เมื่อดวงตาประสานกันไป๋ฉางเซิงรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
แม้ฝ่ายตรงข้ามจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆแต่เพียงแค่แรงกดดันมหาศาลนี้ก็เพียงพอจะทำให้จิตวิญญาณของไป๋ฉางเซิงอ่อนล้าลงได้แล้ว
แม้จะไม่แน่ใจว่ามังกรขาวตรงหน้ามีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับไหนแต่ไป๋ฉางเซิงรู้ดีว่า ต่อให้เป็นซวนหนีหยกทมิฬของคณบดีเฉียนก็ยังเทียบชั้นกับตัวตนที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้เลย!
นี่มันยิ่งกว่าระดับราชาอสูรเสียอีก!
กระทั่งระดับราชันอสูรก็อาจจะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับมังกรขาวตัวนี้ได้ด้วยซ้ำ!
เดี๋ยวนะไม่ใช่ว่าฉันอยู่ในห้องทำงานของคณบดีเฉียนหรอกเหรอ? แล้วทำไมถึงโผล่มาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย?
ภายใต้สายตาที่จับจ้องมาจากมังกรขาวไป๋ฉางเซิงไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียวเพราะเกรงว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะไปกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามพิโรธขึ้นมา
ตัวตนระดับนี้แค่จามทีเดียวก็คงบดขยี้เขาจนกลายเป็นผุยผงได้แล้วมั้ง
ไป๋ฉางเซิงนิ่งสนิทราวกับถูกใครบางคนร่ายอาคมตรึงร่างไว้แม้แววตาจะสั่นไหวด้วยความกังวล แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดหนี
ทั้งสองฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่อย่างนั้นเวลาค่อยๆ ล่วงเลยไปอย่างช้าๆ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ไป๋ฉางเซิงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
แม้จะไม่รู้ว่าตัวตนระดับนี้มาปรากฏอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแต่ที่แน่ๆ คือ ตัวตนระดับราชันอสูร หรือระดับเทพอสูรไม่น่าจะมีกะจิตกะใจมาเล่นเกมที่น่าเบื่อแบบนี้กับเขา
แกล้งทหารอสูรระดับสามให้ตกใจเล่นเนี่ยนะมันสนุกตรงไหน?
เขาลองขยับตัวเพียงเล็กน้อยแต่ฉากทัศน์ความโกรธเกรี้ยวที่จินตนาการไว้กลับไม่เกิดขึ้นแม้ดวงตามังกรคู่นั้นจะยังคงจ้องเขม็งมาที่เขาแต่มันดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเขาเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นดังนั้นไป๋ฉางเซิงก็เริ่มใจกล้าขึ้นมาบ้าง ครั้งนี้เขาขยับตัวแรงกว่าเดิม
ทุกอย่างยังคงเงียบสงัดเหมือนเดิมราวกับว่ามังกรขาวตัวนี้มองไม่เห็นการกระทำของไป๋ฉางเซิงเลย
คงไม่ใช่ว่า...ตัวตนที่ดูน่าเกรงขามขนาดนี้จะเป็นคนตาบอดหรอกนะ?
ไป๋ฉางเซิงเผลอคิดแบบนั้นขึ้นมาในใจแต่ก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
ถึงจะดูประหลาดไปหน่อยแต่โชคดีที่ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะไม่มีเจตนาร้ายกับเขาซึ่งนั่นถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
เขาลอยตัวไปตามผิวน้ำอย่างช้าๆเมื่อรักษาระยะห่างออกมาได้ระดับหนึ่งแล้วหันกลับไปมองก็พบว่ามังกรขาวยังคงรักษาท่าทางเดิมเอาไว้ไม่ได้สะทกสะท้านจากการเคลื่อนไหวของเขาเลยแม้แต่น้อย
หืม?
ไป๋ฉางเซิงเกิดความฉงนในใจเขาไม่เข้าใจเหตุผลเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเรียกเขามาที่นี่แล้วก็นิ่งค้างไปเหมือนหุ่นยนต์แบบนี้
แต่ในเมื่อไม่ได้มุ่งเป้ามาทำร้ายเขาไป๋ฉางเซิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาตัดสินใจมุดลงไปใต้ผิวน้ำเพื่อจะได้เห็นร่างของมังกรขาวตัวนี้อย่างเต็มตา
และความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ไม่ผิดเลย
มังกรขาวมีร่างกายที่มหึมาแค่เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวก็เกินสามสิบเมตรแล้วแต่เมื่อเทียบกับความยาวลำตัวที่ยาวหลายร้อยเมตรกลับทำให้ดูเป็นรูปร่างที่เพรียวบาง
เกล็ดแต่ละแผ่นบนตัวมีขนาดกว้างกว่าหนึ่งเมตรทั่วทั้งร่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์ แผงคอพลิ้วไหวกรงเล็บมังกรกำเข้าหากันในท่าเตรียมพร้อม
ผิวน้ำไม่โปร่งแสงร่างกายส่วนครึ่งหลังจมดิ่งอยู่ในน้ำลึกจนมองเห็นได้ไม่ครบถ้วน
แต่เพียงแค่นี้เมื่อรวมกับหัวมังกรที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ไป๋ฉางเซิงก็มั่นใจอย่างที่สุดแล้วว่ามังกรขาวตรงหน้าคือตัวตนระดับเทพอสูรแน่นอน!
อย่างน้อยซวนหนีหยกทมิฬก็ไม่อาจนำมาเทียบชั้นได้เลย!
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกประหลาดใจก็คือเมื่อมองดูใกล้ๆเขากลับพบว่ามังกรขาวตัวนี้ดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย
เทพอสูรที่ดับสูญไปแล้วงั้นเหรอ?
ตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพลังรบในโลกใบนี้ใครกันที่มีความสามารถพอจะพรากชีวิตของอีกฝ่ายได้?
ทันทีที่ความคิดนี้แวบขึ้นมาจู่ๆ มังกรขาวที่เคยนิ่งสงบก็เกิดการเคลื่อนไหว
หัวมังกรขนาดมหึมาพุ่งดิ่งลงมาในน้ำดวงตามังกรจับจ้องมาที่เขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เดิมทีมีประกายสีทองจางๆบัดนี้กลับส่องแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นมาทันที!
ไป๋ฉางเซิงยังไม่ทันได้ขยับตัวร่างกายทั้งร่างก็ถูกแสงสีทองกระแทกเข้าอย่างจังชั่วพริบตานั้นเขารู้สึกมึนงงในหัว ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวพร่าเลือนสติสัมปชัญญะขาดช่วงไป แล้วเขาก็ตกสู่ภวังค์การหลับใหลไปในที่สุด
...
“ผลของแก่นหยกเลือดมังกรจะต่อเนื่องไปนานถึงสองวันสองคืน”
“ในช่วงเวลานี้ จิตสำนึกของมันจะเข้าไปอยู่ในมิติเลือดมังกรเพื่อพบกับเจ้าของเดิมของเลือดมังกรนั้น”
“ส่วนจะสามารถยกระดับสายเลือดของตัวเองไปได้อีกระดับหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะทนต่อการชำระไขกระดูกผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นของแก่นหยกเลือดมังกรได้หรือเปล่า”
“ที่ฉันปล่อยให้มันหิวโซมาสองวันเต็มๆ ก็เพื่อรอจังหวะนี้นี่แหละ”
“ถ้าสำเร็จ เลือดมังกรจะเข้มข้นขึ้น ศักยภาพจะก้าวกระโดดไปไกลมาก”
“แต่ถ้าล้มเหลว พลังเลือดจะเสื่อมถอยและจิตวิญญาณจะถูกพลังเลือดมังกรกระแทกจนแตกสลาย!”
คณบดีเฉียนพึมพำออกมาพลางอธิบายให้เจียงจืออวี๋ฟัง
เจียงจืออวี๋มองดูไป๋ฉางเซิงที่ขดตัวแน่นและหมดสติไปเธอสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายพลังจากตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียวราวกับว่าไร้ซึ่งชีวิตไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงมีลมหายใจอยู่
“ถ้าอย่างนั้น ฉันฝากอาจารย์ด้วยนะคะ”
เจียงจืออวี๋เปลี่ยนคำเรียกขานจากคณบดีเป็นอาจารย์แทน
คณบดีเฉียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับคำเรียกนั้นโดยดุษฎี
เขาโบกมือไล่เบาๆ“เอาเถอะ เธอไปหาตาแก่จี้ก่อนเถอะ ทางนี้ฉันจะเฝ้าดูเอง ไม่ต้องห่วง”
เจียงจืออวี๋ประสานมือคารวะอีกครั้งจากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลงคณบดีเฉียนก็ชำเลืองมองไป๋ฉางเซิงบนพื้น พลิกฝ่ามือเรียกขวดหยกออกมาอีกใบหนึ่ง
“ยัยหนูนั่นอุตส่าห์เรียกฉันว่าอาจารย์แล้ว ฉันจะปล่อยให้เธอเรียกฟรีๆได้ยังไง”
“น้ำค้างทิพย์ปรภพนี่ แม้จะช่วยยกระดับเลือดมังกรไม่ได้แต่มันสามารถปกป้องดวงวิญญาณของแกจากการโจมตีที่ถึงตายได้ครั้งหนึ่ง”
“เดิมทีฉันกะว่าจะเก็บไว้แท้ๆ เชียว ช่างเถอะๆ”
สิ้นคำพูดคณบดีเฉียนก็เปิดจุกขวด คว่ำขวดลงอยู่นานกว่าที่ของเหลวเจ็ดสีหยดหนึ่งจะหยดออกมาจากขวด
ทันทีที่มันหยดลงบนตัวของไป๋ฉางเซิงมันก็ซึมหายไปในพริบตา
เขายกมือขึ้นวูบหนึ่งร่างของไป๋ฉางเซิงที่ขดอยู่บนพื้นก็หายลับไป ถูกเขาเก็บเข้าไปไว้ในถุงกักวิญญาณ
“ทำเต็มที่แล้ว ที่เหลือก็สุดแท้แต่วาสนา”
“เลือดมังกรนั้นหาได้ยากยิ่งการกลั่นกรองเลือดมังกรคือการฝืนลิขิตเปลี่ยนชะตาชีวิตการที่ฉันช่วยรักษาชีวิตแกไว้ได้ก็นับเป็นขีดจำกัดแล้ว”
“สุดท้ายจะได้อะไรกลับมาบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับตัวแกเอง”
“พักผ่อนซะเถอะ”
ไป๋ฉางเซิงไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกในถุงกักวิญญาณ ซวนหนีหยกทมิฬที่เดิมทีกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นก็ฉายแววฉงนสงสัย
มันขยับเข้าไปใกล้แล้วดมฟุดฟิดสองสามทีก่อนจะยื่นอุ้งเท้าออกมาเขี่ยไป๋ฉางเซิงเบาๆ
เมื่อเห็นว่าไป๋ฉางเซิงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองมันก็รู้สึกเบื่อหน่าย แล้วก็กลับไปนอนขดตัวหลับต่อ
ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนตัวเองติดอยู่ในห้วงแห่งความโกลาหลแว่วเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นครั้งหนึ่งแต่ในตอนนี้เขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปศึกษาเลยว่าระบบแจ้งเตือนเรื่องอะไร
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนสติสัมปชัญญะค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา แต่เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่กลับเป็นหัวขนาดมหึมา
พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่แทบจะทำให้จิตวิญญาณของเขากระเจิดกระเจิง
ไป๋ฉางเซิงหมอบราบติดพื้นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
ทว่าฉากที่อีกฝ่ายจะงับเขาเข้าปากกลับไม่เกิดขึ้นเมื่อเงยหน้ามองดูอีกทีก็พบว่าสัตว์ยักษ์ตัวนั้นได้จำแลงกายเป็นร่างมนุษย์ไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
สวมชุดเกราะสีดำร่างกายกำยำแข็งแรง
ปัญหาเดียวก็คืออีกฝ่ายยังคงมีหัวที่มีลักษณะคล้ายสิงโตแม้แต่แขนขาก็ต่างจากร่างเดิมแค่เรื่องขนาดเท่านั้น
ด้านหลังมีหางเรียวยาวแกว่งไกวไปมา
ตอนนี้เขากำลังจ้องมองไป๋ฉางเซิงด้วยสีหน้าท่าทางที่เหมือนจะบอกว่า ‘ไอ้หนูแกมีความกล้าแค่นี้เองเหรอ’