[เธอเป็นชายในฝันของนาดาเป็นรักแรกของเขาเลยนะ]
“มันจริงหรอเนี่ย”
[ฉันก็ไม่เคยคิดว่านาดาจะรักเธอขนาดนี้ตอนเขาเด็กๆ ครั้งแรกที่เห็นรูปนายเขาบอกว่าเขาชอบฉันฟังดูก็รู้สึกแค่ว่าเด็กน้อยพูดเล่น แต่พอนานวันเข้า..ชักไม่ใช่ละ]
“..”
[เขาสนใจแต่เรื่องของเธอคอยถามฉันตลอดว่านายชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มักให้ฉันเล่าเรื่องของเธอให้ฟังแทนนิทานก่อนนอนจนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานาดาจึงรู้เรื่องของเธอหมด]คนต้นทางได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจจากอีกฝ่าย
“ริน..แต่ฉัน..”
[ณัติ ที่เธอบอกฉันว่านาดาคือภาพซ้อนของฉัน ภาพจำของเธอคือฉันแต่เธอไม่คิดบ้างหรอว่า..บางทีการที่เราเจอกันก่อนแบบนี้ ฉันอาจจะเป็นแค่ภาพเหมือนของตัวจริงที่เป็นคนของเธอก็ได้นะ]
“ริน”
[อย่าสงสัยในสิ่งที่หัวใจต้องการสิณัติเธอใช้สมองมากเกินไปนะฉันว่า เพราะฉันไม่ได้ส่งลูกสาวไปหาเธอเพื่อเป็นตัวแทนฉันนะ นั่นคือตัวตนของเขาเองนาดาก็คือนาดา เขาคือผู้หญิงคนนึงที่หลงรักเธอตั้งแต่เด็ก]
“ฉัน..จะพูดยังไงดีนะ..”
[ถ้าไม่อยากเป็นลูกเขยฉันก็ส่งนาดาคืนมาที่เมอยาฟยอมให้ลูกสาวสุดที่รักออกนอกประเทศไปกับพี่ชายเขาก็เพราะคงรู้ดีว่าไม่วันไหนก็สักวันนาดาต้องหาทางไปหาเธอจนได้ สู้เขารู้อย่างนี้ดีกว่า] คนฟังกระตุกรอยยิ้มบนใบหน้ากระจ่างเหมือนเขาหลุดพ้นจากหนทางอันมืดมิดและพบกับแสงสว่างที่ทำให้เขาไม่สงสัยและลังเลอีกต่อไป
“ครับคุณแม่”
เมื่อถึงวาระของดวงดาวน้อยใหญ่ที่แข่งกันอวดประกายระยิบระยับทักทายบนผืนฟ้า ช่างสุกสกาวราวกลุ่มแสงน้อยใหญ่นั้นมาหยอกล้อเล่นกัน
นอกชานตรงขอบระเบียงเด็กสาวกำลังแหงนมองแสงแพรวพราวเบื้องบนด้วยความรู้สึกเดียวดาย
“ที่พูดและทำมาทั้งหมดเพราะแม่รินฝากมาใช่ไหม”
“นาดาแค่ทำตามที่แม่สั่งมาใช่ไหม”
“ถ้าใช่ก็พอได้แล้วเป็นตัวของตัวเองเถอะ..อย่าทำเพื่อใครทั้งที่ไม่ใช่ความต้องการของตัวเอง”
“นาดารักอาณัติค่ะ รักมาตั้งนานแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม”
“ไม่ต้องรักนาดาเท่ากับที่รักแม่รินก็ได้ค่ะแค่อาณัติรู้สึกว่ารักบ้างก็พอ”
การที่เขาไม่พูดอะไรกับเธออีกแล้วเดินหนีไปเฉยๆมันคงเป็นการปฏิเสธที่ช่างเจ็บปวด ผู้ชายที่เธอปักใจรักเขามานานตั้งแต่จำความได้..คงไม่ได้รู้สึกเหมือนกันกับเธอ
มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาที่มันไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ทำไมเธอต้องรักเขามากมายขนาดนี้
“คิดถึงบ้านหรอ”เสียงและไออุ่นๆ จากทางด้านหลังทำให้นาดารีบซับน้ำตาแล้วหมุนตัวมามอง
“ไม่ค่ะ”อาณัตินิ่วหน้า
“ไม่ได้คิดถึงบ้านแล้วร้องไห้ทำไม”
“ไม่ได้ร้องสักหน่อย”คนแก้ตัวน้ำขุ่นคลั่กทำท่าจะหมุนตัวหนี แต่เขาก็รั้งเธอไว้ในอ้อมแขนก่อนจะไล้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าขาวนวลอย่างเบามือ
“ไม่เห็นตอบอาเลยคิดอะไรอยู่” นาดากลืนน้ำลายลงคอแล้วกลั้นใจตอบ
“คิดถึง..คนที่รักค่ะ”
“อะไรกัน..เพิ่งจากพ่อกับแม่มาแค่สองวันยังคิดถึงขนาดนี้”
“ค่ะ” นาดารับคำสั้นๆอย่างไม่คิดจะพูดอะไรให้ยืดยาว เพราะเธอไม่อยากทำอะไรให้อีกฝ่ายรู้สึกขุ่นข้องหมองใจอีกแค่ที่เธอสารภาพออกไปเมื่อช่วงบ่ายก็ทำให้เขาแทบไม่อยากคุยด้วย
อาณัติเชยปลายคางคนที่ก้มหน้างุดไม่มองเขามาจูบที่สองข้างแก้มจนทำให้เด็กสาวต้องเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึงและก็คงไม่ต้องนึกอะไรอีกเมื่อกลีบปากบางถูกประทับจนแนบสนิท นาดาค่อยๆหลับตาลงเมื่ออีกฝ่ายทำเธอหลงไปกับรสสัมผัสที่เขาป้อนมาให้จนไม่อยากลืมตาตื่น
เหมือนความฝันเลย
“แล้วกับคนที่เธอรัก..คนที่เธอรอเขาตั้งแต่เด็ก จะคิดถึงขนาดไหนนะ”
“อาณัติ”
“ขอจูบอีกทีได้ไหม”เด็กสาวพยักหน้าทั้งน้ำตามันไหลออกมาอีกแล้วแต่ต่างความรู้สึกจากในคราแรกโดยสิ้นเชิง “คงต้องอดใจทำได้แค่นี้นะขืนทำมากกว่านี้เดี๋ยวเจอข้อหาพรากผู้เยาว์” นาดาหลุดขำเมื่อฟังแล้วคล้ายเป็นมิติใหม่ของการบอกรักอย่างไรอย่างนั้น
“ตกลงปีนี้นาดาจะ 17หรือว่า 17 ย่าง 18”
“เดือนหน้าก็ 17เต็มแล้วค่ะ”
คำตอบทำให้คนฟังเผยยิ้มกว้างอย่างพอใจขึ้นมาทันทีเขาก้มลงไปไล่หอมไล่จูบจนเด็กสาวแทบยืนไม่อยู่ แต่ก็ยังตอบรับแรงปรารถนาที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้อย่างไม่ขัดขืน
สิ้นสุดสักที..การรอคอย