สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_35_บาร์โจร

    บาร์ที่หลินเสี่ยวจู้มาฉลองวันเกิดกับเพื่อนร่วมชั้น คือไนท์คลับระดับกลางที่มีชื่อว่า ‘หงเย่’ ที่นี่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย ถือเป็นบาร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา เพราะโดยทั่วไปแล้วลูกค้าที่มาที่นี่จะเป็นนักเรียน นักศึกษาเสียส่วนใหญ่ เมื่อเทียบกับไนท์คลับหรูย่านใจกลางเมือง บรรยากาศในบาร์หงเย่นั้นถือว่าสงบสุขมากกว่า ถึงจะดื่มหนักจนมีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น ก็ยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ไม่สับสนอลหม่านจนเกินไป


    ตอนที่พวกเซียวเจิ้งนั่งรถแท็กซี่มาถึงก็เป็นเวลาตี 1 ครึ่งพอดี เมื่อเทียบกับไนท์คลับยอดนิยมที่ให้บริการวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ บาร์หงเย่ถือว่ามีบรรยากาศอันเร่าร้อนน้อยมาก ภายในฟลอร์เต้นรำที่เป็นที่นิยมที่สุดของบาร์ มีนักศึกษาสาวที่กำลังบิดเอว ส่ายสะโพก และส่งสายตายั่วยวนเพศตรงข้ามอยู่เพียงแค่ 3 – 5 คน แต่น่าเสียดายที่แขกในบาร์ดื่มหนักจนใบหน้ากลายเป็นสีเขียว หรือไม่ก็เตรียมตัวกลับกันหมด ถึงจะใจตรงกัน แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงจริง ๆ


    “เธอบอกว่าตัวเองเป็นคุณหนูที่ได้เงินเดือนละ 100,000 หยวน แต่ทำไมถึงพาเพื่อนร่วมชั้นมาฉลองในบาร์ที่ไม่ค่อยมีคนแบบนี้ล่ะ? ไม่กลัวว่าเพื่อนร่วมชั้นจะแอบเอาไปนินทาลับหลัง และค่อย ๆ ตีตัวออกห่างเหรอ?”


    เซียวเจิ้งจุดบุหรี่มาสูบ แต่สายตากำลังเหลือบมองสาวน้อยในชุดนักศึกษาที่กำลังเต้นอยู่กลางฟลอร์ หุ่นดีไม่เลว แต่หน้าตาธรรมดาไปหน่อย ส่วนท่าเต้นแข็งทื่อเป็นมือสมัครเล่น ทำเอาพี่เจิ้งผู้มายังบาร์หงเย่ด้วยความคาดหวังต้องวิจารณ์ในแง่ลบ


    “นี่มันช่วงสิ้นเดือน ฉันใช้เงินไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในคราวนี้ ฉันก็ไปขอยืมมาจากเพื่อนสมัยมัธยมต้น” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างไม่ปิดบัง เธอพูดความจริงจนหมดเปลือก


    “พวกนั้นจับตัวเพื่อนร่วมชั้นของเธอไปไว้ที่ไหน?”


    เซียวเจิ้งกวาดสายตามอง และพบว่าชายหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์กำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงเอ่ยถามออกไปเบา ๆ ไม่ทำตัวโจ่งแจ้ง


    “ที่ห้องส่วนตัวบนชั้น 2” หลินเสี่ยวจู้อธิบายให้เขาฟัง “หลังจากที่มีเรื่องกัน ฝ่ายนั้นก็กลัวว่าพวกเราจะหนีไป เลยจับพวกเราขังเอาไว้ในห้องส่วนตัว พวกมันบอกว่าต้องหาเงินมาให้ได้ก่อนรุ่งสาง แล้วก็กระทืบมือเพื่อนร่วมชั้นของฉัน”


    “เจ้าของบาร์ไม่ว่าอะไรเลยเหรอ?”


    เซียวเจิ้งนั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ และสั่งเตกิลารสชาติร้อนแรงจากบาร์เทนเดอร์มาจิบ


    “เจ้าของบาร์กล้าทำอะไรที่ไหน? อีกฝ่ายคือแก๊งนักเลงที่โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนั้น แค่เขาไม่ช่วยคนเลวทำความชั่ว ฉันก็ต้องขอบคุณสวรรค์แล้ว”


    หลินเสี่ยวจู้เห็นว่าเซียวเจิ้งไม่มีท่าทีกังวลเลยแม้แต่น้อย แต่กลับจิบเครื่องดื่มอย่างใจเย็นแทน เธอก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาอย่างร้อนใจ


    “พี่เขย ฉันพาคุณมาไถ่ตัวคนนะ ไม่ใช่ให้มาดื่ม คุณช่วยจริงจังหน่อยได้ไหม?”


    “เรื่องเดียวที่ควรจริงจังในตอนนี้ คือตี 2 แล้ว ฉันก็ยังไม่ได้หลับไม่ได้นอนสักที” เซียวเจิ้งเหลือบตามองหลินเสี่ยวจู้ที่กำลังทำสีหน้ากังวลใจ และกล่าวขึ้นมาว่า


    “เธอเคยได้ยินประโยคนี้ไหม รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง?”


    “หมายความว่ายังไง?” หลินเสี่ยวจู้ขมวดคิ้วมุ่น “ศัตรูของพวกเราก็อยู่ในห้องส่วนตัวบนชั้น 2 นั่นไง นอกจากแขกแค่ไม่กี่คน ที่นี่ก็เหลือแค่พนักงานในบาร์แล้ว คุณจะรู้อะไรจากที่นี่ได้อีก?”


    “เธอไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหม?” เซียวเจิ้งหรี่ตา และกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


    “ฉันเคยมาหลายครั้งแล้ว” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างไม่คิดอะไรมาก


    “เจ้าของบาร์ดีต่อเธอหรือเปล่า? เขาชอบเลี้ยงเหล้าเธอใช่ไหม?” เซียวเจิ้งเอ่ยถาม


    “คุณรู้ได้ยังไง?” หลินเสี่ยวจู้พูดขึ้นมาว่า “เถ้าแก่อ้วนเป็นคนดีมาก ตอนที่พวกเรามีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นคราวก่อน เขาก็มาช่วยไกล่เกลี่ยให้”


    “ไร้เดียงสาชะมัด!” เซียวเจิ้งกล่าวออกมา “เธอจ่ายเงินให้อย่างใจกว้างทุกครั้ง เจ้าของบาร์ก็ต้องปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขามาช่วยไกล่เกลี่ยให้เธอ แล้วทำไมคราวนี้ถึงไม่เข้ามาช่วยล่ะ? อย่ามาบอกฉันนะว่าเพราะอีกฝ่ายเป็นนักเลงที่โหดเหี้ยมอำมหิต คนที่เปิดร้านแบบนี้ได้ จะไม่รู้จักนักเลงสักคนเลยเหรอ? ถ้าเธอเป็นเจ้าของบาร์ เธอจะยอมให้พวกนักเลงเข้ามาก่อความวุ่นวายในร้าน จนทำให้แขกโมโหและส่งผลกระทบต่อธุรกิจไหม?”


    ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินเสี่ยวจู้เคร่งเครียดขึ้นมา เธอกล่าวออกมาว่า “จากที่คุณพูดมา คุณกำลังจะบอกว่าเจ้าของบาร์ไม่ใช่คนดีงั้นเหรอ?”


    เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวออกมาว่า “บางทีเจ้าของบาร์กับคนที่แบล็กเมล์พวกเธออาจจะเป็นพวกเดียวกันก็ได้”


    “ว่าไงนะ!?” หลินเสี่ยวจู้ตบโต๊ะและลุกขึ้นมากล่าวด้วยความโกรธ “หมอนั่นจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร? ฉันไม่เคยดื่มแล้วชักดาบเลยสักครั้ง!”


    “เพราะเธอใช้เงินมือเติบยังไงล่ะ ดูท่าทางจิ้งจอกเฒ่าพวกนั้นคงจะเห็นว่าครอบครัวของเธอมีเงิน จะกอบโกยเอาเงินเท่าไหร่ก็ได้ล่ะมั้ง? แค่เล่นละครตบตานิดหน่อย พวกเธอก็ติดกับแล้ว ทำไมพวกมันถึงจะไม่อยากทำล่ะ?” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม


    “ไม่ได้การ ฉันจะแจ้งตำรวจ!” หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยความโกรธ “จะปล่อยให้ขยะสังคมพรรค์นี้ลอยนวลไม่ได้!”


    “แจ้งตำรวจเหรอ?” เซียวเจิ้งหลุดเสียงหัวเราะออกมา “เธอกล้าแจ้งตำรวจ ฝ่ายนั้นก็กล้าตัดมือเพื่อนร่วมชั้นของเธอเหมือนกัน สิ่งที่พวกนักเลงสนใจมากที่สุดคืออะไร? คือศักดิ์ศรียังไงล่ะ ถ้าพวกมันตกอยู่ในกำมือของเด็กนักเรียนมัธยมปลาย แล้วต่อไปจะยังมีหน้าอยู่ในวงการได้ยังไง?”


    “งั้นฉันควรจะทำยังไงต่อไปดี?” หลินเสี่ยวจู้เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ


    ตอนแรกเธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของเธอ ถึงอีกฝ่ายจะเรียกเงินมากกว่านี้ ตราบใดที่เธอสามารถหาให้ได้ เธอก็จะยอมจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่เมื่อได้ฟังความคิดเห็นของเซียวเจิ้งในตอนนี้ เธอก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังโดนหลอก หลินเสี่ยวจู้ผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดินจะยอมจ่ายเงินง่าย ๆ ได้ยังไง?


    “อีกเดี๋ยวถ้าเห็นฉันขยิบตา นั่นคือสัญญาณลงมือ” เซียวเจิ้งจิบเหล้าฤทธิ์แรงด้วยท่าทีเบื่อหน่าย จากนั้นหยิบซองบุหรี่และลุกขึ้นยืน


    ในขณะที่เขากับหลินเสี่ยวจู้กำลังจะไปไถ่ตัวคนบนชั้น 2 ชายสี่ตารูปร่างอ้วนกลมราวกับลูกบอลก็วิ่งเขามาพร้อมหยดเหงื่อบนใบหน้า แล้วกล่าวด้วยใบหน้าซีดเซียวว่า


    “คุณหนูหลิน เอาเงินมาด้วยหรือเปล่าครับ? พวกนั้นหมดความอดทนกันแล้ว”


    หากมาพูดแบบนี้ในเวลาปกติ หลินเสี่ยวจู้จะต้องรู้สึกผิดอย่างแน่นอน เพราะคิดว่าตัวเองได้ลากเถ้าแก่อ้วนผู้อบอุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย แต่หลังจากที่ได้ฟังคำเตือนของเซียวเจิ้งแล้ว เธอก็พูดขึ้นมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนใจว่า


    “ไม่เห็นเหรอว่าฉันพาคนมาด้วย?”


    เถ้าแก่อ้วนเหลือบมองเซียวเจิ้ง และส่งยิ้มเหือดแห้งกลับไป


    “ไม่ทราบว่าคุณแซ่อะไรครับ?”


    “ไม่ต้องสุภาพนักหรอก พวกเราขึ้นไปไถ่ตัวคนกันเถอะ” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม และพาหลินเสี่ยวจู้เดินขึ้นไปบนชั้น 2


    เถ้าแก่อ้วนที่เดินตามมาด้านหลัง เห็นเซียวเจิ้งกำลังตกอยู่ในอันตราย ร่างกายก็พลันเย็นยะเยือกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเปล่งแสงวาวโรจน์ออกมาอย่างโหดเหี้ยม เขาแอบส่งสายตาบอกให้บาร์เทนเดอร์ชั้นล่างปิดประตูร้าน


    บนชั้น 2 มีห้องส่วนตัวประมาณ 7 – 8 ห้อง นอกจากห้องด้านในสุดที่ยังคงมีแสงไฟ ในตอนนี้ห้องอื่นก็ร้างผู้คนไปแล้ว บริเวณทางเดินนั้นเงียบสงัด ดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง


    เซียวเจิ้งเดินนำหน้า ในขณะที่หลินเสี่ยวจู้จับแขนของเซียวเจิ้งเอาไว้ด้วยท่าทีระแวดระวัง ไม่มีความกล้าหาญเหลืออยู่อีกต่อไป ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงคนด้านล่างตะโกนบอกให้ปิดร้าน หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นเร็วขึ้นทุกที เธอกลัวเหลือเกินว่าเซียวเจิ้งจะไม่จ่ายเงิน และถูกอีกฝ่ายทรมานจนตาย


    เมื่อคิดได้แบบนั้น หลินเสี่ยวจู้ก็แอบสอดมือเล็ก ๆ ของเธอเข้าไปในกระเป๋า เพื่อเตรียมตัวโทรหาตำรวจหากสถานการณ์ไม่สู้ดี แต่เพียงแค่ล้วงหาโทรศัพท์ เถ้าแก่อ้วนที่อยู่ข้างหลังก็พูดขึ้นมาว่า


    “คุณหนูหลิน พวกเขาเตือนเอาไว้น่ะครับ ว่าถ้าคุณกล้าโทรหาตำรวจ พวกเขาจะตัดมือเพื่อนร่วมชั้นของคุณทิ้งแน่นอน”


    หลินเสี่ยวจู้ตัวสั่นสะท้าน เธอรีบหดมือกลับไป แล้วกัดฟันกรอด พูดออกมาว่า “พวกนั้นเป็นได้แค่โจรเท่านั้นแหละ!”


    “สิ่งที่โจรทำคือฆ่าคนเพื่อชิงทรัพย์” เซียวเจิ้งหัวเราะออกมา “อย่าไปดูถูกโจรเลย พวกมันไม่คู่ควรกับคำนี้หรอก”


    เมื่อได้ยินเซียวเจิ้งพูดแบบนี้ ในใจของเถ้าแก่อ้วนก็เกิดโทสะขึ้นมาทันที รอให้ได้เงินมาก่อนเถอะ ฉันจะสั่งสอนไอ้เด็กเวร ปากไม่มีหูรูดนี่ให้รู้สำนึก!


    “พวกมันอยู่ข้างในนั้น!” หลินเสี่ยวจู้ชี้ไปที่ประตูตรงหน้า


    “อืม” เซียวเจิ้งพยักหน้าเบา ๆ ก่อนที่จะเปิดประตู


    เมื่อประตูห้องเปิดออก แสงไฟก็พลันลอดผ่านออกมา ทำให้หลินเสี่ยวจู้ที่เดินอยู่บนทางเดินมืด ๆ มานานไม่ทันได้ตั้งตัว ยกมือขึ้นมาบังแสงไฟนั้น ฝ่ายเซียวเจิ้งไม่มีท่าทีผิดปกติใด ๆ เขาเดินเข้าไปในห้องอันกว้างขวางด้วยสีหน้าสงบนิ่ง


    ห้องส่วนตัวมีขนาดประมาณ 50 ตารางเมตร ตกแต่งในสไตล์มืดมน เหมาะที่จะให้นักเรียน นักศึกษาหัวขบถมาจัดงานสังสรรค์ แสงไฟเลเซอร์ที่อยู่เหนือศีรษะถูกปิดไปแล้ว มีเพียง MV เท่านั้นที่กำลังฉายอยู่บนหน้าจอขนาดใหญ่ แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมา และเมื่อหลินเสี่ยวจู้เดินตามเซียวเจิ้งเข้าไปในห้อง เธอก็ต้องผงะไปกับภาพที่เห็น!


    นักเรียนชายประมาณ 4 – 5 คนกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ใบหน้าถูกต่อยจนกลายเป็นหัวหมู สภาพดูไม่เหมือนคน ส่วนเด็กนักเรียนหญิงอีกจำนวนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนโซฟารูปทรงวงแหวน ข้างกายมีชายหนุ่มรูปร่างแข็งแรงกำยำอย่างน้อย 1 – 2 คนรายล้อมอยู่รอบตัว ดูจากสีหน้าหวาดกลัวของนักเรียนหญิงและเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยแล้ว เกรงว่าพวกเธอคงจะถูกรังแกมาไม่น้อย ส่วนจะมีคนเสียความบริสุทธิ์ไปหรือไม่นั้น เซียวเจิ้งผู้มีประสบการณ์มาแค่ครั้งเดียว แถมยังเกิดขึ้นโดยไร้สติสัมปชัญญะก็ไม่อาจสามารถตัดสินได้อย่างแม่นยำ


    แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังทำให้หลินเสี่ยวจู้โกรธมาก ใบหน้าสวยของเธอกลายเป็นสีแดงก่ำ!


    “สารเลว พวกนายมันไม่รู้จักรักษาคำพูด! ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะเอาเงินมาให้พวกนาย? แล้วทำไมถึงยังทำร้ายพวกเขาอีก!?” หลินเสี่ยวจู้กัดฟันกรอดและสบถออกมา


    การปรากฏตัวของหลินเสี่ยวจู้ทำให้นักเรียนหญิงที่กำลังสิ้นหวังหัวใจเต้นแรง แม้แต่นักเรียนชายที่ถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ยังร้องตะโกนออกมา แต่ส่งเสียงออกไปได้ไม่เต็มคำ ดูเหมือนว่าบทเรียนในครั้งนี้จะทำให้พวกเขาหมดสิ้นความหวังกันไปหมด แต่เมื่อเห็นหลินเสี่ยวจู้กลับมาพร้อมกับเงิน พวกเขาก็ตื่นเต้นขึ้นมา ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้ายของชีวิต


    โซฟารูปทรงวงแหวนตัวนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร นอกจากนักเรียนหญิง 3 – 4 คนที่น้ำตาไหลอาบหน้า ก็ยังมีเหล่าชายฉกรรจ์รูปร่างแข็งแรงกำยำประมาณ 7 – 8 คนนั่งอยู่บนนั้นด้วย นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ แม้ว่าห้องนี้จะมีขนาดใหญ่มากพอ แต่เมื่อถูกคนเกือบ 20 คนล้อมรอบก็สร้างความอึดอัดให้แก่ผู้พบเห็นได้อยู่ดี


    ภายในห้องเต็มไปด้วยควัน กลุ่มวัยรุ่นบนโซฟารูปทรงวงแหวนแต่ละคนต่างก็มีสีหน้าถมึงทึงดุร้าย ถ้าตอนนี้ไม่มีเซียวเจิ้งยืนอยู่ข้าง ๆ หลินเสี่ยวจู้ก็คงจะลนลาน ไม่กล้าสบตามองตรง ๆ ไปแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเซียวเจิ้งจะปรากฏตัว หลินเสี่ยวจู้ก็ยังกังวลอยู่ดีว่าคืนนี้จะสามารถไถ่ตัวเพื่อน ๆ ของเธอได้อย่างราบรื่นไหม


    “ให้รอตั้งนาน พวกเราก็ต้องหาความสนุกบ้างสิ ถูกต้องไหม?” ชายหนุ่มอายุประมาณ 30 ปีที่นั่งอยู่ตรงกลางสูบบุหรี่ แล้วแสยะยิ้ม กล่าวออกมา


    “คุณหนูหลิน ตอนแรกฉันกะว่า ถ้าเธอสามารถเอาเงิน 500,000 หยวนมาให้ฉันได้ก่อนเที่ยงคืน ฉันก็จะเมตตาปล่อยพวกเขาไป แต่ว่าตอนนี้.........ฉันต้องการ 1 ล้าน”


    หลังจากที่พูดจบ ชายหนุ่มรูปร่างกำยำสองคนก็ลากตัวนักเรียนชายที่มีรูปร่างสมส่วนคนหนึ่งออกมา จากนั้นเหยียบลงบนข้อมือขวาของเขาอย่างรุนแรง และหยิบมีดสปริงปลายแหลมออกมาด้วยความรวดเร็ว


    นักเรียนชายคนนั้นถูกทำร้ายหนักกว่าใครเพื่อน บนผิวหน้าเกิดร่องรอยแตกช้ำหลายจุด ส่วนคราบเลือดนั้นไม่ต้องพูดถึง ขาข้างหนึ่งพาดอยู่บนพื้นอย่างอ่อนแรงและผิดรูปไปจากเดิม เห็นได้ชัดว่าถูกทำร้ายจนข้อต่อหลุด แต่เด็กคนนี้ยังคงแน่วแน่ ไม่ยอมแพ้ แม้จะถูกทุบตีก็ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องออกมาสักคำ แต่เมื่อกำลังจะถูกตัดมือ ในที่สุดสีหน้าของเขาก็เผยความหวาดผวาออกมาอย่างช่วยไม่ได้


    “ปล่อยเฉินซุนเดี๋ยวนี้นะ!” หลินเสี่ยวจู้กรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น “จะเอาเงินไม่ใช่เหรอ? ฉันก็จะให้นายแล้วนี่ไง!”


    ชายหนุ่มโบกมือและแสยะยิ้มออกมา “ถ้ามีเงิน พวกเราก็คุยกันได้” เขากล่าว จากนั้นเหลือบตามองเซียวเจิ้งที่เดินเข้ามาเพียงคนเดียว


    “เงินล่ะ?”


    “เอาเงินให้พวกมันไปเลย!” หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยความร้อนใจ


    ในฐานะพี่ใหญ่ของชั้นเรียน เธอมักจะเรียกตัวเองว่าอัศวินหลินเสมอ ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่สามารถทนเห็นเฉินซุนถูกตัดมือได้


    “ตอนแรกขอ 500,000 ตอนนี้มาขอ 1 ล้าน ฉันจะมีเงินตั้งมากมายขนาดนั้นได้ยังไง?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความไม่พอใจ


    “คุณไม่มีเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้หน้าซีดเผือด


    “แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขอยืมไม่ได้” เซียวเจิ้งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวออกมา


    “งั้นก็รีบขอยืมเร็วเข้า! ไว้กลับไปฉันจะรีบเอามาคืนให้ครบทุกหยวนเลย!” หลินเสี่ยวจู้กล่าวออกมาด้วยความร้อนใจ


    “เวลาเสียเงินนี่มันรู้สึกเจ็บชะมัดเลย” เซียวเจิ้งกล่าวออกมา “แต่เธอเรียกฉันว่าพี่เขย น้องเมียมาขอยืมเงินแบบนี้ ฉันจะยังได้เงินคืนอยู่อีกเหรอ?”


    หลินเสี่ยวจู้ไม่มีอารมณ์มาพูดเรื่องไร้สาระกับเขา เธอเอ่ยเร่งไปว่า “รีบไปยืมเงินได้แล้ว!”


    ฝ่ายเซียวเจิ้งแอบขยิบตาให้หลินเสี่ยวจู้ จากนั้นหันหน้าไปถามชายหนุ่มคนนั้นว่า “ฉันโทรไปขอยืมเงินได้ แต่นายจะรับประกันได้ยังไงว่าถ้าเอาเงินไปแล้วจะปล่อยพวกเราไป?”


    “ในสังคมนักเลง ความน่าเชื่อถือมาเป็นอันดับหนึ่ง” ชายหนุ่มคนนั้นพ่นควันบุหรี่หนาเตอะออกมา


    “เงิน 500,000 เมื่อกี้นี้กลายเป็น 1 ล้านได้ภายในชั่วพริบตา ฉันเห็นความน่าเชื่อถือของนายแล้ว มันไม่น่าไว้ใจเลยแม้แต่นิดเดียว” เซียวเจิ้งก็จุดบุหรี่มาสูบเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเอ่ยต่อรอง


    อีกฝ่ายหรี่ตามองอย่างเย็นชา จากนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า


    “งั้นนายจะเอายังไง?”


    “ปล่อยพวกเขาออกไปก่อน แล้วฉันจะช่วยยืมเงินมาให้นาย” เซียวเจิ้งหยิบบัตร ATM ใบหนึ่งออกมา แล้วคลี่ยิ้ม “ในนี้มีเงินอยู่ 500,000 หยวน ฉันจะบอกรหัสผ่านให้นายตอนนี้เลย จากนั้นนายก็ส่งคนไปถอนเงินเอาเอง”


    ท่าทีในการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีของเซียวเจิ้งทำให้อีกฝ่ายเกิดความประทับใจ ในไม่ช้าเขาก็เหลือบมองเถ้าแก่อ้วนที่ยืนอยู่ข้างหลังเซียวเจิ้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาก็พูดขึ้นมาว่า


    “คนอื่นไปได้ นายกับคุณหนูหลินอยู่ที่นี่ก่อน”


    “แบบนี้สิถึงจะสมเหตุสมผล” เซียวเจิ้งโยนบัตร ATM จากนั้นหันไปพูดกับนักเรียนหญิงที่กำลังหวาดกลัว “พวกเธอออกไปได้ใช่ไหม?”


    นักเรียนหญิงพากันพยักหน้า และรีบลุกขึ้น ออกไปจากห้องทันที


    “เฮ้ พวกเธอมาช่วยพวกผู้ชายก่อนสิ จะไปทั้ง ๆ แบบนี้เลยเหรอ? ไม่รักเพื่อนบ้างเลยหรือไง!” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความไม่พอใจ


    เมื่อนักเรียนหญิงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา แต่ละคนรีบเข้ามาช่วยพยุงเพื่อนนักเรียนชายหัวหมูให้ออกไปจากที่นี่ แต่ทว่าเฉินซุนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สุด และถูกทำร้ายอย่างหนักจนหลินเสี่ยวจู้จำเขาไม่ได้ กลับไม่ยอมจากไป เขาเดินไปหาเซียวเจิ้งแล้วพูดออกมาว่า


    “ผมจะอยู่ที่นี่ด้วย”


    “รักพวกพ้องมาก!” เซียวเจิ้งตบบ่าเฉินซุนอย่างแรง ทำเอาเขาอ้าปากหวอด้วยความเจ็บ


    “ฉันปล่อยคนอื่นไปแล้ว ตอนนี้นายบอกรหัสผ่านและยืมเงินมาให้ฉันได้แล้ว”


    ชายหนุ่มคนนั้นแสยะยิ้ม แล้วกล่าวออกมา ภายในใจรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง


    มีเรื่องแค่ครั้งเดียวก็หลอกเอาเงินมาได้ตั้ง 1 ล้านหยวน แบบนี้มันดียิ่งกว่าทำตามคำสั่งหัวหน้าอีก เขาตัดสินใจแล้วว่าหลังจากนี้จะร่วมมือกับเถ้าแก่อ้วนต่อไปในระยะยาว เขาเชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะต้องประสบความสำเร็จ ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่และขับรถหรูอย่างแน่นอน


    “รหัสผ่านมี 6 ตัว ส่วนเรื่องยืมเงินคือ.........” เซียวเจิ้งทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา จากนั้นถือโอกาสหยิบเหล้าฤทธิ์แรงขึ้นมาจิบ “การยืมเงินคนอื่นก็เหมือนไปฆ่าบุพการีของเขา ฉันต้องคิดหาเหตุผลดี ๆ มาสัก 2 – 3 ข้อ ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะให้ยืมง่าย ๆ ได้ยังไง?”


    “มันก็จริง งั้นนายค่อย ๆ คิดไปเถอะ” ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้า แล้วส่งบัตร ATM ให้ลูกน้องที่อยู่ใกล้ ๆ “เอาไปโอนเงินออนไลน์ซะ”


    “โอนเงินออนไลน์?” เซียวเจิ้งอธิบายออกมาว่า “ฉันไม่ได้เปิดบริการออนไลน์กับบัตรใบนี้ พวกนายต้องไปถอนเงินที่ธนาคารเอาเอง”


    “ไม่ได้เปิดบริการออนไลน์?” ชายหนุ่มคนนั้นขมวดคิ้ว แล้วกล่าวเหยียดหยามออกมาว่า “นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว? แม้แต่ธนาคารออนไลน์ นายก็ยังไม่มีอีกเหรอ?” เมื่อพูดจบ เขาก็หันไปสั่งลูกน้องว่า “เอาบัตร ATM ใบนี้ไปถอนเงินมาซะ แล้วใส่เงินลงในกระเป๋า เงิน 500,000 หยวนมันไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ”


    ทันทีที่เขาพูดจบ เถ้าแก่อ้วนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็รีบวิ่งออกมาด้วยความโกรธ จากนั้นฉวยเอาบัตร ATM ใบนั้นไปอย่างรวดเร็ว แล้วกระทืบเท้า ตะโกนออกมาว่า


    “ไอ้โง่! ตู้ ATM จำกัดวงเงินที่ 20,000 หยวน! แล้วตอนกลางดึกแบบนี้จะมีธนาคารที่ไหนเปิดให้นายไปถอนเงิน?”


    “งั้นจะทำยังไงดีล่ะ?”


    “โทรไปตรวจสอบดูซิว่ามีเงิน 500,000 หยวนอยู่ในบัตรใบนี้จริงไหม!” เถ้าแก่อ้วนหอบหายใจออกมาอย่างรุนแรง จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหลอก เขาหันหน้าไปจ้องมองเซียวเจิ้ง แล้วพูดออกมาอย่างเย็นชาว่า “ไอ้หนู ถ้านายกล้าหลอกฉัน ฉันจะปล่อยให้นายอยู่รอดได้แค่คืนนี้เท่านั้น!”


    “เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าฉันหลอกนาย นายยังดูไม่ออกอีกเหรอ?” เซียวเจิ้งแสยะยิ้มออกมา


    “ไอ้หมูหน้าโง่”


    สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศก็ลดลงสู่จุดเยือกแข็งทันที


    หลอก?


    ไม่มีเงิน?


    ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปิดเผยตัวตน คืนนี้เขามัวทำบ้าอะไรอยู่ทั้งคืนกันแน่?


    ดวงตาของเถ้าแก่อ้วนส่องแสงวาวโรจน์ออกมาอย่างโหดเหี้ยมถึงขีดสุด กลุ่มนักเลงที่รอเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายก็เดือดดาลไม่แพ้กัน ความอาฆาตแค้นได้แผ่ออกมาจากดวงตาของพวกเขา!

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ ที่คุณอ่าน