“ข้าขอบอกเ้าไว้ตรงนี้หากเ้าแอบอ้างว่าเป็หลานแม่ทัพ แล้วถูกทางการจับไป โทษนี้เป็ของเ้าผู้เดียวข้าไม่เกี่ยว”
เจียวมี่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันทำตาเขียวใส่หนุ่มน้อย
“วางใจเถอะข้าไม่สุมไฟใส่ศีรษะท่านแน่นอน”
เฉินเฉิงตอบเสียงราบเรียบแผ่นหลังยังคงตั้งตรง ใบหน้าเชิดขึ้นเล็ก ๆ เมื่อยามเผลอมือขวาไพล่หลัง มือซ้ายกำไว้หลวม ๆยกขึ้นเล็กน้อยในระดับเอวเช่นเดิม
เจียวมี่เม้มริมฝีปากแน่นเหลือบตามองบนอย่างนึกหมั่นไส้ในการวางท่าสูงส่งเกินวัยของเขา พลางนึกในใจว่า -แต่ถ้าหากท่านแม่ทัพยอมรับว่าเ้าเป็หลานชายจริงข้าก็จะคิดบัญชีค่าเสียหายทั้งต้นทั้งดอก –
แล้วความคิดของนางก็หยุดลงเมื่อประตูจวนเปิดขึ้นอีกครั้ง พ่อบ้านประจำจวนได้เชิญทั้งสองเข้าไป
เจียวมี่เบิกตากว้างมองซ้ายขวาสำรวจความโอ่โถงของจวนแม่ทัพอย่างตื่นตาส่วนเฉินเฉิงนั้นเดินตามหลังผู้าุโไปอย่างเงียบ ๆ ฝีเท้ามั่นคง แววตามองตรง ไม่สอดส่ายไปที่ใด
แม่ทัพหลี่นั่งรออยู่ในเรือนใหญ่เมื่อพ่อบ้านนำคนเข้ามาเขามองก็กวาดสายตามองบุรุษหนุ่ม และสตรีนางหนึ่งด้วยอากัปกิริยาสงบนิ่ง
เจียวมี่ยอบตัวโค้งศีรษะลงคารวะแม่ทัพอย่างนอบน้อมจากนั้นก็หันไปสะกิดเด็กหนุ่มด้านข้างให้รีบโค้งหัวคารวะโดยไว จากนั้นพ่อบ้านก็เอ่ยว่า
“เรียนท่านแม่ทัพเด็กหนุ่มผู้นี้อ้างตนว่าเป็หลานชายของท่าน และกล่าวสองคำว่า -เกศาั-“
“เ้าเด็กน้อยเ้าปั้นคำนี้มาจากที่ใด”
แม่ทัพหลี่สะกดความพลุ่งพล่านในใจเอาไว้จ้องบุรุษเยาว์วัยตรงหน้าเขม็ง เขา้าพิสูจน์ว่าคำที่เด็กหนุ่มเอ่ยนั้นเป็เพียงความบังเอิญ หรือ เขาจะรู้เื่เกศาัจริง ๆ
เฉินเฉิงแลสบตาแม่ทัพหลี่อย่างองอาจไม่ตื่นกลัวสายตาดุคู่นั้นแม้แต่น้อย
“แม่ทัพหลี่...ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้ข้าอธิบายเื่นั้นต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้”
น้ำเสียงของเขาแม้ราบเรียบแต่กลับข่มขวัญผู้ฟังยิ่งนัก
แม่ทัพหลี่ขบกรามแน่นจนขึ้นเป็สันในขณะที่พ่อบ้านประจำจวนตวาดโพล่งออกมาอย่างเดือดดาลว่า
“เ้าเด็กน้อยผู้นี้ช่างไม่รู้ความ! เ้าอายุเท่าใดกันถึงขวัญกล้าต่อรองกับแม่ทัพแม่ทัพอยากรู้สิ่งใดเ้าจงรีบบอกออกมาโดยพลัน”
เฉินเฉิงไม่เอ่ยวาจายังคงจ้องตากับแม่ทัพหลี่นิ่ง หมากที่เขาเดินตานี้มีความมั่นใจเพียงสามส่วนเท่านั้นแต่ชีวิตเขาไม่มีทางเลือก หากไม่เดินตานี้ก็คงต้องยอมเป็ชายคณิกาแล้ว
ในที่สุดแม่ทัพหลี่ก็สั่งว่า
“พ่อบ้านเ้าพาสตรีผู้นั้นออกไปข้างนอกก่อน ข้าจะสนทนากับเด็กน้อยนี่เพียงลำพัง”
เมื่อคนทั้งหมดออกไปแล้วแม่ทัพหลี่จึงเอ่ยต่อว่า
“เ้าจงรีบผายลมออกมาก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
เฉินเฉิงมองแม่ทัพหลี่อย่างพิจารณา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดนิสัยยอมหักไม่ยอมงอของเขาก็ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“แม่ทัพหลี่เมื่อ 20 ปีก่อนท่านล้มป่วยจนยากจะเยียวยา เฉินเฉิงฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาให้หมอหลวงมารักษาท่านแต่ตัวยาที่สำคัญสำหรับต่อชีวิตของท่านนั้น มีเพียงเกศาัเท่านั้น เกศาัที่กล่าวถึงคือเส้นพระเกศาของฮ่องเต้ ผู้ใดคิดแตะต้องล้วนต้องถูกปะาเก้าชั่วโคตร !”
“จะ...เ้ารู้ได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินวาจาที่เอ่ยออกมาราวกับอยู่ในเหตุการณ์นั้นแม่ทัพหลี่ก็ตกตะลึงพรึงเพริดไป ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ด้วยเพราะเกศาัเป็สิ่งสูงส่งไม่มีทางที่จะได้มาง่ายๆ เขาคิดว่าตนเองจะตายในปีนั้นแน่แท้แต่คาดไม่ถึงว่า ฮ่องเต้จะแอบพระราชทานเส้นเกศามาให้เขาทำยารักษาตัวคนที่ทราบเื่นี้มีเพียงเขา ฮ่องเต้และหมอหลวงเท่านั้น เด็กหนุ่มตรงหน้าทราบเื่นี้ได้อย่างไร
เฉินเฉิงยิ้มนิดๆ คล้ายกับว่าหมากตานี้เขาเดินจวนจะจบกระดานแล้ว
“ความลับที่สามารถฆ่าคนทั้งตระกูลท่านได้นี้มีเพียงสามคนที่ล่วงรู้ หนึ่งหมอหลวงผู้ชราภาพได้ตายจากแล้ว สองคือตัวท่านเองและสามคือฮ่องเต้....”
แม่ทัพหลี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงที่กบาลมึนงงไปชั่วขณะ หมอหลวงตายหลังจากรักษาเขาหายเพียง 3 ปีหากจะแพร่งพรายความลับนี้เขาคงตายไปนานแล้ว ส่วนฮ่องเต้นั้น....
เขามองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าอีกคราใคร่ครวญอย่างไรก็คิดไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เกี่ยวอะไรกับฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วถึง4 ปี
“ฮ่องเต้....ก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว....”
แม่ทัพหลี่พึมพำออกมา
“ข้ายังอยู่”
เสียงกังวานของเด็กหนุ่มดังขึ้นแม่ทัพหลี่รีบเงยหน้าขึ้นจ้องเขาทันทีแล้วถามเสียงสั่นอย่างยากที่จะระงับอารมณ์เอาไว้ได้ว่า
“เมื่อสักครู่เ้าเอ่ยวาจาใด”
“ข้าบอกว่าข้าคือฮ่องเต้”
“จะเป็ไปได้เยี่ยงใด”
แม่ทัพหลี่หลุดคำออกมาอย่างแ่เบายากนักที่จะเชื่อเื่ที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่
“หากข้าไม่ใช่ฮ่องเต้แล้วข้าจะรู้ความลับเื่เกศาัได้อย่างไร”
คราวนี้แม่ทัพหลี่สะท้านไปทั้งทรวงรีบลนลานลงมาคุกเข่าต่อหน้าเด็กหนุ่ม โขกศีรษะลงพื้น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบหน้า
“พระองค์ทรงกลับมาแล้ว....ทรงกลับมาแล้ว ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี หมื่น ๆ ปี”
“แม่ทัพหลี่ไม่ต้องทำเช่นนี้ท่านลุกขึ้นเถอะ”
เฉินเฉิงรีบเข้าไปประคองแม่ทัพเฒ่าให้ลุกขึ้น
ในที่สุดสิ่งที่เขาเดิมพันเอาไว้ก็สำเร็จคิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะได้ใช้อุบายของเฟิ่งอี๋เพื่อยืนยันฐานะของตนเอง
เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น......
เขาเป็เพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวสู่บัลลังก์ขุนนางผู้ใหญ่บางส่วนต่างก็ไม่เคารพนับถือเขาโดยเฉพาะแม่ทัพหลี่ในวัยสี่สิบปีที่มีชัยชนะในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งหัวแข็งทั้งทะนงตนว่าเก่งกล้าสามารถกว่าฮ่องเต้หนุ่มจึงมีทีท่ากระด้างกระเดื่องเสมอมาจนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับไม่รู้จะจัดการกับแม่ทัพหัวแข็งผู้นี้อย่างไรดี
เฟิ่งอี๋ที่ยังเป็เพียงกุ้ยเฟยจึงเสนออุบายว่าให้คนลอบวางยาพิษชนิดพิเศษแม่ทัพหลี่ และมีเพียงเกศาของเขาเท่านั้นที่จะถอนพิษได้
เดิมทีเขาไม่มั่นใจนักว่าวิธีนี้จะได้ผลแต่ก็ลองทำตามอุบายของนางดู แล้วคาดไม่ถึงว่าเมื่อแม่ทัพหลี่หายป่วยแล้วจะจงรักภักดีต่อเขาแบบถวายชีวิตไม่ว่าขุนนางคนอื่นจะคัดค้านการบริหารแผ่นดินของเขาอย่างไร แต่แม่ทัพหลี่ก็จะเป็ทัพหน้าคอยโต้เถียงบรรดาขุนนางเ่าั้ให้เขาเสมอ
“ฝ่าาทรงอภัยให้กระหม่อมด้วยที่ใช้วาจาล่วงเกินพระองค์ กระหม่อมไม่อยากจะเชื่อจริง ๆว่าฝ่าาจะทรงอยู่ในร่างนี้”
ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของชายชรามองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง
“ตอนแรกข้าก็แทบไม่เชื่อเช่นกันว่าจะฟื้นจากความตายขึ้นมาแล้วมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มเช่นนี้”
เฉินเฉิงทอดถอนหายใจ
“นั่นอาจจะเป็พระว่า์ทรงห่วงใยใต้ล่าคืนชีวิตให้กับฝ่าาเพื่อทวงคืนบัลลังก์ั !”
แม่ทัพหลี่กล่าววาจาหนักแน่นเหี้ยมหาญดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ เขาทนกับการอยู่ภายใต้การปกครองของสตรีมานานแล้ว
แววตาของเฉินเฉิงวูบไหวเพียงเล็กน้อยแล้วกลับมาเป็แน่วแน่เช่นเดิม เอ่ยวาจาว่า
“เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องมาขอให้ท่านช่วยเหลือ”
“ฝ่าา....”
ความน้อยเนื้อต่ำใจมหาศาลเคลื่อนขึ้นมาจุกที่ลำคอทำให้เขาไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้
“ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดลำบากใจหรือไม่โปรดเอ่ยวาจามาเถอะ”
“หากเป็เมื่อก่อนข้าพร้อมที่จะยกกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงเพื่อชิงบัลลังก์จากจักรพรรดินีให้ฝ่าาแต่ตอนนี้ข้าไม่มีกำลังทหารอยู่ในมือแม้แต่นายเดียว เป็แม่ทัพเพียงแค่ในนามเท่านั้น”
แม่ทัพหลี่เอ่ยออกมาอย่างสลดหดหู่ใบหน้าของเขาดูแก่ขึ้นอีกหลายปี
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น”
เฉินเฉิงขมวดคิ้วเข้าหากันมองดูแม่ทัพที่ดูแก่ชราลงมาก ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ เพราะทะนงตัวเองมากเกินไป เมื่อถูกลิดรอนอำนาจจึงเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดประมาณ
“เมื่อฮองเฮาทรงขึ้นครองบัลลังก์เป็จักรพรรดินีพระนางก็ทรงมีพระราชโองการให้นายทหารทุกนายที่สังกัดในกองทัพปลดประจำการแยกย้ายกลับภูมิลำเนา เหลือไว้เพียงกองกำลังทหารรักษาพระองค์ของวังหลวงเท่านั้น”
เฉินเฉิงพยักหน้าใคร่ครวญความเฉลียวฉลาดของเฟิ่งอี๋ไม่ลดน้อยลงเลยการที่นางสลายกำลังทหารในมือแม่ทัพหลี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้แม่ทัพหลี่ก่อฏ
“ท่านวางใจ....วิธีทวงบัลลังก์คืนอาจไม่จำเป็ต้องใช้กำลังทหารเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิง”
“แล้วฝ่าาจะให้กระหม่อมทำประการใด”
“ส่งข้าเข้าวังเป็ชายบำเรอของนาง”
เฉินเฉิงเอ่ยแ่เบาแต่ทว่าหนักแน่น
“นี่...นี่ฝ่าาคิดจะใช้อุบายสาวงาม”
แม่ทัพหลี่ชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มพรายออกมาแล้วเอ่ยว่า
“หากเป็ฝ่าาณ ตอนนี้ คงต้องใช้คำว่า -อุบายบุรุษเลอโฉม- ”
เฉินเฉิงฮ่องเต้ในร่างบุรุษเลอโฉมเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ หมากกระดานนี้เมื่อได้เริ่มเดินแล้ว ก็ต้องเดินให้จบทั้งกระดาน !
...................................................................