ตอนที่ 16 : สองผสานเคล็ดฝ่ามือ
หลังจากผ่านพ้นเื่ราวทั้งหลายตลอดระยะเวลาหลายวันมานี้หลานเทียนนั้นกลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อยกลับกันยิ่งทวีความทะยานอยากแข็งแกร่งมากขึ้น
“ลี่เหอข้ายังไม่เคยนำเคล็ดวิชาที่ข้าได้รับมา ใช้ในการต่อสู้เลยสักครั้งทั้งยังเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วข้าต้องเข้าสู่งานประลองยุทธรุ่นเยาว์เ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง ข้าหมายถึงวิธีการฝึกเพื่อต่อสู้”หลานเทียนกล่าวถามนางที่กำลังพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์
“ข้าไม่รู้วิธีการแบบนั้นแน่นอนภูต เช่นพวกข้าไม่จำเป็ต้องฝึกวรยุทธ์ใดอืม..ท่านลองต่อสู้จริงกับเหล่าสัตว์อสูรหรือไม่เล่า ข้าว่าวิธีนี้ก็ไม่เลวนอกจากจะได้ใช้เคล็ดวิชาแล้วยังได้ลองกับการต่อสู้จริงอีกด้วย”นางครุ่นคิดพักหนึ่งจึงกล่าวต่อหลานเทียน
“อืมงั้นสัตว์อสูรในระยะร้อยกิโลเมตรนี้..”กล่าวไม่ทันจบคำร่างของหลานเทียนไหววูบและหายไปจากคลองจักษุก่อนจะโผล่ร่างในอีกสิบกว่ากิโลเมตรต่อมา
ความรู้สึกเปลี่ยนไปมากหลังจากเคยชินกับปราณชั้นนภาแล้วรวมไปทั้งการยกระดับพลังจิต ช่วยให้การควบคุมพลังปราณ และปลดปล่อยเคล็ดวิชาไหลลื่นเป็อย่างยิ่งประสาทััในขั้นปราณนภาก็ยิ่งเฉียบคมไปอีกขั้น
ร่างกายที่แตกต่างของหลานเทียนในการยกระดับขั้นแต่ละชั้นนั้นยากเย็นราวกับปีนป่ายสู่สรวง์การก้าวผ่าน่ชั้นก่อนหน้านั้นหลานเทียนแทบไม่ต่างจากผู้อื่นที่มีเพียงสามขั้นแต่เมื่อเข้าสู่ห้วงของนภาแล้วนั้นราวกับมี่ชั้นเล็ก ๆให้ก้าวผ่านไม่ได้ไหลลื่นเช่นห้วงก่อนหน้าถึงแม้ก่อนหน้านี้ที่หลานเทียนเข้าสู่ห้วงนภาปราณแล้วก็ตามแต่ก็อยู่ใน่ชั้นราวหนึ่งในสามของพลังนภาปราณขั้นต่ำกล่าวคือ่ชั้นของหลานเทียนถูกแบ่งย่อยลงไปอีกสามชั้น จากสาม่ชั้นสู่ระดับดาราปราณหลานเทียนมีเก่าขั้นจึงทำให้เลื่อนระดับช้ากว่าแต่ด้วยความช้าในการเพิ่ม่ชั้นนั้นแลกมาด้วยความหนาแน่นกว่าผู้อื่นเป็สามเท่าตัวหลานเทียนที่เข้าสู่่ชั้นนภาขั้นต่ำที่เต็มขั้นแล้วนั้นระดับพลังปราณแทบเทียบเท่ากับผู้อยู่ในระดับนภาขั้นสูงทีเดียวด้านหลานเทียนเองก็เริ่มััได้ถึง่ชั้นเล็ก ๆ ที่ขวางขั้นการเลื่อนระดับพลังคล้ายกับกำแพงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ รอการปีนป่ายข้ามไปของการบ่มเพาะพลังปราณ
เบื้องหน้าบัดนี้ปรากฏสัตว์อสูรรูปร่างสูงใหญ่กำยำความสูงราวเจ็ดถึงแปดเมตร คล้ายกับช้างป่าขนาดใหญ่เพียงแต่หัวของมันนั้นเป็หัวของพยัคฆ์ที่มีเขี้ยวคมราวใบมีดยาวงองุ้มลงมาข้างปากความสามารถของมันด้วยความคิดอ่านของเสือร้ายพร้อมจะฉีกกระชากร่างเหยื่อผนวกกับความทนทาน แข็งแกร่งของช้างเป็การควบรวมสองความสามารถที่มีทั้งพลังโจมตีและป้องกันขั้นสูงไว้ด้วยกันสัตว์อสูรที่เป็ลูกผสมของสองสายพันธุ์ขึ้นไปนั้นย่อมได้รับความสามารถเด่นของสายพันธุ์นั้นมาด้วยทั้งยังมักเกิดมาพร้อมกับผลึกสัตว์อสูรสิบปีและผลึกจะเติบโตเป็ทวีคูณต่างจากสัตว์อสูรที่มีสายพันธุ์เดียวหาก้าค้นหาผลึกอสูรร้อยปีเพียงแค่หาสัตว์อสูรพันธุ์ผสมเหล่านี้ที่อายุสิบปีเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นไม่ว่าตัวของมันจะมีของมีค่ามากเท่าใดแต่มนุษย์ส่วนมากก็ไม่้าแม้จะย่างกรายเข้ามาในเขตของพวกมันด้วยความแข็งแกร่งที่มีมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปอย่างทาบไม่ติดการจะสังหารมันสักตัวอาจจะต้องใช้ทรัพยากรเทียบกับผลลัพธ์หลังจากสังหารมันแล้วบางครั้งนั้นกลับได้ไม่คุ้มเสียนักล่าสัตว์อสูรทั้งหลายจึงมักล่าพวกพันธุ์แท้ที่อ่อนแอกว่าใช้กำลังคนและระดับพลังที่ต่ำกว่าในการสังหารสัตว์อสูรเป้าหมายถึงแม้จะได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
“ศีรษะเป็เสือมีร่างเป็ช้างขนาดตัวราวกับูเาลูกย่อม มันคือช้างอสูรหัวพยัคฆ์ อย่างแน่นอนนายท่านโปรดระมัดระวัง ถึงร่างกายมันจะใหญ่โตแต่ความรวดเร็วของมันไม่ด้อยเลยทั้งพลังป้องกันและโจมตีของมัน ไม่อาจโจมตีหรือฝีนตั้งรับมันได้โดยตรงส่วนจุดอ่อนของมันนั้นคือรอยต่อของหัวที่เป็เสือกับลำตัว ่บริเวณที่เป็จุดกึ่งกลางของผัวหนังและจะเป็การดีหากท่านสังหารมันอย่างรวดเร็วที่สุดสัตว์อสูรประเภทนี้มันอยู่กันเป็ฝูง ห่างกันราวสองถึงสามกิโลเมตรเสียงการต่อสู้หรือเสียงของมันอาจทำให้ฝูงของมันแห่กันมาที่นี่”นางร่ายข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรเบื้องหน้า จากภูมิความรู้ที่สืบทอดกันมาของเหล่าภูต
“เช่นนั้นข้าคงไม่มีทางเลือกนอกจากลองใช้พลังทั้งหมดและรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด”หลานเทียนกล่าวจบก็นำเกราะมือสวมใส่ทันทีพร้อมใช้ออกเคล็ดเหินเวหาอันเป็เคล็ดที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็ต้องเรียนรู้หากเข้าสู่ห้วงชั้นนภาได้แล้วพร้อมกับใช้ออกซึ่งเคล็ดเร้นจิต กำบังกาย ขั้นที่หนึ่งเร้นลมปราณเพื่อหลบเร้นจากััของสัตว์อสูรและเมื่ออยู่ในระยะที่เหมาะแก่การโจมตีแล้ว จากนั้นจึงใช้ออกซึ่งเคล็ดเร้นจิตกำบังกายวิถีที่สอง หลอมผสานจิตเหนี่ยวนำพลังปราณเข้าสู่เกราะมือข้างขวาพร้อมกับใช้หนึ่งในกระบวนท่าของเคล็ดฝ่ามือเบญจมายา กระบวนสองฝ่ามือพิชิตฟ้าเป็การผสานลมปราณของกระบวนท่าแรกให้รวมอยู่ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเมื่อรวมกันจะมีพลังทำลายถึงแปดส่วนของพลังปราณผู้ใช้เป็เคล็ดวิชาที่สิ้นเปลืองพลังปราณมากที่สุดในกระบวนท่าฝ่ามือทั้งห้าถึงกระนั้นสามารถใช้ออกได้หนึ่งครั้งในห้าชั่วยาม
ด้วยการควบรวมเคล็ดวิชาที่สามารถเหนี่ยวนำลมปราณทั้งสองเข้าด้วยกันทำให้พลังในการใช้ออกนั้นมีประสิทธิภาพถึงขั้นสูงสุดหลานเทียนเมื่อรวบรวมพลังเสร็จสิ้นแล้วเพียงไม่กี่ลมหายใจก็ทิ้งตัวพุ่งลงไปที่เป้าหมายบริเวณหลังลำคอราวกับดาวตกเสียงหวีดหวิวกรีดอากาศดังขึ้นเสียดแก้วหูช้างอสูรหัวเสือนั้นกว่าจะรู้ตัวว่ามีภัยก็สายไปเสียแล้วไม่ทันแม้แต่จะได้เปล่งเสียงใดออกมา
ทันทีที่กำปั้นอันถูกผสานไปด้วยเคล็ดวิชาที่หลานเทียนผนวกเข้าด้วยกันปะทะไปยังบริเวณลำคอ เสียงอัดแน่นของกำปั้นนั้นราวกับปะทะกับหินทึบ ช้างอสูรหัวเสือนิ่งงันไปหลายลมหายใจราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นสรรพสิ่งล้วนนิ่งสงบแม้กระทั่งตัวหลานเทียนเองยังรู้สึกอดสงสัยไม่ได้ว่าพลังการโจมตีกว่าแปดส่วนของเขาไม่อาจทำอันตรายแม้รอยขีดข่วนแก่สัตว์อสูรตนนี้ได้ ขณะที่กำลังครุ่นคิดปรากฏเสียงราวกับท่อนไม้ใหญ่ถูกฉีกกระชาก ดังกรอบแกรบลั่นออกมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้าของหลานเทียน ช้างอสูรหัวเสือทรุดตัวลงและสิ้นใจทันที
การโจมตีที่บรรจุด้วยพลังจากแปดส่วนเสริมด้วยเคล็ดวิชาทั้งสองนั้นบดขยี้กระดูกของสิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกแข็งติดหนึ่งในสิบของทวีป ในพริบตาเดียวการสังหารรวดเร็ว เร็วจนเกินไปรวดเร็วแม้แต่ที่ผู้ถูกสังหารยังไม่อาจทำความเข้าใจว่าตนตายไปได้อย่างไรไร้ซึ่งความทุกข์ทรมาน สติพร่าเลือนฉับพลันและสิ้นลมหายใจไปในทันที
มากกว่าชัยชนะอย่างไรข้อกังขาแต่เป็การสังหารอย่างไร้ที่ติบดขยี้คู่ต่อสู้อย่างง่ายดายถึงกระนั้นแล้วหลังจากใช้ออกซึ่งกระบวนท่าหลานเทียนก็สูญเสียพลังลมปราณไปกว่าแปดในสิบส่วน
“สิ้นเปลืองพลังงานกว่าที่ข้าคิดไปมากถึงอย่างไรผลลัพธ์ของมันทำให้ข้าประหลาดใจไม่น้อย” หลานเทียนเผยสีหน้าพึงพอใจถึงแม้จะรู้สึกเหนื่อยอ่อนไปบ้าง
เวลาผ่านไปกว่าห้าชั่วยามพลังปราณที่ใช้ออกไปก็ถูกเติมเต็มด้วยการนั่งสมาธิจนกลับมาสมบูรณ์พลางนึกคิดในใจไปว่า
“หากสิ้นเปลืองเวลามากเช่นนี้เพื่อล้มคู่ต่อสู้เห็นทีคงไม่อาจใช้ในการต่อสู้จริงที่พัวพันและกินเวลานานได้เป็แน่ช่างเป็เคล็ดที่เหมาะแก่การลอบโจมตี หรือสังหารศัตรู โดยมั่นหมายเอาชีวิตเคล็ดวิชาฝ่ามือเบญจมายานี้กระบวนท่าส่วนใหญ่เน้นไปที่การสลัดหรือผลักดันศัตรูออกไปเพื่อก่อเกิดช่องว่างทั้งยังมีกระบวนท่าที่ใช้สำหรับโต้กลับอย่างรุนแรงส่วนท่าที่ใช้ในการโจมตีนั้นมักเป็การโจมตีอย่างสุดโต่งไม่ว่าจะเป็กระบวนท่าที่สองฝ่ามือพิชิตฟ้า ที่เพิ่งใช้ออกโจมตีทางกายภาพอย่างรุนแรงยิ่งยวดหรือจะเป็กระบวนท่าสุดท้ายฝ่ามือดับจิตสูญิญญา ที่โจมตีจิตใจของคู่ต่อสู้โดยตรงเห็นทีข้าจำต้องคิดค้นวิธีการต่อสู้ของตัวเองเพื่อใช้ในการประลอง มิใช่สังหาร”หลานเทียนหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นอีกครั้ง ด้านลี่เหอที่ััความรู้สึกนึกคิดของหลานเทียนจึงเอ่ยปากต่อมา
“นายท่านจากภูมิปัญญาของข้าที่สืบต่อมามีเคล็ดวิชาฝ่ามือหนึ่งที่ข้าคิดว่านายท่านอาจจะสามารถฝึกฝนและใช้ในการต่อสู้ที่พัวพันกินเวลาได้อยู่หากแต่เป็เคล็ดวิชาที่ข้าทำได้เพียงแค่จดจำและเล่าขานมันแก่ท่านข้าไม่อาจสั่งสอนหรือฝึกมันแก่ท่านได้ มันเป็เคล็ดวิชาฝ่ามือของภูตแห่งนภาหรือภูตสายลมตะวันตกเคล็ดนั้นมีชื่อว่า ฝ่ามือวายุเก้าอสรพิษ นายท่านสนใจมันหรือไม่หากท่านสนใจข้าสามารถถ่ายทอดความทรงจำแก่ท่านได้โดยตรงทันที”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างยิ่ง
“อืมแล้วเคล็ดวิชาที่ว่านั่นเป็เคล็ดวิชาประเภทใด ด้วยเคล็ดวิชาที่ทั้งอาจารย์สั่งสอนรวมไปถึงเคล็ดที่ข้าค้นพบและฝึกฝนทั้งสิ้นล้วนเป็เคล็ดวิชาที่เหมาะแก่การลอบสังหาร ลอบโจมตี หลีกเร้นศัตรูทั้งสิ้น หาได้มีเคล็ดวิชาที่ใช้เผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรงนอกจากวิธีการต่อสู้ของทหารที่ท่านปู่ข้าสอนซึ่งอย่างมากก็ใช้ต่อกรกับพวกศัตรูที่อยู่ในระดับต่ำกว่าข้าเท่านั้น”หลานเทียนกล่าว
“เช่นนั้นข้าคิดว่าเคล็ดฝ่ามือวายุอสรพิษนั้นน่าจะเหมาะกับการที่นำไปประลองยุทธ์ในงานประลองได้อย่างแน่นอนหากแต่เป็เคล็ดวิชาที่นำพามาซึ่งความโกลาหลและยากลำบากแก่ตัวท่านอย่างแน่นอนหากมีผู้รู้จักเคล็ดวิชานี้ท่านจะถูกเหมารวมว่าเป็เหล่าภูตที่จำแลงมา และต้องถูกตามล่าสังหารอย่างแน่นอน”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างยิ่ง
“เ้าลองถ่ายทอดมันแก่ข้าก่อนข้าจะตัดสินใจเองว่ามันเหมาะแก่การนำไปใช้อย่างไร”หลานเทียนกล่าวพลางตั้งสมาธิปลดปล่อยการป้องกันทั้งจิตและกายลงปล่อยให้ลี่เหอถ่ายทอดความทรงจำทีละน้อย
ภายในห้วงความคิดกระบวนท่านับร้อยพันถาโถมเข้ามาอย่างมากมายหลานเทียนพยายามจินตนาการและเคลื่อนไหวตามทุกท่วงท่าอย่างจดจ่อในห้วงจิตหลานเทียนฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าหลายพันครั้งถึงกระนั้นเวลาที่เคลื่อนผ่านพ้นไปกลับผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามด้วยความสามารถจิตกลืนเคล็ดของหลานเทียนที่สามารถบ่มเพาะเคล็ดวิชาในโลกเสมือนที่อยู่ในห้วงความคิดที่เวลาเคลื่อนผ่านช้ากว่าโลกปกตินับพันเท่าแต่ข้อเสียคือร่างกายนั้นไม่ได้รับการขัดเกลาจากเคล็ดวิชาไปด้วยจึงจำเป็ต้องฝึกฝนกล้ามเนื้อให้จดจำเคล็ดวิชาซึ่งไม่ได้เป็ปัญหาใหญ่โตอะไรสำหรับหลานเทียน
“ลี่เหอช่วยคุ้มกันข้าสักครู่ข้าจำต้องทำให้ร่างกายข้าชินกับการเคลื่อนไหวของเคล็ดวายุเก้าอสรพิษเสียก่อน”หลานเทียนกล่าวจบแสงสีฟ้าก็พุ่งออกจากร่างของเขา ปรากฏเป็อิสตรีสะคราญโฉมลี่เหอนางผายมือออกสร้างวงกลมใหญ่ครอบลงกินพื้นที่กว่าสิบเก้ารอบตัวหลานเทียนเป็ปราการใสที่หากอยู่เบื้องนอกจะไม่สามารถมองเห็น ััได้ยินสิ่งใดที่เกิดขึ้นภายในปราการแห่งนี้
หลานเทียนยันตัวลุกขึ้นยืนก่อนตั้งท่าเตรียมต่อสู้การเคลื่อนไหวไหลลื่นอย่างบอกไม่ถูก การโจมตีจากสรรพาวุธของร่างกาย ทั้งหมัด เท้าเข่า ศอก กลมกลืนกันอย่างไร้ที่ติ ถึงแม้จะเชื่องช้ากว่าที่เขาคิดไปอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกพึงพอใจไม่น้อยการโจมตีแต่ละครั้งถึงจะไม่ได้ผสานพลังปราณลงไปแต่กลับรู้สึกได้ถึงพลังที่รุนแรง
“การต่อยไม่ใช่ออกมาจากหมัด หรือหัวไหล่ แต่มาจากเอว การซัดฝ่ามือก็เช่นกันช่างเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก เคล็ดวายุเก้าอสรพิษของวายุภูติทั้งยังการเตะที่เกิดจากการบิดของตัวสะบัดออกราวกับแส้เหล็กที่พร้อมจะบดขยี้แม้ภูผาทั้งยังมีการโจมตีระยะประชิดด้วยศอกและเข่า ช่างเป็การเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นรุนแรงเป็การโจมตีที่ไม่รุนแรงนักหากเทียบกับ ฝ่ามือเบญจมายาหากแต่เป็การโจมตีที่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงได้การเคลื่อนไหวสอดประสานการโจมตีป้องกันรุกรับกันอย่างสมบูรณ์สอดประสานกันอย่างดีเยี่ยม”หลานเทียนพึมพำกับตนเอง พร้อมกล่าวชมเคล็ดวิชานี้อย่างไม่หยุดปาก
ลี่เหอที่เฝ้าดูอยู่ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจไม่น้อยที่หลานเทียนสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาของเผ่าพันธุ์อื่นได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วโดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วยามเท่านั้น
หลานเทียนเคลื่อนการออกกระบวนท่าทั้งหลายไปกว่าสองชั่วยามแล้วกลับไม่มีเหงื่อไหลแม้สักหยดเดียวร่างกายไม่มีท่าทีแสดงถึงความเหนื่อยอ่อนแต่อย่างใดเนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างสูญเปล่าตลอดทั้งการโจมตีและตั้งรับเคล็ดวิชานี้เน้นไปที่การเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพมากที่สุดทั้งรุกและรับรวมไปถึงการสวนกลับ
เคล็ดวายุเก้าอสรพิษไม่ได้เป็กระบวนท่าเช่นเคล็ดวิชาอื่นแต่เป็การเข้าใจถึงระบบของร่างกายที่ใช้ในการโจมตี ตั้งรับ และสวนกลับราวกับเป็พื้นฐานของการต่อสู้ด้วยมือเปล่าทั้งมวล พลิกแพลงได้ไม่มีที่สิ้นสุดหากเคลื่อนเข้าระยะประชิดศัตรูได้แล้วนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็ระยะไร้พ่าย
“นายท่านช่างมีความสามารถที่สุดหยั่ง”ลี่เหอกล่าวชมนายท่านของนางอย่างภาคภูมิใจเผยสีหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างสดใสงดงามราวหยก์ที่ถูกสลักเสลาอย่างประณีตหากบุรุษเพศใดพบเห็นนางในยามนี้คงยอมสละทุกสิ่งเพียงเพื่อได้ยลรอยยิ้มของนางอีกสักครั้งในชีวิตอย่างแน่นอน
อีกกว่าชั่วยามต่อมาหลานเทียนได้เริ่มผสานเคล็ดวิชาของทหารที่ปู่สอนเข้ากับเคล็ดวายุเก้าอสรพิษทั้งยังหลอมผสานลมปราณเข้าไปตลอดทั้งการโจมตีในจังหวะของการสวนกลับหลานเทียนใช้ออกซึ่งเคล็ดวิชาเบญจมายากระบวนสี่ฝ่ามือสลายปราณ เป็เคล็ดฝ่ามือที่ใช้ปราณของตัวศัตรูเองย้อนกลับเพื่อสกัดและลบล้างพลังปราณของคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน จำเป็ต้องรู้ลึกซึ้งซึ่งพลังปราณอย่างยิ่งใช้ปัดป้องได้ตลอดเวลาทั้งยังเป็กระบวนท่าเดียวที่ไม่สิ้นเปลืองพลังปราณใดประกอบเข้าไปด้วย
ขณะที่กำลังทดสอบการผสานเคล็ดทั้งหลายอยู่นั้นเสียงคำรามก็ดังกึกก้องขึ้น เสียงนกกระพือดังต่อมาตามด้วยเสียงต้นไม้น้อยใหญ่ถูกเหยียบย่ำเสียงคำรามที่เพียงพอจะกระตุกขวัญของพยัคฆ์คลั่งนี้ย่อมเป็ของช้างอสูรหัวเสือไม่ผิดอย่างแน่นอนหากแต่ตำแหน่งของมันไม่ได้มุ่งตรงมายังหลานเทียน แต่ไปอีกทิศตะวันออกซึ่งอยู่เบื้องหน้าของหลานเทียนจากจำนวนเสียงที่ขานรับคำรามต่อกันนั้น นับได้ราวยี่สิบตัวจากแทบทุกสารทิศ
เวลายามนี้เป็่ที่อาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าเสียสิ้นแล้วทอแสงรำไรสีม่วงส้มเคล้ากันอย่างสบายตาระยะห่างไปกว่าสิบกิโลเมตรหลานเทียนพบเห็นแสงไฟวูบวาบอยู่รำไรด้วยระยะทางกว่าสิบกิโลเมตรนั้นไม่เป็ปัญหาแก่หลานเทียนแต่อย่างใดหากเพ่งดูแล้วเนื่องด้วยระดับปราณและระดับพลังจิตที่ถูกพัฒนาขึ้น
“นายท่านเหมือนกำลังมีกลุ่มคนที่ทำสิ่งผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงขึ้นแล้ว”หลานเทียนพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
“ลี่เหอมีสิ่งใดที่มีค่าในตัวของสัตว์อสูรตนนี้บ้าง”หลานเทียนกล่าวถามพลางชี้นิ้วไปยังซาก ช้างอสูรหัวเสือที่นอนพังพาบเป็ร่างไร้ิญญาอยู่
“ส่วนสำคัญที่สุดย่อมเป็งาของช้างอสูรหัวเสือมันสามารถนำไปหลอมเป็อาวุธและชุดเกราะในระดับกลางได้หัวใจของสัตว์อสูรนั้นแทบจะทุกชนิด สามารถนำไปปรุงยาเสริมการบ่มเพาะพลังปราณได้ดียิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่ง ส่งผลต่อการบ่มเพาะมากเท่านั้น” ลี่เหอกล่าวอย่างเรียบง่าย
หลานเทียนรวบรวมปราณไปที่มือก่อนสะบัดกรีดผ่าร่างของช้างอสูรหัวเสือ ก่อนควักหัวใจก่อนขนาดสิบฝ่ามือเข้าสู่ห้วงมิติและตัดงาทั้งสองออกอย่างง่ายดายราวมีดตัดกระดาษการสังหารในครั้งนี้นับเป็การสังหารสัตว์อสูรเพียงลำพังครั้งแรกของหลานเทียน ทำให้หวนนึกถึงไป๋เสวี่ยและหงซานอยู่ไม่น้อยส่วนหัวใจและงานั้นหากประเมินมูลค่าของทรัพย์สินที่ได้รับก็มากพอที่จะซื้ออาวุธหรือชุดระดับกลางได้ ทั้งยังเหลือเงินไว้ใช้จ่ายจำนวนหนึ่งอีกด้วย
“เอาล่ะเรียบร้อย ข้าจะไปดูตรงนั้นสักหน่อยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ จากคำบอกเล่าของเ้ามนุษย์สมควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรจำพวกลูกครึ่งทั้งยังเป็ลูกครึ่งที่แข็งแกร่งอย่างช้างกับเสืออีกด้วย”หลานเทียนกล่าวพลางใช้เหินเวหา พร้อมกับเคล็ดเร้นจิตกำบังกาย ‘วิถีที่สี่ผสานกายาสิทธิ์’ ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถรับรู้พลังปราณในตัวของตนเองได้หลีกเร้นการััถึงทุกรูปแบบ ราวกับกลืนหายไปกับสรรพสิ่งรอบตัวสภาวะนี้จะคงอยู่ราว ครึ่งชั่วยามหากแต่มิใช่การอันตรธานหากถูกััเคล็ดวิชานี้จะสลายไปและจะสามารถใช้ออกอีกครั้งในหกชั่วยามหากเป็การปลดด้วยตนเองจะสามารถใช้ออกได้ อีกครั้งและจะสามารถใช้ออกได้อีกในสามชั่วยามข้างหน้าห้อทะยานไปยังทิศทางของแสงไฟสลัว
ในเวลาไม่กี่อึดใจระยะสิบกิโลเมตรก็อยู่ตรงหน้าดวงไฟเพียงกระจิริดก็ดูสุกสว่างขึ้นมา เห็นอย่างชัดแจ้งว่าเป็เปลวไฟจากคบเพลิงของคนกลุ่มหนึ่งเมื่อเห็นดังนั้นหลานเทียนปลดปล่อยััออกไปทันทีก็พบว่ามีกลุ่มคนระดับปราณนภาขั้นกลางหนึ่งคน ขั้นต่ำหนึ่งคนอีกสามคนเป็ปราณปฐีขั้นสูง กำลังพยายามสังหารช้างอสูรหัวเสืออยู่ทั้งห้าร่วมกันต่อสู้อย่างเป็ระบบแบบแผน หากแต่อ่อนแอจนเกินไปใช้เวลามากเกินไปทำให้เหล่าช้างอสูรหัวเสือฝูงใหญ่กำลังวิ่งกรูกันมาอย่างบ้าคลั่งจากทั่วทุกทิศทาง
กว่าสิบลมหายใจช้างอสูรหัวเสือที่เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งห้ารุมอยู่ก็สิ้นใจล้มลงหากแต่สายไปเสียแล้วที่จะเก็บเอางา หรือหัวใจในเมื่อพวกเขาย่อมไม่อาจพาตัวเองออกจากวงล้อมนักล่าเช่นช้างอสูรหัวเสือไปได้