวห้าศอกมีหัวเรียวรียาวลู่ไปด้านหลังคล้ายเมล็ดถั่ว ใบหน้าแคบไร้ดวงตามองเห็นเพียงปากใหญ่โตและฟันอันแหลมคม

            ร่างกายผิวหนังเป็นปล้องแข็งดังเกราะเหล็กสีดำสนิทเต็มไปด้วยท่อปล้องแง่เงี่ยง สองแขนเล็กเพรียวมีกรงเล็บแหลม ยืนด้วยสองขาหลังแข็งแกร่งเคลื่อนที่ได้ว่องไว หางเรียวเหยียดยาวเป็นปล้องแข็งร้อยเรียงกันที่ปลายมีกระดูกแหลมเป็นเงี่ยงดังฉมวก

            สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์นี้จะอยู่รวมกันเป็นฝูง ทำรังอยู่ในถ้ำหรือโพรงหินใต้พื้นดินลึกนับโยชน์

            ลำดับ ๑ ‘มังกรโคตรบิดร’ เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ราชันแห่งสัตว์อสูรทั้งปวง เป็นโคตรมังกรตัวมหึมาเท่าคชสารกว่าสิบๆ ตัวรวมกัน ทั้งตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำเป็นเงาวาววับ เกล็ดของมันหนาและแข็งแกร่งจนไม่มีอาวุธใดในพิภพเจาะทำลายได้

            ปีกขยายแผ่กว้างหลายสิบวา ทั้งตัวมีแง่งแหลมคมน่าเกรงขาม ทั้งแง่งนั้นยังทอดยาวไปตามแนวสันหลังจนถึงปลายหาง หางของมันยาวเหยียด และที่ปลายยังมีส่วนแหลมคมดังหอกเล่มหนึ่ง ทั้งยังแผ่พลังอัคคีธาตุอันร้อนแรงออกมาอีกด้วย

            มันสามารถพ่นวิชชุธาตุต้นกำเนิดออกจากปาก พลังนั้นร้อนแรงจนแม้แต่เหล็กกล้ายังพังละลาย

            และลักษณะที่โดดเด่นของสัตว์อสูรชนิดนี้คือ ... มีหัวมากกว่าหนึ่งหัว !!!

            ... ที่เป็นสุดยอดของเผ่าพันธุ์จะมีถึงแปดหัว และมีชีวิตเป็นอมตะ ... นั่นนับเป็นมังกรอสูรในตำนานโดยแท้จริง

            แต่กล่าวกันตามความจริง ... ไม่เคยมีบันทึกไว้ว่าผู้ใดเคยได้ครอบครองสัตว์อสูรแท้จริงเหล่านี้มาก่อน

             

            พลังปราณและร่างเงาอสูรของอุทัยค่อยๆ จางหายไป พลังที่ระเบิดออกถูกปลดปล่อยจนหมดสิ้น มันรู้สึกโปร่งโล่งร่างกายจิตใจเบาสบาย

            .. ตุ๊บบบ ! อุทัยหมดแรงคุกเข่าลง ดวงตาของมันกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

            ร่างกายเปลือยเปล่ายังคงเป็นดังมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง แสงจากประตูอสูรโลกายังสาดส่องมาจากด้านหลัง

            “พี่ใหญ่ ! พี่ใหญ่ !” เสียงของญานินดา

            “.. ท่าน เป็นเช่นไรบ้าง !” ญานินดากล่าวถาม ปราณปักษาอัคคีสวรรค์จากร่างกายสลายไป นางโผกายเข้าหาอุทัยโดยทันใด

            นางน้ำตาไหลซึมหน้าแดงระเรื่อ เข้าไปประคองร่างอันเปล่าเปลือยของอุทัยไว้

            “ข้า .. ข้า .. ไม่เป็นไร ...” อุทัยตอบ มันแทบทรงกายคุกเข่าไว้ไม่อยู่

            เหตุการณ์กลับมาสงบอีกครั้ง ซากร่างของอายันต์และมังกรหายไปราวพวกมันทั้งสองไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ราชันวานรอสูรเดินกลับมาหา ร่างกายยังคละคลุ้งด้วยควันจากขนบนกายที่ถูกเผาไหม้

            .. แล้วจึงคุกเข่าลงดังเดิม

            ถึงแม้รอบบริเวณจะชุมนุมด้วยสิ่งมีชีวิตนับล้านๆ ตัว แต่ทั้งสถานที่กลับเงียบสงบไร้เสียง

            สตรีปักษาวารีซ่อนกายอยู่ในซอกหิน นางโผล่หัวขึ้นลอบแอบมองไปรอบๆ สัตว์อสูรมากมายสุดพรรณนาต่างหมอบกราบนิ่งราวกับเป็นก้อนหิน

            สตรีปักษาวารียังไม่คืนสติ ความตระหนกยังคงอยู่ นางไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวที่ได้ประสบในที่นี้

            “ดะ ดะ ดินแดน .. ปีศาจ ..”

            “.. ดินแดนปีศาจ .. เป็นแน่แท้ ..”

            “.. พ่อแก้วแม่แก้ว .. หนี .. ต้องหนีแล้ว ...”

            นางค่อยๆ ก้าวขาอันสั่นเทาคืบคลานไปยังประตูมิติ ระยะห่างเพียงห้าวาแต่ความรู้สึกยืดยาวราวสิบเส้น

            “มะ มะ มารดามัน .. ต้องมาพบเจอสถานที่เยี่ยงนี้ ล้วนเป็นภูตผีปีศาจทั้งสิ้น ...” สตรีปักษาวารีสบถด่าเสียงสั่นเครือ

            .. อึ๊บบบ ... อึ๊บบบ ... นางค่อยๆ คลานอย่างเงียบกริบ

            เพียงชั่วครู่สตรีปักษาวารีก็มาถึงหน้าประตูมิติแล้ว ‘อีกเพียงสองศอก .. เท่าน่านนน ...’

            ขณะเดียวกัน .. อุทัยรู้สึกอ่อนแรงเหนื่อยล้า แม้แต่จะยกแขนยังยกไม่ขึ้น

            มันกล่าวด้วยน้ำเสียงโหยอ่อน “ตะ .. ต้องปิดประตูมิติ นี้เสียก่อน ..”

            แล้วจึงหันศีรษะเหลียวมองประตูอสูรโลกาแวบหนึ่ง ปากของมันขมุบขมิบกล่าวภาษาบางอย่าง

            “เทว-วะ-ตา-ทะ-ฉิ .. โว-ภะ-รา-สุ-อา-รา-วา-ทะ .. ตรา-พัต-กรา-จัก-พะ-บัน .. รา-สุ-อา-วา-ภิ-อะ ..”

            อุทัยกล่าวมนตราเป็นภาษาอสุราที่ใช้เปิดประตูอสูรโลกาเมื่อขามา แต่คราวนี้เป็นการกล่าวย้อนจากหลังมาหน้า

            ประตูมิติมีการตอบสนองในทันใด ระลอกคลื่นพลิ้วไหวดังผืนน้ำส่งลำแสงทอประกายระยิบระยับอีกครั้งแล้วค่อยๆ หดตัวเล็กลง

            .. หดเล็กลง

            .. และเล็กลงเรื่อยๆ

            สตรีปักษาวารีเห็นประตูมิติหดเล็กลงต่อหน้าต่อตา นางตกใจไม่รอช้ารวบรวมพลังทั้งหมดกระโจนออกไป

            “อึ๊บบบ ..” สตรีปักษาวารีกระโจนใส่อย่างรวดเร็ว

            ... ว๊าบบบ ! ประตูมิติหายวับไป

            ... ตุ๊บบบ ! เสียงร่างหล่นกระแทกพื้น .. สตรีปักษาวารีนอนแขนขาแผ่หลา .. ประตูมิติหายไปต่อหน้าต่อตา .. ที่สัมผัสมีเพียงอากาศธาตุ กับพื้นหิน

            ... ประตูอสูรโลกาถูกปิดลงแล้ว คงเหลือแต่ความมืดมิดของราตรีกาล อุทัยหมดสติทิ้งร่างหลับตาพริ้ม มันหลับใหลราวเด็กน้อยผู้หนึ่งอยู่ในวงแขนของญานินดา ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน