สายลมยามเช้าพัดผ่านหอศิษย์ภายในเบา ๆ กลิ่นไม้สนที่เคลือบด้วยยางเรซินจากธรรมชาติโชยคลุ้งทั่วบริเวณ
อาคารไม้เก่าแก่ของหอฝึกขั้นกลางดูสง่างามแต่หนักแน่น ราวกับยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา
เซียฉินและกลุ่มของเขา ซึ่งเพิ่งผ่านการทดสอบรวมกลุ่มเมื่อวันก่อน ยืนรออยู่หน้าบันไดหินของหอฝึกแห่งนี้
พร้อมกับกลุ่มของหลินซือเหยา พวกเขาคือศิษย์ใหม่กลุ่มเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในชั้นพิเศษนี้ก่อนกำหนด
"ฟังดูเหมือนเกียรติ แต่ข้ารู้สึกเหมือนถูกจับตามองมากกว่า" ไป๋อี้หานกระซิบพลางเหลือบตามองกลุ่มศิษย์รุ่นพี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
หงเทียนพยักหน้าเห็นด้วย "ทุกคนที่นี่...สายตาไม่เหมือนที่อื่น เหมือนเสือที่รอขย้ำเหยื่อที่เดินเข้ามาในเขตมัน"
เสียงเปิดประตูไม้ดังขึ้นเบา ๆ ผู้อาวุโสฉางเหวิน ผู้ดูแลหอฝึกขั้นกลาง ก้าวออกมาอย่างสง่างาม
เขาสวมชุดคลุมยาวสีเงินขลิบทอง มีแววตาคมลึกและรอยยิ้มบางที่ไม่อาจอ่านได้
"ผู้ผ่านการทดสอบ จะได้สิทธิ์เรียน 'วิชาประสานรากปราณ' และ 'กระบวนท่าขั้นกลาง' ที่นี่ แต่จงรู้ไว้... พื้นที่นี้ ไม่ได้ใจดีกับใครทั้งนั้น"
เขาชี้ไปยังป้ายแกะสลักที่ติดบนเสาไม้ใหญ่
"สหายที่ก้าวพลาด จะไม่มีโอกาสที่สองในสนามจริง"
ในห้องฝึกไม้กว้าง เสื่อฝึกที่วางเรียงรายถูกล้อมด้วยอักขระพลังแผ่วเบา ศิษย์ทุกคนต้องจับคู่เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวและการเชื่อมประสานพลังปราณพื้นฐาน
เซียฉินจับคู่กับหลินซือเหยา ขณะที่ฉู่เหยียนจับคู่กับถงเหวินอวี่ ไป๋อี้หานกับจ้าวไป๋หลง และหงเทียนกับเซวียนเหยียนจวิน
วิชาประสานรากปราณ เป็นวิชาที่เน้นการควบคุมพลังปราณให้ไหลเวียนสอดคล้องกับสหายที่อยู่ใกล้ ในการต่อสู้จริง
หากควบคุมได้ดี จะสามารถหลีกเลี่ยงการตัดพลังซึ่งกันและกัน หรือแม้แต่เสริมพลังโจมตีให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
เซียฉินหลับตา ใช้จิตประสานปราณกับหลินซือเหยาอย่างระมัดระวัง
เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอ่อนโยนที่ซ้อนอยู่ใต้ความมั่นคงของอีกฝ่าย ราวกับแม่น้ำที่ไหลนิ่งแต่ลึก
"เจ้าควบคุมปราณได้ดีเกินคาด" หลินซือเหยากล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
"แต่เจ้ายังแบ่งจิตไม่เป็น ลองคิดว่าเจ้ากำลังวาดกระบี่และหายใจในเวลาเดียวกัน"
เซียฉินพยักหน้า จากนั้นลองเปลี่ยนรูปแบบการส่งพลัง ปราณของเขาไหลช้าแต่มั่นคง สอดรับกับจังหวะหายใจของนางได้ในรอบที่สาม
แสงบางจางล้อมรอบร่างทั้งคู่ เป็นสัญญาณว่า "ประสานปราณสำเร็จในระดับแรก"
ด้านหนึ่งของห้อง ไป๋อี้หานและจ้าวไป๋หลงกำลังฝึกประสานการใช้หอกแบบสองคน
จ้าวไป๋หลงเป็นคนที่มีพลังแขนแข็งแรง แต่ชอบใช้พลังมากกว่าจังหวะ ขณะที่ไป๋อี้หานเป็นคนอ่านจังหวะเก่งแต่แรงน้อย
"ลองปรับมุมแทงของเจ้าให้ต่ำกว่าข้า จะได้เข้าจังหวะพร้อมกันโดยไม่ปะทะกันเอง" ไป๋อี้หานแนะนำ
ก่อนทั้งคู่จะหมุนหอกพร้อมกัน เสียงหอกแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับประกายปราณที่สอดประสานเป็นรูปวง
"สำเร็จระดับสองแล้ว!" ผู้อาวุโสประกาศด้วยความประหลาดใจ
อีกฝั่งหนึ่ง ฉู่เหยียนกับถงเหวินอวี่กำลังใช้พลังธาตุลมและยันต์กระจายแสงสร้างค่ายจำลอง
"พลังของข้าพัดยันต์ของเจ้าออกไปหมดเลย!" ฉู่เหยียนโอด
"เจ้าต้องไม่ใช้แรงบังคับ พัดให้มันหมุนรอบแกน ไม่ใช่ผลักมันออกจากลาน" ถงเหวินอวี่หัวเราะเบา ๆ
ในที่สุดพวกเขาก็สร้างลมหมุนวนรอบยันต์ได้สำเร็จ เกิดเป็นม่านกันพลังเบื้องต้น
ขณะทุกกลุ่มกำลังฝึกฝน ผู้อาวุโสฉางเหวินยืนมองอยู่เงียบ ๆ พร้อมกับบุรุษในชุดสีดำผู้มีตราประจำสำนักชั้นใน
"กลุ่มนี้...โดยเฉพาะเด็กนั่น เซียฉิน...เขาเริ่มประสานพลังได้เร็วกว่าที่ข้าเคยเห็น"
ผู้อาวุโสฉางเหวินพยักหน้า
"เขาไม่ใช่ผู้ที่พรสวรรค์สูงที่สุด...แต่เป็นผู้ที่เรียนรู้เร็วที่สุด และนั่น...คือสิ่งที่อันตรายที่สุดในสนามจริง"
เมื่อถึงยามเย็น การฝึกถูกพัก เซียฉินเดินออกมานั่งที่ระเบียงไม้ของหอฝึก ลมเย็นพัดผ่านใบไม้
เสียงฝีเท้าหนึ่งดังใกล้เข้ามา ก่อนที่เขาจะหันไปพบหลินซือเหยายืนถือขวดน้ำชาเบา ๆ
"วันนี้ทำได้ดีนะ"
"เจ้าก็เช่นกัน" เขารับขวดมาดื่มช้า ๆ ก่อนจะมองฟ้าเบื้องบน
"เจ้าคิดว่า...เราจะไหวไหม ถ้าต้องเผชิญกับกลุ่มชั้นในจริง ๆ?"
หลินซือเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ
"ไม่มีใครรู้ แต่หากเรายังฝึกเช่นนี้ต่อไป...พวกเขาจะไม่กล้ามองข้ามเราอีก"