Age of war

    ตอนที่ 57 ผู้กล้าแห่งอาร์โธร์โพดา

    ***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

    “ดันพวกมันกลับไป อย่าให้เข้ามาใกล้มากกว่านี้ได้! ”

    “ท่านแฟตครับ คริสตัลเริ่มร้าวไปทั่วแล้วครับ! ”

    “ก็รีบซ่อมมันและปกป้องเอาไว้สิยะ! ถ้าโล่กันไม่อยู่ ก็ใช้กำแพงเนื้อนั่นละรับลูกธนูกับลูกไฟพวกมันเอาไว้! เหล่ามดทาส จงปีนรอบคริสตัล และใช้ตัวเองเป็นชุดเกราะมีชีวิตให้กับมันซะ! ”

    “รับทราบ! ”

    “เพื่อราชินีของพวกเรา! ”

    “เพื่อเผ่าของพวกเรา! ”

    ชีวิตของทหารต่างร่วงโรยราวใบไม้พลัดใบ แต่ในเวลาเดียวกันก็พลิชีวิตใหม่อย่างงดงามจากคริสตัลแห่งชีวิต

    และนั่นคือสภาพการปัจจุบันของกองทัพของฝ่ายเรา ชาวอาร์โธร์โพดา

    ลดลงและเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน

    หากสามารถถ่วงเวลาต่อไปได้อีกนิด จำนวนพลของฝ่ายเราก็จะเริ่มได้เปรียบในขณะที่ของฝ่ายศัตรูมีแต่ลดลง

    ซึ่งจากการประเมินด้วยสายตาแล้ว ฉันคิดว่าพวกศัตรูคงเหลือราวหนึ่งแสนนายได้

    ในขณะที่กองทัพของฝั่งเรามีถึงสามแสนนาย และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้

    แต่จำนวนที่มากกว่ากลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะกำลังใจที่ลดต่ำลง

    ตัวตนอย่างราชินีแบบพวกฉัน ไม่ได้ช่วยทำให้กำลังใจของพลทหารเพิ่มขึ้นมาได้

    การจากไปของขุนพล มีผลอย่างมากต่อทิศทางลมของสนามรบแห่งนี้

    “อ๊าก! ”

    “อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้ได้มากกว่านี้! ”

    ฉันใช้โล่สีดำขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับเผ่าปีศาจยักษ์ตรงหน้าจนกระเด็นออกไปไกล

    ในเวลาเดียวกัน ที่ด้านบนเหนือขึ้นไปห้าเมตร มีประกายสายฟ้าสีเหลืองจำนวนมากวิ่งตัดผ่านอากาศตรงไปที่คริสตัล

    สายฟ้าอันรุนแรงได้ซ๊อตใส่ร่างของเหล่านักรบที่ปกป้องจนไหม้เกรียม ก่อนจะร่วงหล่นลงมาจากผิวของคริสตัล

    “แย่แล้ว รีบเข้าไปปกป้องคริสตัลเร็ว! ”

    ช่องว่างที่เผยออกมานั้น กำลังจะถูกโหมโจมตีด้วยลูกไฟและธนูที่ยิงออกมาจากปีศาจแสงและปีศาจน้อย

    ฉันรีบยืนตั้งตรง แล้วยกโล่สูงเพื่อบังการโจมตีเอาไว้

    “กรี๊ด!? ”

    “แฟต! ”

    ร่างของฉันล้มลงด้วยแรงกระแทกของลูกไฟ

    ราชินีฟรด้าพยายามเข้ามาช่วยฉัน

    “อย่ามาขวาง! ”

    แต่เธอไม่อาจตีฝ่ากองทัพของพวกปีศาจยักษ์ที่ขวางกั้นเอาไว้ได้

    “ไม่!? พวกแกกล้าแตะต้องร่างกายของราชินีอย่างฉัน!? ออกไปจากตัวฉันเดียวนี้นะ! ”

    ฉันเห็นราชินีฟรีด้าถูกพวกศัตรูรุมเข้าใส่จากทุกทิศทางเหมือนที่สกัดโดน

    เธอคงไม่รอดแล้ว

    พวกมันใช่กองทัพปีศาจยักษ์เป็นแนวหน้า ใช้กองทัพปีศาจน้อยเป็นผู้สนับสนุนโจมตี และใช้ปีศาจแสงโจมตีจากระยะไกลด้วยอำนาจพิเศษของมัน

    ด้วยรูปแบบกองกำลังผสม ทำให้กองทัพของฝ่ายเราถูกแหวกเป็นสองส่วนได้อย่างง่ายดาย

    ทั้งที่ฝ่ายเรามีกำลังพลมากกว่าแท้ ๆ

    “เรา… ไม่ไหวแล้ว”

    ราชินีบอสที่หมดใจสู้ได้ทิ้งโล่ลงไปกองกับพื้น

    คงจะถึงขีดกำจัดแล้วสินะ…

    ฉันมองไปที่ตรงหน้า

    แม่ทัพปีศาจของศัตรูทั้งสี่คนกำลังเดินขึ้นมาเยียบลงบนร่างอันใหญ่โตของฉัน

    คนหนึ่งมีร่างกายสูงสามเมตร ผมสีส้มคล้ายเปลวเพลิง และมีเขาคู่ประดับหัว

    คนหนึ่งเป็นสตรีร่างยักษ์ที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน สตรีผมสีม่วงที่ส่งร่างของสเลบปลิวหายไปจากสนามรบ

    คนหนึ่งคือเผ่าปีศาจน้อย ที่แม้ว่าแขนจะขาดไปข้าง แต่ก็สามารถต่อสู้นำทัพทะลวงลึกมาได้ถึงตรงนี้

    และคนสุดท้าย แม่ทัพของปีศาจแสง สิ่งมีชีวิตมีปีกโปร่งแสงสูงหนึ่งเมตรอันแสนน่ากลัว

    เจ้านี่ไร้ซึ่งบาดแผล อีกทั้งยังสามารถล้มพวกเรานับสิบชีวิตด้วยวิธีที่แปลกประหลาด

    เสกได้ทั้ง ไฟ ควบคุมได้ทั้งอากาศ และยังสามารถป้องกันลูกธนูด้วยลม

    มันคือปีศาจที่มีรูปร่างอันน่ารักเอาไว้หลอกสายตาผู้คน

    “สเลบ…”

    ฉันเอยนามของขุนพลอันเป็นที่รักออกมา

    ถ้าหากรู้ว่าชะตากรรมจะเป็นเช่นนี้ ฉันน่าจะอ่อนโยนกับเขามากกว่านี้เสียหน่อย

    ตรีศูลในมือของแม่ทัพปีศาจถูกยกสูงขึ้น

    มันกำลังจะแทงตรงลงมาบนร่างของฉันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว

    “ลาก่อน.. สเลบ”

    สเลบ สุดยอดขุนพลของฉัน---

    ในตอนนั้นเองที่เกิดเรื่องประหลาดขึ้น

    กองทัพขนาดใหญ่ของศัตรูถูกประกายสีขาววิ่งตัดผ่านด้วยความเร็วประดุจดั่งสายฟ้าฟาด

    ศัตรูที่เข้ารุมล้อมถูกอำนาจลึกลับบางอย่างซัดปลิวกระเด็นขึ้นท้องฟ้า

    แล้วร่างสีขาวนั้นก็มารับปลายแหลมของตรีศูลจากศัตรูด้วยดาบเพียงเล่มเดียว

    “ต้องขออภัยที่มาช้าครับท่านแฟต”

    “เจ้าคือ!? ”

    ร่างนั้นสวมชุดเกราะสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ทั่วทั้งตัว

    มันเป็นชุดเกราะที่ไร้ริ้วรอยต่อตามตัวอักษร

    หากมองผิวเผิน คงเป็นได้นึกว่าเจ้าตัวกำลังโป๊อยู่ด้วยซ้ำ

    เพราะตัวชุดมันรัดไปตามรูปร่างของเจ้าตัว จนให้ความรู้สึกเช่นนั้น

    ดาบสีดำสี่เล่มและรูปร่างที่คุ้นเคยได้ปรากฏสู่สายตา

    ชุดเกราะที่เขาสวมใส่อยู่นั้น คือชุดเกราะรุ่นต้นแบบที่สมบูรณ์แบบซึ่งราชินีฟรีด้าแสนจะภาคภูมิใจ ซึ่งฉันเคยส่งไปทดลองใช้งานที่แนวหน้า

    ในตอนนั้นเห็นว่ามีอุบัติเหตุจากการขนส่ง เลยไปไม่ถึงมือของสเลบ พร้อมกับการหายสาบสูญของชุดเกราะรุ่นใหม่

    แต่ทว่าชุดเกราะตัวที่ว่ากลับได้มาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฉัน และผู้ที่สวมใส่มันก็ไม่ใช่ใครอื่น

    “สเลบ!? ”

    สเลบ สุดยอดขุนพลของฉันผู้นั้น

    “บานา… กระผมขอรับชัยชนะไปก่อนนะครับ”

    สเลบพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย

    ชุดเกราะสีขาวที่ส่วมใส่ได้มีเส้นประกายแสงสีฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง

    “€¢©®!? ”

    ปีศาจตรงหน้าสเลบแสดงสีหน้าตกใจออกมา

    ไม่ว่าเขาพยายามจะออกแรงเพียงใด เขาก็มิอาจดันร่างของสเลบที่ตัวเล็กกว่าให้ถอยกลับไปได้แม้แต่มิลเดียว

    พื้นดินตรงหน้าเริ่มยุบตัวลงจากแรงดันปะทะ แต่กระนั้นร่างของสเลบก็นิ่งประดุจดั่งภูผา

    สเลบตวัดดาบออกไปด้วยเล่มที่กำลังรับตรีศูลเล่มนั้น

    “##$$#! ”

    ศัตรูกรีดร้องอย่างโหยหวนพร้อมกับร่างที่ปลิวกระเด็นไปไกล

    มันเป็นดาบที่รุนแรงมาก

    “ท่านแฟต กระผม ขุนพลสเลบ กลับมารายงานตัวแล้วครับ”

    สเลบ ขุนพลของฉัน ได้กลับมาโลดแล่นในสนามรบอีกครั้งแล้ว



    [ผู้กล้า] นักรบผู้กล้าหาญที่ปราบจอมมารและปีศาจอันชั่วร้ายลง

    ตำนานเช่นนั้น มีปรากฏอยู่ในทุกเผ่าพันธุ์ไม่ต่างกัน

    ไม่ว่าจะเรื่องราวผู้กล้าของเผ่ามนุษย์ ที่แตกแขนงออกมาหลายร้อยเรื่องราว

    ไม่ว่าจะเรื่องราวผู้กล้ายักษา ที่สามารถควบคุมอสูรปีกในตำนานขนาดยักษ์ได้

    ไม่ว่าจะเรื่องราวของพญาเหยี่ยวที่รู้แจ้งเห็นจริง และนำชัยชนะมาสู่ประเทศด้วยตัวเพียงคนเดียว

    หรือเรื่องราวของผู้กล้าแห่งอาร์โธร์โพดา ที่ล้มจอมมารซึ่งคอยกดขี่พวกเขาด้วยมือขนาดยักษ์และแสงไฟ

    ภาพของสเลบในชุดเกราะที่ไม่เคยเห็นนั้น ได้ซ้อนทับกับภาพของตำนานดั่งกล่าว

    “ทุกคน ถอยไปก่อน”

    สเลบเอยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

    เขาวิ่งเข้าใส่คลื่นกองทัพตรงหน้า

    ไม่พาลูกน้องติดตัว แต่วิ่งบุกใส่ราวคนบ้าที่โง่เขลา

    กองทัพพันธมิตรที่เห็นศัตรูวิ่งเข้าหา ได้ตั้งโล่ขวางเป็นกำแพงยาว

    นักรบเผ่ายักษาตั้งโล่ขนาดใหญ่สูงสามเมตรขึ้นตรงหน้า

    หน่วยจอมยุทธเตรียมตั้งกระบี่พร้อมร่ายรำ กองอัศวินยื่นหอกตรงออกไปด้านหน้า

    เหล่าตัวน้อยเริ่มเปล่งประกาย คมอากาศและเปลวไฟได้ผุดปรากฏ

    เพียงนักรบผู้เดียว คิดอาจหาญจะต่อกรกับกองทัพอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นหรือ?

    แต่สเลบยังคงวิ่งต่อไปโดยไม่หวั่นไหวต่ออาวุธร้ายที่พร้อมจะกระหน่ำแทงลงบนร่างของเขา

    “สเลบ เจ้าอย่าวู่วาม! ”

    ราชินีแฟตที่เห็นภาพนั้นถึงกับกรีดเสียงร้อง

    แม้แต่ราชินีฟรีด้าที่เป็นผู้ออกแบบและสร้างชุดนั้นมากับมือ ยังรู้สึกไม่มั่นใจว่าชุดที่สมบูรณ์ของตนจะสามารถต้านทานเอาไว้ได้

    แต่เธอคงไม่รู้ตัว ว่าได้สร้างสิ่งที่น่ากลัวออกมาเกินกว่าที่ตนได้คิดจินตนาการณ์เอาไว้

    “ไม่เป็นไร---”

    ชุดสีขาวเริ่มส่องประกายเส้นแสงสีฟ้าอีกครั้ง

    ผิวที่เรียบและดูยืดหยุ่นนั้น ฉับพลันดูแข็งดั่งเกล็ดของมังกร

    “---มันไม่เป็นไรหรอก”

    เปลวไฟและสายลมที่คมดั่งใบมีดนับร้อยจากพลังของเผ่าภูติ ได้กระหน่ำพุ่งเข้าใส่ร่างของนักรบสีขาว

    เกิดควันพวยพุ่งและเสียงระเบิดดังกึกก้อง

    “จบแล้ว? นึกว่าจะแน่”

    เหล่ากองทัพยักษาที่ถือโล่ตั้งรอเอาไว้ ถึงกับหัวเราะร่าอย่างดูถูก

    แต่แล้วพวกเขาก็ต้องถึงกับหน้าซีดเผือกและหุบปากลงในทันที

    เงาสีขาวยังคงวิ่งผ่านมาได้ราวกับเดินตัดสายหมอก

    ดาบสีดำทั้งสี่เล่มถูกยกชูขึ้นมา พร้อมกับเปล่งประกายแสงสีฟ้า

    “หน่วยอัศวิน เตรียมรับมือ! ”

    แม่ทัพหนึ่งร้อยนายของหน่วยอัศวินได้คำรามออกคำสั่ง

    คมหอกเหล็กกล้าของเผ่ามนุษย์ถูกยื่นออกไปตรงหน้าแนวโล่ของเผ่ายักษา ประดุจดั่งกำแพงเหล็กที่มีหนามแหลมยื่นยาว

    ที่ด้านหลัง หน่วยจอมยุทธต่างชูกระบี่ขึ้น เตรียมพร้อมที่จะเข้าโรมรัน

    แต่สเลบกลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิม

    “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย!? ”

    เหล่าทหารของกองทัพพันธมิตรถึงกับตื่นตระหนกเมื่อเห็นนักรบสีขาวพุ่งเข้ามาโดยไม่คิดที่จะหยุด

    “เพลงดาบสี่เล่ม---”

    สเลบเกิดความรู้สึกว่าต้องพูดออกไป

    ถึงจะดูน่าอาย แต่ตนรู้สึกว่ามันเป็นการเพิ่มพลังใจให้ตัวเองอย่างหนึ่ง

    “---ทศกร ประกายทมิฬ! ”

    ชื่อเพลงยุทธถูกประกาศดังก้องพร้อมกับคมดาบที่เหวี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว

    ชั่วขณะหนึ่งนั้น ทุกคนต่างมองเห็นสเลบสามารถแยกแขนออกมาได้ถึงสิบแขน

    ยักษาแนวหน้าจำนวนสิบคนถูกฟันยับจนกลายเป็นเศษเนื้อไปพร้อมกับโล่

    หอกเหล็กที่ปะทะร่างของสเลบ กลับเป็นฝ่ายที่หักงอเสียเอง

    เหล่าจอมยุทธมนุษย์ที่วิ่งเข้ารุม กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกดีดกระเด็นออกมา

    คลื่นพลังงานประหลาดสีฟ้าจากชุด ได้แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ทำให้เหล่าทหารหาญรอบตัวเขาปลิวกระเด็นอย่างรุนแรง

    “หน่อย ดอง~! ”

    เอสเทอนำทัพทูติของตนเอง เปลี่ยนพื้นดินรอบตัวของสเลบให้เป็นบ่อโคลน

    ร่างของสเลบเริ่มจมลงไปในบ่อโคลนที่ว่า

    “รุม! ”

    เอสเทอสั่งให้กองทัพของตนบินล้อมอยู่เหนือหัวสเลบขึ้นไปที่ระยะสิบเมตร

    ประกายแสงสว่างได้กำเนิดขึ้นที่ปีกและครัสตัลภูติของพวกเธอ

    “จงทำลายชุดเกราะนั้นซะ! จะให้มันพัฒนาไปมากกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด… นั่นมันคือ… เทคโนโลยีของพวกเรา ดอง~! ”

    เอสเทอกรีดร้องด้วยภาษาภูติ

    เธอรู้ว่าศัตรูมีขโมยเทคโนโลยีของตนเองไป แต่เธอไม่คิดว่าศัตรูจะเอามันไปพัฒนาได้ถึงระดับนี้

    ภูติคือเผ่าที่อ่อนแอ พวกเธอมีพละกำลังและแรงกายที่น้อยมาก

    ดังนั้นนอกจากคริสตัลที่ใช้ในการช่วยขยายพลังแปลงสสารจากปีกของพวกเธอแล้ว พวกเธอเลยต้องสร้างชุดเกราะที่ช่วยในการเพิ่มพลังกายและป้องกันขึ้นมาด้วยในเวลาที่ออกรบ

    แน่นอนว่าชุดเหล่านั้นได้ถูกทิ้งจนฝุ่นจับไม่สร้างต่อ เพราะมันสร้างยากมากด้วยสภาพโรงงานในปัจจุบันที่เผ่าของพวกเธอมี อีกอย่าง ด้วยนิสัยของเผ่าที่ขี้เกียจและขี้เล่น เลยทำให้ของเหล่านั้นถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย

    ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เอสเทอเคยบ่นในที่ประชุมสภาภูติมาก่อนหน้านี้แล้ว

    และตัวตนของชุดเกราะที่สเลบใส่อยู่ มันก็คือชุดที่มีพื้นฐานมาจากชุดเกราะของพวกเธอนั่นเอง

    พวกภูติย่อมรู้ถึงความร้ายกาจของพวกมันดี

    “ยิง…แบบนี้สินะ? ”

    ดาบสีดำของสเลบถูกยื่นตรงขึ้นไปบนฟ้า

    เขานำดาบทั้งสี่มาแนบชิดกัน

    ประกายแสงสีฟ้าจากดาบได้ถูกเชื่อมต่อกัน แล้วเกิดแรงขับดันอันรุนแรง

    ดาบสั่นไหวอย่างรุนแรงจนสเลบไม่สามารถถือดาบเอาไว้ได้อย่างมั่นคงอีก

    เขารีบบีบด้ามดาบที่เป็นไกยิงลงไป ก่อนที่ร่างของเขาจะปลิวกระเด็น

    พลังงานอิเล็คตรอนที่ถูกดึงจากมวลอากาศโดยรอบได้ถูกยิงออกไป พร้อมกับร่างของสเลบที่ปลิวไปข้างหลังเพราะแรงตีกลับ

    คลื่นพลังที่อันตรายขนาดสองเมตร ถูกยิงเป็นเส้นตรงขึ้นฟ้าไปที่กองทัพของเอสเทอ

    ถึงจะไม่ตรงเป้ามากนัก แต่พลังงานและความร้อนที่แตกกระจายออกมา ก็ทำให้ฝูงบินของเอสเทอถึงกับปลิวกระจาย

    “อั๊ก!? ”

    เอสเทอปลิวกระเด็นออกไปไกลจนเกือบถึงสุดขอบสนาม

    นี่เป็นอาวุธที่เธอไม่รู้จัก

    เพราะว่าพวกเธอสามารถใช้อำนาจจากปีกสร้างการโจมตีได้หลากหลายรูปแบบอยู่แล้ว เลยทำให้เทคโนโลยีของภูตินั้นจะเน้นไปที่การป้องกัน ไม่ใช่การโจมตี

    อาวุธที่สเลบยิงออกไปนั้นไม่ใช่เทคโนโลยีของเผ่าภูติ แต่เป็นแนวคิดของราชินีฟรีดา

    เธอนำปืนของเผ่ามนุษย์ที่เก็บกู้มาได้จากสนามรบเมื่อนานมาแล้ว มาดัดแปลงเข้ากับเทคโนโลยีของพวกภูติ

    จนได้เป็นปืนดาบที่ทรงพลัง

    “พลังบ้าอะไรกันนี่…”

    สเลบถึงกับพูดน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อตนเองออกมา



    มันเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อมาก

    ความวุ่นวายและเสียงจากสนามรบได้หยุดลงในทันที

    ทุกคนทั้งศัตรูและมิตร ต่างจ้องมองไปที่นักรบที่สร้างแรงกดดันออกมาตรงหน้าเป็นสายตาเดียวกัน

    เลือดสีดำของเผ่ายักษาได้ย้อมเกราะสีขาวจนกลายเป็นสีดำ

    สเลบแทบไม่ต่างไปจากผู้กล้าในสายตาของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    ส่วนในสายตาของกองทัพพันธมิตรนั้น เขาคือสุดยอดนักรบที่ไม่เคยเห็นจากไหนมาก่อน

    “นักรบทมิฬ…ไม่สิ.. ผู้กล้า… [ผู้กล้าทมิฬ สเลบ] ”

    ราชินีแฟตพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงอันดัง

    “ผู้กล้า...ทมิฬ? ”

    “ผู้กล้าทมิฬ สเลบ”

    “ผู้กล้าทมิฬ สเลบ! ”

    “ผู้กล้ามาแล้ว พวกเราอย่าพึ่งยอมแพ้เด็ดขาด! ”

    ทิศทางลมได้เปลี่ยนกลับไปเป็นของฝ่ายอาร์โธร์โพดาอีกครั้ง

    กำลังใจได้หวนกลับมาเพราะการปรากฏตัวของสเลบในพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น

    แต่สเลบคิดว่าพวกตนไม่ควรจะทำการรบต่อที่นี่อีก

    “ถอยทัพ หนีไปตั้งหลักก่อนเถอะครับท่านองค์ราชินีแฟต”

    ที่มุมของของสนาม มีประกายสว่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น

    เอสเทอกำลังรวบรวมหน่วยรบภูติ เพื่อเตรียมการยิงพลังงานโปรตอนขนาดใหญ่ออกมา

    เธอโกรธเลือดขึ้นหน้า จนลืมไปแล้วว่าต้องปกปิดขีดความสามารถของเผ่าตัวเอง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป้าหมายคือคริสตัลแห่งชีวิตซึ่งมีสภาพจวนจะพังลงมา และการโจมตีระดับนั้น ต่อให้มีกี่สิบสเลบก็คงป้องกันไม่อยู่

    “กระผมจะปิดท้ายขบวนทัพให้เองครับ”

    “... เข้าใจแล้ว ทุกหน่วยคงได้ยินแล้วสินะ เปิดทางออกหนีฉุกเฉิน ทุกหน่วย ขนย้ายคริสตัลขึ้นไปบนผิวดิน! ”

    อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้ ว่าเส้นทางหนีฉุกเฉินมันไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากนัก

    เหตุผลเดียวที่พวกเธอไม่ถอยหนี เพราะรู้ว่าผิวดินข้างบนมีกองทัพชาวปักษารออยู่

    แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น การเลือกหนทางหนี อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่า

    “คิดจะหนีเรอะดอง! ”

    เอสเทอแผดเสียงด้วยใบหน้าของวายร้าย

    ภูติระดับสูงรวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยนาย ได้ร่วมพลังกันแปรเปลี่ยนโครงสร้างอะตอมตรงพื้นที่ว่างเปล่าด้านหน้า จนเกิดเป็นพลังงานโพตอนที่เข้มข้น

    อนุภาคแสงที่เข้มข้นและรุนแรง ได้ถูกส่งออกไปจนเห็นเป็นคลื่นพลังสีแดงสด

    เป้าหมายคือคริสตัลแห่งชีวิตที่อยู่อีกฟากของห้องโถง

    เสาแสงวิ่งตรงผ่านเหนือกองทัพของทั้งสองฝ่าย

    คนที่ยืนขวางเส้นทางต่างถูกคลื่นรังสีแผดเผาร่างจนผิวหนังผุพอง

    เอสเทอโกรธจนหน้ามืดตามัว และลืมสิ้นซึ่งกองทัพพันธมิตรของตนเอง

    “หน่อย! ”

    สเลบกระโดดขึ้นสูงเหนือพื้นกว่าสิบเมตร

    เส้นสีฟ้าวิ่งไหลไปทั่วชุดเกราะที่ถูกย้อมเป็นสีดำ ก่อนจะวิ่งไปสู่ปลายดาบดำทั้งสี่เล่ม

    “เขี้ยวสังหาร! ”

    สเลบตะโกนชื่อท่าเพื่อปลุกใจตัวเองให้กล้าเผชิญหน้ากับลำแสงมรณะ

    ดาบทั้งสี่เล่มถูกนำมาประกบปลายแหลม แล้วแทงออกไปตรงหน้า

    ประจุพลังงานที่แผ่ออกจากตัวดาบ ได้บิดผันให้ความหนาแน่นอากาศตรงหน้าเปลี่ยนแปลง พร้อมกับทำให้ลำแสงโพตอนหักเหเบี่ยงวิถีกระจายออกไปทุกทิศทาง

    เส้นโพตอนที่กระจายออก ได้พุ่งเข้าแผดเผาชีวิตที่อยู่โดยรอบนี้

    “ท่านสเลบตัดแสงได้!? ”

    “สมกับเป็นผู้กล้าสเลบ! ”

    เสียงโหร้องเอาชัยดังขึ้นอีกครั้ง

    หากไม่มีคำสั่งให้ถอยทัพ คงเป็นได้กรูบุกเข้าใส่ศัตรูไปแล้ว

    ส่วนฝ่ายกองทัพพันธมิตรนั้น มันคือภาพของฝันร้าย

    “แม่งตัดแสงได้ด้วย! ”

    บานาพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก

    ขนาดสเลบเองยังไม่รู้เลย ว่าทำไมตัวเองถึงสามารถตัดลำแสงให้แยกออกมาได้

    “ศัตรูมันกำลังหนีแล้ว! ”

    เอรีสที่แขนด้วนไปข้างได้แผดเสียงดัง

    ที่กำแพงตรงด้านหลังคริสตัล กำลังมีรูขนาดใหญ่ถูกเปิดออกมาให้เห็น

    ดินที่ถูกพอกปิด ได้ถูกเหล่ามดทาสขุดออกจนเผยให้เห็นเส้นทางหลบหนีที่ซ่อนเอาไว้

    “ถอนทัพ! ”

    ราชินีแฟตส่งคลื่นสมองสั่งการออกไป

    คริสตัลขนาดสิบเมตรเริ่มถูกขนย้ายออกไปที่อุโมงค์ขนาดใหญ่ด้านหลัง

    มันเป็นเส้นทางที่สูงสิบห้าเมตร และมีความกว้างกว่าสามสิบเมตร

    สามารถใช้เคลื่อนทัพจำนวนมากได้อย่างสบาย ๆ

    “ใครจะปล่อยให้หนีฟะ! แครอท เอรีส พวกเธอถอยไปสั่งการข้างหลัง เจ้าจิ๋วเอสเทอ แกมาช่วยสนับสนุนข้าที! ”

    “ได้เลยดอง! ”

    บานาที่ลุกขึ้นกลับมาในแนวหน้า ได้ไล่แครอทกับเอรีสที่บาดเจ็บไปอยู่ในแนวหลังแทน

    ดูเหมือนเขาคงไม่อยากให้สองสาวต้องมารับมือกับสเลบ ที่กำลังยืนขวางกองทัพของทั้งสองฝ่ายเอาไว้

    “อย่าให้มันหนี ไล่ตามไป! ”

    บานาแผดเสียงก้อง

    กองทัพพันธมิตรเริ่มเคลื่อนทัพไล่ตามเข้าไปในอุโมงค์หลบหนี

    ซึ่งแน่นอนว่าสเลบไม่ยอมให้ไล่ตามไปโดยง่าย

    “ห้าม--”

    ร่างของสเลบได้เลือนหายไปจากวิสัยทัศน์ของบานา

    เขาวิ่งแทรกไปในกองทัพศัตรูอีกครั้ง

    ดาบทั้งสี่ถูกวางในแนวระนาบ พร้อมกับวิ่งตัดเชือดเฉือนร่างของเหล่าทหาร

    “มาสู้กับข้าสิฟะ! ”

    บานาพยายามวิ่งไล่ตาม แต่ไม่อาจตามทันได้

    “---ล้ำเข้ามา”

    เสียงของสเลบถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง หลังจากที่ทำการสังหารศัตรูไปนับร้อยนายที่แนวหน้า

    “และลาก่อน”

    เมื่อเห็นว่ากองทัพของตัวเองเข้าไปในเส้นทางหลบหนีหมดแล้ว เขาก็กล่าวอำลาออกมา

    สเลบกระโดดสูงสิบห้าเมตร แล้ววาดดาบฟันลงไปที่เพดานอุโมงค์

    เนื้อดินจำนวนมากถูกทำลาย และร่วงหล่นลงมาราวสายฝน

    อุโมงค์หลบหนี ได้ถูกอุดตายลงด้วยฝีมือของสเลบอีกครั้ง

    “หน่อยแน่! ”

    บานาแทงตรีศูลลงไปที่กำแพงดินอย่างโกรธแค้น

    อีกเพียงแค่ก้าวเดียว พวกเขาก็จะชนะแล้วแท้ ๆ

    “กองทัพภูติ รีบทำลายกำแพงเดียวนี้ดอง! ”

    เอสเทอเองก็หัวร้อนไม่แพ้กัน

    บาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้เมื่อกี้ มันทำให้เธอโกรธมาก

    “ทำลายลงได้แล้วครับ! ”

    ซึ่งพวกเขาต้องใช้เวลาถึงสิบนาทีในการทำลาย

    ซึ่งแน่นอนว่า--

    “ไม่ทัน…”

    --กองทัพของอาร์โธร์โพดาได้หนีไปไกลแล้ว

    เผ่าอาร์โธร์โพดา สามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หายนะในรอบที่เก้าได้สำเร็จแล้ว



    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    ท่ามกลางความืดของเส้นทางที่มืดมิด มีเพียงผมเดินอยู่คนเดียว

    เพราะว่าผมอยู่ปิดท้าย เลยออกตัวตามไปช้าสุด

    มีแต่ความืดรอบตัว และอยู่เพียงตัวคนเดียวในความมืดของเส้นทางหลบหนี

    “ (สเลบ เจ้าอยู่ที่ไหน!? ข้างบนดินปลอดภัย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่พวกปีศาจมันตีกันเองอยู่ พวกเรารอดแล้วสเลบ!) “

    เสียงของท่านราชินีแฟตได้ดังขึ้นภายในสมองของผม…

    “ (ท่านแฟตครับ…) ”

    “ (สเลบ! เจ้ายังมีชีวิตอยู่ข้างล่างนั้นใช่มั้ย?) ”

    อยากส่งคลื่นสมองตอบท่าน แต่ทว่า…

    ร่างกายมันหนัก…

    รู้สึกเหนื่อยล้า และแทบไม่เหลือแรงที่จะตอบกลับไป

    อยากแผดเสียงตอบท่านแฟตว่าผมสบายดี และให้หนีไปก่อนได้เลย

    เพราะว่าผมก้าวขาต่อไปไม่ไหวแล้ว

    ชุดที่สวมใส่ตัวนี้ มันสร้างภาระให้กับร่างกายมากจนเกินไป

    รู้สึกได้เลยว่ากล้ามเนื้อกำลังจะฉีกขาด

    หมดแรงแม้แต่จะก้าวเดิน

    ร่างกายเองยังกรีดร้องว่าให้จงนอนพักลงตรงนี้

    ลงตรงเส้นทางเดินหลบหนีที่ไร้ผู้คน

    แต่ผมยังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่

    “ (ท่านราชินี…) ”

    จงหนีไป

    “ (สเลบ!?) ”

    จงหนีไปให้ไกล อย่าได้เป็นห่วงผมเลย

    พวกศัตรูอาจตีกันเองจริง หรืออาจเป็นแผนลวงของศัตรู พวกเราไม่อาจรู้ได้เลย

    และนักรบของฝ่ายเรากำลังอ่อนแรง

    ดังนั้น จงหนีไปเถอะครับท่านแฟต

    อย่าได้รอผม อย่าทำให้ผมเป็นสาเหตุของความพ่ายแพ้เลยครับ

    “ (จงหนีไป…) ”

    ดังนั้น ได้โปรด จงนำทัพหนีไปเพื่อผมด้วยเถิด

    “ (... พวกเราจะลงไปทางใต้) ”

    ราชินีแฟตส่งข้อความสุดท้ายมาให้สั้น ๆ ก่อนจะตัดการติดต่อไป

    รู้สึกได้ว่าคลื่นสมองของท่านกำลังห่างไกลออกไป

    “ดีแล้วละ… พวกเรา… ปลอดภัย…”

    ผมพูดกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่สติของตัวเองจะดับมืดลง

    วิสัยทัศน์รอบตัว กำลังจะมืดบอดลง...

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399