***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]
“ดันพวกมันกลับไป อย่าให้เข้ามาใกล้มากกว่านี้ได้! ”
“ท่านแฟตครับ คริสตัลเริ่มร้าวไปทั่วแล้วครับ! ”
“ก็รีบซ่อมมันและปกป้องเอาไว้สิยะ! ถ้าโล่กันไม่อยู่ ก็ใช้กำแพงเนื้อนั่นละรับลูกธนูกับลูกไฟพวกมันเอาไว้! เหล่ามดทาส จงปีนรอบคริสตัล และใช้ตัวเองเป็นชุดเกราะมีชีวิตให้กับมันซะ! ”
“รับทราบ! ”
“เพื่อราชินีของพวกเรา! ”
“เพื่อเผ่าของพวกเรา! ”
ชีวิตของทหารต่างร่วงโรยราวใบไม้พลัดใบ แต่ในเวลาเดียวกันก็พลิชีวิตใหม่อย่างงดงามจากคริสตัลแห่งชีวิต
และนั่นคือสภาพการปัจจุบันของกองทัพของฝ่ายเรา ชาวอาร์โธร์โพดา
ลดลงและเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน
หากสามารถถ่วงเวลาต่อไปได้อีกนิด จำนวนพลของฝ่ายเราก็จะเริ่มได้เปรียบในขณะที่ของฝ่ายศัตรูมีแต่ลดลง
ซึ่งจากการประเมินด้วยสายตาแล้ว ฉันคิดว่าพวกศัตรูคงเหลือราวหนึ่งแสนนายได้
ในขณะที่กองทัพของฝั่งเรามีถึงสามแสนนาย และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้
แต่จำนวนที่มากกว่ากลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะกำลังใจที่ลดต่ำลง
ตัวตนอย่างราชินีแบบพวกฉัน ไม่ได้ช่วยทำให้กำลังใจของพลทหารเพิ่มขึ้นมาได้
การจากไปของขุนพล มีผลอย่างมากต่อทิศทางลมของสนามรบแห่งนี้
“อ๊าก! ”
“อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้ได้มากกว่านี้! ”
ฉันใช้โล่สีดำขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับเผ่าปีศาจยักษ์ตรงหน้าจนกระเด็นออกไปไกล
ในเวลาเดียวกัน ที่ด้านบนเหนือขึ้นไปห้าเมตร มีประกายสายฟ้าสีเหลืองจำนวนมากวิ่งตัดผ่านอากาศตรงไปที่คริสตัล
สายฟ้าอันรุนแรงได้ซ๊อตใส่ร่างของเหล่านักรบที่ปกป้องจนไหม้เกรียม ก่อนจะร่วงหล่นลงมาจากผิวของคริสตัล
“แย่แล้ว รีบเข้าไปปกป้องคริสตัลเร็ว! ”
ช่องว่างที่เผยออกมานั้น กำลังจะถูกโหมโจมตีด้วยลูกไฟและธนูที่ยิงออกมาจากปีศาจแสงและปีศาจน้อย
ฉันรีบยืนตั้งตรง แล้วยกโล่สูงเพื่อบังการโจมตีเอาไว้
“กรี๊ด!? ”
“แฟต! ”
ร่างของฉันล้มลงด้วยแรงกระแทกของลูกไฟ
ราชินีฟรด้าพยายามเข้ามาช่วยฉัน
“อย่ามาขวาง! ”
แต่เธอไม่อาจตีฝ่ากองทัพของพวกปีศาจยักษ์ที่ขวางกั้นเอาไว้ได้
“ไม่!? พวกแกกล้าแตะต้องร่างกายของราชินีอย่างฉัน!? ออกไปจากตัวฉันเดียวนี้นะ! ”
ฉันเห็นราชินีฟรีด้าถูกพวกศัตรูรุมเข้าใส่จากทุกทิศทางเหมือนที่สกัดโดน
เธอคงไม่รอดแล้ว
พวกมันใช่กองทัพปีศาจยักษ์เป็นแนวหน้า ใช้กองทัพปีศาจน้อยเป็นผู้สนับสนุนโจมตี และใช้ปีศาจแสงโจมตีจากระยะไกลด้วยอำนาจพิเศษของมัน
ด้วยรูปแบบกองกำลังผสม ทำให้กองทัพของฝ่ายเราถูกแหวกเป็นสองส่วนได้อย่างง่ายดาย
ทั้งที่ฝ่ายเรามีกำลังพลมากกว่าแท้ ๆ
“เรา… ไม่ไหวแล้ว”
ราชินีบอสที่หมดใจสู้ได้ทิ้งโล่ลงไปกองกับพื้น
คงจะถึงขีดกำจัดแล้วสินะ…
ฉันมองไปที่ตรงหน้า
แม่ทัพปีศาจของศัตรูทั้งสี่คนกำลังเดินขึ้นมาเยียบลงบนร่างอันใหญ่โตของฉัน
คนหนึ่งมีร่างกายสูงสามเมตร ผมสีส้มคล้ายเปลวเพลิง และมีเขาคู่ประดับหัว
คนหนึ่งเป็นสตรีร่างยักษ์ที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน สตรีผมสีม่วงที่ส่งร่างของสเลบปลิวหายไปจากสนามรบ
คนหนึ่งคือเผ่าปีศาจน้อย ที่แม้ว่าแขนจะขาดไปข้าง แต่ก็สามารถต่อสู้นำทัพทะลวงลึกมาได้ถึงตรงนี้
และคนสุดท้าย แม่ทัพของปีศาจแสง สิ่งมีชีวิตมีปีกโปร่งแสงสูงหนึ่งเมตรอันแสนน่ากลัว
เจ้านี่ไร้ซึ่งบาดแผล อีกทั้งยังสามารถล้มพวกเรานับสิบชีวิตด้วยวิธีที่แปลกประหลาด
เสกได้ทั้ง ไฟ ควบคุมได้ทั้งอากาศ และยังสามารถป้องกันลูกธนูด้วยลม
มันคือปีศาจที่มีรูปร่างอันน่ารักเอาไว้หลอกสายตาผู้คน
“สเลบ…”
ฉันเอยนามของขุนพลอันเป็นที่รักออกมา
ถ้าหากรู้ว่าชะตากรรมจะเป็นเช่นนี้ ฉันน่าจะอ่อนโยนกับเขามากกว่านี้เสียหน่อย
ตรีศูลในมือของแม่ทัพปีศาจถูกยกสูงขึ้น
มันกำลังจะแทงตรงลงมาบนร่างของฉันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว
“ลาก่อน.. สเลบ”
สเลบ สุดยอดขุนพลของฉัน---
ในตอนนั้นเองที่เกิดเรื่องประหลาดขึ้น
กองทัพขนาดใหญ่ของศัตรูถูกประกายสีขาววิ่งตัดผ่านด้วยความเร็วประดุจดั่งสายฟ้าฟาด
ศัตรูที่เข้ารุมล้อมถูกอำนาจลึกลับบางอย่างซัดปลิวกระเด็นขึ้นท้องฟ้า
แล้วร่างสีขาวนั้นก็มารับปลายแหลมของตรีศูลจากศัตรูด้วยดาบเพียงเล่มเดียว
“ต้องขออภัยที่มาช้าครับท่านแฟต”
“เจ้าคือ!? ”
ร่างนั้นสวมชุดเกราะสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ทั่วทั้งตัว
มันเป็นชุดเกราะที่ไร้ริ้วรอยต่อตามตัวอักษร
หากมองผิวเผิน คงเป็นได้นึกว่าเจ้าตัวกำลังโป๊อยู่ด้วยซ้ำ
เพราะตัวชุดมันรัดไปตามรูปร่างของเจ้าตัว จนให้ความรู้สึกเช่นนั้น
ดาบสีดำสี่เล่มและรูปร่างที่คุ้นเคยได้ปรากฏสู่สายตา
ชุดเกราะที่เขาสวมใส่อยู่นั้น คือชุดเกราะรุ่นต้นแบบที่สมบูรณ์แบบซึ่งราชินีฟรีด้าแสนจะภาคภูมิใจ ซึ่งฉันเคยส่งไปทดลองใช้งานที่แนวหน้า
ในตอนนั้นเห็นว่ามีอุบัติเหตุจากการขนส่ง เลยไปไม่ถึงมือของสเลบ พร้อมกับการหายสาบสูญของชุดเกราะรุ่นใหม่
แต่ทว่าชุดเกราะตัวที่ว่ากลับได้มาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฉัน และผู้ที่สวมใส่มันก็ไม่ใช่ใครอื่น
“สเลบ!? ”
สเลบ สุดยอดขุนพลของฉันผู้นั้น
“บานา… กระผมขอรับชัยชนะไปก่อนนะครับ”
สเลบพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
ชุดเกราะสีขาวที่ส่วมใส่ได้มีเส้นประกายแสงสีฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง
“€¢©®!? ”
ปีศาจตรงหน้าสเลบแสดงสีหน้าตกใจออกมา
ไม่ว่าเขาพยายามจะออกแรงเพียงใด เขาก็มิอาจดันร่างของสเลบที่ตัวเล็กกว่าให้ถอยกลับไปได้แม้แต่มิลเดียว
พื้นดินตรงหน้าเริ่มยุบตัวลงจากแรงดันปะทะ แต่กระนั้นร่างของสเลบก็นิ่งประดุจดั่งภูผา
สเลบตวัดดาบออกไปด้วยเล่มที่กำลังรับตรีศูลเล่มนั้น
“##$$#! ”
ศัตรูกรีดร้องอย่างโหยหวนพร้อมกับร่างที่ปลิวกระเด็นไปไกล
มันเป็นดาบที่รุนแรงมาก
“ท่านแฟต กระผม ขุนพลสเลบ กลับมารายงานตัวแล้วครับ”
สเลบ ขุนพลของฉัน ได้กลับมาโลดแล่นในสนามรบอีกครั้งแล้ว
[ผู้กล้า] นักรบผู้กล้าหาญที่ปราบจอมมารและปีศาจอันชั่วร้ายลง
ตำนานเช่นนั้น มีปรากฏอยู่ในทุกเผ่าพันธุ์ไม่ต่างกัน
ไม่ว่าจะเรื่องราวผู้กล้าของเผ่ามนุษย์ ที่แตกแขนงออกมาหลายร้อยเรื่องราว
ไม่ว่าจะเรื่องราวผู้กล้ายักษา ที่สามารถควบคุมอสูรปีกในตำนานขนาดยักษ์ได้
ไม่ว่าจะเรื่องราวของพญาเหยี่ยวที่รู้แจ้งเห็นจริง และนำชัยชนะมาสู่ประเทศด้วยตัวเพียงคนเดียว
หรือเรื่องราวของผู้กล้าแห่งอาร์โธร์โพดา ที่ล้มจอมมารซึ่งคอยกดขี่พวกเขาด้วยมือขนาดยักษ์และแสงไฟ
ภาพของสเลบในชุดเกราะที่ไม่เคยเห็นนั้น ได้ซ้อนทับกับภาพของตำนานดั่งกล่าว
“ทุกคน ถอยไปก่อน”
สเลบเอยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
เขาวิ่งเข้าใส่คลื่นกองทัพตรงหน้า
ไม่พาลูกน้องติดตัว แต่วิ่งบุกใส่ราวคนบ้าที่โง่เขลา
กองทัพพันธมิตรที่เห็นศัตรูวิ่งเข้าหา ได้ตั้งโล่ขวางเป็นกำแพงยาว
นักรบเผ่ายักษาตั้งโล่ขนาดใหญ่สูงสามเมตรขึ้นตรงหน้า
หน่วยจอมยุทธเตรียมตั้งกระบี่พร้อมร่ายรำ กองอัศวินยื่นหอกตรงออกไปด้านหน้า
เหล่าตัวน้อยเริ่มเปล่งประกาย คมอากาศและเปลวไฟได้ผุดปรากฏ
เพียงนักรบผู้เดียว คิดอาจหาญจะต่อกรกับกองทัพอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นหรือ?
แต่สเลบยังคงวิ่งต่อไปโดยไม่หวั่นไหวต่ออาวุธร้ายที่พร้อมจะกระหน่ำแทงลงบนร่างของเขา
“สเลบ เจ้าอย่าวู่วาม! ”
ราชินีแฟตที่เห็นภาพนั้นถึงกับกรีดเสียงร้อง
แม้แต่ราชินีฟรีด้าที่เป็นผู้ออกแบบและสร้างชุดนั้นมากับมือ ยังรู้สึกไม่มั่นใจว่าชุดที่สมบูรณ์ของตนจะสามารถต้านทานเอาไว้ได้
แต่เธอคงไม่รู้ตัว ว่าได้สร้างสิ่งที่น่ากลัวออกมาเกินกว่าที่ตนได้คิดจินตนาการณ์เอาไว้
“ไม่เป็นไร---”
ชุดสีขาวเริ่มส่องประกายเส้นแสงสีฟ้าอีกครั้ง
ผิวที่เรียบและดูยืดหยุ่นนั้น ฉับพลันดูแข็งดั่งเกล็ดของมังกร
“---มันไม่เป็นไรหรอก”
เปลวไฟและสายลมที่คมดั่งใบมีดนับร้อยจากพลังของเผ่าภูติ ได้กระหน่ำพุ่งเข้าใส่ร่างของนักรบสีขาว
เกิดควันพวยพุ่งและเสียงระเบิดดังกึกก้อง
“จบแล้ว? นึกว่าจะแน่”
เหล่ากองทัพยักษาที่ถือโล่ตั้งรอเอาไว้ ถึงกับหัวเราะร่าอย่างดูถูก
แต่แล้วพวกเขาก็ต้องถึงกับหน้าซีดเผือกและหุบปากลงในทันที
เงาสีขาวยังคงวิ่งผ่านมาได้ราวกับเดินตัดสายหมอก
ดาบสีดำทั้งสี่เล่มถูกยกชูขึ้นมา พร้อมกับเปล่งประกายแสงสีฟ้า
“หน่วยอัศวิน เตรียมรับมือ! ”
แม่ทัพหนึ่งร้อยนายของหน่วยอัศวินได้คำรามออกคำสั่ง
คมหอกเหล็กกล้าของเผ่ามนุษย์ถูกยื่นออกไปตรงหน้าแนวโล่ของเผ่ายักษา ประดุจดั่งกำแพงเหล็กที่มีหนามแหลมยื่นยาว
ที่ด้านหลัง หน่วยจอมยุทธต่างชูกระบี่ขึ้น เตรียมพร้อมที่จะเข้าโรมรัน
แต่สเลบกลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิม
“เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย!? ”
เหล่าทหารของกองทัพพันธมิตรถึงกับตื่นตระหนกเมื่อเห็นนักรบสีขาวพุ่งเข้ามาโดยไม่คิดที่จะหยุด
“เพลงดาบสี่เล่ม---”
สเลบเกิดความรู้สึกว่าต้องพูดออกไป
ถึงจะดูน่าอาย แต่ตนรู้สึกว่ามันเป็นการเพิ่มพลังใจให้ตัวเองอย่างหนึ่ง
“---ทศกร ประกายทมิฬ! ”
ชื่อเพลงยุทธถูกประกาศดังก้องพร้อมกับคมดาบที่เหวี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะหนึ่งนั้น ทุกคนต่างมองเห็นสเลบสามารถแยกแขนออกมาได้ถึงสิบแขน
ยักษาแนวหน้าจำนวนสิบคนถูกฟันยับจนกลายเป็นเศษเนื้อไปพร้อมกับโล่
หอกเหล็กที่ปะทะร่างของสเลบ กลับเป็นฝ่ายที่หักงอเสียเอง
เหล่าจอมยุทธมนุษย์ที่วิ่งเข้ารุม กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกดีดกระเด็นออกมา
คลื่นพลังงานประหลาดสีฟ้าจากชุด ได้แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ทำให้เหล่าทหารหาญรอบตัวเขาปลิวกระเด็นอย่างรุนแรง
“หน่อย ดอง~! ”
เอสเทอนำทัพทูติของตนเอง เปลี่ยนพื้นดินรอบตัวของสเลบให้เป็นบ่อโคลน
ร่างของสเลบเริ่มจมลงไปในบ่อโคลนที่ว่า
“รุม! ”
เอสเทอสั่งให้กองทัพของตนบินล้อมอยู่เหนือหัวสเลบขึ้นไปที่ระยะสิบเมตร
ประกายแสงสว่างได้กำเนิดขึ้นที่ปีกและครัสตัลภูติของพวกเธอ
“จงทำลายชุดเกราะนั้นซะ! จะให้มันพัฒนาไปมากกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด… นั่นมันคือ… เทคโนโลยีของพวกเรา ดอง~! ”
เอสเทอกรีดร้องด้วยภาษาภูติ
เธอรู้ว่าศัตรูมีขโมยเทคโนโลยีของตนเองไป แต่เธอไม่คิดว่าศัตรูจะเอามันไปพัฒนาได้ถึงระดับนี้
ภูติคือเผ่าที่อ่อนแอ พวกเธอมีพละกำลังและแรงกายที่น้อยมาก
ดังนั้นนอกจากคริสตัลที่ใช้ในการช่วยขยายพลังแปลงสสารจากปีกของพวกเธอแล้ว พวกเธอเลยต้องสร้างชุดเกราะที่ช่วยในการเพิ่มพลังกายและป้องกันขึ้นมาด้วยในเวลาที่ออกรบ
แน่นอนว่าชุดเหล่านั้นได้ถูกทิ้งจนฝุ่นจับไม่สร้างต่อ เพราะมันสร้างยากมากด้วยสภาพโรงงานในปัจจุบันที่เผ่าของพวกเธอมี อีกอย่าง ด้วยนิสัยของเผ่าที่ขี้เกียจและขี้เล่น เลยทำให้ของเหล่านั้นถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย
ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เอสเทอเคยบ่นในที่ประชุมสภาภูติมาก่อนหน้านี้แล้ว
และตัวตนของชุดเกราะที่สเลบใส่อยู่ มันก็คือชุดที่มีพื้นฐานมาจากชุดเกราะของพวกเธอนั่นเอง
พวกภูติย่อมรู้ถึงความร้ายกาจของพวกมันดี
“ยิง…แบบนี้สินะ? ”
ดาบสีดำของสเลบถูกยื่นตรงขึ้นไปบนฟ้า
เขานำดาบทั้งสี่มาแนบชิดกัน
ประกายแสงสีฟ้าจากดาบได้ถูกเชื่อมต่อกัน แล้วเกิดแรงขับดันอันรุนแรง
ดาบสั่นไหวอย่างรุนแรงจนสเลบไม่สามารถถือดาบเอาไว้ได้อย่างมั่นคงอีก
เขารีบบีบด้ามดาบที่เป็นไกยิงลงไป ก่อนที่ร่างของเขาจะปลิวกระเด็น
พลังงานอิเล็คตรอนที่ถูกดึงจากมวลอากาศโดยรอบได้ถูกยิงออกไป พร้อมกับร่างของสเลบที่ปลิวไปข้างหลังเพราะแรงตีกลับ
คลื่นพลังที่อันตรายขนาดสองเมตร ถูกยิงเป็นเส้นตรงขึ้นฟ้าไปที่กองทัพของเอสเทอ
ถึงจะไม่ตรงเป้ามากนัก แต่พลังงานและความร้อนที่แตกกระจายออกมา ก็ทำให้ฝูงบินของเอสเทอถึงกับปลิวกระจาย
“อั๊ก!? ”
เอสเทอปลิวกระเด็นออกไปไกลจนเกือบถึงสุดขอบสนาม
นี่เป็นอาวุธที่เธอไม่รู้จัก
เพราะว่าพวกเธอสามารถใช้อำนาจจากปีกสร้างการโจมตีได้หลากหลายรูปแบบอยู่แล้ว เลยทำให้เทคโนโลยีของภูตินั้นจะเน้นไปที่การป้องกัน ไม่ใช่การโจมตี
อาวุธที่สเลบยิงออกไปนั้นไม่ใช่เทคโนโลยีของเผ่าภูติ แต่เป็นแนวคิดของราชินีฟรีดา
เธอนำปืนของเผ่ามนุษย์ที่เก็บกู้มาได้จากสนามรบเมื่อนานมาแล้ว มาดัดแปลงเข้ากับเทคโนโลยีของพวกภูติ
จนได้เป็นปืนดาบที่ทรงพลัง
“พลังบ้าอะไรกันนี่…”
สเลบถึงกับพูดน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อตนเองออกมา
มันเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อมาก
ความวุ่นวายและเสียงจากสนามรบได้หยุดลงในทันที
ทุกคนทั้งศัตรูและมิตร ต่างจ้องมองไปที่นักรบที่สร้างแรงกดดันออกมาตรงหน้าเป็นสายตาเดียวกัน
เลือดสีดำของเผ่ายักษาได้ย้อมเกราะสีขาวจนกลายเป็นสีดำ
สเลบแทบไม่ต่างไปจากผู้กล้าในสายตาของเผ่าอาร์โธร์โพดา
ส่วนในสายตาของกองทัพพันธมิตรนั้น เขาคือสุดยอดนักรบที่ไม่เคยเห็นจากไหนมาก่อน
“นักรบทมิฬ…ไม่สิ.. ผู้กล้า… [ผู้กล้าทมิฬ สเลบ] ”
ราชินีแฟตพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงอันดัง
“ผู้กล้า...ทมิฬ? ”
“ผู้กล้าทมิฬ สเลบ”
“ผู้กล้าทมิฬ สเลบ! ”
“ผู้กล้ามาแล้ว พวกเราอย่าพึ่งยอมแพ้เด็ดขาด! ”
ทิศทางลมได้เปลี่ยนกลับไปเป็นของฝ่ายอาร์โธร์โพดาอีกครั้ง
กำลังใจได้หวนกลับมาเพราะการปรากฏตัวของสเลบในพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น
แต่สเลบคิดว่าพวกตนไม่ควรจะทำการรบต่อที่นี่อีก
“ถอยทัพ หนีไปตั้งหลักก่อนเถอะครับท่านองค์ราชินีแฟต”
ที่มุมของของสนาม มีประกายสว่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
เอสเทอกำลังรวบรวมหน่วยรบภูติ เพื่อเตรียมการยิงพลังงานโปรตอนขนาดใหญ่ออกมา
เธอโกรธเลือดขึ้นหน้า จนลืมไปแล้วว่าต้องปกปิดขีดความสามารถของเผ่าตัวเอง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป้าหมายคือคริสตัลแห่งชีวิตซึ่งมีสภาพจวนจะพังลงมา และการโจมตีระดับนั้น ต่อให้มีกี่สิบสเลบก็คงป้องกันไม่อยู่
“กระผมจะปิดท้ายขบวนทัพให้เองครับ”
“... เข้าใจแล้ว ทุกหน่วยคงได้ยินแล้วสินะ เปิดทางออกหนีฉุกเฉิน ทุกหน่วย ขนย้ายคริสตัลขึ้นไปบนผิวดิน! ”
อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้ ว่าเส้นทางหนีฉุกเฉินมันไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากนัก
เหตุผลเดียวที่พวกเธอไม่ถอยหนี เพราะรู้ว่าผิวดินข้างบนมีกองทัพชาวปักษารออยู่
แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น การเลือกหนทางหนี อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่า
“คิดจะหนีเรอะดอง! ”
เอสเทอแผดเสียงด้วยใบหน้าของวายร้าย
ภูติระดับสูงรวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยนาย ได้ร่วมพลังกันแปรเปลี่ยนโครงสร้างอะตอมตรงพื้นที่ว่างเปล่าด้านหน้า จนเกิดเป็นพลังงานโพตอนที่เข้มข้น
อนุภาคแสงที่เข้มข้นและรุนแรง ได้ถูกส่งออกไปจนเห็นเป็นคลื่นพลังสีแดงสด
เป้าหมายคือคริสตัลแห่งชีวิตที่อยู่อีกฟากของห้องโถง
เสาแสงวิ่งตรงผ่านเหนือกองทัพของทั้งสองฝ่าย
คนที่ยืนขวางเส้นทางต่างถูกคลื่นรังสีแผดเผาร่างจนผิวหนังผุพอง
เอสเทอโกรธจนหน้ามืดตามัว และลืมสิ้นซึ่งกองทัพพันธมิตรของตนเอง
“หน่อย! ”
สเลบกระโดดขึ้นสูงเหนือพื้นกว่าสิบเมตร
เส้นสีฟ้าวิ่งไหลไปทั่วชุดเกราะที่ถูกย้อมเป็นสีดำ ก่อนจะวิ่งไปสู่ปลายดาบดำทั้งสี่เล่ม
“เขี้ยวสังหาร! ”
สเลบตะโกนชื่อท่าเพื่อปลุกใจตัวเองให้กล้าเผชิญหน้ากับลำแสงมรณะ
ดาบทั้งสี่เล่มถูกนำมาประกบปลายแหลม แล้วแทงออกไปตรงหน้า
ประจุพลังงานที่แผ่ออกจากตัวดาบ ได้บิดผันให้ความหนาแน่นอากาศตรงหน้าเปลี่ยนแปลง พร้อมกับทำให้ลำแสงโพตอนหักเหเบี่ยงวิถีกระจายออกไปทุกทิศทาง
เส้นโพตอนที่กระจายออก ได้พุ่งเข้าแผดเผาชีวิตที่อยู่โดยรอบนี้
“ท่านสเลบตัดแสงได้!? ”
“สมกับเป็นผู้กล้าสเลบ! ”
เสียงโหร้องเอาชัยดังขึ้นอีกครั้ง
หากไม่มีคำสั่งให้ถอยทัพ คงเป็นได้กรูบุกเข้าใส่ศัตรูไปแล้ว
ส่วนฝ่ายกองทัพพันธมิตรนั้น มันคือภาพของฝันร้าย
“แม่งตัดแสงได้ด้วย! ”
บานาพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
ขนาดสเลบเองยังไม่รู้เลย ว่าทำไมตัวเองถึงสามารถตัดลำแสงให้แยกออกมาได้
“ศัตรูมันกำลังหนีแล้ว! ”
เอรีสที่แขนด้วนไปข้างได้แผดเสียงดัง
ที่กำแพงตรงด้านหลังคริสตัล กำลังมีรูขนาดใหญ่ถูกเปิดออกมาให้เห็น
ดินที่ถูกพอกปิด ได้ถูกเหล่ามดทาสขุดออกจนเผยให้เห็นเส้นทางหลบหนีที่ซ่อนเอาไว้
“ถอนทัพ! ”
ราชินีแฟตส่งคลื่นสมองสั่งการออกไป
คริสตัลขนาดสิบเมตรเริ่มถูกขนย้ายออกไปที่อุโมงค์ขนาดใหญ่ด้านหลัง
มันเป็นเส้นทางที่สูงสิบห้าเมตร และมีความกว้างกว่าสามสิบเมตร
สามารถใช้เคลื่อนทัพจำนวนมากได้อย่างสบาย ๆ
“ใครจะปล่อยให้หนีฟะ! แครอท เอรีส พวกเธอถอยไปสั่งการข้างหลัง เจ้าจิ๋วเอสเทอ แกมาช่วยสนับสนุนข้าที! ”
“ได้เลยดอง! ”
บานาที่ลุกขึ้นกลับมาในแนวหน้า ได้ไล่แครอทกับเอรีสที่บาดเจ็บไปอยู่ในแนวหลังแทน
ดูเหมือนเขาคงไม่อยากให้สองสาวต้องมารับมือกับสเลบ ที่กำลังยืนขวางกองทัพของทั้งสองฝ่ายเอาไว้
“อย่าให้มันหนี ไล่ตามไป! ”
บานาแผดเสียงก้อง
กองทัพพันธมิตรเริ่มเคลื่อนทัพไล่ตามเข้าไปในอุโมงค์หลบหนี
ซึ่งแน่นอนว่าสเลบไม่ยอมให้ไล่ตามไปโดยง่าย
“ห้าม--”
ร่างของสเลบได้เลือนหายไปจากวิสัยทัศน์ของบานา
เขาวิ่งแทรกไปในกองทัพศัตรูอีกครั้ง
ดาบทั้งสี่ถูกวางในแนวระนาบ พร้อมกับวิ่งตัดเชือดเฉือนร่างของเหล่าทหาร
“มาสู้กับข้าสิฟะ! ”
บานาพยายามวิ่งไล่ตาม แต่ไม่อาจตามทันได้
“---ล้ำเข้ามา”
เสียงของสเลบถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง หลังจากที่ทำการสังหารศัตรูไปนับร้อยนายที่แนวหน้า
“และลาก่อน”
เมื่อเห็นว่ากองทัพของตัวเองเข้าไปในเส้นทางหลบหนีหมดแล้ว เขาก็กล่าวอำลาออกมา
สเลบกระโดดสูงสิบห้าเมตร แล้ววาดดาบฟันลงไปที่เพดานอุโมงค์
เนื้อดินจำนวนมากถูกทำลาย และร่วงหล่นลงมาราวสายฝน
อุโมงค์หลบหนี ได้ถูกอุดตายลงด้วยฝีมือของสเลบอีกครั้ง
“หน่อยแน่! ”
บานาแทงตรีศูลลงไปที่กำแพงดินอย่างโกรธแค้น
อีกเพียงแค่ก้าวเดียว พวกเขาก็จะชนะแล้วแท้ ๆ
“กองทัพภูติ รีบทำลายกำแพงเดียวนี้ดอง! ”
เอสเทอเองก็หัวร้อนไม่แพ้กัน
บาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้เมื่อกี้ มันทำให้เธอโกรธมาก
“ทำลายลงได้แล้วครับ! ”
ซึ่งพวกเขาต้องใช้เวลาถึงสิบนาทีในการทำลาย
ซึ่งแน่นอนว่า--
“ไม่ทัน…”
--กองทัพของอาร์โธร์โพดาได้หนีไปไกลแล้ว
เผ่าอาร์โธร์โพดา สามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หายนะในรอบที่เก้าได้สำเร็จแล้ว
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
ท่ามกลางความืดของเส้นทางที่มืดมิด มีเพียงผมเดินอยู่คนเดียว
เพราะว่าผมอยู่ปิดท้าย เลยออกตัวตามไปช้าสุด
มีแต่ความืดรอบตัว และอยู่เพียงตัวคนเดียวในความมืดของเส้นทางหลบหนี
“ (สเลบ เจ้าอยู่ที่ไหน!? ข้างบนดินปลอดภัย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่พวกปีศาจมันตีกันเองอยู่ พวกเรารอดแล้วสเลบ!) “
เสียงของท่านราชินีแฟตได้ดังขึ้นภายในสมองของผม…
“ (ท่านแฟตครับ…) ”
“ (สเลบ! เจ้ายังมีชีวิตอยู่ข้างล่างนั้นใช่มั้ย?) ”
อยากส่งคลื่นสมองตอบท่าน แต่ทว่า…
ร่างกายมันหนัก…
รู้สึกเหนื่อยล้า และแทบไม่เหลือแรงที่จะตอบกลับไป
อยากแผดเสียงตอบท่านแฟตว่าผมสบายดี และให้หนีไปก่อนได้เลย
เพราะว่าผมก้าวขาต่อไปไม่ไหวแล้ว
ชุดที่สวมใส่ตัวนี้ มันสร้างภาระให้กับร่างกายมากจนเกินไป
รู้สึกได้เลยว่ากล้ามเนื้อกำลังจะฉีกขาด
หมดแรงแม้แต่จะก้าวเดิน
ร่างกายเองยังกรีดร้องว่าให้จงนอนพักลงตรงนี้
ลงตรงเส้นทางเดินหลบหนีที่ไร้ผู้คน
แต่ผมยังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่
“ (ท่านราชินี…) ”
จงหนีไป
“ (สเลบ!?) ”
จงหนีไปให้ไกล อย่าได้เป็นห่วงผมเลย
พวกศัตรูอาจตีกันเองจริง หรืออาจเป็นแผนลวงของศัตรู พวกเราไม่อาจรู้ได้เลย
และนักรบของฝ่ายเรากำลังอ่อนแรง
ดังนั้น จงหนีไปเถอะครับท่านแฟต
อย่าได้รอผม อย่าทำให้ผมเป็นสาเหตุของความพ่ายแพ้เลยครับ
“ (จงหนีไป…) ”
ดังนั้น ได้โปรด จงนำทัพหนีไปเพื่อผมด้วยเถิด
“ (... พวกเราจะลงไปทางใต้) ”
ราชินีแฟตส่งข้อความสุดท้ายมาให้สั้น ๆ ก่อนจะตัดการติดต่อไป
รู้สึกได้ว่าคลื่นสมองของท่านกำลังห่างไกลออกไป
“ดีแล้วละ… พวกเรา… ปลอดภัย…”
ผมพูดกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่สติของตัวเองจะดับมืดลง
วิสัยทัศน์รอบตัว กำลังจะมืดบอดลง...