บ้านถูกวางแผนตกแต่งให้สอดคล้องกับที่อาจารย์หวังบอกไว้ ซึ่งประเมินแล้วคงใช้เวลาหลายเดือนในการรีโนเวท โดยมีคุนและไพศาลทำงานร่วมกันในฝ่ายออกแบบ เื่การตกแต่งภายนอกและภายในเป็หน้าที่ของดาว ปอยเองก็เริ่มติดต่อและพูดคุยกับเหล่าลูกค้าบ้างแล้ว วิษณุมีหน้าที่คอยดูแลภาพรวมทั้งหมดของโปรเจ๊ค แพรวาและภาคินณ์จะเป็ฝ่ายดูแลและอนุมัติงบให้กับโปรเจ๊คนี้ทั้งหมด ส่วนภาวิณีไม่มีหน้าที่ใดๆ เพราะเธอเป็เพียงแค่เลขานุการของแพรวา (แม้ว่าข่าววงในของวิษณุจะบอกว่าเธอนั้นมีสถานะที่ไม่ธรรมดาก็ตาม)
“แน่ใจนะพี่ ว่าที่นี่นะ” ดาวยกมือขึ้นป้องดวงตา พยายามจะสอดส่องสายตาเข้าไปในดงต้นมะพร้าว ต้นหลิว ต้นสน และแมกไม้นานาพรรณ ที่ขึ้นกันแน่นขนัดบนเนินเขา โดยมีชายหาดสีขาวและน้ำทะเลใสสะอาดตาอยู่ด้านหลังของพวกตน “ไม่เห็นจะมีบ้านสักหลังเลย มีแต่ป่าดงดิบ”
“ที่นี้แหละ ไม่ผิดแน่” วิษณุเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือที่พวกเขาใช้นำทางมายังชายหาดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี “ตรงตามจีพีเอส และ แผนที่จากภาพถ่ายเลย”
“ไหนดูหน่อย” คุนชะโงกหน้าเข้าไปมองหน้าจอมือถืออีกคน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังดงไม้หนาทึบเบื้องหน้า “มันใช่ที่เดียวกันจริงๆ เหรอพี่”
“ก็ถูกปล่อยทิ้งให้ร่างมาตั้งหลายสิบปีนี่นา” เสียงใสแจ๋วของแพรวาเอ่ยขึ้น “ไม่มีใครมาดูแลเลย น่าเสียดายที่บ้านสวยๆ บนชายหาดสวยๆ ต้องมาถูกป่าปกคลุมไปหมด”
“หมายความว่าบ้านที่พวกเราตามหา อยู่ในป่านี้เหรอคะ” ดาวหันหน้าไปยังแพรวา ที่มีภาวิณียืนอยู่ข้างกายประหนึ่งเงาตามตัว “บรรยากาศมันจะเหมือนบ้านผีสิงเกินไปแล้วนะ…ไม่เอาแล้วนะ ไม่อยากเจอแล้ว”
“ถ้าจะมีก็คงไม่แปลก” ปอยพึมพำ กวาดตามองป่าดงตรงหน้าริมเชิงเขา ซึ่งด้านขวานั้นเนินเขาลาดลงเป็ปางไปจรดหาดทรายสีขาวสะอาด ซึ่งมีประติมากรรมผีเสื้อสมุทรยืนอยู่กลางทะเล ส่วนทางด้านซ้ายก็มีเนินเขาทอดลงมาเหมือนกัน แต่สั้นกว่าทางด้านขวาประมาณครึ่งหนึ่งโดยที่มีประติมากรรมของพระอภัยมณีและนางเงือกตั้งอยู่บนฝั่ง ด้านหน้าของป่าบนเนินเขา ที่พวกเขายืนจ้องกันอยู่นั้นเป็หาดทรายสีขาวทอดยาวหลายสิบเมตรก่อนจะจรดกับทะเลสีคราม “ในที่ๆ มีพลังงานชี่มากๆ ถ้าทำให้ดีก็ดีขั้นสุด แต่ถ้าทำให้ร้าย ก็ร้ายสุดๆ”
“คุณหมายความว่ายังไงคะ” ภาวิณีเหลือบมองไปยังปอยด้วยท่าทีสงสัยใคร่รู้ “คุณจะบอกว่าที่นี่มีผีงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่แบบนั้น แต่…ก็ไม่เชิง” ปอยหันไปสบกับแว่นดำของภาวิณี “ในชัยภูมิัวารีแบบนี้ หรือ พูดง่ายๆ ก็คือสถานที่ที่ฮวงจุ้ยดีแบบที่นี่ ถ้าถูกใช้ในทางที่ดี อย่างเช่นใช้เป็ที่อยู่อาศัย หรือ ใช้เป็สุสานฝังศพจะดีมากๆ ค่ะ แต่ถ้าถูกใช้ในทางที่ไม่ดี เช่น เลี้ยงผี หรือ เลี้ยงชี้ร้าย มันก็จะแข็งแกร่งมากเช่นกัน เพราะแบบนี้ฉันถึงบอกว่า ถ้าดีก็ดีสุดๆ ถ้าร้ายก็ร้ายสุดๆ ค่ะ”
“เอาอีกแล้ววววววว” คุณยิ้มด้วยใบหน้าเอือมระอาดั่งเช่นที่เขาเคยทำมาตลอด ขณะที่ยกมือทั้งสองขึ้นข้างตัวคล้ายกับยกอากาศ “ถ้าไม่ผี ก็ฮวงจงฮวงจุ้ยอะไรนั้นอีกแล้ว ฉันว่าเธอน่าจะเปลี่ยนอาชีพจากเซลล์ไปเป็หมอดูดีกว่านะ น่าจะรุ่งกว่า”
“ถ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครว่าเป็ใบ้หรอกนะ” ปอยตวัดหางตามองคุนอย่างไม่สบอารมณ์ “ทีฉันนี้ว่าจังเลยนะ แต่พอเป็อาจารย์หวังกับคุณไพศาล ไม่เห็นจะกล้าว่ากล้าเถียงสักคำ”
“นั้นนะสถาปนิกระดับโลกเชียวนะ” คุนอึกอัก เหลือบมองแพรวาอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอู้อี้ “แล้วอาจารย์หวังก็ฟังภาษาไทยไม่ออก และ ฉันก็ฟังภาษาจีนไม่ออกเหมือนกัน พูดไปก็เท่านั้น…ใช่ไหมล่ะ”
“หยุดทะเลาะกันสักทีเถอะ….” วิษณุเอ่ยขัดพร้อมกับถอนหายใจออกยาว “ไม่เกรงใจฉัน ก็เกรงใจคุณแพรวาบ้างเถอะ เป็อะไรกันนะสองคนนี้นะ เอ่ยปากพูดกันทีไรเป็ต้องทะเลาะกันทุกที พูดกันภาษาดอกไม้บ้างไม่ได้เหรอ โดยเฉพาะไอ้คุนนะ มึง…เอ๊ย น้องนะช่วยเลิกแซะเลิกว่าน้องปอยเขาสักทีได้ไหม”
“โหว…ลำเอียงวะ” คุนหันขวับมองวิษณุในทันที “เสียแรงที่นับถือมาหลายปี ไม่คิดเลยว่าจะเห็นชีดีกว่าพี่น้อง”
“อ้าว ไอ้นี่!” อีกครั้งที่วิษณุยกแขนขึ้นรวบต้นคอของวิษณุ “พูดดีด้วยแล้วเหลิงเหรอ มานี้…มากินโปรตีนสักหน่อยน่าจะดี สงสัยจะเริ่มขาดอาหารบำรุงสันดานแล้วซินะ”
“พอกันทั้งคู่นั่นแหละ!” คราวนี้ดาวเปลี่ยนมาเป็ฝ่ายเอ็ดบ้าง “จะมาทำงานหรือจะมาทะเลาะกัน ถ้าจะมาทำงานก็รีบๆ เข้าไปดีกว่า โน้นแนะ….” ว่าพลางเธอก็ชี้มือข้ามไหล่ไปยังเื้ัของทั้งหมดซึ่งเป็ทะเลและชายหาด ซึ่งมองเห็นเมฆครึ้มดำเริ่มก่อตัวที่ปลายเส้นขอบฟ้า “มืดมาโน่นแล้ว…”
“ใช่ค่ะ” ภาวิณีเอ่ยขึ้น ขณะที่แพรวายืนยิ้มเบาๆ ขณะมองดูคุนและวิษณุที่ก็พลันหยุดชะงักลงเช่นกัน “ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวพายุเข้าแล้วจะลำบาก”
“เห็นด้วยค่ะ” ปอยพูดขณะที่เหลือบมองรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “ความรู้สึกของฉันมันบอกว่า เข้าไปตอนกลางวันหรือ ตอนที่มีแสงสว่างจะดีกว่าตอนมืดๆ ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปกันเถอะค่ะ” แพรวาพูดขึ้นด้วยเสียงสดใส ขณะที่ก้าวขาเดินไปเบื้องหน้า “คิดถึงจัง ไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก”
“เอ๊ะ….” ปอยอุทาน ขณะที่แพรวาเดินผ่านหน้าตน “คุณแพรวารู้จักที่นี่ด้วยเหรอคะ”
“ค่ะ” แพรวายิ้มรับ ยกมือนิ้วขึ้นเกี้ยวปอยผมที่ปลิวตามแรงลมให้แนบกับใบหู “เคยมาตอนเด็กๆ นะค่ะ บ้านของเพื่อน…แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่อยู่ที่นี่กันแล้ว”
พวกเขาขับรถลัดเลาะไปตามทางสายเล็กที่ซุ่มซ่อนอยู่ในดงไม้หนาทึบจนแสงแดดแทบไม่ส่องลอดผ่านลงมา แต่ทว่าเมื่อพ้นดงไม้ขึ้นไปได้สักพัก ทั้งสี่ก็ต้องอุทานออกมาอย่างลืมตัว เพราะภาพวิวทิวทัศน์ที่มองลงไปจากมุมนี้นั้นสวยราวกับภาพที่เคยเห็นในโลกโซเชียลของการโปรโมตแหล่งท่องเที่ยว หรือ รีสอร์ตและโรงแรมระดับไฮคลาส
พวกเขายืนอยู่หน้าตัวทันสมัยคล้ายโรงแรมหรือรีสอร์ตหรู ซึ่งถูกต้นไม้บดบังเมื่อมองขึ้นมาจากด้านล่าง ผิดไปจากที่คาดไว้มาก เพราะบนนี้ต้นไม้ใบหญ้าและตัวบ้านคล้ายกับถูกดูแลเอาใจใส่อย่างดี มันจึงไม่รกครึ้มชวนวังเวงอย่างที่คิดไว้
ตัวบ้านนั้นแบ่งออกเป็สี่หลัง โดยแต่ละหลังจะมีทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน สามหลังแรกที่ตั้งอยู่ด้านหน้านั้นล้อมสระน้ำที่ยังคงน้ำอยู่เต็มสระ ส่วนบ้านหลังใหญ่สุดที่อยู่ด้านหลังนั้นแม้จะดูทรุดโทรมไปมาก แต่ก็ยังดูสวยและทันสมัย เพียงแค่ได้รับการปัดฝุ่นใหม่นิดหน่อยก็สามารถจะประกาศขายเลยก็ยังได้
“พวกคุณเป็ใคร!” ขณะที่พวกเขากำลังชื่นชมกับทัศนียภาพและตัวบ้านอยู่นั้นก็พลันมีเสียงร้องดังขึ้น “ขึ้นมาที่นี่ได้ยังไง… ขึ้นมาทำไม!”
บุรุษในชุดมอซอสวมหมวกสานปีกกว้างเดินถือไม้กวาดทางมะพร้าวเดินตรงปรี่เข้าหาพวกเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าวซึ่งดูดุดันเสียงยิ่งกว่าใบหน้าที่มีหนวดเคราขึ้นรกของเขา
“คุณนั่นแหละเป็ใคร” คุนขยับร่างขึ้นไปด้านหน้า ขวางระหว่างบุรุษนิรนามกับพวกพ้องของตนอย่างรวดเร็ว
แต่ทว่าไม่ทันได้เอื่อยเอ่ยคำพูดใดๆ ต่อไป บุรุษนิรนามก็ฟาดไม้กวาดทางมะพร้าวเข้าใส่คุนอย่างรวดเร็วและรุนแรง พร้อมกับะโเสียงดังลั่น
“ออกไป!”
คุนหลบฉาดจากวิธีของไม้กวาดตามสัญชาตญาณที่เขาได้รับมาจากการต่อยตีมีเื่สมัยที่เรียนสายอาชีพมา พร้อมกับย่อตัวและพุ่งไปด้านหน้าพร้อมกับเหวี่ยงหมัดขวาออกไปอย่างรวดเร็ว