“คุณซูลี่ วันนี้ฉันขอมาฝากท้องที่นี่อีกวันนะคะ ฉันพาเพื่อนใหม่ของฉันมาด้วย แต่เพื่อนใหม่คนนี้คุณคงรู้จักดี” ไป๋เยี่ยนอิงยิ้มทักหลินซูลี่ ผิดกับฟางซินเยว่ที่เดินหน้ายุ่งมาตั้งแต่ออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว
หลินซูลี่มองเลยไป๋เยี่ยนอิงไปก็เห็นเฉินเฮ่าจงเดินตามมาด้านหลัง “ที่แท้ก็คุณเฉินนี่เอง ตามสบายเลยนะคะคุณเยี่ยนอิง ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ก็ถือว่าเป็นลูกค้าของเราทั้งนั้น”
“ซูลี่” เฉินเฮ่าจงเรียกหลินซูลี่เสียงเศร้า
ไป๋เยี่ยนอิงมองเฉินเฮ่าจงอย่างแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงของเขา จากนั้นเธอก็หันไปมองฟางซินเยว่อย่างขอความเห็น แต่กลับเห็นฟางซินเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “นายจะมาทำท่าทางน่าสงสารให้ใครดู นายกับซูลี่เลิกกันไปตั้งนานแล้ว ซูลี่มีคู่หมั้นแล้วและคู่หมั้นของเธอก็เป็นคนดีมาก ส่วนตัวนายเองก็มีคู่หมั้นแล้วเหมือนกัน แถมคู่หมั้นของนายยังเป็นน้องสาวของซูลี่อีก นายนี่มันไม่รู้จักความเหมาะสมเอาเสียเลย ถ้าตอนนั้นนายจริงใจกับซูลี่จริง นายก็ไม่ควรไปหมั้นกับน้องสาวของเธอตั้งแต่แรกสิ”
“เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้เต็มใจที่จะหมั้น” เฉินเฮ่าจงรีบพูด
“นั่นมันเรื่องของนาย อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจเลยนะเฮ่าจง ถ้านายยังคิดที่จะเป็นเพื่อนกับฉันและซูลี่อยู่ล่ะก็ ฉันว่าวันนี้นายกลับไปก่อนดีกว่า” ฟางซินเยว่ออกปากไล่
เฉินเฮ่าจงหันไปมองหลินซูลี่ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจแถมยังหันหลังเดินเข้าหลังร้านไปอีก เฉินเฮ่าจงรู้สึกโกรธและอายมากกว่าเดิม เขาเดินออกจากร้านไปโดยไม่สนใจใครอีก
“เอ่อ...ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณ...” ไป๋เยี่ยนอิงเริ่มเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี เธอจึงรีบขอโทษ
“ฉันขอเตือนเธอนะเยี่ยนอิง นายเฮ่าจงคนนี้ไม่ใช่คนดี ฉันรู้ว่ามันเลี่ยงไม่ได้เพราะพวกเธอยังเรียนอยู่สาขาเดียวกันและยังต้องทำรายงานด้วยกันอีกหลายงาน แต่อะไรที่ควรระวังเธอก็ต้องระวัง อะไรที่เลี่ยงได้เธอก็ควรเลี่ยง ฉันคงพูดได้แค่นี้ล่ะ” ฟางซินเยว่พูดเตือน
บรรยากาศในการทานมื้อค่ำวันนั้นจึงกร่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ฟางซินเยว่กินข้าวเสร็จก็ขอตัวกลับหอพักก่อน เหวินเฉียวไปส่งไป๋เยี่ยนอิงที่บ้าน ระหว่างทางไป๋เยี่ยนอิงก็เล่าเหตุการณ์วันนี้ให้เขาฟัง ซึ่งเหวินเฉียวก็เห็นด้วยกับฟางซินเยว่ เขาจึงบอกให้ไป๋เยี่ยนอิงระวังตัวเองไว้เวลาอยู่ใกล้เฉินเฮ่าจง ซึ่งไป๋เยี่ยนอิงก็รับฟังไว้เงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความเห็นอะไรอีก ส่วนซ่งจื่อหยวนกับหลินซูลี่กลับไม่ได้มีความเห็นอะไรกับเหตุการณ์วันนี้เลย เพราะทั้งคู่ไม่ได้สนใจเรื่องของเฉินเฮ่าจงไปนานแล้ว
“พี่เฮ่าจง! พี่ไปเมามาจากไหนคะเนี่ย”
“น้องเว่ยฉิง วันนี้พี่ขอค้างกับเธอที่นี่ได้ไหม” เฉินเฮ่าจงเมามากก็จริง แต่เขายังมีสติรับรู้ทุกอย่าง เขารู้ว่าวันนี้ว่าที่แม่ยายกับแม่ของเขานัดกันไปค้างคืนที่อื่นแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เขาจึงตั้งใจมาค้างกับหลินเว่ยฉิงที่นี่ก็เพราะเขาอยากจะเผด็จศึกหลินซูลี่ให้ได้วันนี้เลย ยิ่งวันนี้ที่เขาเห็นหลินซูลี่ไม่สนใจเขาแล้ว เขายิ่งรับไม่ได้
“ได้สิคะ” หลินเว่ยฉิงตอบรับอย่างเร็ว เพราะเธอกลัวว่าคู่หมั้นจะไม่พอใจ อีกอย่างเธอก็คิดถึงเขามากเหมือนกัน หลายวันแล้วที่เธอไม่ได้เจอกับเขา และวันนี้แม่ของเธอก็ไม่อยู่บ้านพอดี
เฉินเฮ่าจงกอดหลินเว่ยฉิงไว้ “ยังเป็นน้องเว่ยฉิงคนดีที่เป็นห่วงพี่ เธออยู่ดื่มกับพี่ต่ออีกหน่อยนะ”
“แต่พี่เมามากแล้วนะคะ พี่จะดื่มต่อไหวหรือ ขึ้นไปพักบนห้องก่อนเถอะค่ะ วันนี้พอแค่นี้เถอะ”
“ไม่เอา พี่อยากดื่มกับเธอ หรือว่าเธอไม่เต็มใจที่จะอยู่กับพี่ งั้นพี่กลับบ้านของพี่เลยก็ได้นะ” เฉินเฮ่าจงแสร้งผลักหลินเว่ยฉิงออกและทำท่าว่าจะเดินออกนอกประตูไป
“พี่เฮ่าจงอย่าเพิ่งโกรธฉันสิคะ ตกลงค่ะวันนี้ฉันจะดื่มเป็นเพื่อนพี่เอง”
เฉินเฮ่าจงกับหลินเว่ยฉิงนั่งดื่มเหล้าด้วยกันอยู่นาน สุดท้ายแล้วหลินเว่ยฉิงก็เมาจนหลับไป เฉินเฮ่าจงเดินไปเขย่าตัวคู่หมั้นจนแน่ใจว่าเธอจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก จากนั้นเขาก็เดินไปดักรอหลินซูลี่ที่หน้าห้องพักของเธอ
หลินซูลี่ไขกุญแจห้องพักออกด้วยความอ่อนเพลีย วันนี้ลูกค้าที่ร้านเยอะมาก ทำให้เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะสั่งพัก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเปิดห้องเสร็จ เธอก็ถูกใครคนหนึ่งมากอดเธอไว้จากด้านหลัง หลินซูลี่ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจจนไม่กล้าขยับ
“ไม่ต้องกลัวนะซูลี่ นี่ผมเอง เฮ่าจงสุดที่รักของคุณไง” เฉินเฮ่าจงกระซิบที่ข้างหูหญิงสาวเสียงพร่า เป็นเพราะฤทธิ์เหล้าและความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ ทำให้ร่างกายของเขาตื่นตัวขึ้นเมื่อได้สัมผัสกับร่างอ่อนนุ่มในอ้อมแขน “ผ่อนคลายนะที่รัก ผมจะทำให้คุณมีความสุขจนลืมไม่ลงเลยล่ะ”
หลินซูลี่ตั้งสติได้เมื่อได้ยินเสียงของเฉินเฮ่าจง เธอกระทืบลงไปบนหลังเท้าของเฉินเฮ่าจงเต็มแรงก่อนที่จะใช้ข้อศอกกระแทกเข้าไปที่ท้องของเขาอีกหนึ่งที เมื่อหลุดออกจากอ้อมแขนนั้นได้ หลินซูลี่รีบวิ่งไปหยิบไม้กวาดขึ้นมาแล้วฟาดลงไปบนตัวของเฉินเฮ่าจงอีกหลายครั้ง แต่เฉินเฮ่าจงก็พยายามจะลุกขึ้นมาให้ได้
หลินซูลี่ประเมินแล้วว่าหากเธอปล่อยให้เฉินเฮ่าจงตั้งหลักได้ เธอต้องสู้แรงเขาไม่ได้แน่ๆ คิดได้อย่างนั้นเธอก็รีบวิ่งไปที่ประตูรั้วทันทีและก็โชคดีที่ซ่งจื่อหยวนยังยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ
“จื่อหยวน! ทำไมคุณยังอยู่ตรงนี้ล่ะคะ” หลินซูลี่ถามอย่างแปลกใจปนดีใจ
ซ่งจื่อหยวนทิ้งจักรยานลงและวิ่งไปกอดคู่หมั้นไว้ “วันนี้ผมแค่รู้สึกว่ายังไม่อยากกลับบ้าน ผมอยากยืนอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงได้ดูตกใจอย่างนี้ล่ะ”
“เฉินเฮ่าจงค่ะ เขาจะลวนลาม...” หลินซูลี่ยังพูดไม่ทันจบ
“แกปล่อยคนรักของฉันเดี๋ยวนี้” เฉินเฮ่าจงเดินเข้าหาซ่งจื่อหยวนอย่างเร็ว และเขาก็ใช้ท่อนไม้ฟาดลงไปบนหลังของซ่งจื่อหยวนเต็มแรงจนทำให้ซ่งจื่อหยวนทรุดลงไปกับพื้น
เฉินเฮ่าจงฉุดมือหลินซูลี่แล้วกระชากเธอกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลินซูลี่พยายามฝืนตัวเองไว้ เธอกัดเข้าไปที่มือของเฉินเฮ่าจงแต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ ซ่งจื่อหยวนฝืนความเจ็บและลุกขึ้นตามเข้าไปในบ้านทันทีเช่นกัน สองหนุ่มออกอาวุธกันอยู่สักพักเฉินเฮ่าจงก็ถูกซ่งจื่อหยวนจัดการจนสลบไป
“ผมไม่ยอมให้คุณอยู่ที่นี่ต่อแล้วนะซูลี่ คุณต้องเก็บของไปอยู่ที่บ้านผมวันนี้เลย” ซ่งจื่อหยวนพูดเสียงเด็ดขาด
“ได้ค่ะ ฉันก็ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน แต่ว่าจื่อหยวนคะที่เฉินเฮ่าจงเข้ามาในบ้านเวลานี้ได้ก็แสดงว่าแม่เลี้ยงฉันต้องไม่อยู่บ้านแน่ๆ ยังไงตอนนี้คุณก็อยู่ที่นี่แล้ว เราไปเปิดลิ้นชักนั้นด้วยกันเถอะค่ะ” หลินซูลี่รีบบอก
หลินซูลี่พาซ่งจื่อหยวนเดินเข้าบ้านก็เห็นหลินเว่ยฉิงนอนหลับอยู่บนเก้าอี้รับแขก แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนใจ พวกเขายังคงรีบเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ซ่งจื่อหยวนใช้เวลาไม่นานก็เปิดลิ้นชักชั้นบนนั้นได้ และในลิ้นชักก็มีกุญแจวางอยู่ในนั้นจริงๆ
หลินซูลี่กับซ่งจื่อหยวนรีบเอากุญแจไปเปิดห้องเก็บของและพวกเขาก็เห็นกล่องสมบัติใบเก่าของพ่อเธอวางอยู่ในนั้น หลินซูลี่รีบเอากล่องใบนั้นใส่เข้าไปในมิติ ก่อนที่เธอจะไปเก็บข้าวของอันน้อยนิดในห้องนอนใส่เข้าไปในมิติด้วย จากนั้นเธอก็วิ่งเอากุญแจกลับไปคืนไว้ในลิ้นชักอีกครั้ง เพื่อไม่ให้แม่เลี้ยงผิดสังเกต ก่อนที่เธอกับซ่งจื่อหยวนจะรีบเดินออกจากบ้านไป